วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

บทเรียนจากคืนวันศุกร์ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๖ ตอนที่ ๒ จุดเกิดเหตุ MO Memoir : Saturday 27 April 2556

เท่าที่ประสบมากับตนเองและที่ได้เล่าเรียนมานั้น รูปแบบการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์นั้นอาจมีลักษณะเป็น

รูปแบบที่ ๑ ใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องเต็มที่ตลอดเวลาที่ทำงาน จนกว่าจะปิดสวิตช์ เช่น หลอดไฟฟ้า พัดลม โทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ เครื่องเป่าผม
  
รูปแบบที่ ๒ ใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องเต็มที่ตลอดเวลาที่ทำงาน จนกว่าสวิตช์อัตโนมัติจะตัดไฟ (ไม่มีการใช้ไฟฟ้าอีก) เช่น หม้อหุงข้าว (ชนิดไม่มีการอุ่น) กาต้มน้ำไฟฟ้า (ชนิดไม่มีการอุ่นให้ร้อนตลอดเวลา)
 
รูปแบบที่ ๓ ใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องเต็มที่ตลอดเวลาที่ทำงาน จนถึงระดับที่ต้องการ สวิตช์อัตโนมัติก็จะลด
ปริมาณการใช้ไฟฟ้าลง (ยังมีการใช้ไฟฟ้าอยู่ แต่ในระดับที่ลดต่ำลง) เช่น หม้อหุงข้าว (ชนิดที่มีการอุ่นให้ร้อนหลังข้าวสุก)
  
รูปแบบที่ ๔ ใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องเต็มที่จนได้ระดับการทำงาน จากนั้นจะตัดไฟด้วยสวิตช์อัตโนมัติ และสวิตช์อัตโนมัติจะจ่ายไฟใหม่เมื่อสภาพการทำงานลดต่ำลง เช่น กาต้มน้ำไฟฟ้า (ที่มีการอุ่นให้ร้อน) เตารีด กระทะไฟฟ้า ตู้เย็น คอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ (ชนิดที่ไม่ใช่แบบอินเวอร์เตอร์) ปั๊มน้ำอัตโนมัติที่ใช้กันตามบ้าน

อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้าตามรูปแบบที่ ๑ ที่มีโอกาสทำให้เกิดไฟไหม้ได้มากคือพัดลม เพราะมักจะมีการเปิดทิ้งไว้เป็นเวลานานโดยไม่มีการดูแล (เช่นเพื่อระบายอากาศหรือตอนนอนหลับ) ความร้อนจะสะสมที่ตัวมอเตอร์ ถ้าตัวพัดลมทำจากพลาสติกที่ไม่ดีและมอเตอร์ไม่มีคุณภาพ ความร้อนที่สะสมนั้นก็อาจทำให้พลาสติกของพัดลมลุกไหม้ได้ หรือถ้ามอเตอร์หมุนไม่สะดวกหรือใช้สายพ่วงที่เป็นขดม้วนแล้วไม่คลี่ออกหมด กระแสที่ดึงเข้ามาจะทำให้สายไฟร้อนจนฉนวนละลาย ลวดทองแดงสัมผัสกันและเกิดไฟลัดวงจรได้
 
อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้าตามรูปแบบที่ ๒-๔ นั้น ที่เห็นกันในบ้านเรือนมักจะเป็นพวกที่กินกระแสไฟสูง (กำลังวัตต์สูงในระดับหลายร้อยวัตต์หรือมากกว่าพันวัตต์) พวกนี้ถ้าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้ก็มักจะเป็นที่ตัวสายไฟหรือปลั๊กที่เสียบใช้ (ที่เคยเอารูปมาให้ดูในตอนที่ ๑ ของเรื่องนี้) หรือไม่ก็ตัวอุปกรณ์ไฟฟ้าเองถ้าสวิตช์อัตโนมัติไม่ทำการตัดไฟ (หรือตัวอุปกรณ์ไม่มีสวิตช์อัตโนมัติ) ทำให้ตัวอุปกรณ์ร้อนจัดจนชิ้นส่วนที่ติดไฟได้ (เช่นพลาสติก) ลุกไหม้ได้
 
ตัวอย่างที่แรกที่เคยเจอกับบ้านตัวเองคือเตารีดที่เสียบปลั๊กไม่แน่น พอเราเปิดเตารีด ช่วงแรกเตารีดจะดึงไฟเต็มที่เพื่อให้เตารีดร้อนจนได้ระดับที่เราตั้งไว้ จากเทอร์โมสตัต (thermostat) ก็จะตัดไฟ เมื่ออุณภูมิเตารีดเย็นลงมันก็จะดึงไฟเข้ามาใหม่ พอร้อนได้ที่ก็จะตัดไฟอีก เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะรีดผ้าเสร็จ ในกรณีเช่นนี้ความต่างศักย์ที่จ่ายไฟฟ้าให้นั้นคงที่ และกระแสในช่วงจังหวะที่ดึงเข้ามาก็คงที่ ความร้อนที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลจากความต้านทาน (P = I2R) ความร้อนนี้เกิดขึ้นที่โลหะที่เป็นขาปลั๊กตัวผู้และโลหะที่เป็นตัวนำของปลั๊กตัวเมีย ถ้ามันสะสมมาก ๆ ก็ขึ้นอยู่กับว่าพลาสติกตัวไหนทนกว่ากัน ครั้งหนึ่งที่เคยเจอคือตัวที่มีปัญหาให้เห็นก่อนคือฉนวนสายไฟตรงตำแหน่งที่ต่อกับปลั๊กตัวผู้ของกาต้มน้ำ เพราะโลหะมันนำความร้อนได้ดี แถมพลาสติกลำตัวปลั๊กตัวผู้ก็มีความหนา ฉนวนสายไฟ (สายอ่อน) ที่บางกว่าก็เลยไหม้ทะลุก่อน
  
ตัวอย่างที่สองที่เคยเจอคือกระทะไฟฟ้าที่เกิดจากการเปิดกระทะเพื่ออุ่นอาหารจนแห้ง แล้วเผลอลืมทิ้งไว้จนแห้ง ทำให้ตัวกระทะร้อนจัด อันนี้โชคดีที่ตัวกระทำจากโลหะเลยรอดไปหวุดหวิด

ดังนั้นเวลาที่จะสรุปว่าสาเหตุเกิดจากเพลิงไหม้ เราจึงควรต้องดูว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นมีการใช้ไฟฟ้าในรูปแบบใด และกินกำลังไฟฟ้ากี่วัตต์

สำหรับคนที่เพิ่งจะมาเห็น Memoir ฉบับนี้ ขอแนะนำให้อ่าน Memoir ที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้ก่อนคือ
ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๖๐๘ วันเสาร์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๖ เรื่อง "บทเรียนจากคืนวันศุกร์ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๖ ตอนที่ ๑ ทางเข้า-ออกฉุกเฉิน"
  
ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๖๑๑ วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๖ เรื่อง "ไฟฟ้ากระแสสลับ ตัวประกอบกำลัง ความร้อนที่เกิด"

และก่อนที่จะอ่านเรื่องนี้หรือตีความใด ๆ ในเรื่องที่จะเล่าต่อไป ขอแนะนำให้ไปอ่าน Memoir ข้างล่างนี้ก่อน
ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๔๙๑ วันศุกร์ที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๕ เรื่อง "อ่านระหว่างบรรทัด (Read between the line)"

ผมตั้งใจให้รูปแต่ละรูปมีขนาดเต็มหน้าจะได้ดูเห็นกันชัดเจน ดังนั้นคำบรรยายใต้รูปจึงไม่มี มีแต่หมายเลขรูป ส่วนเรื่องราวเท่าที่ผมไปสืบค้นมาได้ และตามความคิดเห็นของผมเองนั้น จะมีอะไรบ้าง เชิญอ่านคำบรรยายไปทีละรูปก็แล้วกัน



รูปที่ ๑ เป็นภาพบริเวณที่เกิดเหตุเมื่อมองเฉียงเข้ามาจากทางด้านซ้าย ที่อยู่มุมล่างซ้ายของรูปคือ Dehumidifier cabinet ที่เป็นตู้ควบคุมความชื้น ไว้สำหรับเก็บสารและเครื่องมือที่ไม่ต้องการให้พบกับความชื้นสูง ถังกลม ๆ ที่อยู่หน้ากำแพงบนโต๊ะหน้ารอยไฟไหม้ที่กำแพงคือเครื่องทำน้ำกลั่น (เข้าใจว่าเป็นส่วนของหม้อต้มน้ำ) ซึ่งดูเหมือนว่ายังคงอยู่ที่ตำแหน่งเดิมหลังเกิดเหตุ โครงสร้างเดิมของหม้อต้มน้ำตัวนี้ดูเหมือนจะมีผนังพลาสติกหุ้มเป็นเปลือกนอก 
 
ตัวข้างหน้าเครื่องทำน้ำกลั่น (สีเขียว) คือ peristatic pump เข้าใจว่ายังคงตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ณ ขณะเกิดเหตุ โดยที่ยังไม่มีการเคลื่อนย้าย



รูปที่ ๒ เป็นภาพบริเวณที่เกิดเหตุเมื่อมองเฉียงเข้ามาจากทางด้านซ้ายโดยเดินเข้าไปใกล้อีกนิดหน่อย สายไฟที่เห็นพาดห้อยมาทางด้านหน้าโต๊ะผ่านหน้า peristatic pump คือสายไฟของ perstatic pump ในระหว่างเกิดเหตุนั้นไม่มีการใช้งาน peristatic pump ส่วนถังโลหะกลม ๆ อยู่ทางข้างหลัง peristatic pump ทางด้านขวาของรูปเขาบอกว่าเป็นชิ้นส่วนของเครื่องทำน้ำกลั่น (เข้าใจว่าเป็นตัวถังใส่น้ำหล่อเย็นสำหรับวางอยู่ข้างบนถังที่เป็นหม้อต้มน้ำ เพื่อไว้ควบแน่นไอน้ำที่ระเหยออกมาจากหม้อต้มและระบายออกไปใส่ถังเก็บ) โครงสร้างเดิมของถังใส่น้ำหล่อเย็นตัวนี้เข้าใจว่าจะเป็นถังโลหะไม่มีผนังพลาสติกหุ้มเหมือนตัวหม้อต้มน้ำ แต่ผมเองก็ยังนึกภาพไม่ออกว่าเวลาใช้งานมันเป็นอย่างไร
ดูเหมือนว่าถังใบนี้มีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งเกิดขึ้น (น่าจะเป็นช่วงตอนที่เจ้าหน้าที่เข้ามาระงับเหตุ)

รูปที่ ๓ เป็นภาพบริเวณที่เกิดเหตุเมื่อมองเฉียงเข้ามาจากทางด้านขวา สังเกตบนพื้นโต๊ที่อยู่ทางด้านขวาของถังส่น้ำหล่อเย็นมีลักษณะเป็นพื้นที่สะอาดเป็นวงสีโทนขาวสีเดียวกับพื้นโต๊ะ ในขณะที่รอบ ๆ วงดังกล่าวมีคราบสกปรกอยู่เต็มไปหมด ตรงนี้ทำให้เดาว่าในขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้คงมีสิ่งของตั้งวางอยู่ และถูกเคลื่อนย้ายออกไป (เดาว่าคงเป็นเพราะเพื่อการระงับเหตุ) ตัวของหม้อต้นน้ำกลั่นเมื่อมองจากทางด้านนี้จะเห็นว่าถูกเผาซะจนเหล็กขึ้นสนิม (เทียบกับรูปที่ ๒ และ ๖ จะเห็นได้ว่าผิวโลหะด้านนี้แตกต่างจากเมื่อมองจากอีกด้านหนึ่งมาก นั่นแสดงว่าด้านนี้ของหม้อต้มน้ำเป็นด้านที่ "ได้รับความร้อนต่อเนื่อง" เป็นเวลานาน
ก้อนดำที่แขวนห้อยอยู่ทางด้านขวาของหม้อต้มน้ำคือปลั๊กไฟตัวผู้ของเครื่อง Dehumidifier cabinet และปลั๊กไฟตัวเมีย หม้อต้มน้ำไม่ได้ดึงไฟฟ้าจากตำแหน่งนี้
ในวันเกิดเหตุนั้น Dehumidifier cabinet มีการใช้งาน โดยอุปกรณ์ตัวนี้มีการกินกระแสไฟเป็นระยะ (ขนาดวัตต์ไม่น่าจะมากเท่าไรนั้น เท่าที่ค้นได้สำหรับตู้ขนาดที่เห็นในภาพไม่น่าจะเกิน 40 วัตต์) ถ้าความชื้นในตู้สูงเกินค่าที่ตั้งไว้ก็จะเปิดทำงาน พอได้ระดับก็จะปิดทำงาน ส่วนหม้อต้มน้ำมีการใช้งาน รูปแบบการทำงานเป็นแบบต้มน้ำให้ระเหยจนหมด พอน้ำแห้งสวิตช์อัตโนมัติก็จะทำการตัดไฟ เครื่องนี้เป็นอุปกรณ์ที่กินกระแสสูงต่อเนื่องจนกว่าสวิตช์อัตโนมัติจะทำการตัดไฟ


 
รูปที่ ๔ เป็นภาพมุมเดียวกับรูปที่ ๓ แต่ขยายเข้าไปยังบริเวณที่สงสัยว่าจะเป็นต้นเพลิง จะเห็นว่าด้านล่างส่วนฐานของหม้อต้มน้ำนั้นได้รับความเสียหายมาก ส่วนด้านล่างส่วนฐานของถังใส่น้ำหล่อเย็นก็ได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน แต่น้อยกว่า จะเห็นว่าบริเวณพื้นโต๊ะไม่ได้รับความเสียหายเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะว่าเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ทนความร้อนมากกว่าไม้ และเป็นชนิดที่ไม่ลุกติดไฟด้วยตนเอง (คือไหม้ได้ แต่ต้องมีเปลวไฟจากแหล่งอื่นมาเผา) และอีกอย่างคือเปลวไฟและแก๊สร้อนจะลอยขึ้นสู่ด้านบน สิ่งที่อยู่เหนือระดับเปลวไฟจะลุกไหมได้ง่ายกว่า (แต่ถ้าเป็นการแผ่รังสีความร้อนมันจะไปได้ทุกทิศ ไม่ขึ้นกับแรงดึงดูดของโลก แต่ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับว่ามีอะไรมาบังทิศทางแผ่รังสีหรือไม่)


 
รูปที่ ๕ เป็นรูปขยายของเต้ารับตัวเมียและปลั๊กตัวผู้ (ของเครื่อง Dehumidifier cabinet) ที่ได้รับความร้อนจนหลอมรวมติดกัน สายสีน้ำตาล 3 เส้นที่ทอดไปทางด้านบนคือสายไฟที่จ่ายไฟให้กับเต้ารับ ฉนวนโดนไฟไหม้จะสลายตัวไปหมด ส่วนของปลั๊กตัวผู้จะเป็นสายไฟส่วนที่พ้นตัวปลั๊กออกมาที่เห็นเป็นสีน้ำตาลสองเส้น


 
รูปที่ ๖ เป็นรูปขยายเมื่อมองจากทางด้านซ้ายของหม้อต้มน้ำ (มุมเดียวกับรูปที่ ๒) ที่เห็นเป็นคราบขาวไหลย้อยลงมาจากทางขอบบนเข้าใจว่าเป็นคราบที่เกิดจากโครงสร้างพลาสติกละลายและไหลย้อยลงมา สำหรับอุปกรณ์ตัวนี้ที่ผมสงสัยมาแต่แรกคือตัวหม้อต้มน้ำนั้นชั้นผนังนอกสุดเป็นพลาสติกหรือเป็นโลหะ (คือสงสัยว่ามันเป็นพลาสติกหรือโลหะเคลือบสี/ชุบ) เพราะหลังจากไฟไหม้แล้วดูมันสะอาดเหลือเกิน แทบไม่มีคราบอะไรเกาะอยู่ที่บอกว่ามันชั้นพลาสติกหุ้มอยู่ จากการสอบถามนอกรอบ (จากผู้ที่เคยเห็นเครื่องแต่จำไม่ค่อยได้) เขาบอกว่าดูเหมือนว่าจะเป็นผนังพลาสติก ซึ่งถ้าเป็นพลาสติกเช่นที่เขาบอกนี้ผมก็แปลกใจมากว่า ถ้าผู้ผลิตเลือกใช้พลาสติกทำผนังด้านนอก ทำไมไม่เลือกใช้พลาสติกที่มันทนความร้อนหน่อยและไม่ลุกไหม้ด้วยตนเองได้ 
  

รูปที่ ๗ เป็นรูปกระบอกตวงพลาสติกใส่น้ำที่วางอยู่ในบริเวณใกล้เคียง พลาสติกนำความร้อนได้แย่กว่าโลหะ ถ้าเป็นโลหะ ลำตัวที่อยู่ต่ำกว่าระดับของเหลวจะไม่เสียหาย เพราะความร้อนจะถ่ายเทไปให้ของเหลว แต่นี่เป็นพลาสติก เมื่อได้รับความร้อนตัวพลาสติกจะร้อนจนอ่อนตัวลง ถ้ากระบอกตวงตัวนี้ยังคงอยู่ ณ ตำแหน่งเดิมในวันที่เกิดเหตุ มันก็จะบอกให้เราทราบได้ว่าทิศทางไฟไหม้มาจากทางด้านไหน (ด้านที่หลอมละลายหันเข้าหา) และความสูงของเปลวไฟนั้นอยู่ที่ระดับใด

รูปที่ ๘ เป็นถังรองรับน้ำกลั่นที่กลั่นได้จากหม้อต้มน้ำที่ได้รับความร้อนจากทางด้านบนจนด้านบนหลอมละลาย ที่อยู่ในกรอบสีเหลืองคือรูสำหรับรองรับน้ำกลั่น จะไม่เห็นว่ามีพลาสติกชนิดอื่นนอกจากตัวถังเอง แสดงว่าตอนได้รับความร้อนนั้นรูดังกล่าวเปิดอยู่ และไม่มีส่วนฝาถังอยู่ด้านบนของตัวถัง ฝากสังเกตรูปทรงของถังและลายที่ขอบล่างของถังด้วย


 
รูปที่ ๙ เป็นภาพแสดงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติกที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ ส่วนเดิมมันคืออะไรนั้นผมเองก็ดูไม่ออก


 
รูปที่ ๑๐ เป็นภาพแสดงความเสียหายทางด้านข้างของ peristatic pump

  
รูปที่ ๑๑ เป็นรูปเครื่องผลิตน้ำกลั่นที่เห็นมีโฆษณาขายในอินเทอร์เน็ต เป็นชนิดที่ใช้การต้มน้ำจนแห้งแล้วก็ตัดไฟ โดยใส่น้ำลงไปในหม้อต้มตัวข้างขวา แล้วก็ปิดฝาหม้อต้ม (ตัวข้างซ้าย) ผมหารายละเอียดการทำงานของอุปกรณ์ในรูปไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าตัวฝานั้นจะใช้พัดลมระบายความร้อน ทำให้ไอน้ำที่ระเหยขึ้นมาจากการต้มนั้นควบแน่นเป็นหยดน้ำ ไหลออกไปสู่ถังรองรับน้ำกลั่น (ถังพลาสติกใบที่อยู่ข้างหลัง) ที่เลือกรูปนี้มาก็เพราะมันเปิดให้เห็นโครงสร้างในถังและรูปร่างของถังพลาสติกรองรับน้ำกลั่นที่มาพร้อมกับตัวเครื่อง (ดูรูปที่ ๘ เปรียบเทียบ)

ผมหาตัวที่มีรูปร่างเหมือนหรือใกล้เคียงกับตัวที่อยู่ในที่เกิดเหตุไฟไหม้ไม่เจอ เลยเลือกเอาตัวนี้มาให้ดูเป็นตัวอย่างเพราะเห็นว่ามีหลักการทำงานแบบเดียวกัน ต่างกันที่ระบบทำความเย็นเพื่อควบแน่นไอน้ำ ที่ตัวที่อยู่ในที่เกิดเหตุใช้น้ำหล่อเย็น แต่ตัวนี้ดูเหมือนจะใช้พัดลมเป่า
 
ข้อสรุปอย่างเป็นทางการนั้นจะลงเอ่ยอย่างไรขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ในกรณีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็อาจเป็นไปเพื่อให้เรื่องมันยุติ เพราะไม่รู้ว่าจะไปตั้งต้นหาผู้กระทำผิดจากที่ไหน เช่นสมมุติว่าสรุปว่าปลั๊กหลวม แล้วจะไปโทษคนเสียบปลั๊กได้เหรอ เพราะปลั๊กบางตัวก็เสียบทิ้งไว้เป็นเวลานาน ตัวอย่างเช่นปลั๊กตู้เย็นตามบ้านคุณเอง ถ้าไปถามว่าใครเป็นคนเสียบปลั๊ก และเสียบเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไร ก็คงไม่มีใครตอบได้ ตอนที่เสียบมันอาจจะแน่นดี แต่เวลาผ่านไปมันอาจได้รับการกระทบกระเทือน หรือการขยับตัวเนื่องจากน้ำหนักตัวมันเอง จนทำให้ปลั๊กหลวมก็ได้ (แล้วจะให้ไปเอาผิดกับใคร เจ้าของสถานที่ก็รับผิดชอบค่าซ่อมแซมไปเองก็แล้วกัน)
 
แต่สำหรับผู้ปฏิบัติงานแล้ว การทราบสาเหตุที่แท้จริงทางเทคนิคเป็นเรื่องสำคัญ (ที่สำคัญคือในการหาสาเหตุนั้นต้องไม่มุ่งไปที่การหาคนรับผิด) เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก

ตอนนี้พวกคุณก็มีข้อมูลเท่า ๆ กับที่ผมมีแล้ว ที่เหลือก็ขอให้พิจารณากันเอาเองก็แล้วกัน


รูปที่ ๑


รูปที่ ๒


รูปที่ ๓


รูปที่ ๔


รูปที่ ๕


รูปที่ ๖


รูปที่ ๗


รูปที่ ๘ 


รูปที่ ๙ 


รูปที่ ๑๐

รูปที่ ๑๑

ไม่มีความคิดเห็น: