วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รถไฟ ไปเรื่อย ๆ (๑) รถไฟ มีไว้ขนอะไร MO Memoir : Tuesday 13 February 2561

"นี่เป็นการดีมากทั้งสิ้น แต่พลเอกมอลเค้เป็นใคร ?
  
ข้อความข้างต้นเป็นคำกล่าวของผู้บังคับบัญชาทหารของปรัสเซียกองพลหนึ่ง หลังจากที่ได้เห็นแผนการรบของหัวหน้าคณะเสนาธิการทหาร "พลเอกมอลเค้" ผมนำข้อความดังกล่าวมาจากหนังสือเรื่อง "ข้อคิดทางยุทธศาสตร์ของนักยุทธศาสตร์ระดับโลก" ที่เขียนโดย พลโท อภิชาติ ธีรธำรง คำกล่าวนี้เกิดขึ้นก่อนการรบที่เรียกว่า Battle of Königgrätz (หรือ Battle of Sadowa) อันเป็นสงครามระหว่างปรัสเซียกับออสเตรีย ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมปีค.ศ. ๑๘๖๖ (พ.ศ. ๒๔๐๙ หรือตอนปลายรัชกาลที่ ๔) ผลการรบครั้งนั้นถูกจัดว่าเป็นการชี้ชะตาผลลัพธ์สุดท้ายของความขัดแย้ง ที่ท้ายที่สุดก็ลงเอยด้วยชัยชนะของทางฝ่ายปรัสเซีย
 
สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในการรบครั้งนั้นคือ การที่ปรัสเซียสามารถรวมกำลังทหารจากบริเวณต่าง ๆ ของประเทศมายังแนวรบได้รวดเร็วกว่าทางด้านออสเตรีย และสามารถย้ายกำลังทหารจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยเส้นทางรถไฟที่มีอยู่ อันเป็นผลจากการศึกษาระบบเครือข่ายรถไฟและการหาทางนำมาใช้ประโยชน์โดยพลเอกมอลเค้ ผู้ซึ่งก่อนหน้านั้นมักจะอยู่เงียบ ๆ แบบไม่เป็นข่าว จนได้ฉายาว่า "The Great Silent One" แม้ว่าเขาจะมีบทบาทสำคัญทางการทหารของปรัสเซียในช่วงเวลาเดียวกันกับ ออตโต ฟอน บิสมาร์ค (Otto von Bismarck) ที่มักมีการกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ไทยในช่วงรัชกาลที่ ๕ ก็ตาม


รูปที่ ๑ หนังสือที่ใช้นำมาเล่าเรื่องในวันนี้ เล่มขวาเคยเอามาเล่าไว้ในเรื่อง "เขาฝากผลงานไว้บนแผ่นดินสยาม แต่กลับถูกหย่อนร่างทิ้งลงทะเล" เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๙ ที่มีอยู่สองตอนด้วยกัน
 
การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มในช่วงประมาณครึ่งหลังของคริสต์ศตรวรษ ๑๘ ไปจนถึงประมาณช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ก่อให้เกิดความจำเป็นในการเคลื่อยย้าย คน (ซึ่งก็คือแรงงาน) วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ ในปริมาณมากและในเวลาอันสั้น การขนส่งทางน้ำแม้ว่าจะสามารถขนส่งสินค้าได้ในปริมาณมาก แต่ก็ถูกจำกัดด้วยเส้นทางการเดินทางระหว่างเมืองที่ถูกบังคับด้วยลักษณะภูมิประเทศ และยังใช้เวลามาก การขนส่งทางบกแม้ว่าจะไปได้รวดเร็วกว่า แต่ก็ยังต้องใช้แรงงานสัตว์เป็นหลัก ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องปริมาณและระยะทางที่สามารถลำเลียงไปได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีการหาทางทำให้ยานพาหนะมีล้อเคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้น และวิธีการที่ค้นพบก็คือการให้ยานพาหนะนั้นเคลื่อนที่ไปบนราง (กล่าวคือล้อเหล็กวิ่งบนรางเหล็ก) โดยในยุคแรกนั้นยังคงเป็นการใช้แรงงานสัตว์ลากรถบรรทุกที่วิ่งอยู่บนราง
 
การเกิดหัวรถจักรไอน้ำทำให้การเคลื่อนที่โดยระบบรางนั้นสามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วขึ้นและไกลขึ้น และยังไม่ต้องกังวลเรื่องภูมิประเทศมากนัก (โดยเฉพาะการลากรถบรรทุกที่หนักไต่ระดับขึ้นทางลาด) การเลือกการวางเส้นทางรถไฟในช่วงแรกนั้นจึงพิจารณาในแง่ที่ว่าจะใช้เพื่อการขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมือง หรือวัตถุดิบ หรือสินค้าต่าง ๆ เป็นหลัก

โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าในหลาย ๆ กรณีแล้ว การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การสร้างรถไฟ (ที่ส่งผลต่อการกำหนดแนววางรางในปัจจุบัน) จะพิจารณาเฉพาะแง่เศรษฐกิจไม่ได้ จำเป็นต้องมีการพิจารณาในแง่ยุทธศาสตร์และความมั่นคงของประเทศประกอบด้วย

อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น มีสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่แตกต่างไปจากยุโรปและประเทศไทย สามประเทศนี้อาจมองได้ว่าเป็นประเทศที่แยกตัวห่างออกจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีความขัดแย้ง ในกรณีของอังกฤษและญี่ปุ่นนั้นเกิดจากสภาพที่เป็นประเทศตั้งอยู่บนเกาะ ไม่มีพรมแดนทางบกติดต่อกับประเทศอื่น ส่วนสหรัฐอเมริกานั้นจัดว่าเป็นประเทศเกิดใหม่ในดินแดนที่คนพื้นเมืองเดิมมีเทคโนโลยีการรบที่ด้อยกว่ามาก 
  
จุดนี้เป็นจุดที่แตกต่างจากยุโรปที่ต่างมีพรมแดนทางบกติดกัน แถมในยุคนั้นมักมีความขัดแย้งระหว่างกันอยู่เสมอ ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการสร้างทางรถไฟในยุโรปจึงไม่ได้มีเพียงแค่การคมนาคมระหว่างเมือง การขนส่งสินค้าหรือวัตถุดิบ แต่ยังมีนัยเรื่องการเคลื่อนย้ายกำลังพลแฝงเอาไว้ด้วย เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวชี้ชะตาการรบก็คือความสามารถในการเคลื่อนย้ายกำลังพล (รวมทั้งยุทโธปกรณ์) จากตำแหน่งต่าง ๆ ในประเทศไปรวมกำลังยังบริเวณที่ต้องการได้รวดเร็วกว่า ดังนั้นประเทศที่มีกำลังพลน้อยกว่าก็มีสิทธิที่จะเอาชนะประเทศที่มีกำลังพลมากกว่าได้ โดยอาศัยการรวมกำลังพลให้ได้มากอย่างรวดเร็ว และจัดการกับกำลังฝ่ายตรงข้ามที่ในขณะนั้นมีกำลังอยู่น้อยกว่า เพราะกำลังพลส่วนใหญ่ (ที่ถ้ามมาครบแล้วจะมีจำนวนมากกว่า) ยังเดินทางมาไม่ถึง การสร้างทางรถไฟไปยังบริเวณพรมแดนของประเทศเพื่อนบ้านนั้นบางครั้งอาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งได้ ด้วยการที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งมองว่าการวางเส้นทางรถไฟเส้นนั้นเป็นไปเพื่อการลำเลียงทหารเพื่อบุกรุกดินแดนของอีกฝั่งหนึ่ง
 
ในช่วงสงครามระหว่างปรัสเซียกับออสเตรียนั้น ถ้าพิจารณากำลังพลทั้งหมดแล้ว ทางฝ่ายปรัสเซียดูจะเสียเปรียบกว่าทางฝ่ายออสเตรียและพันธมิตรอยู่หน่อย แต่เนื่องจากทางฝ่ายออสเตรียและพันธมิตรนั้นมีการแยกกองกำลังออกเป็นสองส่วนใหญ่ แผนการของทางฝ่ายปรัสเซียก็คือ ให้กองกำลังส่วนน้อยรบยันฝ่ายตรงข้ามไว้กองหนึ่ง และใช้กองกำลังส่วนที่เหลือที่มีกำลังพลมากกว่าฝ่ายตรงข้ามอีกฝั่งหนึ่ง จัดการกับฝ่ายตรงข้ามฝั่งนั้นก่อน จากนั้นจึงค่อยย้ายกำลังพลมาช่วยแนวรบอีกด้านหนึ่ง แต่การทำเช่นนี้ได้จำเป็นต้องมีการวางแผนการลำเลียงพลและเส้นทางการลำเลียงที่ดี ซึ่งตรงประเด็นนี้เรียกได้ว่าพลเอกมอลเค้เป็นรายแรกที่บุกเบิกยุทธวิธีเช่นนี้ โดยเขาได้ทำการศึกษาระบบเส้นทางรถไฟในยุโรปและนำมาใช้ประกอบการวางแผนยุทธการ ไม่ว่าจะทำให้สามารถรวมกำลังพลได้รวดเร็วกว่าฝ่ายตรงข้ามก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะพร้อม รวมทั้งความรวดเร็วในการเคลื่อนย้ายกำลัง


รูปที่ ๒ แผนที่เส้นทางรถไฟหลักในยุโรป (เฉพาะเส้นทางที่กว้าง standard gauge ส่วนมันคือะไร ค่อยว่ากันในตอนถัดไป) ในปีค.ศ. ๑๘๗๐ (พ.ศ. ๒๔๑๓ หรือประมาณต้นรัชกาลที่ ๕) รูปนำมาจาก Paul Caruana-Galizia & Jordi Martí-Henneberg (2013) European regional railways and real income, 1870–1910: a preliminary report, Scandinavian Economic History Review, 61:2, 167-196.
 
ประวัติศาสตร์สงครามในยุโรป ถ้าพูดถึงพลเอกมอลเค้ (Moltke) จะมีอยู่ด้วยกันสองคน คนแรกที่ได้กล่าวมาในที่นึ้คือ Helmuth Karl Bernhard Graf von Moltke ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นยอดเสนาธิการทหารคนหนึ่งในยุคสมัยนั้น ส่วนคนที่สองคือ Helmuth Johann Ludwig von Moltke นี้เป็นหลานของคนแรก คนนี้มามีบทบาทในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ ๑ แต่เรื่องความสามารถในการวางแผนแล้วจัดว่าสู้คนแรกไม่ได้ ดังนั้นเพื่อที่จะระบุให้ชัดว่าใครเป็นใคร ก็เลยมีการเรียกคนแรกที่เป็นลุงว่า Moltke the Elder และคนที่สองว่า Moltke the Younger

ในบรรดาชาติตะวันตกที่เข้ามายังสยามและก่อปัญหาให้สยามมากที่สุดในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์เห็นจะได้แก่ประเทศฝรั่งเศส ที่พยายามแผ่อิทธิพลเข้ามาทางเวียดนาม ลาว และกัมพูชา เพื่อหวังจะใช้เป็นฐานสำหรับการเดินเรือมายังประเทศจีน (ตอนนั้นอังกฤษมีสิงค์โปร์และฮ่องกง ฮอลันดาก็มีอินโดนีเซีย) อีกเส้นทางหนึ่งที่ฝรั่งเศสคาดหวังว่าน่าจะเป็นเส้นทางเดินทางเข้าจีนตอนใต้ได้ก็คือแม่น้ำโขง ทำให้ฝรั่งเศสทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าครองครอบลำน้ำโขงให้ได้ตลอดทั้งเส้น สิ่งนี้ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างสยามกับฝรั่งเศส
 
ในยุคสมัยที่ยังใช้อำนาจการยิงของเรือปืนนั้น การป้องกันกรุงเทพก็ต้องอาศัยการป้องกันไม่ให้ศัตรูบุกเข้ามาทางลำน้ำเจ้าพระยาได้ ด้วยเหตุนี้ทางสยามจึงมีการสร้างป้อมไว้บริเวณปากแม่น้ำ และเพื่อให้การติดต่อสื่อสารระหว่างปากน้ำเจ้าพระยากับเมืองหลวงทำได้รวดเร็วขึ้น โทรเลขสายแรกของสยามจึงเป็นสายปากน้ำ และเช่นเดียวกันเพื่อให้การเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทธภัณฑ์ (ถ้าจำเป็น) ไปยังปากน้ำทำได้เร็วขึ้น รถไฟสายแรกของสยามจึงเป็นรถไฟสายปากน้ำ รถไฟสายนี้แม้ว่าจะเป็นรถไฟเล็ก ๆ และโดยหลักการตอนที่สร้างก็ใช้เหตุผลว่าเพื่อการขนส่งผู้โดยสารทั่วไป แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็เชื่อว่าสามารถนำมาใช้ในทางการทหารได้ทันที 
  
ผมเห็นว่าการกำหนดเส้นทางการวางทางรถไฟของสยามนั้นดูแล้วน่าจะคล้ายคลึงกับทางยุโรป คือสิ่งที่มีการกล่าวและบันทึกเอาไว้อย่างชัดเจนก็คือเพื่อการขนส่งสินค้า (สมัยนั้นจะขนส่งสินค้าเป็นหลัก) แต่ก็แฝงเอาการเคลื่อนย้ายกำลังพลเอาไว้ด้วย
 
ดินแดนที่ราบสูงทางภาคอีสานและที่ราบภาคกลางนั้นถูกขวางกั้นเอาไว้ด้วยแนวภูเขาที่มีช่องทางผ่านสำหรับการเดินทางทางบกไม่มาก ทำให้มีความยากลำบากในการเดินทางจากภาคกลางมุ่งสู่ภาคอีสาน ถ้ามองในแง่ยุทธศาสตร์แล้ว ถ้ามีความขัดแย้งที่ทำให้มีความจำเป็นต้องเคลื่อนกำลังทหารจากภาคกลางไปยังภาคอีสาน สยามจะมีปัญหาในการเคลื่อนย้ายกำลังพลมาก ถ้าพิจารณาจากมุมมองนี้ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเมื่อรัฐบาลสยามจะสร้างทางรถไฟสายแรก (รถไฟสายปากน้ำที่เป็นรถไฟสายแรกของประเทศนั้นเป็นรถไฟเอกชนลงทุน) จึงเลือกเส้นทางมุ่งไปยังโคราชก่อน

ในหนังสือ "กำเนิดการรถไฟในประเทศไทย" ที่แปลจากบันทึกประจำวันของ ลูอิส ไวเลอร์ วิศวกรชาวเยอรมันผู้มาทำหน้าที่ควบคุมการสร้างทางรถไฟช่วงไปยังโคราช ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมรถไฟ ซึ่งดำรงตำแหน่งดังกล่าวมาจนถึงวันที่สยามประกาศสงครามกับเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในหน้า ๔ ของหนังสือดังกล่าวทางผู้แปลได้กล่าวเอาไว้ว่า
 
"การสร้างทางรถไฟในประเทศไทยถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขทางการเมืองตั้งแต่แรก ไวเลอร์ได้รับรู้ถึงความขัดแย้งทางการเมืองนี้แต่เพียงผิวเผินในขณะที่เขายังเป็นวิศวกรหนุ่มประจำทางรถไฟสายโคราช แต่เขาก็ได้ติดตามเรื่องนี้ด้วยความสนใจ เขาทราบดีตั้งแต่แรกว่าการสร้างทางรถไฟจะช่วยสร้างความมั่นคงภายในให้ประเทศนี้ และสิ่งนี้จะช่วยรักษาความเป็นเอกราชของประเทศได้ ถ้าขัดขวางไม่ให้ประเทศมหาอำนาจทั้งสองมีอิทธพลต่อการสร้างทางรถไฟได้สำเร็จ"
(ประเทศมหาอำนาจทั้งสองในที่นี้คืออังกฤษและฝรั่งเศส)

ถือเสียว่าบทความชุดนี้เป็นประวัติศาสตร์รถไฟนอกตำรา อ่านกันเล่น ๆ ก็แล้วกันนะครับ

รูปที่ ๓ แผนที่เส้นทางรถไฟของเยอรมัน ในช่วงปีค.ศ. ๑๙๑๐ (พ.ศ. ๒๔๕๓ หรือช่วงรอยต่อระหว่างรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖) รูปนำมาจาก https://www.globalsecurity.org/military/world/europe/de-kaiserliche-bahn.htm

ไม่มีความคิดเห็น: