วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

นั่นนะซิ เรียนเปลี่ยนหน่วยไปทำไม MO Memoir : Wednesday 17 December 2557


"นั่นนะซิ เรียนเปลี่ยนหน่วยไปทำไม"
  
ผมถามคำถามนั้นขึ้นมา เมื่อได้ยินคนพูดถึงนิสิตทำข้อสอบผิดด้วยการเอา mole fraction ไปคู่กับ volumetric flow rate (คงเข้าใจว่ามันจะออกมาเป็น mass flow rate หรือ molar flow rate มั้ง) โดยไม่มีการแปลงหน่วยให้เหมาะสมก่อนที่จะเอาตัวเลขสองตัวมาคูณกัน
  
แต่ผมว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ผู้เรียนควรรู้ก็คือ "เรียนเปลี่ยนหน่วยไปทำไม"

หน่วยในที่นี้คือ "หน่วยวัด (unit)" (วัดในที่นี้คือ measurement นะ ไม่ใช่ temple) ที่ใฃ้กันในทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ หน่วยวัดที่ใช้กันนี้มีอยู่มากมายหลายระบบ เพราะแต่ละสังคมก็มีการพัฒนาหน่วยวัดของตัวเองขึ้นมา แต่การติดต่อกันระหว่างสังคมที่มีการใช้หน่วยวัดที่แตกต่างกันในการวัดสิ่งเดียวกัน ทำให้ต้องมีการแปลงหน่วยเพื่อให้สามารถทำการเปรียบเทียบกันได้ และสังคมใดที่มีความเจริญก้าวหน้ากว่าสังคมอื่น ก็ทำให้หน่วยวัดของสังคมนั้นเป็นที่ใช้กันแพร่หลายมากขึ้น หน่วยวัดสองตระกูลหลักที่ใช้กันในปัจจุบันเห็นจะได้แก่ระบบอังกฤษกับระบบเมตริก การจำแนกเช่นนี้เป็นการจำแนกโดยใช้เกณฑ์ตามผู้คิดค้น
  
วิธีการจำแนกหน่วยวัดอีกแบบหนึ่ง (ไม่ว่าจะเป็นระบบอังกฤษหรือระบบเมตริก) คือใช้ความสะดวกในการใช้งานเป็นเกณฑ์ ด้วยเกณฑ์นี้เราอาจจำแนกหน่วยวัดออกเป็นหน่วยที่ง่ายต่อการคำนวณ (พวก scientific unit มักเป็นเช่นนี้) กับหน่วยที่มองเห็นภาพได้ง่ายในการใช้งาน (พวก engineering unit ก็เป็นเช่นนี้) ที่แย่ก็คือหน่วยที่ง่ายต่อการคำนวณมักจะนึกภาพออกยาก ในขณะที่หน่วยที่เห็นภาพได้ง่ายกลับสร้างความยุ่งยากในการคำนวณ
  
งานทางวิศวกรรมศาสตร์นั้นมักจะประกอบด้วย (ก) งานคำนวณ และ (ข) การออกแบบขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ผู้อื่นปฏิบัติงานได้ไม่ผิดพลาด สิ่งสำคัญคือการออกแบบขั้นตอนการทำงาน "เพื่อให้ผู้อื่นปฏิบัติงานได้ไม่ผิดพลาด" นั้นต้องพยายามไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานเมื่ออ่านขั้นตอนการทำงานแล้วต้องคิดมากหรือตีความเป็นอย่างอื่นได้ และไม่ควรที่จะซับซ้อนมากเกินไปด้วย เพื่อให้เห็นภาพ ลองพิจารณาวิธีการเตรียมสารละลายโซดาไฟ (NaOH) เข้มข้น 1.0 mol/l ปริมาตร 1 ลิตร

วิธีที่ ๑ นำโซดาไฟ (NaOH) มา 1.0 โมล แล้วละลายน้ำให้ได้ปริมาตร 1 ลิตร (น้ำหนักโมเลกุล Na = 23 O = 16 และ H = 1)
 
วิธีที่ ๒ ชั่งโซดาไฟหนัก 40 กรัม แล้วละลายน้ำให้ได้ปริมาตร 1 ลิตร

สำหรับคนที่มีพื้นฐานเคมีมาจะเป็นวิธีที่ ๑ หรือวิธีที่ ๒ มันก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ เพียงแค่ถ้าเป็นวิธีที่ ๑ มันต้องเสียเวลาคำนวณเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้เรียนเคมีมา เจอหน่วยว่า "โมล" เข้าไปก็คงจะงงไปเลยว่ามันคืออะไร แต่ถ้าบอกเขาว่าให้ชั่งโซดาไฟหนัก 40 กรัมนั้นเขาจะเข้าใจได้โดยไม่ต้องคิดอะไร หน่วยโมลมันให้ความสะดวกสำหรับนักเคมีในการคำนวณการทำปฏิกิริยาเคมี แต่เราวัดโมลไม่ได้โดยตรง สิ่งที่เราวัดได้คือน้ำหนัก หน่วยน้ำหนักจึงเป็นหน่วยที่ให้ความสะดวกในการทำงานมากกว่าหน่วยโมล ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ตอนออกแบบปฏิกิริยานั้นจะคำนวณโดยใช้สัดส่วนโดยโมล (ใช้สารตัวนั้นเท่านี้โมลตัวโน้นเท่านี้โมลมาผสมกัน) แต่เมื่อนำมาใช้งานจริงในทางปฏิบัติจะต้องมีการแปลงหน่วยโมลให้เป็นน้ำหนัก (ใช้สารตัวนั้นเท่านี้กรัมตัวโน้นเท่านี้กรัมมาผสมกัน)

ทีนี้สมมุติว่าเราต้องการรู้พื้นที่หน้าตัดของท่อกลม และเราต้องการให้พนักงานทำการคำนวณให้เรา เวลาที่เขียนคู่มือการทำงาน ลองพิจารณาดูนะครับว่าเราควรจะใช้สูตรไหนในการคำนวณระหว่าง

(ก) 3.141 x r2 เมื่อ r คือรัศมี และ
(ข) 0.785 x D2 เมื่อ D คือเส้นผ่านศูนย์กลาง (3.14 คือค่า pi และ 0.785 คือค่า pi/4)

สิ่งที่เราวัดได้คือ "เส้นผ่านศูนย์กลาง" ไม่ใช่ "รัศมี" นะครับ

ในการทำงานกับอนุภาคของแข็งการใช้หน่วยน้ำหนักยังเหมาะมากกว่าการวัดปริมาตร เพราะปริมาตรของกองอนุภาคของแข็งนั้นขึ้นอยู่กับการอัดตัวของกองของแข็งนั้น การทดลองง่าย ๆ ที่กระทำได้เองก็คือลองเอาน้ำตาลทรายเทใส่แก้วหรือขวดโหล จากนั้นก็ปาดผิวบนให้เรียบ และลองเคาะแก้วหรือขวดโหลนั้น (ด้วยการยกขึ้นและกระแทกพื้นเบา ๆ) เราจะเห็นระดับความสูงของน้ำตาลทรายในแก้วหรือขวดโหลนั้นลดลง ทั้ง ๆ ที่ปริมาณน้ำตาลทรายนั้น (คิดโดยน้ำหนัก) นั้นคงเดิม (เรื่องทำนองนี้เคยทดลองให้ดูแล้วใน memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๗๙ วันอังคารที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ เรื่อง "ทำไม fixed-bed จึงวางตั้ง")
  
บ่อยครั้งที่การวัดปริมาณของเหลวด้วยการ "ฃั่งน้ำหนัก" นั้นดีกว่าการ "วัดปริมาตร" โดยเฉพาะในกรณีที่ความหนาแน่นของของเหลวนั้นเปลี่ยนแปลงได้มากเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป (เราเอาน้ำ 1 กิโลกรัมไปแข่เย็นให้เป็นน้ำแข็ง เราก็จะได้น้ำแข็งหนัก 1 กิโลกรัม แต่ถ้าวัดปริมาตรจะพบว่าน้ำแข็ง 1 กิโลกรัมมีปริมาตรมากกว่าน้ำที่เป็นของเหลว 1 กิโลกรัม) การซื้อขายของเหลวที่นำส่งด้วยรถบรรทุก (เช่นกรดกำมะถัน) ก็จะใช้การชั่งน้ำหนักรถก่อนและหลังการถ่ายของเหลวเข้าถังเก็บ ผลต่างน้ำหนักรถนั้นคือปริมาณของเหลวที่ผู้ขายส่งต่อให้ผู้ซื้อ ส่วนผู้ซื้อถ้าอยากรู้ว่าได้ของเหลวมาปริมาตรเท่าใดนั้นก็ต้องไปดูการเปลี่ยนแปลงระดับที่ถังเก็บหรือไม่ก็เอาค่าความหนาแน่นของของเหลวนั้นมาคำนวณเอง
  
หน่วยพวก Engineering Unit นั้นมักจะเน้นที่การมองเห็นภาพ ที่คนทั่วไป (ที่ไม่ใช่วิศวกรหรือนักวิทยาศาสตร์) สามารถนึกภาพเปรียบเทียบได้ และตัวเลขไม่ควรมีขนาดที่มากหรือน้อยเกินไป ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือการบอกกำลังเครื่องยนต์ของรถยนต์ ที่ในใบโฆษณานั้นจะระบุทั้งกิโลวัตต์ (kW) และแรงม้า (HP หรือ PS) ลองนึกภาพว่าถ้ามีคนบอกคุณว่าเครื่องยนต์รถคันนี้มีกำลัง 88 kW กับ 120 HP แบบไหนจะทำให้คุณมองเห็นภาพได้ง่ายกว่ากัน
  
เกรน (grain) เป็นหน่วยวัดน้ำหนักหน่วยหนึ่งที่ยังใช้กันอยู่ในบางงาน เช่นในการชั่งน้ำหนักเพชรพลอยและหัวกระสุนปืน 1 เกรนหนักเท่ากับ 0.06479891 กรัม น้ำหนักหัวกระสุนปืน (รวมทั้งดินปืนที่บรรจุ) นั้นนิยมที่จะใช้หน่วยเกรน เพราะมันให้ตัวเลขที่ลงตัวและไม่มากไม่น้อยเกินไป (ลองค้นดูแคตตาล๊อกกระสุนปืน จะเห็นว่าจะบอกน้ำหนักหัวกระสุนด้วยหน่วยเกรนกันทั้งนั้น)
  
ในการวัดความดัน หน่วยที่ง่ายต่อการคำนวณคือปาสคาล (Pa) แต่หน่วยที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมองเห็นภาพได้ง่ายกว่าคือน้ำหนักต่อหน่วยพื้นที่ (เช่นกิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร kg/m2 หรือปอนด์ต่อตารางนิ้ว psi) ตัวอย่างง่าย ๆ ที่เห็นได้ชัดคือแรงดันลมของยางรถยนต์ แม้ว่าป้ายที่ติดไว้ข้างประตูรถจะมีการระบุความดันลมทั้ง kPa (กิโลปาสคาล) และ psi (ปอนด์ต่อตารางนิ้วหรือเราเรียกสั้น ๆ ว่าปอนด์) เวลาเราจะเติมลมยางรถยนต์ทีไรก็จะบอกแรงดันลมเป็นปอนด์ทุกที
 
ในงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งของเหลวขึ้นที่สูงกลับใช้หน่วยเป็นความสูง ที่เห็นชัดคือปั๊มของเหลวพวกปั๊มหอยโข่ง มักจะไม่บอกว่าปั๊มนี้สร้างความดันด้านขาออกได้เท่าใด แต่จะบอกว่ามีเฮด (head) เท่าใด ซึ่งก็คือสามารถดันน้ำขึ้นไปได้สูงสุดเท่าใด และการใช้ระดับความสูงของของเหลวเป็นตัวบอกความดันก็ยังนิยมใช้กับความดันที่ต่ำไม่มาก เช่นห้องควบคุมหรือห้องปฏิบัติการที่ต้องมีการควบคุมความดันภายในห้องดังกล่าวให้แตกต่าง (อาจจะสูงกว่าหรือต่ำกว่า ขึ้นอยู่กับการทำงาน) ความดันนอกห้องเล็กน้อย จะนิยมบอกความดันด้วยหน่วยความสูงของน้ำ (อาจเป็นนิ้วน้ำ เซนติเมตรน้ำ หรือมิลลิเมตรน้ำ) หรือในงานทางด้านสุญญากาศก็ยังเห็นมีการใช้หน่วยมิลลิเมตรปรอทในการบอกระดับการทำสุญญากาศกันอยู่
  
การวัดปริมาณ (จะเป็นน้ำหนักหรือปริมาตรก็ตาม) ของแก๊สที่ไหลอยู่ในท่อนั้นจะวุ่นวายมากกว่าการวัดปริมาณของเหลวที่ไหลอยู่ในท่อ สำหรับของเหลวแล้วในการใช้งานตามปรกติ ที่ความเร็วในการไหลในระบบท่อเท่ากัน ความหนาแน่นของของเหลวนั้นไม่เปลี่ยนแปลงตามความดันและไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิด้วย แต่แก๊สนั้นแตกต่างกันไปเพราะความหนาแน่นของแก๊สนั้นเปลี่ยนแปลงได้มากเมื่ออุณหภูมิและ/หรือความดันเปลี่ยนแปลงไป การบอกปริมาณ (จะเป็นน้ำหนักหรือปริมาตรก็ตาม) โรงงานมักจะทำโดยการวัด "ความดัน" คร่อมจุดวัดสองจุด (ปรกติก็เป็นแผ่น orifice หรือท่อ venturi) และ "อุณหภูมิ" ของแก๊สนั้น จากนั้นจึงค่อยนำข้อมูลที่ได้มาทำการคำนวณค่า "ปริมาตรจำเพาะ" หรือ "ความหนาแน่นจำเพาะ" (ด้วยการใช้สมการสภาวะหรือ equation of state นั่นเอง)
  
ในเรื่องระบบปรับอากาศหรือทำความเย็นก็ยังมีการใช้หน่วย "ตันความเย็น (a day ton หรือ ton refrigerate)" ซึ่งหมายถึงพลังงานความร้อนที่ต้องใช้ในการละลายน้ำแข็งหนัก 1 ตันที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียสในเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อนำมาใช้กับความสามารถในการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศจะบ่งออกให้ทราบถึงความสามารถของเครื่องปรับอากาศนั้นในการดึงเอาความร้อนออกเทียบเท่ากับการผลิตน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียสได้กี่ตันในเวลา 1 วัน (หรือ 24 ชั่วโมง)

หวังว่าตัวอย่างที่ยกมาคงช่วยให้ความกระจ่างได้บ้างแก่ผู้ที่สงสัยว่า "เรียนเปลี่ยนหน่วยไปทำไม" นะ

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

การถอดหน้าแปลน MO Memoir : Sunday 14 December 2557

ช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ ๑๒ ธันวาคมที่ผ่านมา เห็นมีข่าวอุบัติเหตุปรากฏบนหน้าเว็บหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ พาดหัวข่าวว่า ""หม้อลม" โรงไฟฟ้าขนอมระเบิด! คนงานเสียชีวิต 2 ราย เจ็บอีก 2" อ่านพาดหัวข่าวตอนแรกนึกว่าเป็นการระเบิดของ pressure vessel แต่พออ่านดูรายละเอียดของเนื้อข่าวและภาพประกอบแล้วพบว่า น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ "blind flange" ปลิวออกมาเนื่องจากความดันใน pressure vessel มากกว่า 
   
อุบัติเหตุหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการเปิดหน้าแปลนเคยเล่าเอาไว้แล้วใน Memoir ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๖๔๓ วันศุกร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เรื่อง "สาเหตุที่แก๊สรั่วออกจากpolymerisationreactor" ซึ่งตอนนั้นก็มีผู้เสียชีวิต ๒ รายเช่นกัน สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า blind flange คืออะไรก็แนะนำให้ไปอ่าน memoir ฉบับที่ ๖๔๓ นี้ก่อน


รูปที่ ๑ ข้อต่ออ่อนตัวนี้มีหน้าแปลนเป็นของตัวเองเพื่อยึดข้ากับปลายท่อทั้งทางด้านซ้ายและด้านขวา (งานประกอบในรูปนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ จากลักษณะของ bolt ที่ใช้จะเห็นว่าประกอบได้ชุ่ยมาก เพราะใช้ชนิด boltที่แตกต่างกันมั่วไปหมดในการยึดหน้าแปลน แถมยังมีบางตัวที่ใช้ bolt สั้นไปอีก (ในกรอบ) ทำให้ nut จับกับเกลียวได้ไม่เต็มที่)

ท่อของกระบวนการต่าง ๆ ในโรงงานจะเชื่อมต่อโดยการใช้การเชื่อมเป็นหลัก เว้นแต่จะเป็นตำแหน่งที่กำหนดให้ถอดออกได้เพื่อการซ่อมบำรุงหรือเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มักจะใช้หน้าแปลน (flange) เป็นตัวเชื่อมต่อ bolt ที่ใช้ในการร้อยยึดหน้าแปลนเข้าด้วยกันอาจเป็น Stud bolt หรือ Machine bolt ก็แล้วแต่ (ถ้าไม่รู้ว่า bolt สองตัวนี้แตกต่างกันอย่างไรแนะนำให้ไปอ่าน Memoir ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๕๑๑ วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๕ เรื่อง "Studbolt กับMachinebolt" ก่อน)
  
รูปที่ ๒ วาล์วปีกผีเสื้อ (butterfly valve) ตัวนี้ถูกบีบอัดอยู่ระหว่างหน้าแปลน 1 และ 2 bolt ตรงลูกศรสีเหลืองชี้เพียงแค่ร้อยผ่านรูที่ทำไว้บนตัววาล์วเพื่อใช้ในการจัดตำแหน่งวาล์วเท่านั้น

วิธีการปฏิบัติที่ต้องกระทำกันเวลาที่ต้องไปเปิดระบบ (อาจเป็นท่อหรือ pressure vessel) ที่มีความดันอยู่ภายในคือต้อง "ระบายความดัน - release pressure" ภายในระบบออกให้หมดก่อน ในกรณีของ pressure vessel นั้นมักจะมองหาตำแหน่งวาล์วที่สามารถระบายความดันในระบบทิ้งได้ (ซึ่งมันมักจะมีอยู่ซึ่งอาจเป็น vent หรือ drain) แต่ถึงกระนั้นก็ตามก่อนเปิดหน้าแปลนที่ตัว vessel (เช่น manhole หรือ handhole) ก็ต้องเผื่อเอาไว้ด้วยว่าอาจมีความดันคงค้างอยู่ใน vessel นั้นได้เนื่องจากท่อที่ระบายความดันในระบบออกทางวาล์วนั้นเกิดการอุดตัน 
  
และในกรณีที่เป็นการเปิดหน้าแปลนที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบท่อนั้น ในส่วนนั้นของระบบท่ออาจจะไม่มีจุดใด ๆ ที่จะระบายความดันออกจากภายในท่อได้ วิธีการที่จะทำได้ก็คือการระบายความดันออกทางหน้าแปลนที่จะทำการถอดเท่านั้น
 
วิศวกรเครื่องกลรุ่นพี่ท่านหนึ่งเคยสอนผมไว้หลายเรื่องเกี่ยวกับการถอดหน้าแปลน เรื่องหนึ่งที่พี่สอนไว้ก็คือบางครั้งก็ใช้ "เท้า" หมุน nut จะเสี่ยงน้อยกว่าใช้มือหมุน เหตุผลก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เวลาที่จะ "คลาย" nut ที่หน้าแปลนท่อที่มี (หรือสงสัยว่ามี) ความดันอยู่ภายใน ถ้าใช้มือหมุน หน้าของเราจะอยู่ใกล้กับตัวหน้าแปลน ดังนั้นถ้ามีแก๊สความดันรั่วไหลออกมาทันทีที่ nut คลายตัว มันก็จะพุ่งใส่หน้าเราได้ (ไม่สำคัญว่าจะมีอุปกรณ์ป้องกันหรือเปล่า) การเอาประแจแหวนสวมนอตตัวนั้นและใช้เท้าเหยียบ (เบาแรงกว่าด้วย) จึงปลอดภัยมากกว่า

ในที่นี้ผมใช้คำว่า "คลาย" เพื่อสื่อถึงการทำให้หลวมนะครับโดยตัว nut ยังร้อยอยู่กับส่วนที่เป็นเกลียวของตัว bolt ไม่ใช่ "ถอด" ที่หมายถึงนำตัว nut ออกมาจากเกลียวของตัว bolt เลย และขอใช้คำว่า "nut" (หรือนอตตัวเมีย) และ "bolt" (หรือนอตตัวผู้) แทนคำว่า "นอต" ที่มีความหมายกำกวมกว่า
  


การคลาย nut นั้นไม่ใช่คลายออกทุกตัวเลย เพียงแค่ค่อย ๆ คลายออกบางตัวทางมุมใดมุมหนึ่งของหน้าแปลนก่อน แล้วคอยสังเกตว่ามีความดันในระบบรั่วไหลออกมาหรือไม่ (ถ้าเป็นแก๊สก็คงต้องใช้การฟังเสียง) บางครั้งอาจต้องใช้การง้างหน้าแปลนช่วยเล็กน้อยเพื่อให้ความดันในระบบ (ถ้ามีอยู่) รั่วไหลออกมาได้ง่ายขึ้น การที่ให้ค่อย ๆ คลายก็เพราะถ้าระบบยังมีความดันค้างอยู่ภายใน ความดันภายในจะได้ระบายออกอย่างช้า ๆ หรือไม่ก็ถ้าเห็นถ้าไม่ดีเราก็สามารถที่จะขัน nut เพื่อปิดหน้าแปลนนั้นเหมือนเดิมได้
 
blind flange ที่ใช้ในการปิด man hole หรือ hand hole ของ pressure vessel ที่ปิดเข้ากับส่วนที่เป็นหน้าแปลนที่ทำไว้บนตัว pressure vessel นั้นก็มีข้อดีอยู่อย่างคือเรามองเห็นว่า bolt ที่มันร้อยรูของหน้าแปลนอยู่นั้นมันร้อยเอาไว้เรียบร้อยหรือไม่ เรามองเห็นเลยว่าตัว bolt ที่ใช้นั้นมันมีความยาวที่เหมาะสมหรือไม่ และตัว nut นั้นร้อยเข้ากับตัว bolt ได้ดีหรือไม่หรือจับอยู่เพียงแค่บางร่องเกลียวเท่านั้น (เช่นนอตตัวในกรอบสี่เหลี่ยมในรูปที่ ๑) แต่ถ้าเป็น bolt ที่ขันเข้ากับเกลียวที่ทำไว้บนตัว pressure vessel โดยตรง เราก็ไม่สามารถบอกได้ว่านอตที่ขันเอาไว้นั้นมีความยาวที่เหมาะสมหรือไม่ ภาพ blind flange ในภาพข่าวที่ดูเหมือนว่าจะเป็นตัวทำให้เกิดอุบัติเหตุนั้น นับรูสำหรับร้อย bolt แล้วพบว่ามีถึง ๑๘ รู คำถามที่ผมสงสัยก็คือทำไม blind flange ถึงปลิวหลุดออกมาได้อย่างรุนแรงทั้ง ๆ ที่มี bolt ยึดอยู่เป็นจำนวนมากอย่างนั้น ถ้าหากมีการคลาย bolt บางส่วนออกมาก่อน ก็น่าจะมีความดันภายในรั่วไหลออกมาให้เห็น และ bolt ส่วนที่ยังไม่คลายนั้นก็น่าที่จะยึดให้ blind flange ไม่ปลิวหลุดออกมาได้ (ในรูปข่าวไม่มีร่อยรอยของ bolt สักตัว)
 
แต่การหน้าแปลนที่มี bolt ยึดอยู่เป็นจำนวนมากจะปลิวหลุดออกมาทั้ง ๆ ที่มี bolt ยึดอยู่ครบทุกตัวนั้นก็ไม่ใช่วาเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิน เหตุการณ์นี้เคยเกิดมาแล้วกับกระจกหน้าต่างห้องนักบินโดยสาร สาเหตุมาจากการใช้ bolt ผิดขนาดในการยึดกระจก เหตุการณ์เป็นอย่างไรนั้นอ่านรายละเอียดได้ใน memoir ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๘๐ วันพุธที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙ เรื่อง "นอตผิดขนาด"

นำเรื่องนี้ขึ้น blog เสร็จก็จะเดินทางไปพักผ่อน (หรือเรียกว่าสัมมนาดี) ที่เข้าใหญ่แล้ว ดังนั้นจะหายหน้าหายตาไปจาก blog หลายวันหน่อย

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ภาพบันทึกความทรงจำ กว่าจะเป็นวิศวกรเคมี ๓๑-๔๐ MO Memoir : Saturday 13 December 2557

อีก ๑๐ ภาพที่นำลงในกล่อง "กว่าจะเป็นวิศวกรเคมี" บนหน้า blog และอย่างเช่นเคยก็คือวันที่ที่ปรากฏเหนือรูปคือวันที่นำรูปลง blog ส่วนรายละเอียดของแต่ละรูปนั้นอยู่ข้างใต้รูปแต่ละรูป

วันพุธที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
   

เสาร์ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๑ ทัศนศึกษาของภาควิชา แวะเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่สองที่ตั้งอยู่เชิงสะพานข้ามแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี (ตำแหน่งตรงกับสะพานไม้ที่เป็นสะพานข้ามแม่น้ำแควอีกสะพานหนึ่ง) และพักกินข้าวเที่ยงที่นั่น ก่อนจะเดินทางไปยังโรงถ่ายภาพยนต์เรื่องสมเด็จพระนเรศวรในช่วงบ่าย

วันพฤหัสบดีที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗


พฤหัสบดี ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ (วันลอยกระทง) นิสิตปี ๔ (รหัส ๕๔) ระหว่างเรียนวิชา Lab Unit Operation III ในช่วงเช้า


วันอาทิตย์ที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗


พิธีกรงานไหว้ครูภาควิชา ห้องประชุมชั้น ๒ อาคารวิศว ๔ วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๐

วันพุธที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๗


แลปเคมีอินทรีย์นิสิตปี ๒ (รหัส ๔๙) จันทร์ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ แลปอะโรมาติก ระหว่างการนั่งดูเปลวไฟที่เกิดจากการเผาสารประกอบอะโรมาติกในตู้ควัน (เผาพร้อม ๆ กันโดยใช้ตะเกียงแอลกอฮอล์) ที่ห้องปฏิบัติการเคมีพื้นฐาน ชั้น ๓ อาคารปฏิบัติการรวม (หรืออาคาร ๓ ภาควิชาเดิม)

วันเสาร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗


แลป Unit Oper III เช้าวันศุกร์ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ นิสิตปี ๔ (รหัส ๕๔) เครื่อง Evaporator

วันพุธที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

จันทร์ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๑ นิสิตปี ๔ เตรียมการนำเสนอบอร์ดซ๊เนียร์โปรเจค ใต้ตึกวิศว ๔ (นิสิตรหัส ๕๐)

วันอาทิตย์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

พุธ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๐ แลปเคมีพื้นฐานวิชาเคมีวิเคราะห์ นิสิตป.ตรี รหัส ๔๙
 
วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

 
ศุกร์ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ นิสิตปี ๔ สอบหัวข้อซีเนียร์โปรเจค ห้อง ๓๑๘ ตึกวิศว ๓ เป็นปีการศึกษาแรกที่มีการลงทะเบียนเรียนวิชาซีเนียร์โปรเจคอย่างเป็นทางการในภาคการศึกษาแรก (หลักสูตรใหม่)

วันจันทร์ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

 
จันทร์ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๑ นำเสนอบอร์ดซีเนียร์โปรเจค ใต้ตึกวิศว ๔ (นิสิตรหัส ๔๘)

วันพุธที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๗
 

 
พุธ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ แลปเคมีวิเคราะห์กลุ่ม ๖ ตอนเรียนบ่ายวันพุธ (ช่วงนั้นแลปเคมีวิเคราะห์มีตารางเวลาเรียนคือวันอังคาร ๑๓-๑๖ วันพุธเวลา ๑๓-๑๖ และ ๑๖-๑๙ ส่วนช่วงบ่ายวันจันทร์ พฤหัสบดี และศุกร์ เป็นของวิชาเคมีฟิสิกัล)