เรื่องที่นำมาเล่าในวันนี้นำมาจากบทความเรื่อง
"Fire in
Atmospheric Vacuum Unit (AVU)" เผยแพร่ในเว็บ
Oil Industry Safety
Directorate ของประเทศอินเดีย
(https://www.oisd.gov.in/en-in/CaseStudies)
เมื่อ ๑๔ เมษายน
ค.ศ.
๒๐๒๕ (พ.ศ
๒๕๖๘)
เป็นเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่เกิดจากแนฟทารั่วออกมาทางท่อระบายไอน้ำทิ้งออกสู่บรรยากาศ
บทความไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด
แต่ในส่วนการสอบสวนมีการกล่าวถึงคู่มือการ
Shutdown หน่ว
AVU ฉบับปีค.ศ.
๒๐๒๔ แสดงว่าน่าจะเกิดในช่วงเวลาปีค.ศ.
๒๐๒๔ ถึงต้นปีค.ศ.
๒๐๒๕
ชื่อเรื่องบทความบอกว่าเกี่ยวกับหน่วย
Atmospheric Vacuum
Unit ซึ่งถ้าแปลออกมาตรง
ๆ ก็คงจะงงว่าตกลงว่าเป็นหน่วยทำงานที่ความดันบรรยากาศหรือสุญญากาศ
แต่ด้วยเนื้อหานี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ
หน่วยนี้จึงควรเป็นหน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่ปรกติจะประกอบด้วยหอกลั่นสองหอ
โดยหอกลั่นหอแรกจะทำการกลั่นที่ความดันบรรยากาศ
(atmospheric tower)
จากนั้นจึงนำพวกจุดเดือดสูงที่ได้จากหอกลั่นแรกไปกลั่นต่อในหอกลั่นที่สองที่มีการทำสุญญากาศ
(Vacuum tower)
การที่ใช้สุญญากาศช่วยในการกลั่นก็เพื่อทำให้น้ำมันหนักที่มีจุดเดือดสูงที่ได้จากหอกลั่นความดันบรรยากาศ
ระเหยได้ง่ายขึ้นโดยใช้อุณหภูมิที่ต่ำลง
รูปที่ ๑ ข้างล่างเป็นแผนผังของหน่วยผลิต
superheated steams
หรือไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่จะเอาไปใช้ในกระบวนการกลั่น
รูปที่ ๑
แผนผังของหน่วยผลิตที่เกิดเหตุ
รูปที่
๒ เป็นเริ่มคำบรรยายเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุ
ประโยคแรกเล่าว่าหอกลั่นอยู่ระหว่างการเริ่มเดินเครื่องใหม่
(startup)
หลังการหยุดเดินเครื่องเพื่อการซ่อมบำรุงและตรวจสอบ
ในระหว่างนี้หอกลั่นอยู่ในขั้นตอน
"hot
circulation" โดยรับน้ำมันดิบจาก
furnace
หรือเตาเผาจำนวน 4
เตาที่อัตราการไหลรวม
700 m3/hr
โดยอุณหภูมิน้ำมันที่ออกจากเตา
(coil outlet
temperature) คือ 320ºC
รูปที่ ๒
คำบรรยายการทำงานก่อนเกิดเหตุ
ในการเริ่มเดินเครื่องหอกลั่นนั้น
หลังจากที่ไล่อากาศออกไปจนหมดแล้ว
ก็จะเริ่มจากการให้ความร้อนแก่น้ำมันที่ป้อนเข้ามา
ส่วนของน้ำมันที่ระเหยกลายเป็นไอก็จะลอยขึ้นสู่ด้านบนไปยังเครื่องควบแน่น
(conderser)
ที่จะควบแน่นไอให้เป็นของเหลว
แล้วส่งของเหลวที่ควบแน่นทั้งหมดกลับเข้าสู่หอกลั่นใหม่
ส่วนของน้ำมันที่เป็นของเหลวก็จะตกลงสู่เบื้องล่างลงไปยังหม้อต้มซ้ำ
(reboiler)
ที่จะให้ความร้อนแก่ของเหลวดังกล่าวให้เดือดกลายเป็นไอลอยขึ้นไปข้างบน
ในระหว่างกระบวนการนี้จะไม่มีการดึงเอาของเหลว
(ที่เครื่องควบแน่นหรือที่หม้อต้มซ้ำ)
ออกจากระบบ
เรียกว่าทำ total
reflux
เป็นขั้นตอนที่ทำให้ภายในหอกลั่นมีของเหลวและไออยู่ในสภาวะสมดุลก่อน
แล้วจึงค่อยดึงเอาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นออกจากหอกลั่น
ประโยคที่สองเล่าว่า
มีการนำไอน้ำความดันปานกลางเข้ามาทาง
"battery limit"
โดยผ่านไปที่ส่วน
"convection"
ของตัวเตาเผาก่อน
เพื่อให้กลายเป็นไอน้ำร้อนยวดยิ่ง
ก่อนจะนำไปใช้เป็น "stripping
steam'
รูปที่ ๓
ตัวอย่างหนึ่งของ furnace
หัวเตาจะอยู่ทางด้านล่าง
ท่อที่มองเห็นเปลวไฟและสามารถรับรังสีจากการแผ่รังสีคือท่อที่อยู่ที่ผนังด้านข้างและสองแถวแรกของปล่องระบายแก๊สร้อนออก
ท่อที่อยู่สูงจากนี้ขึ้นไปจะเป็นส่วน
convection
คือรับความร้อนจากแก๊สร้อนที่ไหลผ่าน
(นำมาจากบทความเรื่อง
"ทำความรู้จัก Fired process heater (ตอนที่ ๑) MO Memoir : Friday 29 January 2559"
"battery
limit" ในที่นี้คือเส้นแบ่งขอบเขตความรับผิดชอบ
ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับแบตเตอรี่ไฟฟ้า
ตัวอย่างเช่นถ้าเป็นบ้านเรือน
การไฟฟ้าก็รับผิดชอบเดินสายไฟมาถึงตรงมิเตอร์ไฟ
เจ้าของบ้านก็รับผิดชอบตั้งแต่สายไฟขาออกจากมิเตอร์
ถ้าเป็นน้ำประปาก็เช่นเดียวกัน
การประปาก็รับผิดชอบแค่วาล์วขาออกจากมิเตอร์
ท่อน้ำจากนั้นเข้าไปในบ้านเจ้าของบ้านก็เป็นคนรับผิดชอบ
พวกเตาเผาหรือ
furnace
นั้นจะให้ความร้อนด้วยหัวเตาที่มีการจุดไฟลุกเป็นเปลวไฟ
ด้วยอุณหภูมิที่สูงของเปลวไฟ
พลังงานของการแผ่รังสีความร้อนจะมีค่าสูง
(ค่าพลังงานนี้เป็นไปตาม
Stefan–Boltzmann
law ที่แปรผันตามอุณหภูมิยกกำลัง
4)
ดังนั้นการรับความร้อนของท่อในบริเวณนี้
(ซึ่งต้องมองเห็นเปลวไฟ)
จะเป็นการรับความร้อนจากการแผ่รังสี
พื้นที่บริเวณนี้จะเรียกว่า
ส่วน "radiation"
ส่วนแก๊สร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้นั้นจะลอยออกไปทางปล่อย
แต่ด้วยอุณหภูมิแก๊สที่ยังสูงอยู่จึงสามารถดึงเอาความร้อนของแก๊สมาใช้งานได้
ดังนั้นทางปล่อยระบายแก๊สก็จะมีท่อของสารที่ต้องการเพิ่มอุณหภูมิขวางอยู่ในเส้นทางการไหลของแก๊สร้อน
ท่อในบริเวณนี้มองไม่เห็นเปลวไฟ
การรับความร้อนจึงเป็นการแลกเปลี่ยนความร้อนกับแก๊สร้อนโดยตรง
ส่วนนี้เรียกว่าส่วน
"convection"
อุณหภูมิในส่วนนี้จะต่ำกว่าส่วน
"radiation"
ตรงนี้ดูรูปที่ ๓
เพิ่มเติมได้เพื่อจะได้เห็นภาพ
การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นในกรณีที่พบว่า
ของเหลวที่ต้องการนั้นมีองค์ประกอบที่มีจุดเดือดต่ำนั้นปะปนอยู่มากเกินไปก็จะใช้การให้ความร้อนแก่ของเหลวนั้นเพื่อให้องค์ประกอบที่มีจุดเดือดต่ำระเหยออกไป
เช่นในกรณีที่เราต้องการน้ำมันก๊าด
(ช่วงแนฟทาหนัก)
แล้วพบว่ามันมีน้ำมันเบนซิน
(ช่วงแนฟทาเบา)
ปนอยู่มากเกินไป
ก็จะใช้การฉีดไอน้ำเข้าไปในน้ำมันก๊าดที่กลั่นได้โดยตรง
เพื่อระเหยเอาส่วนที่เป็นน้ำมันเบนซินกลับเข้าไปในหอกลั่นใหม่
หน่วยที่ทำหน้าที่นี้คือ
stripping column
หรือหอ stripper
รูปที่ ๔ เป็นตัวอย่างการใช้งานหอ
stripper
ไอน้ำจะถูกฉีดเข้าทางด้านล่างหอโดยตรง
โดยจุดฉีดจะอยู่ "เหนือ"
ระดับน้ำมันที่รวมกันอยู่ด้านล่าง
และประเด็นนี้มีบทบาทสำคัญกับอุบัติเหตุที่เกิด
รูปที่ ๔
การทำงานของหอ stripper รูปนี้นำมาจากบทความเรื่อง "ถังความดัน หอ stripper และการลดอุณหภูมิเนื่องจากการระเหยของของเหลว" เผยแพร่ใน blog เมื่อวันอาทิตย์ที่
๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖
กลับมาต่อกับคำบรรยายในรูปที่
๒ เมื่อไอน้ำออกจากเตาเผาก็จะกลายเป็นไอน้ำร้อนยวดยิ่ง
ในช่วงแรกไอน้ำส่วนนี้จะถูกระบายทิ้งออกสู่บรรยากาศผ่านทางวาล์ว
8 (ในรูปที่
๑) โดยที่วาล์ว
9 ยังปิดอยู่
ก่อนออกสู่บรรยากาศจะมีอุปกรณ์เก็บเสียง
(silencer)
เพื่อลดเสียงดัง
(แบบเดียวกับที่ท่อไอเสียรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ต้องมี)
ตำแหน่งของวาล์ว 8
และ 9
นั้นอยู่บน platform
ที่สูงจากพื้นประมาณ
8.5 เมตร
และปลายท่อระบายไอน้ำทิ้งออกสู่บรรยากาศก็อยู่สูงจากระดับนี้ไปอีก
หลังจากขั้นตอนนี้ก็จะเป็นการส่งไอน้ำต่อไปยังหอกลั่นและหอ
stripper
จากวาล์ว
8 ไปยังหอกลั่นและหอ
stripper นั้น
(ดูรูปที่
๑)
ไอน้ำต้องผ่านระบบวาล์วควบคุม
(วาล์ว
6, 5 และ
4 ซึ่งวาล์วควบคุม
5
ควรอยู่ในตำแหน่งปิด)
หรือวาล์ว bypass
ระบบวาล์วควบคุม (วาล์ว
7)
จากนั้นจะไหลผ่านวาล์วกันการไหลย้อนกลับ
(วาล์ว
3)
ก่อนเข้าสู่หอกลั่นและหอ
stripper (วาล์ว
1) โดยวาล์ว
2
เป็นวาล์วสำหรับระบายของเหลวที่ตกค้างอยู่ในท่อ
(เช่นระบายไอน้ำที่ควบแน่นทิ้งในขณะที่ทำการอุ่นท่อให้ร้อน)
ดังนั้นในช่วงแรกของการ
startup นี้
วาล์วทุกตัว (ควรอยู่ในตำแหน่ง
"ปิด"
รูปที่ ๕
คำบรรยายเหตุการณ์ก่อนนำไปสู่การรั่วไหลและเกิดเพลิงไหม้
รูปที่
๕ เป็นคำบรรยายการทำงานก่อนที่จะเกิดการรั่วไหลและเพลิงไหม้ตามมา
โดยเริ่มจากโอเปอร์เรเตอร์จะเปลี่ยนเส้นทางการไหลของไอน้ำจากระบายทิ้งเป็นไปยังหอกลั่นและหอ
stripper
โดยในจังหวะนี้โอเปอร์เรเตอร์
(ซึ่งน่าจะมีมากกว่าหนึ่งคนและทำงานหลายอย่างพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
ซึ่งข้อความในรูปที่ ๕
ก็บอกว่ามีคนทำงานได้รับบาดเจ็บรวม
๙ คน)
ได้ทำการปิดวาล์ว 8
และ "crack
open" วาล์ว 9
(ข้อมูลที่ว่าโอเปอร์เรเตอร์ทำการ
"crack open"
วาล์ว 9
อยู่ในรูปที่ ๖)
ก็เกิด flash
fire ที่ปลายท่อทางออกของจุดระบายไอน้ำ
ซึ่งตรงนี้แสดงว่าในขณะที่ทำการ
"crack open"
วาล์ว 9
นั้น วาล์ว 8
ยังอยู่ระหว่างการปิด
รูปที่ ๖
ผลการสอบสวนว่าแนฟทาไหลเข้ามาในระบบท่อไอน้ำได้อย่างไร
การเปิดให้ไอน้ำไหลเข้าท่อที่มีอุณหภูมิต่ำกว่านั้น
ต้องค่อย ๆ เปิดให้ไอน้ำไหลเข้าทีละน้อย
ๆ เพราะในช่วงที่ท่อเย็น
ไอน้ำจะควบแน่นเป็นของเหลวได้ง่าย
ถ้าให้ไอน้ำไหลเข้ามากเกินไป
ก็จะเกิดน้ำจำนวนมากในท่อ
ซึ่งเมื่อน้ำที่ควบแน่นนี้เคลื่อนตัวไปกระแทกท่อ
(เช่นตรงข้องอหรือข้อต่อ)
จะทำให้เกิดแรงกระแทกอย่างรุนแรงที่เรียกว่า
water hammer
ซึ่งอาจทำให้ท่อเสียหายได้
ในทางปฏิบัติเปิดวาล์วแบบที่เรียกว่า
"crack open"
คือเปิดเพียงแค่พอรู้สึกว่าวาล์วเปิดแล้ว
(เช่นได้ยินเสียงของไหลไหลผ่านวาล์ว)
ก็จะหยุดการเปิด
ในช่วงแรกอาจได้ยินเสียง
water hammer
เกิดขึ้นบ้าง
พอท่อร้อนขึ้นเสียงดังกล่าวก็จะหายไป
ในช่วงเวลานี้ถ้าหากมีจุดระบายของเหลวทิ้งก็จะเปิดวาล์วนั้นไว้
(เช่นวาล์ว
2 ในรูปที่
1)
พอสิ่งที่รั่วออกมานั้นเป็นไอน้ำไม่ได้เป็นน้ำที่เป็นของเหลว
ก็แสดงว่าท่อร้อนขึ้นแล้ว
ก็จะค่อย ๆ เปิดวาล์วทีละน้อย
ๆ แล้วฟังดูว่าเกิด water
hammer หรือไม่
ถ้าพบว่าเริ่มเกิดใหม่ก็จะหยุดเปิด
รอจนเสียงดังกล่าวหายไปก่อนจึงค่อยเปิดเพิ่มอีก
ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ
จนกว่าจะเปิดวาล์วได้เต็มที่
ประเด็นที่เป็นคำถามคือแนฟทามาปรากฏตรงตำแหน่งวาล์ว
9 ได้อย่างไร
การตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังพบว่าระดับของเหลวทั้งที่ก้นหอกลั่นและหอ
stripper
อยู่ที่ระดับสูงเกิน
100%
คือบอกไม่ได้ว่าสูงเกินไปเท่าไร
แต่น่าจะสูงเกินมากพอจนทำให้แนฟทานั้นสามารถไหลล้นเข้าไปในท่อไอน้ำได้
การที่แนฟทามาปรากฏที่วาล์ว
9
ได้แสดงว่ามีการรั่วไหลผ่านวาล์ว
1 (ขนาด
6 นิ้ว),
วาล์วกันการไหลย้อนกลับ
3 (ขนาด
6 นิ้ว)
และวาล์ว 4
ที่เป็นวาล์ว bypass
วาล์วควบคุม (ขนาด
4 นิ้ว)
และด้วยการที่จุดฉีดไอน้ำเข้าหอ
stripper
นั้นอยู่สูงกว่าระดับวาล์ว
8 และ
9 ประมาณ
2 เมตร
(ประมาณว่าอยู่ที่ระดับเดียวกันกับจุดระบายไอน้ำทิ้งออกสู่บรรยากาศ)
จึงทำให้ด้านขาออกของวาล์ว
9
นั้นมีความดันเนื่องจากความสูงของแนฟทาอยู่
และด้วยการที่วาล์ว 8
ยังเปิดอยู่
ทำให้ความดันด้านขาเข้าของวาล์ว
9 ต่ำกว่าด้านขาออก
(ที่มีแนฟทาอยู่)
พอทำการ
"crack open"
วาล์ว 9
โดยที่วาล์ว 8
ยังเปิดอยู่
ไอน้ำร้อนก็เลยทำให้แนฟทากลายเป็นไอรั่วไหลออกมาทางจุดระบายไอน้ำทิ้งออกสู่บรรยากาศ
ด้วยการที่แนฟทามี autoignition
temperature 287.7ºC
และไอน้ำมีอุณหูมิ
320ºC
ซึ่งสูงกว่า autoignition
temperature ของแนฟทา
เมื่อแนฟทารั่วออกมาเจอบรรยากาศ
ก็เกิดการลุกติดไฟทันที
ดาวน์โหลดบทความต้นฉบับได้ที่
https://www.oisd.gov.in/public/assets/upload/CaseStudies/1737028120_3ae6477feb90f1c5c607.pdf