วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทำความรู้จัก Data Sheet สำหรับ Positive Displacement Pump MO Memoir : Tuesday 6 December 2559

ตอนไปฝึกงานที่โรงกลั่นน้ำมันที่ อ. ฝาง จ. เชียงใหม่ เมื่อหน้าร้อนปีพ.ศ. ๒๕๓๐ นั้น ก็เห็นโรงกลั่นดังกล่าวใช้ปั๊มลูกสูบขับเคลื่อนด้วยไอน้ำ (อิ่มตัว) ทั้งโรงงาน ทั้งนี้คงเป็นเพราะในตอนตั้งโรงกลั่นนั้น บริเวณดังกล่าวมีปัญหาเรื่องแหล่งพลังงานไฟฟ้า ก็เลยทำให้ทางโรงกลั่นใช้ไอน้ำเป็นแหล่งพลังงานขับเคลื่อนปั๊มต่าง ๆ 
  
ปั๊มชนิด Positive displacement มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ เช่น ปั๊มลูกสูบ (อาจเป็นชนิด piston หรือ plunger ก็ตามแต่ ที่ลูกสูบนั้นผลักดันของเหลวโดยตรง) ปั๊มไดอะแฟรม (ที่ลูกสูบกดดันแผ่นไดอะแฟรมที่ทำจากวัสดุยืดหยุ่น แล้วแผ่นไดอะแฟรมไปผลักดันของเหลวอีกที) ปั๊มชนิดสกรู (แบบเดียวกับเครื่องบดเนื้อตามตลาดสด) ปั๊มรีดท่อ (หรือที่ห้องแลปเรียก peristaltic pump ที่ใช้กันในห้องปฏิบัติการและใช้ในโรงพยาบาลในเครื่องให้น้ำเกลือผู้ป่วย) ปั๊มชนิดโรตารี และปั๊มชนิดเกียร์ เรื่องปั๊มเหล่านี้เคยเล่าเอาไว้นานหลายปีแล้ว คงไปค้นดูบทความเก่า ๆ ใน blog ในหัวข้อเรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปั๊มดูได้
 
ปั๊มพวก positive displacement แต่ละชนิดมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป บางชนิดเหมาะสำหรับงานที่ต้องการปรับปริมาตรการไหลต่ำ ๆ ที่ละเอียด (เช่นปั๊มลูกสูบขนาดเล็กที่เรียกว่า syringe pump) หลากหลายชนิดสามารถเพิ่มความดันได้สูงด้วยขั้นตอนการอัดเพียงขั้นตอนเดียว การให้อัตราการไหลที่คงที่ที่ไม่ขึ้นกับความดันต้านทานด้านขาออก (ถ้าเป็นปั๊มหอยโข่งหรือ centrifugal pump เมื่อความดันต้านทานด้านขาออกเพิ่มขึ้น อัตราการไหลจะลดลง) การทำงานได้ดีกับของเหลวที่มีความหนืดสูงหรือข้นหนืด (เช่นพวกน้ำมันหนัก ยาสีฟัน) เป็นต้น
 
ปั๊มที่ใช้ลูกสูบเป็นตัวผลักดันของเหลว (เช่นชนิด piton หรือ plunger หรือ diaphragm) จะมีวาล์วกันการไหลย้อนกลับติดตั้งมากับตั้งปั๊มทั้งด้านขาเข้าและขาออก วาล์วกันการไหลย้อนกลับด้านขาเข้ามีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวที่กำลังถูกอัดนั้นไหลย้อนกลับ ส่วนวาล์วกันการไหลด้านขาออกนั้นมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวที่อัดส่งออกไปจากตัวปั๊มแล้วไหลย้อนกลับในขณะที่กำลังดูดของเหลวจากแหล่งต้นทางเข้ามา 
  
ปั๊มน้ำขนาดเล็กที่ใช้กันตามบ้านเรือนที่ใช้เพิ่มแรงดันให้น้ำแม้ว่าในปัจจุบันจะเห็นชนิดหอยโข่งเป็นหลัก แต่ก็มีชนิดลูกสูบอยู่เหมือนกัน สำหรับบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองที่มีน้ำประปาใช้ ที่ใช้การติดตั้งถังน้ำรองรับน้ำประปา แล้วใช้ปั๊มน้ำชนิดปั๊มหอยโข่งที่ติดตั้งอยู่ข้างถังเก็บโดยมีระดับต่ำกว่าระดับน้ำในถังเก็บ รูปแบบการติดตั้งแบบนี้ปั๊มหอยโข่งสามารถทำงานได้ดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นการสูบน้ำจากบ่อบาดาลขึ้นมาใช้ ปั๊มลูกสูบจะมีข้อดีกว่าปั๊มหอยโข่งตรงที่ปั๊มลูกสูบนั้นสามารถทำการ "ล่อน้ำ" ด้วยตนเองได้ (คือมันสามารถทำสุญญากาศในท่อด้านขาเข้าได้สูงมากพอจนความกดอากาศภายนอกท่อสามารถดันน้ำขึ้นมาจนถึงตัวปั๊มได้) ไม่จำเป็นต้องทำการล่อน้ำเมื่อต้องการเริ่มเดิมเครื่องเหมือนปั๊มหอยโข่ง (ถ้าสงสัยว่าการ "ล่อน้ำ" คืออะไร สามารถไปอ่านได้ใน Memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๖๕ วันเสาร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๕ เรื่อง "ปั๊มน้ำดับเพลิงในอาคาร")
 
แต่ปั๊มลูกสูบก็มีข้อเสียตรงที่มันมีรูปแบบการไหลที่ไม่ราบเรียบ มีการกระเพื่อมเป็นจังหวะตามจังหวะการอัดของลูกสูบ การลดการกระเพื่อมนี้ทำได้ด้วยการใช้ปั๊มที่มีหลายลูกสูบทำงานเหลื่อมจังหวะกัน (หรือเป็นลูกสูบเดียวที่ทำหน้าที่ทั้งอัดและดูดไปพร้อมกัน) หรือติดตั้งถังลมแรงดัน (air chamber) เข้ากับระบบท่อน้ำ (คือความดันอากาศในถังจะช่วยดูดซับความแรงสูงสุดของการไหลในรูปความดันอากาศ และใช้ความดันอากาศที่สะสมไว้นี้เป็นตัวผลักดันให้น้ำไหลในจังหวะที่ปั๊มทำการดูดน้ำเข้ามาใหม่)

รูปที่ ๑ ตัวอย่าง Data Sheet ของ Positive displacement pump หน้า ๑

เราลองมาดูตัวอย่าง data sheet ของ positive displacement กันหน่อยดีกว่า เริ่มจากหน้าแรกในรูปที่ ๑ (ภาพต้นฉบับนั้นมันไม่ชัด คือด้านซีกซ้ายแหว่งไปหน่อย) โดยเริ่มจากการระบุว่ารายละเอียดของปั๊มใน data sheet นี้เป็นการแสดงรายละเอียดเพื่อ เป็นข้อเสนอ (proposal) จัดซื้อ (purchase) หรือติดตั้งจริง (as built) ตามด้วยชื่อปั๊มและหน่วยที่จะนำไปใช้งาน และวิธีการขับเคลื่อนที่ใช้ว่าเป็น มอเตอร์ไฟฟ้า (motor) กังหัน (turbine) หรือวิธีการอื่น (เช่นใช้ไอน้ำขับเคลื่อนลูกสูบโดยตรง)
 
ถัดมาก็เป็นการระบุชนิดว่าเป็น piston, plunger, metering (ปรับอัตราการไหลได้), diaphragm, direct acting steam/gas, rotary, gear, screw หรือชนิดอื่น ชื่อผู้ผลิตปั๊ม รุ่นและขนาด
 
ตรงนี้ขอขยายความตรงชนิด piston และ plunger นิดนึง ปั๊มทั้งสองชนิดเป็นปั๊มแบบลูกสูบทั้งคู่ แตกต่างกันตรงที่ตัวปะเก็นหรือ seal ที่ทำหน้าที่ป้องกันการรั่วไหลระหว่างลูกสูบและกระบอกสูบนั้นติดตั้งอยู่คนละที่กัน โดยปั๊มแบบ piston นั้นตัว seal ดังกล่าวจะอยู่ที่ตัวลูกสูบ (piston) และเคลื่อนที่ไปกับตัวลูกสูบ (ลูกสูบไม่จำเป็นต้องมีความยาวมากตามความยาวช่วงชัก) ทำนองเดียวกับแหวนลูกสูบที่ใช้กับลูกสูบของเครื่องยนต์รถ แต่ปั๊มชนิด plunger นั้นตัว seal ดังกล่าวจะอยู่ที่กระบอกสูบ ไม่ได้เคลื่อนที่ไปพร้อมกับตัวลูกสูบ ตัวลูกสูบจะมีความยาวมากกว่าช่วงชัก) ปั๊มชนิด plunger จะใช้งานในช่วงความดันที่สูงกว่าปั๊มชนิด piston
 
ถ้ดมาในส่วนของคอลัมน์ด้านซ้าย เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะการทำงาน (operating conditions) ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของของเหลวที่ทำการปั๊ม (ความหนืด การกัดกร่อน ความเป็นพิษ ความไวไฟ) ความดันและอุณหภูมิการใช้งาน ถัดลงมาอีกก็เป็นรายละเอียดชนิดข้อต่อท่อ (connections) ทั้งด้านขาเข้าและด้านขาออก
 
ส่วนคอลัมน์ทางด้านขวานั้นเป็นข้อมูลจากผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นความดันและอุณหภูมิที่ใช้ในการออกแบบ อัตราการไหลที่ออกแบบ ประสิทธิภาพ มีการหล่อเย็นหรือให้ความร้อนหรือไม่ เป็นต้น และยังมีข้อมูลเกี่ยวกับความดันที่กำหนดให้ "relief valve" เปิด
 
ปั๊มลูกสูบนั้นช่องว่างระหว่างลูกสูบและกระบอกสูบนั้นต่ำมาก (หรือถือว่าแทบจะไม่มีก็ได้) ไม่เหมือนปั๊มหอยโข่ง ในกรณีของปั๊มหอยโข่งที่ใช้การหมุนเหวี่ยงนั้น ถ้าหากท่อด้านขาออกถูกปิด ของเหลวไหลออกไม่ได้ ของเหลวก็จะถูกหมุนเหวี่ยงวนอยู่ในตัวปั๊ม ในขณะนี้ความดันภายด้านขาออกจะมีค่าสูงสุดที่ระดับหนึ่ง แต่ในกรณีของปั๊มลูกสูบนั้นใช้การดัดให้ของเหลวเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ถ้าหากของเหลวไม่สามารถระบายออกไปได้ ความดันในตัวปั๊มจะเพิ่มสูงขึ้นมาก ก่อให้เกิดความต้านทานการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของลูกสูบ (เหมือนกับพยายามฉีดน้ำออกจากกระบอกฉีดที่อุดปลายกระบอกเอาไว้) ถ้าหากไม่มีทางระบายของเหลวที่ถูกอัดออกไป ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นกับชิ้นส่วนที่มีความแข็งแรงต่ำที่สุด (อาจเป็นตัวมอเตอร์ที่ขับเคลื่อนที่อาจไหม้ได้เนื่องจากไม่สามารถหมุนได้ ตัวก้านสูบที่ใช้ผลักลูกสูบ ตัวปั๊ม หรือท่อด้านขาออก) ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว การติดตั้งปั๊มลูกสูบจึงต้องมีการติดตั้งวาล์วระบายความดัน (relief valve) ไว้ทางด้านขาออกด้วยเสมอ ซึ่งวาวล์วระบายความดันนี้อาจเป็นอุปกรณ์ที่มาพร้อมกับตัวปั๊ม หรือต้องติดตั้งเข้ากับระบบท่อด้านขาออก แต่ในกรณีของปั๊มหอยโข่งนั้นจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องติดตั้งวาล์วดังกล่าว (จะใช้การติดตั้งท่อให้ของเหลวไหลวนกลับแทน)
 
ถัดมาทางคอลัมน์ด้านซ้ายเป็นข้อมูลเกี่ยวกับโรงงาน (site conditions) เช่นน้ำหล่อเย็น ไอน้ำ และกระแสไฟฟ้าที่มีให้ อุณหภูมิสภาพอากาศแวดล้อม การติดตั้งภายนอกหรือภายในอาคาร ถัดลงมาก็เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการทดสอบสมรรถนะของปั๊มและการตรวจสอบ (tests and inspection) เช่นการรับความดัน สภาพขณะเดินเครื่อง ความถูกต้องของการควบคุมอัตราการไหลและการทำซ้ำได้ จำเป็นต้องมีการแยกชิ้นส่วนออกมาตรวจสอบหรือไม่ (dismantle and inspection) ส่วนคอลัมน์ด้านขวาก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ (accessories) เช่น ฐานรอง เฟืองทดรอบ ระบบขับเคลื่อนที่สามารถปรับความเร็วรอบได้ วาล์วระบายความดัน การหุ้มฉนวนกระบอกไอน้ำ (lagging เป็นคำเรียกแบบอังกฤษ (U.K.) หมายถึงการหุ้มฉนวน ที่แปลกคือเอกสารฉบับนี้เป็นของอเมริกาที่น่าจะใช้คำ insulating มากกว่า)

รูปที่ ๒ Data Sheet ของ Positive displacement pump หน้า ๑ (ต่อจากรูปที่ ๑)

ในภาษาอังกฤษแบบ Ameircan English นั้น เวลาพูดถึง "relief valve" จะหมายถึงวาล์วระบายความดันที่ใช้กับ "ของเหลว" ถ้าพูดถึง "safety valve" จะหมายถึงวาล์วระบายความดันที่ใช้กับแก๊ส และถ้าพูดถึง "safety-relief valve" จะหมายถึงวาล์วระบายความดันที่ใช้ได้กับระบบที่มีทั้งของเหลวและแก๊ส แต่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษแบบ British English นั้นทั้งสามคำจะมีความหมายกลาง ๆ คือวาล์วระบายความดันโดยไม่มีการจำเพาะเจาะจงไปว่าเป็นระบบของเหลว แก๊ส หรือมีทั้งสองเฟสอยู่ร่วมกัน

มาต่อในหน้าที่ ๒ ที่เริ่มด้วยการแยกออกเป็น ๓ คอลัมน์ โดยคอลัมน์ทางซ้ายสุดเป็นปั๊มแบบ reciprocating (มีการเคลื่อนที่กลับไปมาแบบลูกสูบ ที่ผลักดันของเหลวด้วยการดันไปตรง ๆ) คอลัมน์กลางเป็นแบบ rotary ที่ใช้การเคลื่อนที่แบบหมุน (คือกลไกผลักดันของเหลวทำงานด้วยการหมุนชิ้นส่วนผลักดัน ไม่ใช่การดันโดยตรงแบบกรณีของลูกสูบ) ส่วนคอลัมน์ด้านขวาเป็นส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมปริมาตรการไหล
 
ในคอลัมน์ของ reciprocating pump นั้น ปั๊มแบบ simplex คือปั๊มที่มีเพียงกระบอกสูบเดียว ปั๊มแบบ duplex คือปั๊มที่มีกระบอกสูบสองกระบอก ส่วน multiplex คือปั๊มที่มีกระบอกสูบมากกว่าสามกระบอก
 
บรรทัดถัดลงมา single acting หมายถึงการทำงานที่มีของเหลวไหลเข้า-ออกทางด้านเดียวของลูกสูบ ส่วน double acting หมายถึงการทำงานที่มีของเหลวไหลเข้า-ออกทั้งทางด้านหน้าและด้านหลังลูกสูบ กล่าวคือในจังหวะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเพื่อผลักดันของเหลวที่อยู่ทางด้านหน้าให้ไหลออกจากปั๊ม ก็จะทำการดูดเอาของเหลวเข้ามาทางด้านหลังลูกสูบ และเมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ถอยหลังเพื่อดูดของเหลวใหม่เข้ามาทางด้านหน้าลูกสูบ ก็จะทำการผลักดันของเหลวที่อยู่ทางด้านหลังลูกสูบให้ไหลออกไป
 
liner ในที่นี้คือถ้าเป็นศัพท์เกี่ยวกับเครื่องยนต์เขาจะเรียกว่า "ปลอกสูบ" (ในที่นี้ก็คงจะขอยืมเอามาใช้ได้เพราะมันทำหน้าที่แบบเดียวกัน) คือแทนที่จะใช้ตัวเรือนของปั๊มทำหน้าที่เป็นกระบอกสูบที่มีขนาดพอดีกับเส้นผ่านศูนย์กลางของลูกสูบ (คือลูกสูบกับตัวเรือนของปั๊มที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกสูบจะเสียดสีกันโดยตรง) ก็จะทำรูที่ตัวเรือนปั๊มให้ใหญ่ว่าขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลูกสูบ และมีปลอกโลหะทรงกระบอก (ปลอกสูบ) สอดเข้าไปในรูนั้นอีกที โดยเส้นผ่านศูนย์กลางภายในของปลอกทรงกระบอกนั้นจะรับเข้ากับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของลูกสูบ การขัดสีจึงเกิดขึ้นระหว่างตัวปลอกสูบกับลูกสูบ ถ้าใช้ปลอกสูบแบบถอดเปลี่ยนได้ (removable liner) ก็จะสามารถทำการเปลี่ยนปลอกสูบดังกล่าวได้เมื่อเสื่อมสภาพ
 
timing gear (ในส่วนของปั๊มที่ผลักดันของเหลวด้วยการเคลื่อนที่แบบหมุน) เป็นเกียร์ที่ควบคุมจังหวะการทำงาน เช่นในกรณีของ lobe หรือ screw ที่มีชิ้นส่วนหมุนสองชิ้นหมุนขบกันนั้น การหมุนของชิ้นส่วนทั้งสองต้องเข้าจังหวะกันพอดี (คือขบกันพอดีแต่ต้องไม่เกิดการตีกระแทกกัน) 
  
ช่วงกลางถัดลงมาเป็นข้อมูลชนิดวัสดุที่ใช้ทำชิ้นส่วนต่าง ๆ ของตัวปั๊ม (ตรงนี้คงต้องขอให้ไปหารูปแยกส่วนปั๊มแต่ละชนิดมาดูเอง จะได้เห็นภาพว่ามันคืออะไร) แถวถัดลงมาอีกก็เป็นเรื่องของซีลและปะเก็นป้องกันการรั่วซึม ถัดลงมาอีกก็จะเป็นเรื่องของรองลื่นหรือแบริ่ง (bearing) ที่แยกออกเป็น radial bearing ที่ทำหน้าที่รับแรงในแนวรัศมีของเพลา (รับน้ำหนักเพลาถ้าเพลาวางนอน) และ thrust bearing ที่ทำหน้าที่รับแรงตามแนวแกนของเพลาเพื่อไม่ให้เพลามีการเคลื่อนตัวตามนวความยาว (ภาษาไทยเรียกว่า "แบริ่งกันรุน" ถ้าเป็นเพลาที่วางในแนวนอน มันก็จะไม่รับน้ำหนักเพลา แต่ถ้าเป็นเพลาที่วางตัวในแนวดิ่งหรือวางเฉียง มันจะต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักเพลาด้วย) และปิดท้ายด้วยส่วนของข้อกำหนดตามมาตรฐาน API (ย่อมาจาก American Petroleum Institiute) ว่าจะให้ปั๊มมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานใดเป็นพิเศษอีกหรือไม่

สำหรับฉบับนี้ก็คงจะจบเพียงแค่นี้

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เมื่อเหล็กร้อน MO Memoir : Sunday 4 December 2559

จำไม่ได้ว่าเป็นปีค.ศ. ไหนแน่ จำได้แต่ว่าเป็นช่วงต้นทศวรรษ ๑๙๙๐ เป็นช่วงที่เรียนอยู่ที่อังกฤษ ที่เห็นข่าวอดีตนักบินสายการบินพาณิชย์ของอังกฤษรายหนึ่งฆ่าตัวตาย เนื่องจากโดนกล่าวหาว่าบกพร่องต่อหน้าที่ แม้ว่าเขาจะพยายามสู้คดีแล้วแต่ก็แพ้ไปในที่สุด
 
 
เหตุการณ์มันเกิดตอนที่เครื่องบินที่เขาเป็นกัปตันนั้นกำลังร่อนลงสู่สนามบิน ปรากฏว่าเครื่องบิน "บินเฉียง" กับแนวรันเวย์ แม้ว่านักบินจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้กลับสู่ความปลอดภัยได้ นักบินอ้างว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินอัตโนมัติของเครื่องบิน ไม่ใช่จากการควบคุมของเขา แต่คณะกรรมการสอบสวนก็สรุปว่าเป็นความบกพร่องของนักบิน (คือคอมพิวเตอร์ถูก นักบินผิด) และมีมติไล่นักบินออกจากงาน


เรื่องนี้คงไม่เป็นข่าวถ้าหากว่าหลังการฆ่าตัวตายของนักบินดังกล่าว มีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีก กับสายการบินอีกแห่งหนึ่ง ในสถานที่อีกแห่งหนึ่ง และเมื่อนำความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้งมาเปรียบเทียบกัน (คือแนวเส้นทางการบินลง) พบว่า "เหมือนกัน" (อันที่จริงระหว่างนั้นก็มีกรณีอื่นที่เหมือนกันเกิดขึ้นด้วย)
  
 
ในตอนนั้น (ตอนนี้เป็นอย่างไรผมไม่รู้นะ) การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินนั้น จะใช้ทีมผู้เขียนโปรแกรม ๓ ทีมจาก ๓ บริษัทให้ทำการเขียนโปรแกรม การควบคุมจะอาศัยเสียงข้างมากคือ ๒ ใน ๓ (คือถ้าหากโปรแกรม ๒ โปรแกรมให้ข้อสรุปเหมือนกัน ก็ให้ทำตามข้อสรุปของ ๒ โปรแกรนั้นโดยไม่สนใจข้อสรุปของโปรแกรมที่ ๓) โดยมีข้อสมมุติว่าโอกาสที่ทีมเขียนโปรแกรมทั้ง ๓ ทีมจะทำผิดพลาดในเรื่องเดียวกันนั้นมีค่า "ต่ำมาก"
 
 
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีข้อสงสัยว่าข้อสมมุติดังกล่าว "ใช้ได้จริง" หรือไม่ ก็เลยมีผู้ทำการทดลองด้วยการใช้ทีมเขียนโปรแกรม ๓ ทีมจาก ๓ แหล่งให้มาเขียนโปรแกรมควบคุมทำงานเดียวกัน เพื่อที่จะดูว่าทั้ง ๓ ทีมมีโอกาสทำผิดพลาดเหมือนกันมากแค่ไหน ผลการทดลองปรากฏว่าทั้ง ๓ ทีมจะทำอะไรผิดพลาดที่ "เหมือนกัน" เหมือนกับว่ามีอยู่เพียงทีมเดียว ทั้งนี้ก็เพราะทั้งสามทีมนั้นต่าง "เรียนมาจากตำราเดียวกัน" นั่นเอง
 

เวลาที่นักเรียนทำข้อสอบแล้วพบว่ามีการทำผิดเหมือน ๆ กัน สิ่งแรกที่อาจารย์ทั่วไปมักจะคิดก็น่าจะเป็นมีการทุจริตในการสอบเกิดขึ้นหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนี้มันก็น่าจะเกิดกับกลุ่มนิสิตที่นั่งสอบใกล้ชิดกัน แต่สำหรับความผิดพลาดที่เหมือนกันที่มาจากนักเรียนที่กระจายอยู่คนละที่กัน และที่สำคัญคือเป็นความผิดในเรื่องความเข้าใจพื้นฐานที่คิดว่าเรียนมาจนถึงระดับนี้แล้วน่าจะรู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว อย่างเช่นกรณีคำตอบที่ยกมาให้ดูในวันนี้ (ซึ่งคิดว่าไม่จำเป็นต้องทราบว่าคำถามถามว่าอะไร เอาเป็นว่าเป็นของนิสิตวิศวก็แล้วกัน) ตรงนี้ทำให้เกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า เกิดอะไรขึ้น

เป็นไปได้ไหมครับที่เขาเหล่านั้นมีความเข้าใจพื้นฐานที่ไม่ดี หรือเขาเหล่านั้นใช้ข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งเดียวกัน แต่มันดันเป็นข้อมูลที่ผิด และเขาก็จำต่อ ๆ กันมาโดยไม่มีการพิจารณาตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้มานั้นมันถูกหรือผิด 


ในขณะที่ภาคการผลิต เน้นการควบคุม "คุณภาพ" ไปที่การตรวจสอบความถูกต้องของ "กระบวนการ" แต่ภาคการศึกษากลับเอาคำว่า "คุณภาพ" ไปผูกไว้กับ "ผลผลิต" โดยไม่ได้มีการพิจารณาว่าวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่ง "ผลผลิต" ที่จะนำมาใช้เป็นคะแนนประเมินนั้นได้มาโดยวิธีการที่ชอบหรือด้วยวิธีการที่สถาบันการศึกษาพึงปฏิบัติหรือไม่

 
ภาคอุตสาหกรรมนั้นสามารถกำหนดคุณภาพ "ขั้นต่ำ" ของวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตได้ วัตถุดิบอะไรที่มีคุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่รับ แต่ไม่ควรนำสิ่งนี้มาใช้กับภาคการศึกษาพื้นฐานในระดับโรงเรียน เพราะวัตถุประสงค์ของภาคการศึกษาในระดับโรงเรียนนั้นคือทุกคนต้องได้เรียนและได้มีการพัฒนาตนเอง ดังนั้นสิ่งที่ควรใช้ในการประเมินความสามารถของสถาบันการศึกษาระดับโรงเรียนจึงควรเน้นไปที่การ "พัฒนาการ" ของผู้เรียน แทนที่จะเน้นไปที่จำนวนนักเรียนที่สอบเข้าคณะที่คะแนนสอบเข้าสูง หรือจำนวนนักเรียนที่สอบได้ทุน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นว่าโรงเรียนที่มีนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีคะแนนสอบสูงได้เยอะ มักเป็นโรงเรียนที่ไม่มีการพัฒนาผู้เรียนด้วยตนเอง แต่ใช้การดึงเอาผู้ที่เรียนเก่งที่ได้รับการพัฒนาจากที่อื่นมาเข้าเรียนในช่วงสั้น ๆ หรือไม่ก็เป็นโรงเรียนที่ไม่ให้นักเรียนของโรงเรียนตนเองที่คะแนนสอบระดับมัธยมต้นไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ให้เรียนต่อในโรงเรียนตนเอง ตรงนี้แตกต่างจากการเรียนการสอนในสายวิชาชีพในระดับมหาวิทยาลัยนั้น เพราะแต่ละสาขาวิชาชีพจะมีมาตรฐานขั้นต่ำของตนเองอยู่ ดังนั้นการประเมินความสามารถของผู้เรียนว่าผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของสาขาวิชาชีพนั้นได้หรือไม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ
 
ก่อนที่จะโทษผู้เรียน ควรต้องมาพิจารณาก่อนว่าเราประเมินโรงเรียนด้วยเกณฑ์อะไร และโรงเรียนประเมินครูผู้สอนด้วยเกณฑ์อะไร เราใช้เกณฑ์อะไรประเมินผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษา และเกณฑ์ดังกล่าวมันเปิดช่องให้ใช้วิธีการที่ระบบการศึกษาไม่ควรพึงปฏิบัติเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวหรือไม่ เพราะโดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ตอนนี้เมื่อเห็นอะไรแบบนี้ ก็ไม่ได้คิดจะโทษผู้เรียน เพราะความไม่รู้ของผู้เรียนก็เป็นผลมาจากความไม่รู้ของผู้สอนนั่นเอง