วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

ถังระเบิดจากการผสมกรดไนตริกเข้ากับไตรเอทานอลเอมีน MO Memoir : Thursday 26 March 2569

ในตำราเคมีอินทรีย์นั้น มักจะเขียนเอาไว้ว่าหมู่ฟังก์ชันไหนสามารถทำปฏิกิริยาอะไรได้บ้างกับอีกหมู่ฟังก์ชันอื่น โดยเรียนกันเป็นคู่ ๆ ไป แต่พอมาถึงการสังเคราะห์จริงนั้น เป็นเรื่องปรกติที่สารที่เราสนใจนั้นมีหมู่ฟังก์ชันมากกว่า ๑ หมู่ แถมแต่ละหมู่ยังสามารถทำปฏิกิริยากับสารอีกตัวหนึ่งได้ มันก็เลยเกิดคำถามว่าถ้าเราเอาสารสองตัวนั้นผสมเข้าด้วยกัน ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีอะไรบ้าง ซึ่งประเด็นว่าจะได้ผลิตภัณฑ์อะไรบ้างนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการออกแบบกระบวนการ เพื่อที่จะได้ออกแบบขั้นตอนการผลิตให้สามารถแยกผลิตภัณฑ์แต่ละตัวออกจากกันได้

ไตรเอทานอลเอมีน (Triethanolamine) มีหมู่ฟังก์ชันที่แสดงคุณสมบัติเป็น Lewis base ได้สองหมู่ฟังก์ชันคือ อะตอมN และอะตอม O ของหมู่ OH แต่เนื่องด้วยอะตอม N เป็นเบสที่แรงกว่า ดังนั้นเวลาที่ผสมกับกรดไนตริก (Nitric acid) H+ ก็จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับอะตอม N ได้สารประกอบที่มีชื่อว่า "ไตรเอทานอลแอมโมเนียมไนเทรต" (Triethanolammonium nitrate - รูปที่ ๑) สารตัวนี้มีการศึกษาเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมในดินขับเหลว (liquid propellant) สำหรับกระสุนปืนใหญ่

รูปที่ ๑ ปฏิกิริยาระหว่างกรดไนตริกกับไตรเอทานอลเอมีนกับกรดไนตริก

การสังเคราะห์ไตรเอทานอลแอมโมเนียมไนเทรตทำได้ด้วยการผสมกรดไนตริกกับไตรเอทานอลแอมโมเนียมไนเทรตเข้าด้วยกัน ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นก็เป็นเหมือนปฏิกิริยาการสะเทินกรดเบสทั่วไป แต่ด้วยการที่ปฏิกิริยานี้คายความร้อนและสารที่เกี่ยวข้องก็อาจจะสลายตัวได้ ดังนั้นการผสมจึงต้องใช้การค่อย ๆ เติมสารหนึ่งลงไปในอีกสารหนึ่ง พร้อมทั้งการควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินไปไปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่นวิธีการที่เปิดเผยไว้ในสิทธิบัตรประเทศญี่ปุ่น (รูปที่ ๒) จะใช้การค่อย ๆ หยดกรดลงไปในไตรเอทานอลเอมีน และต้องคอยควบคุมอุณหภูมิไว้ไม่ให้เกิน 40ºC

รูปที่ ๒ สิทธิบัตรประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับวิธีการสังเคราะห์

หมู่ -OH สามารถเกิดปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชันกับกรดอนินทรีย์ได้ ในกรณีของกรดไนตริกนั้นต้องมีกรดกำมะถัน (Sulphuric acid) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาช่วย ด้วยการที่กรดกำมะถันเป็นกรดที่แก่กว่ากรดไนตริก จึงสามารถเติม H+ เข้าไปที่อะตอม O ของหมู่ -OH ของกรดไนตริกได้ และดึงหมู่นี้ออกมาในรูปโมเลกุลน้ำ (H2O) โดยโครงสร้างส่วนที่เหลือของกรดไนตริกจะกลายเป็นไนโตรเนียมไอออน (nitronium ion - O=N+=O) และหมู่ไนโตรเนียมไอออนนี้จะเข้าไปแทนที่อะตอม H ที่หมู่ -OH ของไตรเอทานอลเอมีน เพื่อเปลี่ยนหมู่ -OH ให้กลายเป็น -ONO2 (รูปที่ ๑) ถ้าหากหมู่ -OH ของไตรเอทานอลเอมีนทำปฏิกิริยาจนครบทุกหมู่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้ก็จะเป็นไตรเอทานอลเอมีนไตรไนเทรต (triethanolamine trinitrate) หรือ Trolnitrate รูปที่ ๓ ให้รายละเอียดคร่าว ๆ เกี่ยวกับวิธีการสังเคราะห์ไตรเอทานอลเอมีนไตรไนเทรต

รูปที่ ๓ การสังเคราะห์ Trolnitrate หรือ

เรื่องที่ตั้งใจจะเล่าในวันนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารสองตัวที่ผ่านมา แต่เกี่ยวข้องกับการผสมกรดไนตริกกับไตรเอทานอลเอมีนโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งเกิดระหว่างการถ่ายกรดไนตริกจากรถบรรทุกเข้าถังเก็บ โดยนำมาจากบทความเรื่อง "Rupture of a triethanolamine tank caused due to an erroneous injection of nitric acid" ที่นำมาจากเว็บ Failure Knowledge Database ของประเทศญี่ปุ่น (รูปที่ ๔)

รูปที่ ๔ รายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิด

ในเหตุการณ์นี้ พนักขับรถส่งกรดไนตริกพึ่งจะมาส่งสารที่โรงงานนี้เป็นครั้งแรก เมื่อมาถึงก็ได้รับแจ้งว่าข้อต่อท่อสำหรับถังกรดไนตริกคือตัวที่สองจากซ้าย แต่ด้วยการที่เขามีความเชื่อผิด ๆ ว่าข้อต่อท่อสำหรับกรดไนตริกต้องทำจากสแตนเลสสตีล เมื่อเห็นว่าข้อต่อตัวที่สองจากซ้ายทำจากพีวีซี ในขณะที่ข้อต่อตัวแรกนั้นทำจากสแตลเลสสตีล จึงได้ทำการต่อท่อจากรถบรรทุกเข้ากับข้อต่อตัวแรกนั้นทำจากสแตลเลสสตีล (อันที่จริงความผิดพลาดนี้พอจะป้องกันได้ด้วยการใช้ข้อต่อที่แตกต่างกัน (เช่นตัวผู้/ตัวเมียหรือขนาดต่างกัน) แต่นั่นก็ทำให้เกิดปัญหากับรถที่มาส่งที่ท่อสำหรับต่อนั้นมีข้อต่อเพียงชนิดเดียวและขนาดเดียว ซึ่งต้องไปแก้ไขต่อด้วยการหาตัวแปลงข้อต่อ)

เมื่อพนักงานขับรถต่อท่อเสร็จก็แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ของโรงงานรับทราบ เจ้าหน้าที่ของโรงงานจึงสั่งเปิดโซลีนอยด์วาล์วของถังเก็บกรด จากนั้นพนักงานขับรถก็เริ่มถ่ายกรดจากรถเข้าถัง (แสดงว่าเจ้าหน้าที่ของโรงงานไม่ได้อยู่หน้างาน)

เมื่อทำการถ่ายกรดไปสักพัก พนักงานขับรถก็พบว่าระดับของเหลวในถังเก็บไตรเอทานอลเอมีนเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ระดับของเหลวในถังเก็บกรดไนตริกไม่เปลี่ยนแปลง จึงได้แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่โรงงานรับทราบ และทำการต่อท่อใหม่พร้อมทั้งระบายกรดที่ค้างอยู่ในท่อจ่ายสารเข้าถังเก็บไตรเอทานอลเอมีน (ท่อที่ต่อผิด) ออก แล้วก็เริ่มการจ่ายกรดไนตริกจากรถเข้าถังเก็บกรดไนตริกใหม่

พนักงานของโรงงานคิดว่าการต่อผิดไม่น่าจะทำให้เกิดปัญหา เพราะโซลีนอยด์วาล์วของท่อรับไตรเอทานอลเอมีนนั้นปิดอยู่ แต่ในความเป็นจริงนั้น bypass วาล์วของโซลีนอยด์วาล์วถูกเปิดทิ้งไว้ ทำให้ตอนแรกที่ต่อท่อผิดนั้น มีการป้อนกรดไนตริกส่วนหนึ่งเข้าไปในถังเก็บไตรเอทานอลเอมีน (ที่น่าสนใจคือพนักงานขับรถเห็นว่าระดับของเหลวในถังเก็บไตรเอทานอลเอมีนเพิ่มขึ้น แสดงว่ามีของเหลวเพิ่มเข้าไปในถัง แต่พนักงานของโรงงานกลับไม่ทราบประเด็นนี้ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะไม่มีพนักงานของโรงงานอยู่ร่วมกับพนักงานขับรถในระหว่างการรับสารเคมี)

ในระหว่างที่ทำการถ่ายกรดจากรถเข้าถังเก็บนั้น ก็พบเห็นมีควันพวยพุ่งออกมาจากถังเก็บไตรเอทานอลเอมีน ก่อนที่ถังจะระเบิดเนื่องจากความดันในอีกประมาณ ๕ นาทีถัดมา

สาเหตุที่ทำให้ถังระเบิดเพราะความร้อนที่ปฏิกิริยาระหว่างกรดไนตริกกับไตรเอทานอลเอมีนคายออกมา ทำให้อุณหภูมิในถังสูงขึ้นจนกรดเกิดการสลายตัวให้แก๊สไนโตรเจนออกไซด์ออกมาในปริมาณมากจนทำให้ถังระเบิด

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

API 2000 Venting Atmospheric and Low-Pressure Storage Tanks (ตอนที่ ๒๗) MO Memoir : Wednesday 18 March 2569

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความชุดนี้อิงจากมาตราฐาน API 2000 7th Edition, March 2014. Reaffirmed, April 2020 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจ ดังนั้นถ้าจะนำไปใช้งานจริงควรต้องตรวจสอบกับมาตรฐานฉบับล่าสุดที่ใช้ในช่วงเวลานั้นก่อน

วันนี้เป็นการขึ้นหัวข้อ D.5 อัตราการไหลทางทฤษฏี (รูปที่ ๑) โดยหัวข้อ D.5.1 แสดงการจัดรูปแบบสมการ (D.9) ใหม่เพื่อให้มีรูปแบบที่ดูเรียบง่ายขึ้น โดยเริ่มจากสมการ (D.10) และไปสิ้นสุดที่สมการ (D.14) โดยในที่นี้ G คือค่าฟลักซ์ของมวลสาร (อัตราการไหลโดยมวลต่อหน่วยพื้นที่ - ดูตอนที่ ๒๕)

สมการ (D.14) นี้ยังคงต้องใช้ค่าปริมาตรจำเพาะ (v) ในการคำนวณ ส่วนการคำนวณค่าฟลักซ์ G สุดท้ายที่อยู่ในสมการ (D.17) และ (D.18) นั้นจะแปลงค่าปริมาตรจำเพาะให้เป็นค่า compressibility factor (Z) แทน

รูปที่ ๑ การจัดรูปแบบสมการ (D.9) ใหม่ เพื่อให้มีรูปแบบที่เรียบง่ายขึ้น

รูปที่ ๒ เป็นหัวข้อ D.5.2 เนื่องจากโดยทั่วไปนั้นมักจะมีค่าอุณหภูมิและ compressibility factor สำหรับไอและแก๊สอยู่แล้ว (ไม่ใช่ตัวปริมาตรจำเพาะ) ดังนั้นจึงอาจแทนค่าปริมาตรจำเพาะสำหรับแก๊สจริง (สมการ (D.15)) ลงไปในสมการ (D.14) ซึ่งจะได้สมการ (D.16) ออกมา และเมื่อหารากของสมการ (D.16) ก็จะเป็นสมการ (D.17)

โดยในสมการ (D.15) นั้น pi คือความดัน v คือปริมาตรจำเพาะ, Zi คือ compressibility factor, คือค่าคงที่ของแก๊ส, Ti คืออุณหภูมิของของไหล และ M คือมวลโมเลกุลสัมพัทธ์ของแก๊ส

รูปที่ ๒ หัวข้อ D.5.2 การใช้ค่า compressibility factor แทนค่าปริมาตรจำเพาะ

แล้วการใช้ค่า compressiblity factor (Z) นั้นดีกว่าการใช้ค่าปริมาตรจำเพาะ (v) อย่างไร ตรงนี้ขอให้ดูกราฟ compressibility factor chart ของแก๊สชนิดต่าง ๆ ในรูปที่ ๓ สำหรับแก๊สใด ๆ นั้นข้อมูลที่เรามีคือค่าอุณหภูมิที่จุดวิกฤต (critical temperature - Tc) และความดันที่จุดวิกฤต (critical pressure - pc) สำหรับแก๊สที่อุณหภูมิ T และความดัน p เราสามารถคำนวณค่า reduced temperature TR ได้จากค่า T/Tc และ reduced pressure pR ได้จากค่า p/pc จากนั้นก็ไปอ่านค่า Z จากกราฟในรูปที่ ๓ ข้อมูลของกราฟในรูปที่ ๓ เป็นข้อมูลที่ได้จากการทดลองที่ค่าอุณหภูมิและความดันต่าง ๆ จะเห็นว่าไม่ว่าเป็นแก๊สชนิดใด ที่ค่า TR และ pR เดียวกัน แก๊สทุกตัวจะมีค่า Z ใกล้เคียงกัน ซึ่งข้อมูลตรงนี้ทำให้เราไม่จำเป็นต้องทดลองหาค่าปริมาตรจำเพาะ (v) ของสารแต่ละตัวที่ค่าอุณหภูมิและความดันต่าง ๆ

หัวข้อ D.5.3 (รูปที่ ๔) เป็นการเปลี่ยนหน่วยของสมการ (D.17) จากมวลต่อหน่วยพื้นที่ต่อหน่วยเวลาเป็นมวลต่อหน่วยเวลาด้วยการคูณพื้นที่หน้าตัดการไหล (Aeff) เข้าไป ก็จะได้สมการ (D.18)

รูปที่ ๓ Compressibility factor chart สำหรับไฮโดรคาร์บอนและแก๊สบางชนิดที่ค่า Reduced pressure (pR) และ Reduced temperature (TR) ต่าง ๆ จะเห็นว่าที่ค่า pR และ TR เดียวกัน แก๊สแต่ละชนิดจะมีค่า Z ใกล้เคียงกัน (รูปจาก https://www.linkedin.com/pulse/generalized-compressibility-chart-thermodynamics-lady-dayanti-jlkmc)

หัวข้อ D.5.4 (รูปที่ ๔) เป็นการเปลี่ยนหน่วยจากอัตราการไหลโดยมวลเป็นอัตราการไหลโดยโมล ดังแสดงในสมการ (D.19) ถึง (D.21)

หัวข้อ D.5.5 (รูปที่ ๕) เป็นการเปลี่ยนหน่วยอัตราการไหลให้กลายเป็นอัตราการไหลโดยปริมาตร ณ สภาวะที่กำหนด สมการ (D.22) ได้จากการนำค่า โมลต่อหน่วยปริมาตร (x) ที่ standard หรือ normal condition คูณเข้ากับสมการ (D.21) ที่เป็นอัตราการไหลโดยปริมาตร

สมการ (D.23) ในหัวข้อ D.5.6 (รูปที่ ๕) ต่างจากสมการ (D.22) ตรงที่ การประมาณค่า isentropic expansion coefficient ใช้อัตราส่วนค่าความจุความร้อนของแก๊สอุดมคติ คือเปลี่ยนจาก n เป็น k

สำหรับตอนนี้คงจบเพียงแค่นี้

รูปที่ ๔ หัวข้อ D.5.3 และ D.5.4

รูปที่ ๕ หัวข้อ D.5.5 และ D.5.6