การวางแผนอพยพหนีภัยจากอาคารสูงไม่ควรใช้สูตรสำเร็จ แต่ควรมีการพิจารณาสภาพการใช้งานจริงของอาคารและโครงสร้างอาคาร เพื่อออกแบบวิธีปฏิบัติในการหนีไฟที่เหมาะสม
อย่างเช่นเมื่อวานที่ได้เข้าร่วมการฝึกซ้อม ก็ได้เห็นอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างที่ควรมีการนำมาพิจารณากัน ว่าการซ้อมที่ผ่านมานั้นมันเหมาะสมกับเหตุการณ์ถ้ามีการเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือมีประเด็นไหนควรต้องได้รับการแก้ไข ก็จะขอว่ากันเป็นข้อ ๆ ไปก็แล้วกัน
แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักอาคารที่เป็นตึกทำงานของผมก่อน
อาคารที่ทำงานนั้นมีบันไดหนีไฟอยู่ทางฝั่งทิศใต้ของอาคาร โดยอยู่ทางปีกด้านตะวันออกและตะวันตกของอาคาร มีลิฟต์สำหรับขึ้นลงอยู่ตรงกลาง ทางเชื่อมระหว่างปีกด้านทิศเหนือและทิศใต้ก็คือทางเดินผ่านหน้าลิฟต์นี้ บันไดขึ้นลงระหว่างชั้นจะอยู่ฝั่งทิศใต้โดยอยู่ติดกับลิฟต์ฝั่งทิศตะวันตก หลังอาคารสร้างเสร็จมีการนึกได้ว่าถ้าหากเกิดเพลิงไหม้บริเวณทางเดินหน้าลิฟต์ ผู้ที่อยู่ฝั่งด้านทิศเหนือจะไม่มีทางออก เพราะบันไดอยู่ทางฝั่งด้านทิศใต้หมด เลยต้องทำการแก้ปัญหาด้วยการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างฝั่งด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ โดยอยู่ด้านหลังบันไดขึ้นลงและลิฟต์ฝั่งทิศตะวันตก
บันไดหนีไฟนั้นเป็นโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ในอาคาร มองไม่เห็นจากภายนอก ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ควันจากการเผาไหม้แพร่เข้ามาในช่องบันได้นี้ได้ จำเป็นต้องปิดประตูเข้าช่องทางหนีไฟไว้ตลอดเวลา และเมื่อเกิดเหตุเพลิงใหม้ ก็ต้องมีพัดลมอัดอากาศเข้ามาในช่องบันไดหนีไฟนี้ เพื่อไม่ให้ควันจากเพลิงที่ลุกไหม้อยู่ในอาคารแพร่เข้ามาในช่องบันไดหนีไฟนี้ได้
๑. เมื่อเสียงกระดิ่งเตือนภัยดังขึ้น ก็มีการประกาศออกทางลำโพงประจำชั้น แต่เสียงกระดิ่งดังมากเสียจนฟังไม่รู้เรื่องว่าที่ประกาศนั้นคืออะไร
๒. เมื่อเข้าไปในช่องทางบันไดหนีไฟนั้นไม่รู้สึกเลยว่ามีการอัดอากาศเข้ามา
๓. ประตูหนีไฟในบางชั้น มีการเอาก้อนอิฐวางคั่นไว้เพื่อให้เปิดแง้มตลอดเวลา
๔. จุดรวมพลเป็นลานจอดรถหน้าตึก ซึ่งมีการปิดไม่ให้จอดรถ ๑ วันเพื่อการซ้อม แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์จริงในช่วงวันและเวลาทำงาน พื้นที่นี้คงจะใช้ไม่ได้ เพราะจะมีรถจอดเต็มไปหมด จะว่าไปแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจุดรวมพลที่แท้จริงของอาคารนี้อยู่ตรงไหน
๕. รูปแบบการใช้งานอาคารมีคนเข้าออกแต่ละชั้นตลอดเวลา องค์ประกอบแต่ละชั้นก็แตกต่างกันออกไป บางมุมเป็นออฟฟิตทำงานที่มีรู้แน่นอนว่าเวลาปรกติจะมีใครอยู่บ้าง บางมุมเป็นห้องสมุด ห้องพัก ห้องทำงานส่วนกลางของนิสิต ที่บอกไม่ได้ว่ามีใครเข้ามาใช้บ้าง บางมุมเป็นห้องพักที่มีการกั้นห้องเป็นสัดส่วนส่วนตัว ที่บอกไม่ได้ว่ามีคนอยู่ในห้องหรือไม่ ดังนั้นเมื่อมารวมพลกันที่จุดรวมพล มันก็บอกไม่ได้ว่าแต่ละชั้นนั้นมีการอพยพออกมาหมดแล้วหรือยัง
๖. ถ้าคนถือธงที่เป็นผู้นำการอพยพนั้นไม่อยู่ในขณะที่เกิดเรื่อง ใครจะเป็นคนรับหน้าที่นั้นแทน เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดที่แท่นขุดเจาะน้ำมัน Piper Alpha ในทะเลเหนือเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ที่เมื่อพอเกิดการระเบิดเกิดขึ้น พนักงานส่วนหนึ่งก็ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ได้ฝึกซ้อมมา คือไปรวมพลกัน ณ จุดที่กำหนด และรอผู้สั่งการว่าจะให้ทำอย่างไรต่อ (พยายามดับเพลิงหรืออพยพหนี) แต่ไม่มีใครมาสั่งการ สุดท้ายก็ติดอยู่บนแท่นโดยไม่มีทางหนี
๗. จำเป็นไหมที่ต้องใช้บันไดหนีไฟเท่านั้น ใช้เส้นทางบันไดธรรมดาได้ไหม ซึ่งจะสามารถลดความแออัดในช่องทางบันไดหนีไฟได้ เช่นสมมุติว่าอาคารมี ๒๐ ชั้น เกิดไฟไหม้ที่ชั้น ๑๑ ผู้ที่อยู่ตั้งแต่ชั้น ๑๐ สามารถใช้เส้นทางบันไดปรกติได้ไหมถ้าพบว่าเส้นทางนี้ไม่มีควัน เพราะควันไฟมีแนวโน้มที่จะลอยขึ้น และช่องทางบันไดหนีไฟที่ไม่มีการอัดอากาศป้องกันไม่ให้ควันเข้า และไม่มีทางออกอื่นให้เลือกนอกจากต้องลงถึงพื้นล่างสุดหรือขึ้นไปถึงบนดาดฟ้า ถ้าทางออกถูกปิด ช่องทางนั้นก็เป็นเหมือนห้องรมควันดี ๆ นี่เอง อย่างเหตุที่เกิดที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่หาดจอมเทียนเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่เสียชีวิตกันเกือบร้อย
๘. อาคารอยู่ในเขตมหาวิทยาลัย อยู่ติดถนนใหญ่โดยมีรั้วกั้น และมีประตูที่สามารถเปิดให้รถจากภายนอกเข้ามาถึงหน้าอาคารได้โดยตรง แต่โดยปรกติประตูนี้จะปิดตลอดเวลา และจะมีรถมาจอดขวางภายนอกตลอดเวลา รถดับเพลิงขนาดใหญ่จะไม่สามารถใช้เส้นทางภายในมหาวิทยาลัยเพื่อมายังตัวอาคารได้ ต้องใช้เส้นทางถนนใหญ่ข้างอาคารเท่านั้น ซึ่งคงต้องมีการวางแผนรับมือว่าถ้าเกิดเหตุขึ้นจริง จะเปิดเส้นทางนี้ได้อย่างไร
๙. อาคารนี้เคยเกิดเพลิงไหม้ที่ชั้น ๑๑ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยไฟไหม้จำกัดอยู่แค่บริเวณเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนึ่งที่ตั้งบนโต๊ะ แต่ระบบหัวฉีดไม่ทำงานเนื่องจากมีการกั้นผนังห้องทำให้ตัวตรวจวัดควันอยู่อีกทางด้านหนึ่งของผนังที่เกิดเพลิงไหม้
รูปที่นำมาประกอบเป็นรูปการซ้อมการเดินทางในที่มืดและมีควันเต็มไปหมด










