เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวรถบรรทุกน้ำมันเครื่องบินเจ็ตถูกรถชนท้าย ทำให้วาล์วถ่ายน้ำมันได้รับความเสียหาย มีน้ำมันรั่วไหลออกมา เนื้อหาข่าวต้นเรื่องไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่ทุกสำนักข่าวดูเหมือนจะรายงานในทำนองเดียวกันหมดดังเช่นที่นำมาแสดงในรูปข้างล่าง คือน้ำมันที่รั่วออกมานั้นไวไฟกว่าเบนซินถึง ๓ เท่า
ในทางปฏิบัติ อันตรายจากการลุกติดไฟหรือการระเบิดของสารที่เป็นเชื้อเพลิงขึ้นอยู่กับว่า เมื่อสารนั้นรั่วไหลออกมานอกภาชนะบรรจุ ถ้าปริมาณของไอระเหยของสารนั้นที่ระเหยออกมา "สามารถ" ผสมรวมเข้ากับอากาศจนมีความเข้มข้นสูงเพียงพอที่จะเกิดการลุกติดไฟได้หรือไม่ถ้าได้รับพลังงานกระตุ้น (เช่น เปลวไฟ ประกายไฟ พื้นผิวที่ร้อนมากพอ)
พารามิเตอร์ตัวหนึ่งที่นำมาใช้ในการบอกความไวไฟของสารคือจุดวาบไฟ (Flash point) ซึ่งเป็นอุณหภูมิต่ำสุดที่ทำให้สารเชื้อเพลิงที่มีสถานะเป็นของเหลว ระเหยกลายเป็นไอได้มากพอที่จะทำให้ความเข้มข้นในอากาศสูงพอที่จะลุกติดไฟได้ ถ้าอุณหภูมิที่ใช้อ้างอิงนั้นคืออุณหภูมิห้อง สารตัวใดที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่าอุณหภูมิห้องก็จะถือว่าเป็นสารไวไฟทั้งนั้น
แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเปรียบเทียบระหว่างสารสองตัวที่อุณหภูมิของสารที่รั่วไหลออกมานั้นสูงกว่าอุณหภูมิจุดวาบไฟของสาร สารที่มีจุดวาบไฟต่ำจะมีโอกาสลุกติดไฟได้ง่ายกว่าสารที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า เพราะมันมีประเด็นเรื่องที่สารนั้นเมื่อรั่วไหลออกมาแล้วสามารถที่จะผสมกับอากาศกลายเป็นสารผสมที่มีความเข้มข้นเชื้อเพลิงสูงพอที่จะเกิดการลุกติดไฟได้หรือไม่
เช่นไฮโดรเจนที่มีอุณหภูมิจุดวาบไฟที่ -231ºC และมีเทนที่มีอุณหภูมิจุดวาบไฟที่ -188ºC แต่พวกนี้เป็นแก๊สที่ความหนาแน่นต่ำกว่าอากาศ ถ้ารั่วไหลออกมามันจะฟุ้งกระจายออกไปได้ง่าย ยากที่จะผสมกับอากาศจนมีความเข้มข้นสูงพอที่จะลุกติดไฟได้
น้ำมันเครื่องบินเจ็ตเป็นไฮโดรคาร์บอนในช่วงน้ำมันก๊าด กรมธุรกิจพลังงานกำหนดให้มีจุดวาบไฟ "ไม่ต่ำกว่า 38ºC" ในขณะที่ของน้ำมันเบนซินนั้นไม่ได้กำหนดอุณหภูมิจุดวาบไฟ แต่กำหนดในรูปความดันไอและอุณหภูมิการกลั่น และเป็นที่รู้กันว่าจุดวาบไฟของน้ำมันเบนซินมันมีค่าต่ำกว่า 0ºC
ทีนี้ถ้ากลับไปอ่านเนื้อหาข่าวกันใหม่ ก็คงจะเห็นความไม่สมเหตุสมผลแล้วนะครับ ตรงที่บอกว่าน้ำมันเจ็ตนั้นไวไฟกว่าเบนซิน และไวไฟกว่า 3 เท่า ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวัดอย่างไร
อีกจุดหนึ่งที่อยากให้พิจารณาคือตัวเลขที่อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมพื้นสีส้ม ที่ตัวบนเป็นเลข 2 หลักและตัวล่างเป็นเลข 4 หลัก ตัวเลขบนที่เป็นเลข 2 หลัก (หรือบางทีก็ 3 หลัก) คือ Hazard Identification Number (HIN) เลข 30 บอกว่าเป็นของเหลวที่ติดไฟได้ (อุณหภูมิจุดวาบไฟอยู่ระหว่าง 23-60ºC) ฯลฯ เลข 33 บอกว่าเป็นของเหลวที่มีความไวไฟสูง (อุณหภูมิจุดวาบไฟต่ำกว่า 23ºC)
ตัวเลขล่างที่เป็นเลข 4 หลักบอกว่าสารนั้นเป็นสารอะไร เลข 1202 คือ gas oil หรือ diesel fuel หรือ heating oil (กล่าวคือเป็นไฮโดรคาร์บอนเบาในส่วนของน้ำมันหนัก) ส่วนเลข 1203 คือ gasoline หรือ petrao หรือ motor spirit (ทั้งหมดคือน้ำมันเบนซิน แต่มีการเรียกชื่อแตกต่างกัน)
โครงสร้างของถังบรรทุกของเหลวของรถบรรทุก ภายในจะมีผนังกั้น (Baffle) ตามแนวขวางเพื่อแบ่งถังบรรจุเป็นส่วน ๆ ผนังกั้นนี้ทำหน้าที่ดลดการกระฉอกของของเหลวเวลาที่รถมีการเคลื่อนที่หรือหยุดเคลื่อนที่ โดยอาจออกแบบมาให้ของเหลวในแต่ละส่วนเชื่อมต่อกันหมดสำหรับการใช้บรรจุของเหลวเพียงชนิดเดียว หรือกั้นแยกออกจากกันเพื่อให้บรรจุของเหลวได้หลายชนิด รถบรรทุกน้ำมันที่บรรทุกน้ำมันไปยังสถานีบริการต่าง ๆ ก็ใช้ถังแบบบรรจุได้หลายชนิดนี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น