วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน Suzuki XL7 mild hybrid MO Memoir : Tuesday 6 October 2569

รถคันนี้เพิ่งจะได้มาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เห็นป้ายที่ติดมากับรถเขาบอกว่าสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 5.2 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร หรือประมาณ 19.2 กิโลเมตรต่อลิตร เครื่องยนต์ที่ใช้รองรับทั้งออกเทน 91 และ E20 (คือ E20 มันมีเลขออกเทน 95 ก็จริง แต่พลังงานความร้อนต่อลิตรมันต่ำกว่า E10 เพราะเอทานอลมีพลังงานในตัวต่ำกว่าไฮโดรคาร์บอน)

จะว่าไปค่าอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่รถแต่ละยี่ห้อโฆษณากันก็ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าวัดกันอย่างไร เช่นทดสอบที่ความเร็วเท่าใด คิดเฉพาะช่วงที่วิ่งด้วยความเร็วคงที่หรือไม่ (คือไม่รวมเอาช่วงเร่งเครื่องยนต์เข้าไปด้วย) ทดสอบทั้งทางบนพื้นราบหรือมีขึ้นเนินขึ้นสะพานสูงด้วยหรือไม่ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบไหน (เช่น E10 หรือ E20 หรือไม่ใช่แก๊สโซฮอล์) ฯลฯ


จากการใช้รถที่มักจะเติมน้ำมันเต็มถังตลอดและมักจะเติมตอนกลางคืน พบว่าตัวเลขที่คำนวณจากระยะทางที่วิ่งได้กับน้ำมันที่ต้องเติม กับตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอรถนั้นมันใกล้เคียงกัน คือการเติมน้ำมันเต็มถังจนหัวจ่ายหยุดจ่ายเองมันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ตอนกลางวันอากาศร้อน ๆ ก็พบเจอหลายครั้งว่าหัวจ่ายมันหยุดจ่ายเร็วกว่าปรกติ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าตัวเลขที่รถแสดงนั้นน่าจะไว้ใจได้มากกว่า

ประมาณเดือนที่แล้วทดลองกับน้ำมันปตท. E20 คือเติมเสร็จก็วิ่งขึ้นทางด่วนบูรพาวิถีมาลงด่วนประจิมรัถยากว่า 70 กิโลเมตร (ช่วงเวลากลางคืน) ก็ได้ค่าเฉลี่ยออกมาที่ 19.5 กิโลเมตรต่อลิตร โดยพยายามรักษาความเร็วในช่วง 80-85 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและมีการใช้ cruise control ช่วยในบางช่วง

มาเมื่อวานมี E20 ของปตท.ค้างอยู่ในถังประมาณ 10 ลิตร และเติมคาลเท็กซ์ E20 อีก 35 ลิตรก็เต็มถัง (ถังจุเต็มที่ 45 ลิตร) แล้วก็ขับเข้ามอเตอร์เวย์มาลงประจิมรัถยาเช่นเดิม (ช่วงเวลากลางคืนเหมือนเดิม) โดยยังคงพยายามรักษาความเร็วในช่วง 80-85 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและแทบไม่ได้ใช้ cruise control ควบคุมความเร็ว ระยะทางคราวนี้ 108 กิโลเมตรเศษ ตอนที่ลงทางด่วนนั้นตัวเลขค่าเฉลี่ยที่ทำได้คือ 20.0 กิโลเมตรต่อลิตร แต่พอเลี้ยวเข้าซอยเลี้ยวซ้ายบ้างเลี้ยวขวาบ้างจนมาถึงหน้าบ้าน ตัวเลขก็ลดลงเหลือ 19.9 กิโลเมตรต่อลิตร (ตามรูป)

ก็เรียกว่าดีกว่าค่าที่ผู้ผลิตรถโฆษณาไว้นิดหน่อย แต่การที่เมื่อวานทำได้ดีขึ้นก็เนื่องจากมีการทดลองพฤติกรรมการขับขี่แบบใหม่

เช่นเวลาที่ขึ้นเนินสูงหรือสะพานสูง ถ้าใช้ cruise control ระบบจะพยายามรักษาให้ความเร็วคงที่ แต่ในขณะที่ไต่ขึ้นสูงไปนั้นความเร็วจะลดลง ก็จะมีการเปลี่ยนลงเกียร์ที่ต่ำกว่า (เห็นจากรอบเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้นกระทันหัน) เพื่อรักษาความเร็ว ในช่วงเวลานี้ก็จะกินน้ำมันมากขึ้น (เห็นได้จากค่าเฉลี่ยลดลง) แต่ถ้ายอมให้ความเร็วรถลดลงได้ก่อนถึงจุดสูงสุดของเนินหรือสะพาน มันก็จะกินน้ำมันน้อยลง แล้วค่อยไปแร่งความเร็วคืนตอนขาลง ซึ่งตรงนี้ถ้าใช้ระบบ cruise control ตอนขาขึ้นก็ใช้การปรับความเร็วรถให้ลดลงทีละน้อย แล้วค่อยปรับขึ้นตอนขาลง ถ้าขับโดยไม่ใช้ระบบ crusie control ก็จะใช้การผ่อนคันเร่ง อย่างน้อยก็ช่วงก่อนถึงจุดสูงสุด ถ้าเป็นสะพานหรือเนินที่ไม่สูงมาก ก็จะใช้การผ่อนคันเร่งก่อนเริ่มไต่ขึ้น ให้รถมันวิ่งด้วยความเฉื่อยของมันเองจนถึงจุดบนสุด แล้วค่อยเร่งเครื่องคืนตอนขาลง

หรือเวลาเร่งแซงถ้าใช้ระบบ cruise control ก็จะใช้การปรับความเร็วเพิ่มขึ้นทีละน้อย ๆ จนแซงพ้น (ถนนที่ทดสอบไม่มีรถวิ่งสวนนะเพราะเป็นมอเตอร์เวย์กับทางด่วน) พอพ้นไปแล้วก็ค่อย ๆ ปรับความเร็วลดลงคืนเดิม อีกสิ่งหนึ่งที่คิดว่าทำให้ประหยัดน้ำมันได้บ้างก็คือการใช้ easy pass ที่ไม่จำเป็นต้องหยุดรถให้สนิทเวลาเข้าด่านเก็บเงิน เพียงแค่ผ่อนคันเร่งแต่เนิ่น ๆ ให้เครื่องมันจับสัญญาณเปิดไม้กั้นก่อนที่รถจะถึงตัวไม้กั้น จากนั้นก็ค่อย ๆ เร่งเครื่องคืน การทดสอบเมื่อคืนก็มีการผ่านด่านเก็บเงินถึง 5 ด่าน

การวิ่งบนบูรพาวิถีมันไต่ขึ้นทีเดียวตอนขึ้น แล้วไม่ค่อยมีการไต่ขึ้นลงอะไรมาก (อาจมีบ้างตอนแยกต่างระดับ) แต่ถ้าวิ่งทางมอเตอร์เวย์มันมีทั้งสะพานข้ามคลอง และจุดผ่านด่านบางด่านที่ต้องลงจากทางยกระดับมาที่ระดับพื้นก่อน จากนั้นค่อยปีนสูงขึ้นไปใหม่

ที่ต้องบอกชนิดน้ำมันและผู้ผลิตด้วยเพราะข้อมูลที่ได้จากรถคันเก่า (เครื่อง 1500 ซีซี วิ่งมา 23 ปีกว่าหกแสนสองหมื่นกิโลเมตร ใช้น้ำมันออกเทน 91) มันแสดงให้เห็นว่าแม้ว่าน้ำมันส่วนใหญ่จะให้ระยะทางเฉลี่ยต่อลิตรเรียกได้ว่าไม่แตกต่างกัน (ที่แตกต่างกันที่รู้สึกได้น่าจะเป็นการตอบสนองต่อคันเร่ง และใช้ออกเทน 91 หรือ 95 ก็ได้ระยะทางเท่ากัน) แต่ก็มีบางยี่ห้อที่ได้ระยะทางต่อลิตรสูงกว่ายี่ห้ออื่น

ในทางทฤษฎีแล้วคิดว่าถ้าใช้แก๊สโซฮอล์ E10 น่าจะวิ่งได้ทางมากกว่า แต่ก็ยังไม่อยากทดลองเพราะมันแพงกว่า E20 ลิตรละตั้งกว่าสี่บาท เพราะถ้าจะทดลองจริงก็ต้องไม่นับถังแรกที่ต้องใช้ในการไล่ E20 เก่าที่ค้างอยู่เดิมออกไปก่อน

สำหรับวันนี้ก็ถือว่าเป็นการเล่าประสบการณ์ให้ฟังก็แล้วกัน เพราะแม้แต่ตัวผู้ผลิตรถเองก็บอกไว้ว่าค่าอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงนั้นมันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่และเส้นทางที่ใช้ อย่างเช่นค่าตัวเลขที่ได้นี้ก็ได้มาจากการขับช่วงเวลากลางคืนที่ถนนค่อนข้างว่าง การจราจรไม่ค่อยมีการชลอตัวตลอดเส้นทาง มันก็เลยออกมาดูดีกว่าที่ทางผู้ผลิตกล่าวอ้าง เพราะในความเป็นจริงก็อยากรู้เหมือนกันว่า ในกรณีของรถที่เป็น full hybrid นั้น ถ้าเริ่มด้วยการที่แบตเตอรี่ไม่มีไฟเลย (คือไม่สามารถวิ่งได้ด้วยแบตเตอรี่) ทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานตลอด หรือการวิ่งด้วยความเร็วที่ทำให้ระบบหันไปใช้พลังงานจากเครื่องยนต์เท่านั้น มันจะประหยัดน้ำมันแบบที่เขาโฆษณาไหม

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569

๓๒ ปี ๕ เดือน ๑๐ วัน MO Memoir : Wednesday 30 September 2569

นับจากวันบรรจุเข้าทำงานอย่างเป็นทางการจนถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันเกษียณอายุการทำงาน ก็นับเป็นเวลา ๓๒ ปี ๕ เดือน กับอีก ๑๐ วัน และตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ก็คงจะผันตัวเองเป็นนักวิชาการอิสระกับเขาบ้าง

แล้ว blog นี้จะเป็นอย่างไรหรือ ก็คงจะเขียนต่อไปเรื่อย ๆ แต่คงไปเน้นที่ความรู้พื้นฐานต่าง ๆ ให้มากขึ้น เพราะช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น เห็นแต่การให้ความสำคัญและให้รางวัลกับการนำเสนอ ซึ่งมักจะไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ซักถามอะไร เพราะบ่อยครั้งที่พบก็คือคนที่นำเสนอได้ดี มักจะไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกมา คือพอขอให้อธิบายก็ตอบไม่ได้ หรือไม่ก็อ้างว่าคนโน้นคนนี้เขาว่ามาอย่างนี้ โดยที่ไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่คนโน้นคนนี้เขาอ้างมานั้นมันอิงอยู่บนทฤษฎีหรือข้อเท็จจริงไหนบ้าง หรือข้อสรุปเหล่านั้นเขาได้มันมาอย่างไร

ตัวอย่างเช่นช่วงที่ผ่านมามีการพูดถึงประเทศไทยว่ามีอาวุธปืนถึงสิบล้านกระบอก แต่เคยมีใครถามบ้างไหมว่าใครเป็นคนเอ่ยตัวเลขนี้เป็นคนแรก (เข้าใจว่าเป็นการประมาณจากหน่วยงานที่ไม่ใช่ภาครัฐ) และเขาเอาตัวเลขเหล่านี้มาได้อย่างไร (คิดเองเออเองหรือไปสืบค้นหลักฐาน) เพราะอันที่จริงปืนถูกกฎหมายมีอยู่กี่กระบอกนั้นหน่วยงานภาครัฐก็มีข้อมูลอยู่ในมืออยู่แล้ว เพราะปืนถูกกฎหมายในมือประชาชนทุกกระบอกต้องมีทะเบียน (ตัวเลขอยู่ที่ประมาณหกล้านกระบอก) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบรรดาปืนมีทะเบียนทุกกระบอกนั้นยังอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ (คือนับใบอนุญาตย้อนหลังขึ้นไปกี่ปี) ส่วนจำนวนอาวุธปืนผิดกฎหมายนั้นเขารวบรวมตัวเลขมาได้อย่างไร บรรดาสื่อต่าง ๆ ก็ไม่เห็นจะไปสืบค้นเรื่องเหล่านี้ว่าสิ่งที่อ้างต่อ ๆ กันมานั้นมันอิงอยู่บนข้อเท็จจริงหรือไม่

สามสิบปีที่แล้วยังได้สอบวิทยานิพนธ์นิสิตบัณฑิตศึกษาที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง artificial intelligent (หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า AI) กับ artifical neural network (หรือ ANN) ซึ่งสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นการพัฒนาอัลกอริทึมเพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับข้อมูลที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้น้ำหนักความสำคัญ (weight) ของข้อมูลแต่ละตัว และการหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด (optimisation) ซึ่งอัลกอริทึมที่คนยุคพัฒนาขึ้นมาก็เรียกว่าเป็นพื้นฐานของ AI ในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบันมีแต่คนพูดว่าเป็นยุคของ AI คนใช้ AI เป็นคือคนเขียน prompt หรือชุดคำสั่งให้ AI ทำงาน แต่พอถามว่าแล้ว AI มันทำงานได้อย่างไร ก็ไม่ยักมีคนอธิบายได้ มันก็เหมือนกับการปูพื้นฐานว่าต่อไปไม่ต้องเรียนรู้เพื่อที่จะทำอะไร ให้ถาม AI พอมันบอกว่าให้เราทำอย่างไร ก็ทำตามที่มันบอก ส่วนจะถูกหรือผิดนั้นอีกเรื่องหนึ่ง เอาเป็นว่าถ้าผลออกมาผิดก็โยนความผิดให้ AI ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

ตอนสอนสัมมนาให้กับนิสิตผมก็บอกนิสิตเสมอว่า "พูดอย่างไรให้คนฟังเชื่อโดยไม่คิดนั้นผมสอนไม่เป็นหรอก แต่ถ้าเป็นเรื่องฟังอย่างไรไม่ให้ถูกหลอก ตรงนี้พอให้คำแนะนำได้" แต่การฟังอย่างไรไม่ให้ถูกหลอกนั้นผู้ฟังต้องมีความรู้พื้นฐานในด้านนั้นดีในระดับหนึ่ง และควรต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อมองหาความขัดแย้งหรือความไม่ปรกติที่อาจหลบซ่อนอยู่

สำหรับวันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก ถือว่าเป็นเรื่องราวส่งท้ายชีวิตการรับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย