วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำความรู้จัก Project Design Questionnaire ตอนที่ ๒ MO Memoir : Tuesday 3 March 2558

ผมจบมาทางด้านวิศวกรรมเคมี แต่ตอนจบใหม่ ๆ ต้องไปทำงานก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมี เลยทำให้ต้องไปเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เพิ่มเติมนอกเหนือไปจากความรู้เฉพาะทางที่เรียนมาจากในภาควิชา อันที่จริงเรื่องราวที่ต้องไปเรียนเพิ่มเติมนั้นก็ได้อาศัยพื้นฐานที่เรียนมาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรีปี ๑ ปี ๒ คือมันอยู่ในวิชาพื้นฐานทางวิศวกรรมต่าง ๆ ที่นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ทุกคนต้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านวัสดุศาสตร์ที่เรียนทั้งโลหะ (เน้นเหล็กเป็นหลัก) คอนกรีต และพลาสติก การขึ้นรูปชิ้นงานที่มีทั้งงานช่างฝีมือ งานกลึงและหล่อโลหะ รวมทั้งความรู้ทางด้านกลศาสตร์ (ไม่ว่าจะเป็นสถิตยศาสตร์วิศวกรรม (Engineering Static) พลศาสตร์วิศวกรรม (Engineering Dynamics) หรือกลศาสตร์ของวัสดุ (Mechanics of Materials)) วิชาเขียนแบบ รวมไปถึงวิชาพวกไฟฟ้ากำลัง การเรียนนั้นมีทั้งหาซื้อตำรามาอ่านเอง เรียนรู้ด้วยการสอบถามวิศวกรรุ่นพี่ และประเภทครูพักลักจำ
  
ที่ต้องเกริ่นเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนก็เพราะเรื่องที่จะเขียนต่อไปมันไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับงานวิศวกรเคมีเท่าใดนัก แต่เห็นว่าวิศวกรเคมีที่ทำงานออกแบบนั้นควรจะต้องมีความรู้เอาไว้บ้าง จะได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองออกแบบบนคอมพิวเตอร์หรือบนกระดาษนั้น สุดท้ายมันสามารถสร้างได้จริงหรือไม่ ดังนั้นเนื้อหาที่เขียนแม้ว่าจะพยายามตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ก็ยังอาจมีผิดพลาดได้ (ขอออกตัวไว้ก่อน) และคงไม่สามารถเขียนลงลึกลงไปในศาสตร์ทางด้านนั้นได้

ต่อไปเป็นหน้า Page 6 of 21 ในหัวข้อ 3.0 CIVIL WORK ที่เป็นงานโยธา


คำถามแรกเลยที่ปรากฏคือความสามารถในการรับน้ำหนักของพื้นดิน ตรงนี้มันเกี่ยวข้องกับการออกแบบฐานราก ตามด้วยคำถามเกี่ยวกับร้อยละการเพิ่มขึ้นของค่าความเร็วลมและแผ่นดินไหวเหนือค่าเฉลี่ย
  
จากนั้นเข้าสู่เรื่องฐานรากด้วยคำถามเกี่ยวกับความลึกที่น้อยที่สุดของฐานราก (ลึกมากกว่านั้นไม่เป็นไร) และถ้ามีการใช้เสาเข็ม (pile) จะออกแบบให้รับน้ำหนักได้เท่าใด ใช้ชนิดไหน ความยาวเท่าใด (คือความลึกที่จะจมลงไปในชั้นดิน) ส่วนจะเป็นเข็มตอก (driven pile) หรือเข็มเจาะ (bore pile) ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ก่อสร้างและการออกแบบ เสาเข็มทำหน้าที่รับน้ำหนักของโครงสร้างที่อยู่เหนือพื้นดินและถ่ายลงสู่พื้นดิน หน้าที่หลักของเสาเข็มคือรับแรงในแนวดิ่ง แต่อาจต้องรับแรงในแนวข้างได้ถ้าหากพื้นดินมีการเคลื่อนตัวในแนวราบ เช่นเมื่อเกิดแผ่นดินไหว เรื่องเสาเข็มนี้เคยเล่าไว้ใน Memoir ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๗๗๓ วันพุธที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๗ เรื่อง "เก็บตกจากงานตอกเสาเข็ม" (ก็เกือบครบปีแล้วซินะ)
  
หน่วย kips เป็นหน่วยเก่า บางทีก็เขียนเป็น kip เท่ากับน้ำหนัก 1000 ปอนด์ (lb) (หรือครึ่งหนึ่งของ short ton โดยที่ 1 short ton = 2000 ปอนด์) ถ้าแปลงเป็นหน่วย SI ก็จะได้ว่า (จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Kip_(unit))
  
1 kip = 4448.2216 newtons (N) = 4.4482216 kilonewtons (kN)
  
เวลาของที่ของแข็งอยู่ในของไหลจะมีแรงลอยตัวเทียบเท่ากับน้ำหนักของไหลที่มีปริมาตรเท่ากับปริมาตรของแข็งที่แทนที่ของไหลนั้น ในกรณีที่ของไหลนั้นเป็นของเหลวเช่นน้ำ แรงลอยตัวนี้จะมีขนาดที่มีนัยสำคัญเพราะของเหลวมีความหนาแน่นสูง (อันที่จริงในอากาศมันก็มี แต่น้อยมาก) สำหรับเสาเข็มหรือฐานรากที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำใต้ดิน จะมีแรงลอยตัวกระทำในแนวดิ่ง (คือยกเสาเข็มขึ้น) เทียบเท่ากับน้ำหนักของน้ำปริมาตรเท่ากับปริมาตรเสาเข็มที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำใต้ดิน แรงนี้คือ uplift load (ซึ่งสวนทางกับ vertical load หรือน้ำหนักกดลงในแนวดิ่งที่เสาเข็มแบกรับเอาไว้)

ถัดจากเสาเข็มก็เป็นเรื่องความเร็วลม ซึ่งสำคัญต่อการออกแบบโครงสร้างที่อยู่เหนือพื้นดิน จะเห็นว่าความเร็วลมนั้นขึ้นอยู่กับระดับความสูงจากพื้นดิน และในบางบริเวณลักษณะภูมิประเทศยังเป็นตัวกำหนดความเร็วและทิศทางของลมด้วย แรงลมที่กระทำต่อโครงสร้างนั้นยังขึ้นอยู่กับรูปร่างของโครงสร้าง เช่นหอกลั่น ปล่องควันหรือ flare จะมีรูปร่างทรงกระบอกเรียวยาว ในขณะที่อาคารต่าง ๆ นั้นมักจะมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม
   
ถัดไปก็เป็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องแผ่นดินไหว สำหรับประเทศไทยแล้วปัญหาเรื่องแผ่นดินไหวรุนแรงนั้นยังไม่เคยมีประวัติ แต่จากการที่มันไม่ค่อยมีแผ่นดินไหวนั้นจึงอาจทำให้คิดว่ามัน "จะไม่มี" แผ่นดินไหว ก็เลยทำให้การออกแบบโครงสร้างนั้นไม่ได้คำนึงถึงจุดนี้ พอเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาทีก็เลยเป็นปัญหา (อย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้นที่ภาคเหนือเมื่อไม่นานมานี้) ที่ทำให้อาคารจำนวนมากได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะอาคารเก่าและอาคารขนาดเล็ก
และปิดท้ายของแบบสอบถามในหน้านี้คือระดับความสูงของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่จะสูงกว่าระดับพื้นทาง (paving) แบบสอบถามระบุว่าจะใช้ระดับความสูง (และความลาดเอียง) ตามที่แจ้งมานี้ เว้นแต่ว่าจะมีการระบุเป็นอย่างอื่น

ต่อไปเป็นหน้า Page 7 of 21



คำถามในหน้านี้เริ่มด้วยคำถามเกี่ยวกับความสามารถในการรับแรงของคอนกรีตที่จะใช้ในการก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ พึงสังเกตนะว่าคอนกรีตที่ใช้ทำอ่างเก็บน้ำจะต้องรับแรงได้มากที่สุด (เพราะน้ำมีน้ำหนักมาก) ส่วนคอนกรีตกันไฟ (fireproofing) นั้นไม่ได้มีไว้รับแรง มันทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ฉนวนกันความร้อนจากเปลวไฟเพื่อไม่ให้โครงสร้างโลหะร้อนจนสูญเสียความแข็งแรง (เช่นโครงหลังคาที่เป็นเหล็ก เสาโครงสร้างที่เป็นเหล็ก)
    
สารเคมีตัวหนึ่งที่ทำอันตรายกับคอนกรีตได้คือซัลเฟต (sulphate SO42-) บริเวณหนึ่งที่มีซัลเฟตมากคือในทะเล สิ่งก่อสร้างที่สร้างลงไปในทะเล หรือในบริเวณที่น้ำอาจมีความเข้มข้นซัลเฟตสูง (เช่นใกล้ปากแม่น้ำที่มีน้ำเค็มไหลย้อนเข้าเวลาน้ำลง) จึงจำเป็นต้องใช้คอนกรีตที่ทนต่อการกัดกร่อนของซัลเฟตในน้ำทะเลได้ (Portland cement ประเภท 5)
   
ส่วนครึ่งล่างของหน้านี้เป็นคำถามเกี่ยวกับวัสดุที่จะใช้ทำผิวทางและความหนาของแต่ละชั้น ซึ่งแบ่งย่อยไปตามบริเวณต่าง ๆ เช่นรอบ ๆ ปั๊ม เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน โครงสร้างรองรับท่อ (pipe rack) บริเวณรอบแทงค์เก็บของเหลว (inside dike area) ทางเดิน ถนน ที่จอดรถ ฯลฯ คำถามตรง Slope และความลาดเอียงเกี่ยวข้องกับการระบายของเหลวออกจากบริเวณ (ของเหลวนั้นอาจเป็นน้ำฝน หรือของเหลวที่รั่วไหลจากอุปกรณ์ลงสู่พื้น)

ต่อไปเป็นหน้า Page 8 of 21



หน้านี้เริ่มด้วยคำถามเกี่ยวกับถนนและระบบระบายน้ำ
   
ในส่วนของถนนนั้นมีคำถามเกี่ยวกับวัสดุที่จะใช้ทำถนน ความกว้างของผิวจราจร และความกว้างของไหล่ทาง (ถนนที่สร้างบนพื้นราบนั้น ไหล่ทางมักจะใช้เป็น ทางเดินเท้า ฝังท่อระบายน้ำ ท่อน้ำประปา หรือสายเคเบิลต่าง ๆ รวมไปทั้งใช้ปักเสาไฟฟ้า ถ้าเป็นถนนที่ถมดินสูงขึ้นจากพื้นผิวด้านข้าง ไหล่ทางยังทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ดินเคลื่อนตัวออกไปทางด้านข้างซึ่งจะทำให้ถนนทรุดได้เมื่อมีรถหนักวิ่งผ่าน)
  
ถนนคอนกรีต (อ่าน คอน-กรีต นะ ไม่ใช่ คอ-นก-รีต) ถ้าสร้างดีก็จะอยู่ได้ยาวนาน เรียกว่าใช้กันจนลืม ถนนลาดยางมะตอยจะมีอายุการใช้งาน ต้องมีการซ่อมผิวจราจรเป็นระยะ แต่ถนนลาดยางมะตอยมันมีข้อดีตรงที่ขุดง่าย ซ่อมง่าย ดังนั้นในบางแห่ง ณ ตำแหน่งที่มีท่อลอดใต้ผิวจราจรที่ท่อนั้นอาจต้องมีการซ่อมบำรุง ผิวจราจรตรงนั้นก็จะเป็นถนนลาดยางมะตอยในขณะที่บริเวณอื่นเป็นคอนกรีต (ใครอยู่มาบตาพุดก็ลองสังเกตดูนะครับ ว่าผิวจราจรที่อยู่เหนือแนวท่อแก๊สที่ขึ้นจากทะเลไปยังโรงแยกแก๊สนั้นเป็นยางมะตอยหรือคอนกรีต)
   
OSBL คือ outside battery limit ส่วน ISBL คือ inside battery limit คำว่า Battery limit ในที่นี้คือเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของโรงงาน เป็นเส้นแบ่งส่วนที่ตัวโรงงานเองเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบกับส่วนที่ผู้อื่นเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ เรื่องนี้เคยอธิบายไว้แล้วใน Memoir ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๙๒๘ วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘ เรื่อง "ทำความรู้จักProcessDesign Questionnaire ตอนที่๓"
   
คำถามสุดท้ายของหน้านี้เป็นคำถามเกี่ยวกับระบบระบายน้ำว่าจะให้เป็นระบบไหน ของที่มีอยู่เดิมนั้นสามารถนำมาใช้กับโครงการที่สร้างขึ้นใหม่ได้หรือไม่ ระบบระบายน้ำฝนในบ้านเราที่เห็นใช้กันทั่วไปก็มักจะเป็นระบบรางระบายน้ำรูปตัวยูที่มีฝาปิดด้านบนตลอดแนวราง (ถ้ามีรถหนักทับวิ่งฝาก็จะแตกได้) ซึ่งมักจะใช้กับระบบขนาดเล็กบนทางเท้าที่ไม่มีรถหนักวิ่งผ่าน กับระบบท่อใต้ดินและบ่อพัก แต่ถ้ามีที่ว่างหรือเป็นบริเวณริมรั้ว ก็อาจทำเป็นรางรูปตัววี (น้ำไหลได้เร็วแบบคลอง)
   
หน้าสุดท้ายของชุดนี้คือหน้า Page 9 of 21



คำถามในหน้านี้เกี่ยวข้องกับรั้วที่จะสร้าง และความต้องการพิเศษสำหรับงานโยธา (ที่อาจจะมีเพิ่มในอนาคตหรือเพื่อการซ่อมบำรุง)
 
เรื่องการออกแบบรั้วโรงงานว่าจะให้เป็นแบบโปร่ง (มองจากภายนอกเห็นภายในได้) หรือเป็นแบบทึบ (ไม่ให้คนข้างนอกเห็นอะไรภายใน) ควรที่ต้องคำนึงถึงชุมชนที่อยู่รอบข้าง เพราะการปิดกั้นสายตาก็ก่อให้เกิดความอึดอัดกับผู้อยู่อาศัยในบริเวณรอบ ๆ ได้ และยังอาจก่อให้เกิดข่าวในทางไม่ดีว่าอาจมีการทำสิ่งไม่ดีอยู่ภายใน จึงต้องปิดบังไม่ให้คนภายนอกรับรู้ ซึ่งถ้าหากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ก็จะทำให้โรงงานมีปัญหากับชุมชนรอบข้างได้

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำความรู้จัก Project Design Questionnaire ตอนที่ ๑ MO Memoir 2558 Mar 2 Mon

บทความชุดนี้เป็นตอนต่อเนื่องจากชุด "ทำความรู้จัก Process Design Questionnaire" ที่มีทั้งสิ้น ๖ ตอน โดยตอนที่ ๑ เริ่มจากฉบับที่ ๙๒๑ วันอังคารที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๘ และไปสิ้นสุดยังตอนที่ ๖ ในฉบับที่ ๙๓๕ วันอังคารที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
  
บทความชุดก่อนหน้านั้นเป็นคำถามที่เน้นไปที่ "Process" หรือกระบวนการผลิตเป็นหลัก ส่วนคำถามในชุดใหม่ที่เริ่มต้นใน Memoir ฉบับนี้นั้นเน้นไปที่ "Project" หรือโครงการก่อสร้างเป็นหลัก แต่เนื้อหาในคำถามบางส่วนนั้นก็มีความซ้ำซ้อนกันอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกันระหว่างงานก่อสร้างและงานฝ่ายผลิต
 
คำถามในชุดนี้มีทั้งหมด ๒๑ หน้า แต่จะค่อยนำลงมาเป็นตอน ๆ เพื่อไม่ให้เรื่องมันยาวเกินไป

เริ่มจากหน้า Page 1 of 21 TABLE OF CONTENTS หน้านี้ไม่มีอะไรมาก เป็นเพียงแค่บอกว่าเนื้อหาของแบบสอบถามมีกี่หัวข้อ ในเรื่องอะไรบ้าง

ถัดไปคือหน้า Page 2 of 21 หัวข้อ 1.0 INTRODUCTION หน้านี้เป็นส่วนของบทนำ คำถามเน้นไปที่มาตรฐานที่จะใช้ในการออกแบบ ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจหน่อยว่ามาตรฐานนั้นเราอาจแยกเป็น ๒ ประเภทคือ "มาตรฐานสากล (International standard" และ "มาตรฐานท้องถิ่น (Local standard)" (ในแบบสอบถามบางทีจะใช้คำว่า code (ข้อกำหนด) เป็นคำรวม ๆ ครอบคลุมคำว่า standard ด้วย แต่จะว่าไปแล้วสองคำนี้มันก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว)
 
"มาตรฐ,านสากล" คือกฏเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับกันระหว่างประเทศ มักออกโดยองค์กรวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านต่าง ๆ และได้รับการรับรองโดยสถาบันมาตรฐานของประเทศต่าง ๆ ในบ้านเราที่มีการนำมาใช้ก็เห็นจะได้แก่มาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และเยอรมัน 
  
ในกรณีของระบบท่อ (piping และ tubing0 ถ้าเป็นของสหรัฐอเมริกาหรือสหราชาอาณาจักรจะใช้ระบบ "นิ้ว" แต่ถ้าเป็นระบบญี่ปุ่นหรือเยอรมันจะใช้ระบบ "มิลลิเมตร" แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าถ้าโรงงานเลือกใช้ท่อระบบนิ้วแล้วจะต้องเลือกใช้หน่วยวัดความยาวเป็นฟุต สามารถที่จะใช้หน่วยวัดความยาวเป็นเมตรได้
 
ในหลาย ๆ กรณีแต่ละประเทศจะมีการกำหนดมาตรฐานเพิ่มเติมสำหรับการติดตั้ง ก่อสร้าง ฯลฯ นอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ตรงนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละท้องถิ่น (เช่นประเทศในเขตร้อนไม่จำเป็นต้องมีการป้องกันหิมะ แต่สำหรับของเหลวที่จัดว่าเป็นสารไม่ไวไฟสำหรับประเทศในเขตหนาวนั้น (พวกมีจุดวาบไฟ (flash point) สูงกว่า 37ºC หรือ 100ºF) อาจกลายมาเป็นของเหลวไวไฟในประเทศเขตร้อนได้ ทำให้วิธีการเก็บรักษาแตกต่างกัน) ตัวอย่างหนึ่งที่เคยพบเห็นก็คือการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจากผู้จำหน่ายไฟฟ้า (ของบ้านเราคือการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาพ ขึ้นอยู่กับว่าโรงงานตั้งที่ไหน) เข้ากับตัวโรงงาน ทางผู้จำหน่ายไฟฟ้าอาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับการติดตั้งเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับผู้ใช้รายอื่น หรือในกรณีของการติดตั้งปั๊มน้ำสำหรับเพิ่มแรงดันน้ำในบ้านนั้น ทางการประปาก็จะกำหนดว่าไม่ให้ต่อปั๊มโดยตรงเข้ากับระบบท่อ แต่ให้ต่อจากถังพักน้ำแทน เป็นต้น



หน้า Page 3 of 21 หัวข้อ 2.0 SITE INFORMATION หัวข้อแรกของส่วนนี้คือข้อมูลตำแหน่งที่ตั้ง (Location Data) เริ่มด้วยคำถามเกี่ยวกับแผนที่ตำแหน่งที่ตั้ง เส้นทางการคมนาคมต่าง ๆ (ทางเรือ รถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน) ทั้งภาพกว้างและบริเวณพื้นที่ของโครงการ โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขนส่ง เช่น โกดังเก็บของ เส้นทางรถไฟแยกย่อย (rail spurs) เคยมีการสำรวจพื้นที่มาก่อนหรือไม่ ฯลฯ
 
คำถามถัดไปเกี่ยวกับเส้นทางการเข้าถึง (Access to site) สภาพของถนนว่ารับน้ำหนักได้เท่าใดและกว้างเท่าใด เป็นตัวกำหนดขนาดและน้ำหนักของอุปกรณ์และเครื่องจักรที่จะเดินทางในเส้นทางดังกล่าวได้) ใช้ได้ทุกฤดูกาลหรือไม่ สิ่งที่อาจเป็นสิ่งกีดขวางการสัญจร เช่นสะพานลอย อุโมงค์ลอด การรับน้ำหนักและรูปแบบของสะพาน และถ้าจำเป็นต้องมีการสร้างใหม่ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้าง และการขออนุญาตก่อสร้างต้องติดต่อใคร

ถัดมาเป็นคำถามเกี่ยวกับท่าเรือ (Dock) ว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนถ่ายอะไรบ้าง ระดับความลึกของน้ำและระดับความกว้างของช่องทาง (กำหนดขนาดเรือที่จะเข้าถึงได้ ถ้าเรือขนาดใหญ่เข้าได้ก็อาจทำการประกอบชิ้นส่วนสำเร็จรูปขนาดใหญ่ในโรงงาน แล้วค่อยขนมาติดตั้งหน้างาน แทนการแยกออกเป็นชิ้นย่อย ๆ แล้วค่อยนำมาประกอบใหม่หน้างาน) ช่องทางการคมนาคมทางอากาศ และระยะห่างจากสถานที่ก่อสร้างไปยังสนามบิน


ถัดไปในหน้า Page 4 of 21 เริ่มด้วยคำถามเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร พึงระลึกว่าแบบสอบถามนี้เป็นแบบสอบถามเมื่อกว่า ๓๐ ปีที่แล้ว (โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่งจะเริ่มมีการทดลองใช้) และสำหรับงานก่อสร้างในเขตท้องถิ่นห่างไกลตัวเมืองนั้นยังอาจต้องทำการติดต่อสื่อสารกันด้วยวิทยุ (ในบ้านเราเองจะขอติดตั้งอะไรสักอย่างต้องมี "บ้านเลขที่" ก่อน แต่บ้านเลขที่จะมีได้มันก็ต้องมีตัวอาคารถาวร แต่ในระหว่างการก่อสร้างนั้นก็อาจขอใช้น้ำ-ไฟฟ้าแบบชั่วคราวก่อนได้)
 
ถัดไปเป็นตำแหน่งเกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์ของสถานที่ตั้ง เช่น พื้นที่ได้ระดับหรือไม่ (ถ้าพื้นที่มีความลาดเอียง มีความสูงที่แตกต่างกัน จะได้พิจารณาได้ว่าควรจะทำอย่างไร เช่นปรับให้เป็นระดับเดียวกันทั้งหมด หรือปรับเป็นระดับขั้นบันได) ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำท่วม ความถี่ และระดับน้ำที่ท่วม ผลกระทบจากน้ำขึ้นน้ำลง ตำแหน่งที่ตั้งทะเลสาบ (หรือหนอง บึง อ่างเก็บน้ำ) แม่น้ำ ลำธาร (แหล่งน้ำเหล่านี้อาจส่งผลถึงระดับน้ำใต้ดินของสถานที่ก่อสร้างโรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล) โรงงานแห่งหนึ่งที่ได้ไปเห็น ตั้งอยู่ในบริเวณภูมิประเทศที่เป็นที่ลาดลงโดยโรงงานตั้งอยู่ทางด้านต่ำของภูมิประเทศ บริเวณนี้ในหน้าแล้งใต้ดินจะไม่มีน้ำ แต่พอหน้าฝนเมื่อมีฝนตกทางด้านภูมิประเทศที่อยู่สูงกว่า น้ำฝนที่ซึมลงดินจะไหลงสู่ภูมิประเทศที่ต่ำกว่าในชั้นดินและทรายอยู่ใต้ดิน ทำให้เกิดเป็นทางน้ำไหลใต้ดินตามฤดูกาล (คือพอน้ำฝนจะมีน้ำไหล แต่พอหน้าร้อนจะไม่มี)
 
ถัดไปเป็นข้อมูลเกี่ยวกับชั้นดิน ประวัติการเกิดแผ่นดินไหวในบริเวณดังกล่าว ระดับน้ำใต้ดิน สิ่งก่อสร้างอื่นที่อยู่ใต้ผิวดิน (ที่อาจมีอยู่ในบริเวณ) ตรงนี้จะเกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบฐานราก (ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับน้ำหนักของชั้นดิน) และสิ่งก่อสร้างที่อยู่ต่ำกว่าระดับผิวดิน (เช่นถังเก็บที่อยู่ใต้ผิวดิน) 
 

และสุดท้ายของคำถามในชุด SITE INFORMATION คือหน้า Page 5 of 21 เริ่มด้วยคำถามเกี่ยวข้องกับการปรับระดับหน้าดิน (ว่าจะต้องมีการกำจัดสิ่งที่มีอยู่เดิม (เช่นต้นไม้) ขุดดินที่สูงออกไป หรือต้องมีการใช้ระเบิด หรือต้องมีการถมที่ หรือไถปรับ) วัสดุส่วนที่เหลือจะกำจัดทิ้งที่ไหน และถ้าต้องมีการถมจะใช้วัสดุใดในการถม ต้องมีการกำจัดน้ำ (dewatering) ออกจากดินหรือไม่ จำเป็นต้องมีการสร้างเขื่อนกั้นชั่วคราว (cofferdam) หรือเปลี่ยนเส้นทางการไหลของน้ำในระหว่างการก่อสร้างหรือไม่ ปัญหาและข้อพึงระวังต่าง ๆ ในการระบายน้ำทิ้ง (ไม่ว่าจะเป็นในระหว่างการก่อสร้างหรือเมื่อโรงงานสร้างเสร็จ) และถ้าเป็นการก่อสร้างบนพื้นที่ที่เคยมีสิ่งก่อสร้างเดิมอยู่ จำเป็นต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่ใต้ดินเดิมด้วย

แบบสอบถามนี้ออกแบบจากประเทศสหรัฐอเมริกาสำหรับการก่อสร้างในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก แต่สำหรับในหลายประเทศทั่วโลก (ซึ่งประเทศไทยควรจะรวมอยู่ด้วย) ควรมีคำถามเพิ่มเติมอีกข้อหนึ่งคือ พื้นที่บริเวณนั้นเคยถูก "ทิ้งระเบิด" ในช่วงสงครามมาบ้างหรือเปล่า ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดในบ้านเราก็คือบริเวณสถานีรถไฟบางซื่อ ที่เป็นเป้าหมายของการทิ้งระเบิดในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ และถูกทิ้งระเบิดทำลาย หลังการทิ้งระเบิดผ่านไป ๗๐ ปี ปีที่แล้วก็ยังมีการขุดพบลูกระเบิดที่ทิ้งลงมาแล้วแต่ไม่ระเบิดฝังอยู่ใต้พื้นดินระหว่างการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงอีก ๒ ลูก
(อ่านข่าวได้ที่ http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=527112