รถคันนี้เพิ่งจะได้มาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
เห็นป้ายที่ติดมากับรถเขาบอกว่าสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
5.2 ลิตรต่อระยะทาง
100 กิโลเมตร
หรือประมาณ 19.2
กิโลเมตรต่อลิตร
เครื่องยนต์ที่ใช้รองรับทั้งออกเทน
91 และ
E20 (คือ
E20 มันมีเลขออกเทน
95 ก็จริง
แต่พลังงานความร้อนต่อลิตรมันต่ำกว่า
E10
เพราะเอทานอลมีพลังงานในตัวต่ำกว่าไฮโดรคาร์บอน)
จะว่าไปค่าอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่รถแต่ละยี่ห้อโฆษณากันก็ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าวัดกันอย่างไร
เช่นทดสอบที่ความเร็วเท่าใด
คิดเฉพาะช่วงที่วิ่งด้วยความเร็วคงที่หรือไม่
(คือไม่รวมเอาช่วงเร่งเครื่องยนต์เข้าไปด้วย)
ทดสอบทั้งทางบนพื้นราบหรือมีขึ้นเนินขึ้นสะพานสูงด้วยหรือไม่
ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบไหน
(เช่น
E10 หรือ
E20
หรือไม่ใช่แก๊สโซฮอล์)
ฯลฯ
จากการใช้รถที่มักจะเติมน้ำมันเต็มถังตลอดและมักจะเติมตอนกลางคืน
พบว่าตัวเลขที่คำนวณจากระยะทางที่วิ่งได้กับน้ำมันที่ต้องเติม
กับตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอรถนั้นมันใกล้เคียงกัน
คือการเติมน้ำมันเต็มถังจนหัวจ่ายหยุดจ่ายเองมันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้
ตอนกลางวันอากาศร้อน ๆ
ก็พบเจอหลายครั้งว่าหัวจ่ายมันหยุดจ่ายเร็วกว่าปรกติ
โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าตัวเลขที่รถแสดงนั้นน่าจะไว้ใจได้มากกว่า
ประมาณเดือนที่แล้วทดลองกับน้ำมันปตท.
E20 คือเติมเสร็จก็วิ่งขึ้นทางด่วนบูรพาวิถีมาลงด่วนประจิมรัถยากว่า
70 กิโลเมตร
(ช่วงเวลากลางคืน)
ก็ได้ค่าเฉลี่ยออกมาที่
19.5 กิโลเมตรต่อลิตร
โดยพยายามรักษาความเร็วในช่วง
80-85
กิโลเมตรต่อชั่วโมงและมีการใช้
cruise control
ช่วยในบางช่วง
มาเมื่อวานมี
E20
ของปตท.ค้างอยู่ในถังประมาณ
10 ลิตร
และเติมคาลเท็กซ์ E20
อีก 35
ลิตรก็เต็มถัง (ถังจุเต็มที่
45 ลิตร)
แล้วก็ขับเข้ามอเตอร์เวย์มาลงประจิมรัถยาเช่นเดิม
(ช่วงเวลากลางคืนเหมือนเดิม)
โดยยังคงพยายามรักษาความเร็วในช่วง
80-85
กิโลเมตรต่อชั่วโมงและแทบไม่ได้ใช้
cruise control
ควบคุมความเร็ว
ระยะทางคราวนี้ 108
กิโลเมตรเศษ
ตอนที่ลงทางด่วนนั้นตัวเลขค่าเฉลี่ยที่ทำได้คือ
20.0 กิโลเมตรต่อลิตร
แต่พอเลี้ยวเข้าซอยเลี้ยวซ้ายบ้างเลี้ยวขวาบ้างจนมาถึงหน้าบ้าน
ตัวเลขก็ลดลงเหลือ 19.9
กิโลเมตรต่อลิตร (ตามรูป)
ก็เรียกว่าดีกว่าค่าที่ผู้ผลิตรถโฆษณาไว้นิดหน่อย
แต่การที่เมื่อวานทำได้ดีขึ้นก็เนื่องจากมีการทดลองพฤติกรรมการขับขี่แบบใหม่
เช่นเวลาที่ขึ้นเนินสูงหรือสะพานสูง
ถ้าใช้ cruise
control ระบบจะพยายามรักษาให้ความเร็วคงที่
แต่ในขณะที่ไต่ขึ้นสูงไปนั้นความเร็วจะลดลง
ก็จะมีการเปลี่ยนลงเกียร์ที่ต่ำกว่า
(เห็นจากรอบเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้นกระทันหัน)
เพื่อรักษาความเร็ว
ในช่วงเวลานี้ก็จะกินน้ำมันมากขึ้น
(เห็นได้จากค่าเฉลี่ยลดลง)
แต่ถ้ายอมให้ความเร็วรถลดลงได้ก่อนถึงจุดสูงสุดของเนินหรือสะพาน
มันก็จะกินน้ำมันน้อยลง
แล้วค่อยไปแร่งความเร็วคืนตอนขาลง
ซึ่งตรงนี้ถ้าใช้ระบบ cruise
control ตอนขาขึ้นก็ใช้การปรับความเร็วรถให้ลดลงทีละน้อย
แล้วค่อยปรับขึ้นตอนขาลง
ถ้าขับโดยไม่ใช้ระบบ crusie
control ก็จะใช้การผ่อนคันเร่ง
อย่างน้อยก็ช่วงก่อนถึงจุดสูงสุด
ถ้าเป็นสะพานหรือเนินที่ไม่สูงมาก
ก็จะใช้การผ่อนคันเร่งก่อนเริ่มไต่ขึ้น
ให้รถมันวิ่งด้วยความเฉื่อยของมันเองจนถึงจุดบนสุด
แล้วค่อยเร่งเครื่องคืนตอนขาลง
หรือเวลาเร่งแซงถ้าใช้ระบบ
cruise control
ก็จะใช้การปรับความเร็วเพิ่มขึ้นทีละน้อย
ๆ จนแซงพ้น
(ถนนที่ทดสอบไม่มีรถวิ่งสวนนะเพราะเป็นมอเตอร์เวย์กับทางด่วน)
พอพ้นไปแล้วก็ค่อย ๆ
ปรับความเร็วลดลงคืนเดิม
อีกสิ่งหนึ่งที่คิดว่าทำให้ประหยัดน้ำมันได้บ้างก็คือการใช้
easy pass
ที่ไม่จำเป็นต้องหยุดรถให้สนิทเวลาเข้าด่านเก็บเงิน
เพียงแค่ผ่อนคันเร่งแต่เนิ่น
ๆ ให้เครื่องมันจับสัญญาณเปิดไม้กั้นก่อนที่รถจะถึงตัวไม้กั้น
จากนั้นก็ค่อย ๆ เร่งเครื่องคืน
การทดสอบเมื่อคืนก็มีการผ่านด่านเก็บเงินถึง
5 ด่าน
การวิ่งบนบูรพาวิถีมันไต่ขึ้นทีเดียวตอนขึ้น
แล้วไม่ค่อยมีการไต่ขึ้นลงอะไรมาก
(อาจมีบ้างตอนแยกต่างระดับ)
แต่ถ้าวิ่งทางมอเตอร์เวย์มันมีทั้งสะพานข้ามคลอง
และจุดผ่านด่านบางด่านที่ต้องลงจากทางยกระดับมาที่ระดับพื้นก่อน
จากนั้นค่อยปีนสูงขึ้นไปใหม่
ที่ต้องบอกชนิดน้ำมันและผู้ผลิตด้วยเพราะข้อมูลที่ได้จากรถคันเก่า
(เครื่อง
1500 ซีซี
วิ่งมา 23
ปีกว่าหกแสนสองหมื่นกิโลเมตร
ใช้น้ำมันออกเทน 91)
มันแสดงให้เห็นว่าแม้ว่าน้ำมันส่วนใหญ่จะให้ระยะทางเฉลี่ยต่อลิตรเรียกได้ว่าไม่แตกต่างกัน
(ที่แตกต่างกันที่รู้สึกได้น่าจะเป็นการตอบสนองต่อคันเร่ง
และใช้ออกเทน 91
หรือ 95
ก็ได้ระยะทางเท่ากัน)
แต่ก็มีบางยี่ห้อที่ได้ระยะทางต่อลิตรสูงกว่ายี่ห้ออื่น
ในทางทฤษฎีแล้วคิดว่าถ้าใช้แก๊สโซฮอล์
E10
น่าจะวิ่งได้ทางมากกว่า
แต่ก็ยังไม่อยากทดลองเพราะมันแพงกว่า
E20
ลิตรละตั้งกว่าสี่บาท
เพราะถ้าจะทดลองจริงก็ต้องไม่นับถังแรกที่ต้องใช้ในการไล่
E20
เก่าที่ค้างอยู่เดิมออกไปก่อน
สำหรับวันนี้ก็ถือว่าเป็นการเล่าประสบการณ์ให้ฟังก็แล้วกัน
เพราะแม้แต่ตัวผู้ผลิตรถเองก็บอกไว้ว่าค่าอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงนั้นมันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่และเส้นทางที่ใช้
อย่างเช่นค่าตัวเลขที่ได้นี้ก็ได้มาจากการขับช่วงเวลากลางคืนที่ถนนค่อนข้างว่าง
การจราจรไม่ค่อยมีการชลอตัวตลอดเส้นทาง
มันก็เลยออกมาดูดีกว่าที่ทางผู้ผลิตกล่าวอ้าง
เพราะในความเป็นจริงก็อยากรู้เหมือนกันว่า
ในกรณีของรถที่เป็น full
hybrid นั้น
ถ้าเริ่มด้วยการที่แบตเตอรี่ไม่มีไฟเลย
(คือไม่สามารถวิ่งได้ด้วยแบตเตอรี่)
ทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานตลอด
หรือการวิ่งด้วยความเร็วที่ทำให้ระบบหันไปใช้พลังงานจากเครื่องยนต์เท่านั้น
มันจะประหยัดน้ำมันแบบที่เขาโฆษณาไหม