วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

๕๐ ปีเซนต์คาเบรียล (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๘๐) MO Memoir : Monday 8 September 2557

โรงเรียนอนุบาลที่ผมเรียนนั้นตั้งอยู่ในซอย เดินจากถนนสามเสนเข้าไปก็อยู่ทางขวามือ ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนเป็นป่าช้าฝรั่ง (ที่ฝังศพผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก) ประตูทางเข้าป่าช้าก็ดูเหมือนว่าจะอยู่ฝั่งตรงข้ามใกล้ ๆ กับประตูโรงเรียน จำได้ว่าตอนเรียนอนุบาล ๒ นั้น พอเลิกเรียนตอนเย็น พี่ชายของผมที่เรียนประถม ๑ อยู่ที่โรงเรียนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของป่าช้าฝรั่ง จะเดินมารับผมที่โรงเรียนอนุบาล พาผมเดินตัดป่าช้าฝรั่ง และก่อนจะเข้าประตูโรงเรียนที่พี่ชายผมเรียนอยู่นั้น จะต้องเดินผ่านหลุมฝังศพที่อยู่บนดิน มีไม้กางเขนปักอยู่ ตอนเด็ก ๆ ก็เดินอ้อมซ้ายหรือไม่ก็อ้อมขวาไม้กางเขนนั้น จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เคยคิดสงสัยเหมือนกันว่าเขาฝังศพไว้ทางฝั่งไหน แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร
   
สิ่งหนึ่งที่คุณแม่ของผมเล่าให้ลูกของผมฟัง (หรือย่าเล่าเรื่องให้หลานฟัง) ก็คือตอนเช้าเวลาคุณแม่ไปส่งผมที่โรงเรียนอนุบาล ผมจะกอดคุณแม่ไว้แน่นไม่ยอมเข้าโรงเรียน ร้องไห้อยู่หน้าประตู ต้องให้คุณครูอนุบาลมาแกะเอาตัวผมออกจากตัวคุณแม่ ตอนลูกยังเล็กเวลาไปส่งลูกที่โรงเรียนใหม่ หรือเวลาเดินผ่านหน้าโรงเรียนตอนเปิดเทอม เห็นเด็กเล็กร้องไห้ไม่ยอมเข้าเรียน เกาะคุณพ่อคุณแม่ซะแน่น ก็ทำให้นึกถึงภาพตัวเองตอนเด็ก ๆ ที่เคยเป็นเช่นนั้น และนั่นคงเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเข้าใจว่า ทำไมในสายตาของคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้ว จะเห็นลูก ๆ เป็นเด็กเล็ก ๆ น่ารักเสมอ
  
นั่นคือเมื่อราว ๆ ปีพ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๑๔ หรือเมื่อกว่า ๔๐ ปีที่แล้ว โรงเรียนอนุบาลที่ผมเคยเรียนนั้นตอนหลังก็มีการตั้งสาขาหลายที่ ส่วนสถานที่แรกที่ผมเคยเรียนอยู่นั้นตอนนี้เป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าทางฝั่งธนแถวบ้านผมก็มีโรงเรียนนี้มาเปิดสาขาอยู่


รูปที่ ๑ หนังสือ ๕๐ เซนต์คาเบรียลที่ผมมีอยู่ เสียดายที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๔
  
พอขึ้นป. ๑ ก็ได้ย้ายไปอยู่โรงเรียนเดียวกับที่พี่ชายผมเรียนอยู่ ได้อยู่ห้อง ป. ๑ ค หรือนับแบบฝรั่งก็เป็น ป. ๑ C (เขามีห้อง ก ข ค และ ง หรือ A B C และ D จำไม่ได้ว่าตอนนั้นมีห้องมากกว่านี้หรือไม่) อาคารที่เป็นตึกเรียนของชั้นป. ๑ - ป. ๔ นั้นเป็นอาคารที่เรียกว่าตึกประถม เป็นอาคารรูปตัว L อยู่ทางมุมด้านในของโรงเรียน ด้านที่เป็นชั้น ป. ๑ และ ป. ๒ มีสองชั้น ป. ๑ อยู่ข้างล่าง ป. ๒ อยู่ข้างบน ด้านที่เป็นชั้น ป. ๓ และ ป. ๔ มี ๓ ชั้น ชั้นล่างสุดเป็นลานโล่ง ๆ ชั้น ๒ เป็นชั้น ป. ๓ และชั้น ๓ เป็นชั้น ป. ๔ ตึกที่ผมเรียกว่าตึกประถมหลังนี้ปัจจุบันก็ไม่เหลือแล้ว ถูกสร้างใหม่เป็นอาคารสูงแทน
  
พอเข้าประตูใหญ่โรงเรียนมา ตรงไปจะเป็นถนนเดินเข้าไปข้างใน มีตึกเก่า ๆ ที่เรียกว่าตึกแดงอยู่ขวามือ มีอาคารหอประชุมอยู่ทางด้านซ้าย ด้านระหว่างอาคารหอประชุมกับรั้วริมถนนสามเสนเป็นอาคารสถานพยาบาล จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ก็เคยไปนั่งเล่นที่นั่น ต่อมาถูกรื้อออก กลายเป็นลานจอดรถที่มีน้ำพุอยู่ตรงกลาง ถ้าเดินเลยอาคารหอประชุมไปจะเป็นโรงอาคารที่สร้างติดอยู่กับอาคารหอประชุม ตอนนั้นโรงอาหารยังเป็นเพียงแค่เรือนโล่ง ๆ ชั้นเดียวมีหลังคาคลุม โรงเรียนมีสนามฟุตบอลอยู่ตรงกลาง ทางด้านทิศใต้ของสนามฟุตบอลจะเป็นอัฒจรรย์และมีทางเดินอยู่ข้างใต้สำหรับเดินไปยังตึกประถม
  
ทางด้านทิศตะวันตกของโรงเรียนเป็นอาคารที่เรียกว่าตึกยิมเนเซียม เพราะชั้นล่างสุดเป็นสนามบาสเก็ตบอล เวลาฝนตกก็จะหลบเข้ามาเรียนพละศึกษากันในตึกนี้ ชั้นบนสุดเป็นดาดฟ้าโล่ง ๆ ให้วิ่งเล่นได้ ตอนเรียน ป. ๕ - ป. ๖ ก็มาเรียนอยู่ที่ตึกนี้ ส่วนโรงอาหารเดิมนั้นจำไม่ได้ว่าถูกรื้อไปเมื่อใด จำได้แต่ว่าพอขึ้นมาเรียนชั้นมัธยม ๑ นั้น (ผมเป็นรุ่นแรกที่เขาเปลี่ยนจากชั้น ป. ๗ แล้วขึ้นต่อมัธยมศึกษา (ที่เรียกย่อ ๆ ว่า ม.ศ. ที่มีตั้งแต่ ม.ศ. ๑ - ม.ศ. ๕) มาเป็นจาก ป. ๖ ก็ขึ้นเป็นมัธยม ๑ (หรือ ม. ๑) จนถึงมัธยม ๖ (หรือ ม. ๖) ที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้) ก็ได้ไปเรียนที่อาคารหลังใหม่ที่สร้างขึ้นต่อเนื่องกับอาคารหอประชุม ตอนเรียนม. ๑ ถึง ม. ๓ ก็เรียนที่ตึกนั้น
  
พอขึ้น ม. ๔ ก็ย้ายตึกอีก คราวนี้มาเรียนที่ตึกที่เรียกว่าตึกวิทยาศาสตร์ ตึกนี้สร้างต่อเนื่องกับตึกแม่พระ (รวมสองตึกก็เป็นรูปตัวแอลอยู่ที่มุมทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของโรงเรียน) จากห้องเรียน ม. ๔ นี้มองข้ามรั้วไปจะเป็นโรงเรียนที่อยู่ติดกันที่รับเฉพาะนักเรียนหญิงล้วน (โรงเรียนของผมเป็นโรงเรียนชายล้วน) ตึกวิทยาศาสตร์นี้มีห้องแลปสำหรับทดลองวิชาฟิสิกส์และเคมี ผมเองได้สัมผัสกับวิชาเคมีครั้งแรกก็ที่ตึกนี้ พอขึ้น ม. ๕ และม. ๖ ก็ย้ายไปเรียนที่ตึกแม่พระ สองชั้นบนสุดเป็นห้องพักของบรรดาบราเดอร์ต่าง ๆ ที่ดูแลโรงเรียน
  
สมัยที่เรียนอยู่นั้นที่โรงเรียนถูกใช้เป็นฉากถ่ายทำภาพยนต์ คลับคล้ายคลับคลาว่าจะมี ๒ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือ "The Deer Hunter" โรงเรียนถูกใช้เป็นฉากสถานฑูตสหรัฐช่วงไซง่อนแตก ผมเคยเขียนเรื่องนี้เอาไว้ใน Memoir ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๕๖ วันอังคารที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เรื่อง "ก่อนจะหายไปจากความทรงจำตอนที่ ๓ TheDeer Hunter" อีกเรื่องหนึ่งจำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร ที่จำได้ก็คือมีเฮลิคอปเตอร์มาบินลงอยู่ในสนามฟุตบอลของโรงเรียน

หนังสือครบรอบ ๕๐ ปีของโรงเรียนได้มาเมื่อใด ได้มายังไงผมก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าเห็นมันตั้งแต่ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ๆ เรียนชั้นประถม (ตอนที่ผมเข้าเรียนนั้นทางโรงเรียนเพิ่งจะมีอายุเกิน ๕๐ ปีได้ไม่นาน) มีขนาดเล็กกว่ากระดาษ A4 เล็กน้อย เสียดายที่มันได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ ตอนนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรกับมันดีจึงจะแกะหน้ากระดาษที่ติดกันนั้นให้ออกจากกันได้โดยรูปภาพไม่เสียหาย ผมเห็นว่าในหนังสือนี้มีภาพที่คงจะถือได้ว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์ของโรงเรียน ไหน ๆ โรงเรียนก็จะมีอายุครบรอบ ๑๐๐ ปีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าแล้ว ก็เลยขอขุดกรุเอาหนังสือเก่ามาสแกนภาพถ่ายเก่า ๆ เมื่อกว่า ๕๐ ปีที่แล้วมาให้ดูกัน รายละเอียดของรูปภาพเป็นอย่างไรก็โปรดอ่านคำบรรยายภาพเอาเองก็แล้วกัน สิ่งที่น่าเสียดายก็คือในหนังสือไม่ได้ระบุว่าเหตุการณ์ที่ผมนำมาแสดงนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่เท่าใด แต่ผมเดาว่าคงเป็นช่วงก่อนที่โรงเรียนจะมีอายุครบรอบ ๕๐ ปี
  
สวัสดี

















ไม่มีความคิดเห็น: