บทความที่แล้วเล่าถึงการระเบิดของถัง
(ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า
can หรือ
drum)
เก็บกรดอะคริลิกขนาด
๒๐๐ ลิตร ส่วนวันนี้จะเป็นกรณีของถัง
(ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า
tank) ขนาด
70 m3
โดยยังคงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดที่ประเทศญี่ปุ่นเช่นเดิม
แต่เป็นที่เมือง Himeji
เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน
ค.ศ.
๒๐๑๒ (พ.ศ.
๒๕๕๕)
ภาพความเสียหายเมื่อมองจากด้านบนเป็นดังแสดงในรูปที่
๑ ข้างล่าง
รูปที่ ๑
ภาพความเสียหายหลังจากที่ถังเก็บกรดอะคริลิกเกิดการระเบิด
(จากเอกสาร
๑)
เรื่องที่นำมาเล่าในวันนี้นำมาจากเอกสาร
๓ ฉบับต่อไปนี้
เอกสาร
๑ "Explosion
and fire on an acrylic acid tank at a chemical plant : 29th September
2012, Himeji Japan", เอกสารจัดทำโดย
French Ministry for
Sustainable Development เผยแพร่เมื่อตุลาคม
ค.ศ.
๒๐๑๓
เอกสาร
๒ "Report on
the overview of the accident : Explosion and fire at an acrylic acid
production facility", จัดทำโดย The
high pressure gas safety institute of Japan.
เอกสาร
๓ "Several
small changes can add up to a big problem" จัดทำโดย
Center for process
safety ของ AIChE
เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน
ค.ศ.
๒๐๑๘ (พ.ศ.
๒๕๖๑)
แต่ก่อนอื่นเรามาลองดูคุณสมบัติางอย่างของกรดตัวนี้กันก่อน
เพราะมันเกี่ยวข้องกับการเก็บรักษา
กรดอะคริลิกมีจุดหลอมเหลวที่ประมาณ
14ºC
จุดเดือดที่ประมาณ
141ºC
และจุดวาบไปที่ประมาณ
49ºC
ด้วยการที่มันมีจุดเดือดที่สูง
ทำให้สามารถเก็บในรูปของเหลวที่ความดันบรรยากาศได้
อุณหภูมิจุดหลอมเหลวที่
14ºC
นี้ถ้าอยู่ในภูมิภาคเขตร้อน
(ที่ไม่มีฤดูหนาวหรืออุณหภูมิยากที่จะต่ำกว่านี้)
ก็ไม่มีปัญหาใดในการจัดเก็บ
แต่ถ้าเป็นเขตที่มีช่วงเวลาที่อุณหภูมิอากาศลดต่ำกว่านี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ก็จำเป็นต้องมีการออกแบบระบบให้ความร้อนเพื่อให้สารเป็นของเหลว
(จะได้ง่ายต่อการสูบจ่ายไปตามท่อ)
และเพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนในช่วงฤดูหนาว
ก็จำเป็นต้องมีการหุ้มฉนวนถังเก็บเอาไว้ด้วย
(เรื่องนี้เป็นประเด็นที่จะกล่าวถึงอีกครั้งตอนเกิดเหตุ)
ในกรณีของไฮโดรคาร์บอนที่มีอุณหภูมิจุดวาบไฟสูงกว่าอุณหภูมิห้องแม้ว่าจะเป็นฤดูร้อนก็ตาม
เราสามารถเก็บในถังเก็บที่ไม่จำเป็นต้องมีการใช้แก๊สไนโตรเจนปกคลุม
(ที่เรียกว่า
nitrogen blanketing หรือ
tank blanketing
คือการใช้แก๊สเฉื่อยเข้าแทนที่อากาศที่อยู่เหนือผิวของเหลว)
แต่ถ้าสารนั้นมีความว่องไวกับออกซิเจนหรือความชื้นในอากาศ
ก็จำเป็นต้องมีการใช้แก๊สเฉื่อยปกคลุม
กรดอะคริลิก
๒ โมเลกุลสามารถรวมตัวกันเกิดเป็นกรดไดอะคริลิก
(diacrylic acid)
ดังสมการที่ (1)
และในสภาวะที่เหมาะสม
(เช่นมีตัวกระตุ้นหรืออุณหภูมิสูงพอ)
จะเกิดเป็นพอลิเมอร์ได้ดังสมการที่
(2)
รูปที่ ๒
แผนผังกระบวนการผลิตกรดอะคริลิกและการทำให้บริสุทธิ์
(จากเอกสาร
๑)
รูปที่
๒ เป็นแผนผังกระบวนการผลิตกรดอะคริลิกของโรงงานที่เกิดเหตุ
การผลิตเริ่มจากการออกซิไดซ์โพรพิลีน
(propylene
H3C-CH2=CH)
ด้วยออกซิเจนโดยมีตัวเร่งปฏิกิริยาช่วย
ผลิตภัณฑ์ที่ได้ประกอบด้วยกรดอะคริลิกและสารอื่นที่เกิดจากปฏิกิริยาข้างเคียง
ซึ่งเมื่อนำผลิตภัณฑ์นี้เข้าสู่กระบวนการเพิ่มความบริสุทธิ์ก็จะได้
Crude acrylic acid
(คือมีความบริสุทธิ์สูงมากขึ้น
แต่ก็ยังไม่มากพอเนื่องจากมีสารอื่น
(เช่น
น้ำ และองค์ประกอบหนักตัวอื่น)
ปะปนอยู่
Crude
acrylic acid จะถูกส่งเข้าสูง
Rectifying column
เพื่อแยกออกเป็น Glacial
acrylic acid (กรดบริสุทธิ์ที่ปราศจากน้ำและสิ่งปนเปื้อนอื่น)
ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ
สารที่เหลือค้างจากการแยก
(ที่ยังมีกรดอะคริลิกหลงเหลืออยู่ในปริมาณที่มีนัยสำคัญ)
จะถูกส่งต่อไปยัง
Recovery column
เพื่อแยกออกเป็น Crude
acrylic acid (ที่สามารถวนกลับมาผลิตเป็น
Glacial acrylic acid
ได้อีก)
และ Waste
oil ที่ต้องกำจัดทิ้ง
กระบวนการของโรงงานที่เกิดเหตุ
เดิมสารที่เหลือจากการแยกเอา
Glacial acrylic acid
ออกไปจะถูกส่งมายัง
Intermediate tank
(V-3138) ก่อน แล้วจึงค่อยสูบจาก
Intermediate tank
ตัวนี้ส่งไปยัง Recovery
column แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงคือส่งจาก
Rectivying column
ไปยัง Recovery
column ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่าน
Intermediate tank
แต่ก็ยังคง Intermediate
tank เอาไว้สำหรับการทำงานบางรูปแบบอยู่
บทบาทของ
Intermediate tank
คือการลดผลกระทบเมื่อหน่วยผลิตใดหน่วยผลิตหนึ่งมีปัญหา
เข่นถ้า Recifying
column มีปัญหา
Recovery column
ก็ยังทำงานเป็นปรกติได้จนกว่าสารที่สะสมใน
Intermediate tank
จะหมด
และในทางกลับกันถ้า Recovery
column มีปัญหา
Rectifying column
ก็ยังทำงานเป็นปรกติได้จนกว่า
Intermediate tank
เต็ม
รูปที่ ๓
แผนผังกระบวนการผลิตของโรงงานที่เกิดเหตุ
(จากเอกสาร
๒)
ทีนี้มาลองไล่ดูลำดับเหตุการณ์ที่เกิด
(จากเอกสาร
๒)
โดยขอให้ดูรูปที่ ๓
ประกอบ โดยโรงงานนี้มี
Rectifying column
จำนวน ๕ หอ และ Recovery
column อีก ๒ หอ ของเหลวที่ก้นหอ
Rectifying column
แต่ละหอสามารถส่งมาพักไว้ที่
Interdiate tank
V-3138 ก่อน หรือส่งต่อไปยัง
Recovery column
โดยตรงเลยก็ได้
ช่วงระหว่างวันที่
๑๘ ถึง ๒๐ กันยายน
มีการตัดไฟฟ้าทั้งโรงงานเพื่อทำการซ่อมบำรุง
วันที่
๒๐ กันยายน เวลาประมาณ ๒๑.๐๐
น เริ่มทำการเดินเครื่องใหม่อีกครั้ง
ด้วยการเริ่มการทำงานของ
Intermediate tank
V-3138
วันที่
๒๑ กันยายน ช่วงระหว่างเวลา
๑๑-๑๔
น เริ่มทำการป้อนของเหลวจาก
V-3138 ไปยัง
Recovery column
T-6701 และเริ่มเดินเครื่อง
T-6701
จากนั้นเริ่มทำการเดินเครื่อง
Rectifying column
T-6108 และส่งของเหลวจากก้นหอ
T-6108 ตรงไปยัง
T-6701
บทความไม่ได้บอกว่าของเหลวที่อยู่ใน
V-3138 นั้นมาจากไหน
แต่ในช่วงเวลานี้แสดงว่ามีการสูบของเหลวออกจาก
V-3138 และ
T-6701
ได้รับของเหลวที่ส่งมาจากทั้ง
V-3138 และ
T-6108
วันที่
๒๔ กันยายน เวลาประมาณ ๑๐.๐๐
น เริ่มเดินเครื่อง Rectifying
column T-5108 และที่เวลาประมาณ
๑๔.๑๐
น เริ่มทำการระบายของเหลวจากก้นหอ
T-5108 ส่งไปยัง
V-3138
เพื่อส่งต่อไปยัง T-6701
(ไม่ได้ส่งให้โดยตรงเหมือนกรณี
T-6108)
วันที่
๒๕ กันยายน เวลาประมาณ ๙.๓๐
น หยุดการป้อนของเหลวจาก
V-3138 ไป
T-6701
ทำให้ของเหลวเริ่มสะสมใน
V-3138
(เพราะยังมีของเหลวจาก
T-5108 ไหลเข้าอยู่)
วันที่
๒๘ กันยายน เวลาประมาณ ๑๔.๐๐
น เมื่อระดับของเหลวใน V-3108
สูงถึง 60
m3 ก็หยุดการป้อนสารเข้า
V-3108
ด้วยการส่งของเหลวจากก้นหอ
T-5108 ไปยัง
T-6701 โดยตรง
(ดังนั้นช่วงเวลาจากนี้ไปจึงไม่มีการป้อนของเหลวเข้าหรือดึงของเหลวออกจาก
V-3138)
วันที่
๒๙ กันยายน เวลาประมาณ ๑๓.๑๗
น เกจวัดระดับของเหลวที่
V-3138 ส่งสัญญาณ
"liquid high
level alarm" หรือเตือนระดับของเหลวสูงเกิน
เวลาประมาณ
๑๓.๒๐
น พบเห็นควันลอยออกจากท่อ
vent ของ
V-3138
เวลาประมาณ
๑๓.๔๐
น โอเปอร์เรเตอร์เริ่มทำการฉีดน้ำลงไปบน
V-3138
เวลาประมาณ
๑๓.๔๘
น เกจวัดระดับของเหลวที่
V-3138
อ่านค่าได้เกินค่าที่อุปกรณ์วัดสามารถอ่านได้
(84.8 m3)
เวลาประมาณ
๑๔.๓๕
น เกจวัดระดับของเหลวที่
V-3138
อ่านค่าได้ลดลงกระทันหันและส่งสัญญาณ
"liquid level
low alarm" หรือระดับของเหลวต่ำกว่าปรกติ
V-3138
เกิดความเสียหายและเกิดการระเบิด
ก่อให้เกิดเพลิงไหม้
วันที่
๓๐ กันยายน เวลา ๑๕.๓๐
น เพลิงสงบ
ทีนี้เราลองมาดูว่าทำไมแม้ว่าไม่มีการส่งของเหลวไปยัง
V-3138
แต่ทำไมระดับของเหลวใน
V-3138 จึงเพิ่มได้
อุปกรณ์วัดระดับของเหลวมีหลายรูปแบบ
สองรูปแบบหลักที่ใช้กันแพร่หลายเห็นจะได้แก่การวัดผลต่างความดันระหว่างความดันที่ก้นถังเก็บและความดันเหนือผิวของเหลว
แต่วิธีการนี้จะให้ค่าที่ถูกต้องเมื่อ
"ความหนาแน่น"
ของเหลวนั้นคงที่และตรงกับค่าที่ปรับตั้งเอาไว้
รูปแบบที่สองคือการวัดระดับความสูงของของเหลวโดยตรง
ที่อาจทำด้วยการใช้ลูกลอยหรือสวิตช์ที่จะทำงานเมื่อมีของเหลวสัมผัส
เมื่ออุณหภูมิของเหลวสูงขึ้น
ความหนาแน่นจะลดลง
ปริมาตรจะเพิ่มขึ้น
(ด้วยเหตุนี้เวลาเติมน้ำใส่กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า
เขาจึงมีขีดบอกระดับสูงสุดที่ควรเติม)
การวัดความดันจะไม่สามารถบ่งบอกระดับที่เปลี่ยนไปได้
แต่การวัดระดับโดยตรงจะมองเห็นเหตุการณ์นี้
ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเมื่อมีสัญญาณระดับสูงเกิน
ของเหลวในถังนั้นกำลังร้อนมาก
(หรือกำลังเดือด
???)
ทำให้เห็นควันลอยออกมาทางช่อง
vent
ส่วนการที่เห็นระดับของเหลวลดต่ำลงกระทันหันนั้นน่าจะเป็นผลจากการระเบิดของถัง
ทำให้ของเหลวในถังนั้นเดือดกลายเป็นไอทันที
(ตรงนี้มีประเด็นที่ต้องมาพิจารณาเหมือนกัน)
สภาพความเสียหายของถังเก็บพบว่าส่วนหลังคาถังฉีกขาดและปลิวออกไป
และ
"ส่วนลำตัวนั้นมีการฉีกขาดในแนวดิ่งและเปิดออกแบบบานหน้าต่าง"
(ซึ่งไม่ใช่ลักษณะความเสียหายที่ควรเป็นของ
atmospheric storage
tank)
รูปที่ ๔
สถานะของ V-3138
เมื่อเริ่มเดินเครื่อง
ทีนี้เราลองมาดูการใช้งาน
Intermediate tank
V-3138 กันบ้าง ตรงนี้ดูรูปที่
๔ ประกอบ
ของเหลวที่มาจาก
Rectifing column
จะไหลผ่านท่อที่มีการให้ความร้อน
(เพื่อป้องกันไม่ให้กรดอะคริลิกแข็งตัวเมื่ออากาศเย็น)
โดยเดิมนั้นให้ความร้อนด้วยน้ำร้อน
ต่อมาเปลี่ยนเป็นใช้ไอน้ำ
และต่อมาก็ยังมีการถอดเอา
steam trap
(ภาษาไทยเรียกกับดักไอน้ำ
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการระบายเอาน้ำที่เกิดจากการควบแน่นของไอน้ำในระบบออกไป
โดยไม่ทำให้ไอน้ำในระบบรั่วไหลออกมา)
ออกอีก ทำให้การควบคุมอุณหภูมิทำได้ไม่ดี
(น้ำร้อนที่ใช้ให้ความร้อนจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าไอน้ำ
เรียกว่าไม่ถึง 100ºC
ก็ได้
เพราะถ้าต้องการอุณหภูมิสูงกว่านั้นการใช้ไอน้ำก็จะดีกว่า)
ในเอกสาร
๓ กล่าวว่า ท่อนี้เดิมนั้นเป็นแบบ
"jacketed"
คือเป็นท่อซ้อนสองชั้น
ที่มีน้ำร้อนไหลอยู่ระหว่างท่อชั้นนอกและท่อชั้นใน
ต่อมาเปลี่ยนมาใช้ไอน้ำโดยไม่มีระบุว่าใช้ท่อแบบไหน
ในขณะที่เอกสาร ๒
กล่าวถึงการใช้ไอน้ำให้ความร้อนให้ความร้อนแบบ
"tracing"
คือการใช้ท่อขนาดเล็ก
(เช่นท่อทองแดง)
พันไปรอบท่อขนาดใหญ่
และให้ไอน้ำไหลผ่านไปในท่อเล็กที่พันอยู่รอบท่อใหญ่นี้
แต่ไม่ว่าจะเป็นโดยวิธีไหนก็ตาม
สิ่งที่ตามมาก็คือของเหลวที่ไหลเข้า
V-3138
นั้นมีอุณหภูมิสูงกว่าเมื่อใช้น้ำร้อนเป็นแหล่งความร้อน
และเอกสารนี้ยังกล่าวไว้อีกว่าถังใบนี้มีฉนวนความร้อนอยู่ทางด้านใน
ถังมีขดท่อน้ำหล่อเย็น
(cooling coil)
อยู่ทางด้านล่างของถัง
เดิมนั้นมีการบรรจุของเหลวจนเต็มถัง
เพื่อให้ของเหลวในถังมีอุณหภูมิสม่ำเสมอ
จึงมีการไหลเวียนของเหลว
(ที่เย็น)
จากทางด้านล่าง (ด้วยปั๊ม
P-3138C)
ป้อนกลับไปทางด้านบน
(ท่อ
Recyle to top)
แต่ต่อมามีการปรับการทำงานโดยให้ของเหลวจากก้นหอ
Rectifying column
ไหลตรงไปยัง Recovery
column ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่าน
V-3138 ก่อน
ทำให้ความจำเป็นในการเก็บของเหลวใน
V-3138 ลดลง
รูปแบบการทำงานเปลี่ยนเป็นให้บรรจุของเหลวได้ไม่เกิน
25 m3
(แค่พอท่วม cooling
coil) และเปลี่ยนการไหลเวียนมาเป็นเข้าทางด้านล่าง
ตรงจุดที่ใช้ในการติดตั้ง
Level indicator (LI)
รูปแบบการทำงานใหม่นี้ถูกนำมาใช้ในเดือนมกราคม
ค.ศ.
๒๐๑๐ (พ.ศ.
๒๕๕๓)
หรือประมาณ ๒ ปี ๘
เดือนก่อนการระเบิด
ถ้าอุณหภูมิสูงพอ
กรดอะคริลิกสามารถเกิดการพอลิเมอร์ไรซ์กลายเป็นพอลิเมอร์ได้
ปฏิกิริยานี้คายความร้อนสูง
ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาในระหว่างการจัดเก็บและการขนส่ง
จึงต้องมีการเติมสารยับยั้ง
(Inhibitor)
บางชนิดลงไป
และเนื่องจากการทำงานของสารยับยั้งนี้จะทำงานได้ดีขึ้นถ้าหากมีออกซิเจนละลายอยู่ในของเหลวด้วย
(ออกซิเจนในอากาศที่ละลายเข้าไปในกรดอะคริลิกก็เป็นสารตัวหนึ่งที่ช่วยยับยั้งการเกิดปฏิกิริยา)
ดังนั้นแก๊สที่ใช้ปกคลุมของเหลว
(ในรูปที่
M-Gas)
จึงเป็นแก๊สผสมที่ประกอบด้วยออกซิเจน
7%
ที่เหลือเป็นไนโตรเจน
(ความเข้มข้นต่ำสุดของออกซิเจนที่ยอมรับได้คือ
5%)
แต่สารยับยั้งนี้ไม่สามารถป้องกันการรวมตัวเป็นกรดไดอะคริลิก
รูปที่ ๕
สถานะของ V-3138
ขณะปฏิกิริยาเกิดการ
runaway
ในวันที่เกิดเหตุนั้นถังมึกรดอะคริลิกบรรจุอยู่เต็ม
(รูปที่
๕)
โดยของเหลวที่อยู่ทางด้านบนของถังมีอุณหภูมิสูงกว่าทางด้านล่าง
และด้วยการที่ไม่มีการไหลเวียนของเหลวเย็นจากด้านล่างสู่ด้านบน
ทำให้กรดอะคริลิกที่อยู่ทางด้านบนเกิดปฏิกิริยากลายเป็นกรดไดอะคริลิก
การสอบสวนภายหลังพบว่าความร้อนที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยานี้มากพอที่จะสะสมจนทำให้เกิดปฏิกิริยาการพอลิเมอร์ไรซ์ตามมาภายหลัง
ประเด็นที่น่าบันทึกไว้หน่อยคือ
ผู้ที่เกี่ยวข้อง
(ไม่ว่าจะเป็นโอเปอร์เรเตอร์หรือผู้ที่ออกแบบวิธีการทำงานใหม่)
ทราบความสำคัญของการ
Recycle to top
หรือไม่
และการ Recyle
to top นั้นแตกต่างจาก
Recycle to level
gauge อย่างไร
และเมื่อใดควรที่จะกลับไปใช้การ
Recylcle to top
สิ่งนี้มีการกล่าวไว้ในคู่มือการปฏิบัติงานหรือไม่
เมื่อโอเปอร์เรเตอร์พบเห็นหมอกควันรั่วไหลออกมาทางช่อง
vent
จึงได้ทำการฉีดน้ำหล่อเย็นถัง
แต่ด้วยการที่ถังมีการหุ้มฉนวนกันความร้อนรั่วไหล
(ซึ่งจำเป็นเวลาที่อากาศหนาว)
อยู่ภายใน
ทำให้การระบายความร้อนทำได้ไม่ดี
ความร้อนที่เกิดขึ้นภายในทำให้กรดอะคริลิกในถังกลายเป็นไอมากขึ้น
ความดันในถังจึงเพิ่มสูงขึ้น
กรดที่อยู่ในถังกลายเป็นของเหลวที่มีอุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือดที่ความดันบรรยากาศ
ที่เวลาประมาณ ๑๔.๒๐
น ความดันในถังสูงถึง 2.5
bar ในขณะที่สารผสมในถังมีอุณหภูมิ
240ºC
(ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิจุดเดือดที่ความดันบรรยากาศ)
ลำตัวถังก็เริ่มฉีกขาด
การรั่วไหลของสารออกจากถังทำให้ความดันในถังลดลงทันที
แต่การลดลงของความดันก็ทำให้ของเหลวในถังเดือดเป็นไอปริมาณมาก
ถังเกิดการระเบิดเมื่อเวลาประมาณ
๑๔.๓๕
น โดยความดันตอนที่ถังระเบิดคือ
6 bar
(แรงระเบิดประมาณไว้ที่
3 kg TNT)
เมื่อถังระเบิดจากความดันสูงภายใน
ของเหลวจึงกลายเป็นไอทันที
และเกิดการลุกติดไฟทันที
(ต้นตอของแหล่งพลังงานที่ทำให้เกิดการจุดระเบิดมีหลายแหล่งที่เป็นไปได้
ไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากแหล่งได้)
เป็นการระเบิดแบบที่เรียกว่า
BLEVE หรือ
Boiling Liquid
Expanding Vapour Explosion
มาตรฐาน
API 650 Welded tanks
for oil storage ที่ใช้ออกแบบถังเก็บน้ำมัน
กำหนดความดันภายในสูงสุดไม่เกิน
0.17 bar ในกรณีของ
atmospheric storage
tank เมื่อความดันในถังสูงขึ้น
(โดยที่ของเหลวยังไม่จำเป็นต้องเดือด)
หลังคาถังจะปลิวออกแต่ลำตัวจะไม่ฉีกขาด
ทำให้ของเหลวในถังไม่รั่วไหลออกมา
และไม่สามารถทำให้เกิด
BLEVE ได้
แต่
V-3138
นี้รับความดันได้ถึง
6 bar ก่อนการระเบิด
แสดงว่า V-3138
คงได้รับการออกแบบมาเป็นถังที่สามารถรับความดันได้ในระดับหนึ่ง
แต่ถูกนำมาใช้เก็บของเหลวที่ความดันบรรยากาศ
รูปที่ ๖
ภาพความเสียหายเมื่อมองจากทางด้านบน
(จากเอกสาร
๑)
การระเบิดแบบ
BLEVE
ที่คุ้นเคยกันนั้นเกิดจากการที่ถังเก็บของเหลวภายใต้ความดันนั้นโดนไฟคลอกจากภายนอก
พื้นผิวโลหะส่วนที่อยู่เหนือผิวของเหลวจะร้อนจัด
ความแข็งแรงจะลดต่ำลงจนไม่สามารถทนต่อแรงดันภายในได้
ทำให้ถังฉีกขาดออกและปลดปล่อยของเหลวที่กลายเป็นไอนั้นให้พบกับเปลวเพลิงที่ไหม้อยู่ภายนอก
กล่าวคือไอระเหยนั้นยังไม่มีเวลาที่จะผสมกับอากาศจนเป็นเนื้อเดียวกัน
เปลวเพลิงที่เกิดขึ้นจะมีการแผ่รังสีความร้อนที่สูง
ในกรณีของ BLEVE
ขนาดใหญ่นั้นรังสีความร้อนที่แผ่ออกมาสามารถทำให้ผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
(ที่ไม่มีสิ่งกำบังรังสีความร้อน)
เสียขีวิตได้ทันที
UVCE
หรือ Unconfined
Vapour Cloud Explosion นั้นแตกต่างออกไป
ในรูปแบบนี้มีการรั่วไหลของไอเชื้อเพลิงปริมาณมากออกมาปกคลุมเป็นบริเวณกว้างและมีการผสมกับอากาศอย่างทั่วถึงก่อนที่จะเกิดการจุดระเบิด
อันตรายสำคัญของ UVCE
คือคลื่นแรงอัดของการระเบิดที่สามารถทำให้สิ่งก่อสร้างรอบข้างเกิดความเสียหายตามมาได้
ความแปลกของการระเบิดที่
Himeji นี้คือ
การเกิด BLEVE
จากความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีภายในถังเก็บ
ไม่ใช่จากเพลิงภายนอกที่คลอกถังเก็บอยู่
ความรู้จากวิชาเคมีอินทรีย์ทำให้เรารู้ว่าสารที่เรากำลังทำงานอยู่ด้วยนั้นสามารถทำปฏิกิริยาใดได้บ้าง
มีปัจจัยใดบ้างที่ช่วยส่งเสริมการเกิดหรือยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาดังกล่าว
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการออกแบบกระบวนการ,
หน่วยปฏิบัติการ,
และขั้นตอนการทำงานต่าง
ๆ ให้มีความปลอดภัยในการทำงาน
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการประกอบวิชาชีพของวิศวกรเคมี