แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำมันเตา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำมันเตา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เพลิงไหม้จากน้ำมันเตารั่วระหว่างเก็บตัวอย่าง MO Memoir : Wednesday 17 December 2568

"การรั่วของน้ำมันเบนซิน (gasoline) กับน้ำมันเตา (fuel oil) อันไหนอันตรายกว่ากัน"

คำถามข้างบนผมถามเป็นประจำกับนิสิตที่เรียนวิชาเกี่ยวกับความปลอดภัย และคำตอบที่ได้ก็แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้ตอบนั้นมีประสบการณ์อย่างไร

เวลาที่มีการพูดถึงอันตรายจากเพลิงไหม้ที่เกิดจากการรั่วไหลของเชื้อเพลิง คนส่วนใหญ่ (หรือเกือบทั้งหมด) มักจะดูค่าอุณหภูมิจุดวาบไฟ (flash point) ซึ่งเป็นอุณหภูมิต่ำสุดที่ทำให้เชื้อเพลิงนั้นสามารถระเหยกลายเป็นไอในปริมาณที่มากพอที่เมื่อผสมกับอากาศแล้วจะสามารถลุกติดไฟได้ โดยมักจะมองว่าสารยิ่งมีอุณหภูมิจุดวาบไฟที่ต่ำ ก็ยิ่งมีอันตรายจากเพลิงไหม้สูงเมื่อเกิดการรั่วไหล

แต่ในทางปฏิบัติเช่นในโรงงานอุตสาหกรรมที่เชื้อเพลิงเหล่านั้นมีอุณหภูมิสูง หรือมีพื้นผิวที่มีอุณหภูมิสูงอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ (เช่นท่อไอน้ำ) เชื้อเพลิงที่มีอุณหภูมิจุดวาบไฟที่สูง กลับเกิดการลุกไหม้ได้ง่ายเพียงแค่มันรั่วไหลออกมาสัมผัสกับอากาศหรือพื้นผิวที่ร้อนเหล่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะมันมีค่าอุณหภูมิจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเองหรือ auto-ignition temperature ที่ต่ำ ดังนั้นแม้ว่าเชื้อเพลิงที่รั่วออกมานั้นจะเป็นของเหลวและมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดวาบไฟของมัน แต่เมื่อพบกับพื้นผิวที่มีอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเองมันก็จะลุกติดไฟได้ และถ้ามันมีอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเอง มันก็จะลุกติดไฟทันทีเมื่อสัมผัสกับอากาศภายนอก

รูปที่ ๑ ระบบเก็บตัวอย่างที่เกิดเหตุ

น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิงที่มีค่าอุณหภูมิจุดวาบไฟที่ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตา ในขณะที่น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตามีค่าอุณหภูมิจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเองต่ำกว่าเบนซินมาก โดยเฉพาะน้ำมันเตาที่ต้องให้ความร้อนให้มีอุณหภูมิสูงพอเพื่อให้มันมีสถานะเป็นของเหลวจะได้ส่งไปตามระบบท่อด้วยการใช้ปั๊มได้ ดังนั้นเวลาที่มันรั่วไหลออกมาก็มักจะเกิดไฟลุกไหม้ทันที ซึ่งแตกต่างจากพวกที่มีอุณหภูมิจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเองสูง (เช่นน้ำมันเบนซินและแก๊สหุงต้ม)

และเรื่องที่นำมาเล่าในวันนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากน้ำมันเตา

เรื่องที่นำมาเล่าในวันนี้นำมาจากบทความเรื่อง "Fire of a fuel oil fraction during sampling at a vacuum distillation unit" (https://www.shippai.org/fkd/en/cfen/CC1200091.html) เป็นเหตุการณ์เกิดที่เมือง Mie ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ค.. ๑๙๙๖ (.. ๒๕๓๙) โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเก็บตัวอย่างน้ำมันเตาจากหอกลั่นสุญญากาศ

หมายเหตุ : การกลั่นน้ำมันดิบจะใช้หอกลั่น ๒ หอ โดยหอกลั่นหอแรกจะเป็นการกลั่นที่ความดันบรรยากาศ การกลั่นครั้งแรกนี้จะแยกเอาน้ำมันเบาต่าง ๆ ออกไปก่อน (คร่าว ๆ คือพวกที่มีจุดเดือดระดับดีเซลและต่ำกว่า) จากนั้นจึงเอาน้ำมันหนักส่วนที่เหลือที่เป็นพวกโมเลกุลขนาดใหญ่ไปกลั่นแยกในหอกลั่นที่สองที่เป็นการกลั่นภายใต้สุญญากาศ (ในความเป็นจริงคือความดันต่ำกว่าความดันบรรยากาศปรกติ) ก็เพื่อให้น้ำมันโมเลกุลใหญ่เหล่านี้ระเหยกลายเป็นไอได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้อุณหภูมิที่สูง การกลั่นครั้งที่สองนี้จะแยกเอาน้ำมันหนักออกเป็นส่วนต่าง ๆ เช่น น้ำมันดีเซล น้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเตาเกรดต่าง ๆ และยางมะตอย

ระบบเก็บตัวอย่าง (รูปที่ ๑) ประกอบด้วยท่อขนาด 3/4 นิ้วที่แยกออกมาจากท่อหลักขนาด 6 นิ้ว น้ำมันเตาในท่อนั้นมีอุณหภูมิ 300ºC (อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเอง) และจะกลายเป็นของแข็งเมื่อเย็นตัวลง ดังนั้นจึงต้องให้ความร้อนแก่ท่อเก็บตัวอย่าง (sample line) ด้วยการพันท่อไอน้ำไปรอบ ๆ (ท่อ steam tracer) มีวาล์วขนาด 3/4 นิ้ว 1 ตัว (1) ปิดกั้นท่อเก็บตัวอย่างจากท่อหลัก และมีวาล์ว 3/4 นิ้วอีก 1 ตัว (2) ปิดกั้นระหว่างท่อเก็บตัวอย่างกับเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (4 - Sample cooler) น้ำมันจะไหลในท่อของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนลงสู่จุดรองรับตัวอย่างด้านล่างที่มีวาล์ว 3/4 นิ้วอยู่อีก 1 ตัว (5) โดยด้านนอกของท่อน้ำมันจะสามารถให้ไอน้ำ (3.5 kg/cm2 steam อุณหภูมิประมาณ 148ºC) หรือน้ำ (industrial water) ไหลเข้ามาเพื่อให้ความร้อนหรือหล่อเย็น (เพื่อให้น้ำมันเตาในท่อไหลได้โดยมีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเอง) นอกจากนี้ระหว่างวาล์ว (1) และ (2) ยังมีท่อไอน้ำต่อเข้าไป (5) เพื่อใช้สำหรับไล่น้ำมันที่ค้างอยู่ในท่อเก็บตัวอย่าง เพื่อไม่ให้น้ำมันที่ค้างอยู่นั้นแข็งตัวซึ่งจะทำให้ท่อเก็บตัวอย่างอุดตัน

ในวันที่เกิดเหตุนั้นโอเปอร์เรเตอร์เข้าไปเก็บตัวอย่างน้ำมันเตา แต่เมื่อเปิดวาล์วพบว่ามีน้ำมันไหลออกมาเพียงเล็กน้อย จึงได้ทำการเปิดวาล์วให้มากขึ้น (บทความใช้คำว่าอย่างไม่ระมัดระวัง) ทันใดนั้นน้ำมันก็พุ่งออกมาทันทีจนล้นอ่างรองรับน้ำมันและลุกติดไฟทันทีเนื่องจากอุณหภูมิน้ำมันสูงกว่าอุณหภูมิจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเอง ประมาณว่าน้ำมันได้รั่วไหลออกมาประมาณ 200 ลิตรก่อนที่จะดับเพลิงได้

สาเหตุที่ทำให้ท่ออุดตันเป็นเพราะในการเก็บตัวอย่างก่อนหน้านั้นไม่ได้ทำการไล่ (purging) น้ำมันที่ค้างอยู่ในท่อออกให้หมด เมื่อเย็นตัวลงน้ำมันที่ค้างอยู่ก็เลยอุดตันท่อ เมื่อเปิดให้น้ำมันใหม่เข้ามา ความร้อนจากน้ำมันใหม่ก็ทำให้น้ำมันที่แข็งตัวอยู่ในท่อละลาย ประกอบด้วยวาล์วเก็บตัวอย่างที่เปิดกว้างอยู่เลยทำให้น้ำมันพุ่งออกมาแรง นอกจากนี้ในการเก็บตัวอย่างยังไม่ได้ใช้ Sample cooler ในการลดอุณหภูมิน้ำมันให้ต่ำกว่าอุณหภูมิจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเองก่อน จึงทำให้น้ำมันที่รั่วออกมานั้นลุกติดไฟทันที

อันที่จริงมีเหตุการณ์หลายกรณีที่ให้คำแนะนำว่า วาล์วเก็บตัวอย่างควรเป็นชนิดที่ต้องใช้แรงในการเปิดวาล์วต้านแรงสปริง (ที่เรียกว่า spring loaded หรือ deadman spring return) ที่เมื่อปล่อยมือแรงสปริงจะทำให้วาล์วปิด การรั่วไหลก็จะหยุด

เรื่องเล่าในวันนี้ก็จบเพียงเท่านี้

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2567

เมื่อ erosion, thermal stress และ vibration มาอยู่รวมกัน MO Memoir : Monday 7 October 2567

แว่วมาว่าเหตุการณ์แก๊สรั่วไหลแล้วตามด้วยเพลิงไหม้ที่โรงงานแห่งหนึ่งเมื่อปลายเดือนที่แล้วเกิดจาก erosion ตรงข้องอ ที่ทำให้ผนังข้องอบางจนรับความดันภายในไม่ได้ มันก็เลยทะลุ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็คล้ายกับที่เกิดที่โรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ที่ได้ยินมาว่าการรั่วไหลเกิดที่ข้องอ เพราะเกิด erosion จนผนังข้องอบาง ซึ่งในกรณีนี้ก็ได้ยินมาว่ามีการตรวจพบปัญหานี้ก่อนหน้าแล้ว และเตรียมที่จะทำการเปลี่ยนเมื่อถึงกำหนดหยุดเดินเครื่อง แต่มันชิงพังเสียก่อน

ส่วนที่ว่าสาเหตุที่แท้จริงของสองเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไร ทางผมเองก็คงไม่สามารถยืนยันได้ คงต้องให้ผู้ที่ทำงานในสองโรงงานดังกล่าวตรวจสอบกันเอง

blog นี้ได้นำเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุโรป ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มานำเสนอหลายเหตุการณ์แล้ว มาคราวนี้ขอนำเอาเรื่องที่เกิดในอินเดียมาเล่าบ้าง อันที่จริงบทความต้นฉบับไม่มีการระบุว่าเกิดที่ไหนและเมื่อใด แต่เป็นเรื่องที่รวบรวมไว้โดย Oil Industry Safety Directorate ของประเทศอินเดีย (https://www.oisd.gov.in/archived-case-studies) ในหัวข้อเรื่อง "Case study on fire incident at VGO-HDT unit" ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศอินเดีย เนื้อหาในบทความกล่าวว่าหน่วยผลิตดังกล่าวเริ่มเดินเครื่องในปีค.ศ. ๒๐๑๒ แต่บทความนี้มีการ upload เข้า web site ในเดือนกันยายนปีค.ศ. ๒๐๑๔ แสดงว่าการพังนั้นมันเกิดขึ้นรวดเร็วเหมือนกัน โดยสาเหตุของการพังคาดว่าเป็นการผสมกันของ thermal stress, erosion และ vibration

แต่ก่อนอื่นเรามาลองทำความรู้จักกระบวนการผลิตเพื่อที่จะเข้าใจที่มาของศัพท์บางคำก่อนดีกว่า

รูปที่ ๑ แผนผังหน่วย Vacuum Gas Oil Hydrotreating (VGO-HDT) ภาพต้นฉบับในบทความชี้จุดเกิดเหตุ (Location of explosion) ว่าอยู่ก่อนจุดผสมระหว่างสายร้อนและสายเย็น (จุด A) แต่ในเนื้อหาบอกว่าอยู่ถัดจากจุดผสม ซึ่งเป็นตำแหน่ง B

การกลั่นน้ำมันดิบจะใช้หอกลั่น 2 หอ หอกลั่นหอแรกเป็นการกลั่นที่ความดันบรรยากาศ หอนี้จะกลั่นแยกเอาน้ำมันเบา (คือพวกมีจุดเดือดต่ำ) ออกมาก่อน น้ำมันส่วนที่เหลือที่ออกทางก้นหอกลั่น (พวกมีจุดเดือดสูง) จะเข้าสู่หอกลั่นหอที่สองที่ทำการกลั่นที่สุญญากาศ (ในความเป็นจริงคือความดันต่ำกว่าบรรยากาศ) การที่ลดความดันก็เพื่อให้น้ำมันนั้นเดือดได้ที่อุณหภูมิที่ต่ำลง และยังป้องกันไม่ให้โมเลกุลน้ำมันแตกออกเป็นโมเลกุลเล็กลงถ้าใช้อุณหภูมิที่สูงในการกลั่น น้ำมันกลุ่มนี้จะอยู่ในส่วนของพวกส่วนที่มีจุดเดือดช่วงของน้ำมันดีเซลและพวกที่มีจุดเดือดสูงกว่า

ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ได้จากการกลั่นในหอกลั่นสุญญากาศนี้มีชื่อเรียกหลากหลาย เช่น gas oil, fuel oil, distillate โดยอาจมีคำนำหน้าชื่อพวก ligh, heavy ประกอบ คำว่า light หรือ heavy ตรงนี้มันไม่เกี่ยวข้องกับความหนาแน่น แต่เป็นตัวบอกว่าเป็นน้ำมันส่วนมีจุดเดือดต่ำ (light) หรือน้ำมันที่มีจุดเดือดสูง (heavy) เนื่องจากหอกลั่นนั้นเป็นหอตั้งตรงในแนวดิ่ง พวกที่มีจุดเดือดต่ำจะลอยขึ้นบน (ที่มาของคำว่า light) ในขณะที่พวกที่มีจุดเดือดสูงจะอยู่ทางด้านล่างของหอ (ที่มาของคำว่า heavy)

เรื่องที่นำมาเล่าในวันนี้เกี่ยวข้องกับ Vacuum Gas Oil (VGO) ซึ่งก็คือน้ำมันที่ได้มาจากหอกลั่นสุญญากาศ น้ำมันในส่วนนี้จะมีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่ มีโครงสร้างที่มีความไม่อิ่มตัว (C=C) อยู่มาก และมักมีสารประกอบกำมะถัน (S) ปะปนอยู่มาก ในการนำไปใช้งานนั้น ถ้าต้องการนำไปทำให้โมเลกุลแตกออกเป็นโมเลกุลเล็กลง (เช่นเปลี่ยนเป็นน้ำมันเบนซิน) ก็ต้องกำจัดพันธะไม่อิ่มตัวทิ้งก่อน (เปลี่ยนพันธะ C=C เป็น C-C) ด้วยการเติมไฮโดรเจน เพื่อให้โมเลกุลแตกตัวได้ง่ายขึ้น หรือเพื่อลดปัญหามลพิษจากสารประกอบกำมะถัน ก็ต้องกำจัดอะตอมกำมะถันออกก่อนโดยใช้ไฮโดรเจนดึงออกมาในรูป H2S เนื่องจากหน่วยเหล่านี้มีการใช้ไฮโดรเจนในการปรับสภาพ จึงมีชื่อเรียกรวม ๆ ว่า Hydrotreating (HDT)

รูปที่ ๑ เป็นแผนผังการทำงานของหน่วยที่เกิดเหตุ น้ำมันที่จะนำมาปรับสภาพจะไหลเข้ามายัง feed surge drum V-002 ก่อน ถังนี้ทำหน้าที่ลดความผันผวนของน้ำมันที่ไหลเข้าระบบ กล่าวคือปั๊ม P-001A/B จะทำงานที่สภาวะคงที่ ถ้าน้ำมันไหลเข้ามามากกว่าอัตราการสูบออกของปั๊ม น้ำมันนั้นก็จะสะสมไว้ใน V-002 และถ้าน้ำมันไหลเข้ามาน้อยกว่าอัตราการสูบออกของปั๊ม ปั๊มก็จะดึงเอาน้ำมันที่สะสมเอาไว้ไปใช้ ซึ่งเป็นการลดความผันผวนให้กับหน่วย HDT

ปฏิกิริยา hydrotreating ใช้อุณหภูมิที่สูง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้ความร้อนแก่ VGO ก่อนด้วยเตาเผา F-001 ก่อนส่งไปทำปฏิกิริยาที่ R-001 และ R-002 น้ำมันร้อนที่ออกจาก R-002 จะถูกทำให้เย็นตัวลง แต่เพื่อที่จะประหยัดการใช้พลังงานจึงนำเอาความร้อนของน้ำมันที่ออกมาก R-002 นี้ไปถ่ายเทให้กับน้ำมันที่จะไหลเข้าเตาเผา F-001 ด้วยเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนจำนวน 7 เครื่อง โดยมีการผสม recycle gas (หลัก ๆ ก็คือไฮโดรเจนที่ต้องใช้ในการทำปฏิกิริยา) ให้กับน้ำมันที่จะเข้าสู่กระบวนการ HDT ก่อนที่น้ำมันนี้จะไหลเข้าสู่เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนตัวแรก E-001A

ปฏิกิริยาเติมไฮโดรเจนหรือกำจัดกำมะถันนั้นเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน ซึ่งปฏิกิริยาคายความร้อนมีแนวโน้มที่จะเร่งตนเอง (อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเพิ่มสูงขึ้น) ในกรณีเช่นนี้วิธีการหนึ่งในการควบคุมอุณหภูมิคือการลดอุณหภูมิด้านขาเข้า ซึ่งในกระบวนการนี้ทำโดยการ bypass น้ำมันส่วนหนึ่งไม่ให้ไหลเข้าเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน โดยให้ไปผสมกับน้ำมันที่ไหลผ่านเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า) ทางด้านขาออกของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนตัวที่ 7 E-001G

การตรวจสอบหลังเกิดเหตุพบว่า ใน operating manual, process flow diagram (PFD) และ piping and instrumentation diagram (P&ID) แสดงเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนไว้ 6 ตัว โดยไม่มีหลักฐานปรากฏว่าตัวที่ 7 นั้นมีการติดตั้งเมื่อใด

ท่อที่ไหลผ่านเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนมีขนาด 20 นิ้ว ส่วนท่อ bypass มีขนาด 8 นิ้ว การผสมสายเย็นของท่อ bypass เข้ากับสายร้อนที่มาจากเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า "Quill" (ดูรูปที่ ๒) ที่มีลักษณะเป็นท่องอฉีดของเหลวเข้าไปตรงกลางท่อใหญ่ ในทิศทางเดียวกับการไหลของของเหลวในท่อใหญ่ (ถ้าใช้ google หาความหมายของคำว่า quill จะไปลงที่ปากกาขนนก แต่ถ้าใช้ quill mixer จะหมายอุปกรณ์ฉีดสารเคมี)

รูปที่ ๒ การผสมสายเย็นจากท่อ bypass เข้ากับสายร้อนที่มาจากเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน และตำแหน่งท่อที่เสียหาย

ในช่วงตั้งแต่เริ่มเดินเครื่องจนถึงเวลาก่อนเกิดเหตุ หน่วยผลิตนี้มีการหยุดเดินเครื่องและเริ่มเดินเครื่องใหม่หลายครั้ง ทำให้เกิด thermal shock และ thermal stress หลายครั้งในหน่วยนี้ที่ทำงานที่ความดันและอุณหภูมิสูง ข้อมูลที่บันทึกไว้ก่อนเกิดเหตุแสดงว่าการทำงานเป็นปรกติ เว้นแต่อัตราการไหลของสาย bypass โดยก่อนเกิดเหตุนั้นหน่วยผลิตเดินเครื่องอยู่ที่ 453 m3/hr ในขณะที่ระบบออกแบบไว้ที่ 416 m3/hr (ประมาณ 109% ของค่าที่ออกแบบไว้) อัตราการไหลผ่านเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนอยู่ที่ประมาณ 265 m3/hr โดยที่เหลือนั้นไหลผ่านเส้น bypass (188 m3/hr หรือประมาณ 41.5% ของอัตราการไหลรวมซึ่งจัดว่าสูง) ด้วยอัตราการ bypass ที่สูงทำให้อุณหภูมิก่อนเข้าเตาเผาสูงเพียง 312ºC แทนที่จะเป็น 344ºC จึงส่งผลให้เตาเผาต้องมี heat load เพิ่มขึ้น

ข้องอแรกด้าน downstream ของ quill ถูกรองรับไว้ด้วยท่อเหล็กที่ปลายด้านหนึ่งถูกเชื่อมยึดเข้ากับข้องอ ส่วนปลายด้นพื้นถูกยึดตรึงไว้กับพื้นโดยไม่สามารถขยับได้

ท่อขนาดใหญ่จะมีตัว support รองรับน้ำหนักท่อถ่ายลงพื้น เพื่อไม่ให้ตัวเส้นท่อนั้นต้องแบบรับน้ำหนักท่อ ในกรณีของท่อที่ร้อนนั้น เมื่อท่อร้อนจะมีการขยายตัว ดังนั้นการติดตั้ง support รองรับท่อต้องยอมให้ท่อนั้นขยายตัวในแนวยาวได้ ถ้าปลาย support ด้านท่อถูกเชื่อมติดกับตัวท่อ ส่วนที่วางบนพื้นก็ต้องไม่ถูกยึดตรึง แต่จะถูกประคองไว้ไม่ให้เคลื่อนตัวออกทางด้านข้าง ให้เคลื่อนตัวได้เฉพาะในทิศทางการขยายตัวของท่อเท่านั้น อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมบน blog ได้ในเรื่อง "การเผื่อการขยายตัวของท่อร้อน" MO Memoir ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๑: Sunday 25 February 2561"

จากการตรวจสอบการออกแบบ quill นั้นพบว่า ระยะทางระหว่าง quill ถึงข้องอหรือแยกตัว T ตัวแรกนั้นควรต้องมีระยะไม่ต่ำกว่า 10 เท่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อ อย่างเช่นในกรณีนี้เป็นท่อขนาด 20 นิ้ว ดังนั้นระยะทางดังกล่าวควรมีค่าเท่ากับ 200 นิ้ว แต่ในความเห็นจริงนั้นระยะนี้ยาวเพียงแค่ 40 นิ้วเท่านั้น

สายร้อนที่มาจากเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (ที่มีการผสมแก๊สไฮโดรเจนเข้าไปแล้ว) ควรจะมีอุณหภูมิสูงพอที่จะทำให้น้ำมันนั้นกลายเป็นไอหมด แต่เมื่อผสมเข้ากับสาย bypass ที่เย็นกว่าในสัดส่วนที่สูง จึงทำให้น้ำมันที่เย็นกว่าที่ฉีดเข้ามาทาง quill นั้นใช้เวลาในการระเหยกลายเป็นไอ จึงทำให้เกิดการไหลแบบสองเฟส (ของเหลว + แก๊ส) แบบปั่นป่วนทางด้านขาออกของ quill ทำให้เกิด thermal stress ในท่อช่วงดังกล่าว (เนื้อโลหะสัมผัสของเหลวที่เย็นและไอที่ร้อนสลับไปมา)

การที่ต้องมีส่วนที่เป็นท่อตรงทางด้าน downstream ของ quill ก็เพื่อให้ของเหลวเย็นที่ฉีดเข้ามานั้นระเหยจนหมดกลายเป็นไอ ถ้าท่อช่วงนี้สั้นเกินไปก็จะมีของเหลวที่ยังไม่ระเหยพุ่งเข้าปะทะกับตัวข้องอ รูปแบบนี้น่าจะคล้ายกับการเกิด water hammer ในท่อไอน้ำที่มีน้ำที่ควบแน่นไหลอยู่ภายใน และการเข้าปะทะนี้จะทำให้ท่อเกิดการสั่น

ทางด้าน downstream ของ quill ก่อนถึงข้องอข้อแรกมีท่อ drain ขนาด 3/4 นิ้วติดตั้งอยู่ ซึ่งหลังเกิดเหตุพบว่าท่อนี้ฉีกขาดออกไป (ตำแหน่งในรูปที่ ๒) พึงสังเกตว่าท่อ drain ตรงนี้ใช้ระบบ double block valve ทั้งนี้เพราะเป็นท่อความดันสูงและอุณหภูมิสูง

จุดเริ่มต้นของการรั่วไหลมีการพิจารณาความเป็นไปได้อยู่ 2 สมมุติฐานด้วยกัน สมมุติฐานแรกคือท่อหลัก 20 นิ้วเกิดความเสียหายเนื่องจากการต้องรับทั้ง erosion (ผลของการไหลแบบสองเฟส), thermall stress (การที่ท่อไม่สามารถยืดตัวได้อย่างอิสระเพราะถูกยึดตรึงเอาไว้กับพื้น) และ vibration (ผลของการไหลแบบสองเฟส) ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน สมมุติฐานที่สองคือท่อ drain เกิดความเสียหายก่อน (ผลจาก thermal stress และ vibration) ทำให้เกิดการรั่วไหล จากนั้นจึงตามด้วยการระเบิดภายในท่อ สมมุติฐานอันหลังนี้ดูแปลก ๆ นิดนึง การระเบิดจะเกิดขึ้นภายในท่อได้ก็ต่อเมื่อในท่อนั้นมันมีอากาศอยู่ แต่ด้วยการที่ภายในท่อมีความดันสูง ดังนั้นน้ำมันและไฮโดรเจนจะฉีดพุ่งออกมาข้างนอกโดยที่อากาศไม่สามารถแพร่เข้าไปได้

(พวกน้ำมันดีเซล น้ำมันเตา เป็นพวกที่มี autoignition temperature ไม่สูง (ค่าประมาณ 200ºC ขึ้นไป) ดังนั้นเมื่อน้ำมันร้อนเหล่านี้รั่วไหลออกมาเจอกับอากาศ ก็จะลุกติดไฟได้เองทันที่โดยไม่ต้องมีความร้อน เปลวไฟ หรือประกายไฟช่วยให้เกิดการลุกไหม้)

รูปที่ ๓ บทความต้นฉบับไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ กับรูปนี้ แต่ดูแล้วเห็นว่าตัวที่อยู่ด้านล่างขวาของรูปน่าจะคือ Quill

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

เพลิงไหม้จากน้ำมันเตาหยดลงบนหม้อน้ำ MO Memoir : Friday 17 February 2566

ลองตอบคำถาม ๒ ข้อนี้เล่น ๆ กันก่อนไหมครับ

ข้อที่ ๑ ระหว่างน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ที่รั่วออกมาจากถังน้ำมันที่เก็บน้ำมันที่อุณหภูมิห้อง ไหลลงสู่พื้นคอนกรีต อันไหนมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเพลิงไหม้มากกว่ากัน

ข้อที่ ๒ ระหว่างน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ที่รั่วออกมาจากถังน้ำมันที่เก็บน้ำมันที่อุณหภูมิห้อง ไหลลงไปบนท่อไอน้ำที่มีอุณหภูมิ 250ºC อันไหนมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเพลิงไหม้มากกว่ากัน

ในการพิจารณาว่าสารเคมีหรือเชื้อเพลิงตัวไหนมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเพลิงไหม้ได้ง่ายเมื่อมีการรั่วไหลออกสู่อากาศ มีพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องที่สำคัญอยู่ด้วยกัน 2 พารามิเตอร์คือ อุณหภูมิจุดวาบไฟ (Flash point) และอุณหภูมิลุกติดไฟได้ด้วยตนเอง (Autoignition temperature)

อุณหภูมิจุดวาบไฟนั้นคืออุณหภูมิต่ำสุดที่ทำให้ของเหลวระเหยกลายเป็นไอจนมีความเข้มข้นมากพอที่จะลุกติดไฟได้ถ้ามีแหล่งพลังงาน (เช่น เปลวไฟ, ประกายไฟ) มากระตุ้น ส่วนอุณหภูมิลุกติดไฟได้ด้วยตนเองนั้นเป็นอุณหภูมิที่ตัวเชื้อเพลิงเองเมื่อสัมผัสกับอากาศก็จะเกิดการลุกติดไฟได้เองทันที โดยไม่มีต้องเปลวไฟหรือประกายไฟมาช่วยจุดระเบิด

อันที่จริงยังมีอุณหภูมิจุดติดไฟ (Fire point) อีกตัวหนึ่ง ค่านี้จะอยู่ใกล้กับหรือสูงกว่าจุดวาบไฟอยู่ไม่มาก คือกลไกการลุกไหม้นั้นความร้อนจากเปลวไฟที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งจะส่งลงมายังเชื้อเพลิงที่ยังเป็นของเหลวอยู่ เพื่อให้เชื้อเพลิงนั้นระเหยขึ้นไปทดแทนส่วนที่ถูกเผาไหม้ไป ถ้าอัตราการระเหยต่ำกว่าอัตราการเผาไหม้ เปลวไฟก็จะดับ ในกรณีของจุดวาบไฟนั้น ความร้อนจากเปลวไฟที่เกิดขึ้นไม่สามารถเพิ่มอัตราการระเหยของเชื้อเพลิงให้ทันกับการเผาไหม้ ก็จะเกิดเปลวไฟลุกไหม้ขึ้นแล้วก็ดับไป แต่ถ้าเป็นกรณีของจุดติดไฟนั้น อัตราการระเหยของเชื้อเพลิงที่ได้รับพลังงานจากสิ่งแวดล้อม รวมกับที่ได้จากเปลวไฟที่ลุกไหม้อยู่นั้น จะสามารถชดเชยอัตราการเผาไหม้ได้ทันเวลา ไฟก็จะลุกติดอย่างต่อเนื่อง

ในกรณีของแก๊สจะมีเรื่องของความหนาแน่นเข้ามาร่วมวงอีก แก๊สที่ติดไฟได้ง่ายแต่เบากว่าอากาศมากเช่นไฮโดรเจน เมื่อรั่วไหลออกมาจะมีแนวโน้มที่จะฟุ้งกระจายออกไปโดยไม่สะสมจนมีความเข้มข้นสูงพอที่จะลุกติดไฟได้ ก็ถือได้ว่ามีความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับพวกไฮโดรคาร์บอน

เชื้อเพลิงที่มีอุณหภูมิจุดวาบไฟต่ำแต่อุณหภูมิลุกติดไฟได้ด้วยตนเองสูงนั้น ถ้าอุณหภูมิของเชื้อเพลิงเองสูงกว่าจุดวาบไฟแต่ต่ำกว่าจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเอง เมื่อรั่วไหลออกมาจะยังไม่ลุกติดไฟจนกว่าจะพบกับเปลวไฟ ประกายไฟ หรือพื้นผิวที่มีอุณหภูมิสูงกว่าจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเองของมัน

ส่วนเชื้อเพลิงที่มีอุณหภูมิจุดวาบไฟสูงแต่อุณหภูมิจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเองต่ำ ถ้าอุณหภูมิของเชื้อเพลิงนั้นต่ำกว่าจุดวาบไฟ เชื้อเพลิงที่รั่วไหลออกมาจะไม่สามารถผลิตไอที่มีความเข้มข้นสูงพอที่จะเกิดการลุกไหม้ได้ แต่ถ้าเชื้อเพลิงนั้นเมื่อรั่วไหลออกมาได้ไปพบกับพื้นผิวที่มีอุณหภูมิสูงกว่าจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเอง เชื้อเพลิงนั้นก็จะเกิดการลุกไหม้ได้ทันที และถ้าอุณหภูมิของเชื้อเพลิงที่รั่วไหลออกมานั้นนั้นสูงกว่าจุดลุกติดไฟได้ด้วยตนเอง เชื้อเพลิงรั่วไหลออกมาก็จะลุกติดไฟได้ทันที

การจุดระเบิดของน้ำมันดีเซลในเครื่องยนต์ดีเซลเกิดจากการที่น้ำมันดีเซลมีอุณหภูมิลุกติดไฟได้ด้วยตนเองต่ำ ดังนั้นเมื่อฉีดน้ำมันดีเซลเข้าไปในอากาศร้อนที่เกิดจากการอัดของกระบอกสูบ น้ำมันดีเซลก็จะลุกติดไฟทันที

เรื่องที่นำมาเล่าในวันนี้นำมาจากบทความเรื่อง "Fire of gas oil leaked from a drain plug of a 3/8 inch Y type strainer for ignition of a boiler at a power generator" ที่เป็นกรณีเพลิงลุกไหม้จากน้ำมันเตาที่รั่วและหยดลงไปบนหม้อน้ำ (ดาวน์โหลดได้ที่ https://www.shippai.org/fkd/en/cfen/CC1000156.html) โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ปีค.ศ. ๑๙๙๕ (พ.ศ. ๒๕๓๘)


รูปที่ ๑ รูปบนสุดแสดงตำแหน่งติดตั้ง burner โดยรูปซ้ายเป็นภาพเมื่อมองจากด้านบนและรูปขวาเป็นภาพที่มองจากทางด้านหน้า (ตรงบริเวณชั้น ๓ และ ๔) รูปกลางแสดงตำแหน่งติดตั้ง strainer (ตัวกรอง) ที่เกิดการรั่วไหล โดยอยู่บนชั้นที่ ๔ ส่วนรูปล่างสุดแสดงโครงสร้างของ strainer และปะเก็นที่เกิดการฉีกขาด

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่หม้อน้ำหมายเลข 4 ที่เริ่มเดินเครื่องเมื่อเวลา ๖.๐๐ น โดยเวลาประมาณ ๑๑.๑๒ น พนักงานรายหนึ่งสังเกตพบน้ำมันรั่วลงมาจากชั้นบนบนชั้นที่ ๓ ตามด้วยการพบว่ามีเพลิงลุกไหม้อยู่บนผนังหม้อน้ำที่ระดับชั้นที่ ๓ จึงได้ทำการดับเพลิงและหยุดเดินเครื่องฉุกเฉินหม้อน้ำหมายเลข 4

อุณหภูมิของผนังหม้อน้ำอยู่ที่ 320ºC ในขณะที่อุณหภูมิจุดลุกติดไฟได้เองของน้ำมันเตาที่รั่วนั้นอยู่ที่ประมาณ 240ºC จึงทำให้น้ำมันเตาที่รั่วออกมา (ที่แม้ว่าจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดลุกติดไฟได้เอง) เมื่อหยดไปสัมผัสกับผนังหม้อน้ำ จึงลุกไหม้ได้เองทันที (แต่ถ้าน้ำมันเตาที่รั่วออกมานั้นมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดลุกติดไฟได้เอง มันจะลุกไหม้ตรงจุดที่มันรั่วออกมาสัมผัสกับอากาศ)

จากการตรวจสอบพบว่ามีน้ำมันเตา (Gas oil) รั่วออกมาจาก drain plug ของ Y-type strainer (ตัวกรองรูปตัว Y ดังแสดงในรูปที่ ๑) และเมื่อตรวจสอบต่อไปก็พบว่าปะเก็น (packing) ตรงตำแหน่งดังกล่าวที่เป็นชนิด asbestos ฉีกขาด (น้ำมันเตา ภาษาอังกฤษมีการเรียกว่า Gas oil หรือ Fuel oil เป็นน้ำมันส่วนที่มีจุดเดือดสูงกว่าน้ำมันดีเซล ในบ้านเราแบ่งน้ำมันเตาออกเป็น ๕ ประเภทตามค่าความหนืด)

รูปที่ ๒ คำบรรยายเหตุการณ์ที่เกิด

Y-type strainer จะมีช่องสำหรับสอดไส้กรองและมีฝาปิดช่องสำหรับสอดไส้กรอง ตัวฝาปิดช่องใส่ไส้กรองนั้นอาจถูกยึดเข้ากับตัว strainer ด้วยข้อต่อเกลียวหรือเป็นแบบหน้าแปลน และในกรณีของ strainer ตัวใหญ่ ตัวฝาปิดช่องใส่ไส้กรองก็อาจมี drain hole ที่มี plug อุดอยู่ เพื่อไว้สำหรับระบายของเหลวที่ค้างอยู่ภายในออกมาก่อนที่จะถอดตัวฝาปิด ตัวที่เกิดเหตุที่รูปร่างดังแสดงในรูปที่ ๑ นั้นตัวฝาปิดเป็นแบบขันเกลียว การป้องกันการรั่วใช้ปะเก็นรูปร่างวงแหวนที่จะถูกขันอัดระหว่างตัวฝาปิดกับลำตัวของ strainer ถ้านึกภาพไม่ออกก็ให้ลองนึกภาพเวลาเราขันนอตและมีการใช้แหวนรองหัวนอต โดยขนาดของหัวนอตเท่ากับขนาดของแหวน ตัวแหวนรองจะถูกอัดอยู่ระหว่างหัวนอตและพื้นผิวที่เราขันนอตอัดลงไป

วัสดุที่นำมาใช้ทำปะเก็นนั้นต้องอ่อนกว่าพื้นผิวที่มันถูกอัด เพื่อที่มันจะได้ยุบตัวเข้าไปอุดกั้นความไม่เรียบของพื้นผิวที่บีบอัดมัน นอกจากนี้ยังต้องทนต่ออุณหภูมิของระบบและสารเคมีที่ไหลอยู่ในระบบด้วย แอสเบสตอส (asbestos) หรือแร่ใยหินเป็นวัสดุตัวหนึ่งที่ในอดีตมีการนำมาใช้ทำปะเก็นและฉนวนความร้อนกันอย่างแพร่หลายเนื่องจากมันทนอุณหภูมิได้สูงและเฉื่อยต่อการทำปฏิกิริยา แต่ปัจจุบันจะเลี่ยงไม่ใช้กันแล้วเนื่องจากอันตรายถ้าหายใจเอาใยหินนี้เข้าไป เพราะจะเข้าไปสะสมในปอดทำให้เกิดปัญหากับการทำงานของปอด

ปะเก็นจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อมันถูกกดด้วยความดันที่เหมาะสมและสม่ำเสมอตลอดทั้งพื้นที่หน้าตัด (อัดไม่แน่นก็รั่ว อัดแน่นเกินไปก็รั่วได้เช่นกัน) ปะเก็นที่ได้จากการขึ้นรูปจากวัสดุที่มีความอ่อนเช่นแอสเบสตอสและพอลิเมอร์ต่าง ๆ ให้เป็นรูปวงแหวนนั้นมีข้อเสียคือมันมีโอกาสฉีกขาดในแนวรัศมี ที่ทำให้เกิดช่องทางการรั่วไหลจากด้านในออกมาสู่ด้านนอกที่ขยายตัวกว้างขึ้นได้ ทำให้เกิดการรั่วไหลเพิ่มมากขึ้น

ในเหตุการณ์นี้พบว่าตัวฝาปิดช่องสอดไส้กรองนั้นถูกขันไว้ไม่แน่นพอ ทำให้แรงดันภายในท่อค่อย ๆ ดันให้น้ำมันรั่วซึมออกมาจนปะเก็นขาด หลังจากที่ทำการดับเพลิงได้แล้วจึงได้ทำการซ่อมแซมด้วยการเปลี่ยนไปโช้ปะเก็นโลหะทองแดงแทน

เราสามารถใช้โลหะที่มีความอ่อนกว่าพื้นผิวที่ต้องการปิดกั้นการรั่วซึมมาทำเป็นปะเก็นได้ ทองแดงเป็นโลหะตัวหนึ่งที่อ่อนกว่าเหล็กและทนอุณหภูมิสูงในระดับหนึ่งได้ดี จึงมีการนำมาใช้เป็นปะเก็นในงานที่ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาปะเก็นฉีกขาดในแนวรัศมีเช่นในกรณีนี้ (แต่อย่านำไปใช้กับระบบท่อที่มีอะเซทิลีนนะ เพราะม้นจะทำปฏิกิริยากันกลายเป็นสารประกอบที่ไม่เสถียรและระเบิดได้) ในกรณีของระบบที่มีความดันไม่มาก ตัวปะเก็นเองก็มีรูปร่างเป็นวงแหวนแบน แต่ถ้าเป็นกรณีของหน้าแปลนแบบ Ring Type Joint ที่ร่องสำหรับวางปะเก็น ตัวปะเก็นก็จะมีรูปร่างเป็นวงแหวนที่หนาที่มีรูปร่างพื้นที่หน้าตัดตามรูปร่างของร่องดังเช่นตัวอย่างที่นำมาแสดงในรูปที่ ๓ ข้างล่าง

รูปที่ ๓ ตัวอย่างรูปร่างพื้นที่หน้าตัดของปะเก็นโลหะ
(รูปจาก https://blog.enerpac.com/rtj-flange-ring-type-joint-definition-applications-and-repair/)

หวังว่าตอนนี้คงจะสามารถตอบคำถาม ๒ ข้อตอนต้นเรื่องได้แล้วนะ

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2563

เมื่อแบคทีเรียตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นตัวการทำให้ถังเก็บน้ำมันเตาระเบิด MO Memoir : Sundayday 20 September 2563

ช่วงที่ผ่านมานี้ (และอีกต่อไป) ที่เห็นไม่ได้เขียนลงหน้า blog บ่อยครั้งเหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะหมดเรื่องที่จะเขียน (เพราะเรื่องที่คิดว่าควรรีบเขียนเพื่อเผยแพร่ให้รู้ก็ได้รีบเขียนไปเกือบหมดแล้ว) และเหตุผลที่สองคือต้องมานั่งเตรียมเอกสารสำหรับการสอนออนไลน์ ซึ่งคาดว่าต่อไปคงจะได้ทำออกมาในรูปแบบหนังสือเรียนที่สามารถอ่านได้ทางออนไลน์

เรื่องที่นำมาเล่าในวันนี้เคยนำรูปมาใช้ประกอบการสอนวิชาเกี่ยวกับความปลอดภัยและการทำงานให้กับนิสิตปริญญาโทเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว มาวันนี้ก็เลยคิดว่าจะเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังเพราะเห็นมีบางประเด็นที่น่าสนใจที่แสดงให้เห็นการมองความเป็นไปได้อย่างรอบด้าน รายละเอียดต่าง ๆ ของเหตุการณ์นำมาจากรายงานของ H.E. Watts ที่เป็น Chief Inspector of Explosives จัดทำให้กับ Home Office ของประเทศอังกฤษ เป็นรายงานการสอบสวนเหตุการณ์ระเบิด (ตามด้วยไฟไหม้) ที่คลังเก็บน้ำมันที่ท่าเรือแห่งหนึ่งในรายงานที่มีชื่อว่า "Report on explosion and fire at Regent Oil Co. Ltd. premises Royal Edward dock, Avonmouth, Bristol on 7th September 1951" ส่วนรูปถ่ายนั้นนำมาจากหน้าเว็บของ The Institution of fire engineers. The international organisation for fire professionals" (https://www.ife.org.uk/Firefighter-Safety-Incidents/1951-regent-oil/38547) ตรงนี้ต้องขอหมายเหตุไว้นิดนึงตรงที่ การระเบิดนั้นเกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ ๖ กันยายน ๑๙๕๑ (ทั้งในรายงานการสอบสวนและจากหน้าเว็บต่างก็ระบุวันเดียวกัน) แต่ชื่อรายงานนั้นระบุวันที่ ๗ กันยายน ๑๙๕๑ เอาไว้ (ซึ่งเป็นวันที่ผู้สอบสวนได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่สอบสวน)

รูปที่ ๑ ภาพร่างเหตุการณ์ก่อนการระเบิด

เหตุการณ์เกิดในขณะที่กำลังทำการถ่ายน้ำมันเตาจากเรือบรรทุกเข้าสู่ถังเก็บ ท่อลำเลียงน้ำมันจากเรือเป็นท่อขนาด 10" แต่มีการลดขนาดลงเหลือ 6" ก่อนไหลเข้าถัง และไหลเข้าถังเก็บทางด้านบน โดยในขณะนั้นมีโอเปอร์เรเตอร์คนหนึ่งใช้ steel dip tape ที่มีตุ้มน้ำหนักทองเหลืองถ่วงปลายเพื่อทำการวัดระดับน้ำมันในถัง และอีกคนหนึ่งสังเกตการณ์อยู่ใกล้ ๆ ผลของการระเบิดทำให้โอเปอร์เรเตอร์ทั้งสองคนเสียชีวิต

น้ำมันเตาที่เรือลำเลียงมานั้นมีจุดวาบไฟ (flash point) อยู่ที่ 174ºF หรือประมาณ 79ºC ซึ่งจัดว่าสูงกว่าอุณหภูมิห้องมาก ดังนั้นจึงสามารถจัดเก็บในถังเก็บแบบ cone roof tank โดยไม่จำเป็นต้องใช้แก๊สเฉื่อยปกคลุม ดังนั้นที่ว่างระหว่างผิวของเหลวกับฝาถังจึงมีอากาศอยู่ ในวันที่เกิดเหตุนั้นอุณหภูมิอากาศสูงสุดอยู่ที่ 71ºF หรือประมาณ 22ºC ซึ่งจัดว่าต่ำกว่า จุดวาบไฟของน้ำมันเตามาก การที่เกิดระเบิดได้แสดงว่าบรรยากาศภายในถังนั้นมีไอระเหยของเชื้อเพลิงสูงพอจนสามารถติดไฟได้ถ้ามีแหล่งพลังงานกระตุ้น ดังนั้นคำถามแรกที่การสอบสวนต้องตอบให้ได้ก่อนก็คือ เชื้อเพลิงนั้นมาจากไหน

รูปที่ ๒ แผนผังถังเก็บน้ำมันที่เกิดระเบิด (ถังหมายเลข 13) และเส้นทางการเดินท่อส่งน้ำมันเข้าสู่ถัง ประเด็นหนึ่งที่คณะสอบสวนให้ความสนใจก็คือการที่ท่อมีขนาดเล็กลงจาก 10" เหลือ 6" และการที่น้ำมันไหลเข้าถังจากทางด้านบนโดยที่ปลายท่อเข้านั้นอยู่ที่ระดับฝาถัง

รูปที่ ๓ ภาพถ่ายบริเวณที่เกิดเหตุ รูปนี้นำมาจากเว็บ "The Institution of fire engineers. The international organisation for fire professionals"

จากการตรวจสอบข้อมูลน้ำมันที่เรือลำเลียงมานั้นพบว่า ในระหว่างการถ่ายน้ำมันลงเรือจากต้นทางที่บาห์เรน น้ำมันเบนซินเกิดการล้นช่องบรรจุที่ 8 และไหลเข้าสู่ช่องบรรจุน้ำมันเตาที่ 9 ที่อยู่ติดกัน (ตัวเรือมีการแบ่งส่วนออกเป็นหลายส่วนโดยมีผนังกั้นระหว่างกัน ทำให้สามารถบรรทุกน้ำมันได้หลายชนิดพร้อมกัน) ดังนั้นเมื่อเรือเดินทางมาถึงท่าที่อังกฤษ ทางกัปตันเรือก็ได้รายงานเหตุการณ์ดังกล่าวและขอให้ทางคลังน้ำมันทำการตรวจสอบน้ำมันที่บรรทุกมาว่ามีการปนเปื้อนหรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่าน้ำมันเบนซินในช่องบรรจุที่ 8 มีการปนเปื้อนน้ำมันเตาอย่างมาก ในขณะที่น้ำมันเตาในช่องบรรจุที่ 9 นั้นไม่มีปัญหาการปนเปื้อน (ในรายงานนั้นใช้คำว่า "motor spirit" ซึ่งเป็นศัพท์ที่ทางอังกฤษใช้กันเพื่อเรียกน้ำมันที่บ้านเราเรียกว่าน้ำมันเบนซิน)

การขนถ่ายน้ำมันจากเรือเข้าสู่ถังเก็บบนฝั่งนั้น เริ่มจากการถ่ายน้ำมันเบนซินปนเปื้อนจากช่องบรรจุที่ 8 เข้าสู่ถังก่อน จากนั้นจึงมีการถ่ายน้ำมันเตาจากช่องบรรจุที่ 9 เข้าสู่ถังหมายเลข 1 บนฝั่งตามมา ในระหว่างการถ่ายน้ำมันเตาจากเรือขึ้นสู่ฝั่งนั้น มีการเก็บตัวอย่างน้ำมันเตาในท่อลำเลียงไปวิเคราะห์ 2 ตัวอย่าง และตรวจพบว่าตัวอย่างน้ำมันเตาดังกล่าวมีจุดวาบไฟที่ 73ºF (หรือประมาณ 23ºC) และ 84ºF (หรือประมาณ 29ºC) จึงได้ทำการหยุดการถ่ายน้ำมันขึ้นฝั่ง และทำการเก็บตัวอย่างน้ำมันเตาในถังหมายเลข 1 ไปวัดจุดวาบไฟก็พบว่าน้ำมันเตาในถังหมายเลข 1 ดังกล่าวมีจุดวาบไฟที่ 160ºF (หรือประมาณ 71ºC) จึงมีการสรุปว่าน้ำมันเตาในถังหมายเลข 1 ไม่มีการปนเปื้อน (ทั้ง ๆ ที่ค่าจุดวาบไฟที่วัดจากท่าเรือต้นทางนั้นอยู่ที่ 174ºF หรือประมาณ 79ºC ซึ่งทางคณะสอบสวนเองก็ได้ตั้งข้อสังเกตตรงนี้ว่า การลดลงของอุณหภูมิจุดวาบไฟของน้ำมันในถังนั้นก็บ่งบอกว่าน้ำมันในถังมีการปนเปื้อนด้วยน้ำมันเบนซิน)

ช่วงเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงถัดมา มีการตัดสินใจถ่ายน้ำมันเตาจากเรือไปยังถังหมายเลข 13 บนฝั่ง และมีการเก็บตัวอย่างน้ำมันเตาในท่อ (ตรงบริเวณส่วนที่เป็น dead leg หรือท่อปลายตัน) ไปตรวจสอบ และพบว่าน้ำมันดังกล่าวมีจุดวาบไฟที่ 150ºF หรือประมาณ 66ºC (ซึ่งก็ยังจัดว่าสูงกว่าอุณหภูมิภายนอกอยู่มาก) ท่อลำเลียงน้ำมันไปยังถังหมายเลข 13 นี้ต้นทางเป็นท่อขนาด 10" แต่มีการลดขนาดลงเหลือ 6" ก่อนไหลเข้าถังจากทางด้านฝาถัง (รูปที่ ๒) การไหลเข้าถังนี้ปลายท่อขาออกไม่ได้ต่อลงมาจนถึงใกล้พื้นล่างของถัง แต่สิ้นสุดที่ฝาถัง ทำให้น้ำมันที่ไหลเข้านั้นตกอย่างอิสระลงสู่พื้นล่าง

ท่อ 6" มีพื้นที่หน้าตัดการไหลต่ำกว่าท่อ 10" ประมาณ 3 เท่า ดังนั้นความเร็วของการไหลในท่อ 6" ก็จะสูงกว่าท่อ 10" ประมาณ 3 เท่า และด้วยความเร็วการไหลที่สูงขึ้นก็ทำให้มีประจุไฟฟ้าสถิตย์สะสมในน้ำมันที่ไหลอยู่ในท่อได้ง่ายขึ้น ประกอบกับการไหลเข้าสู่ถังที่เป็นแบบให้ไหลตกลงมาอย่างอิสระ ก็เป็นการช่วยเพิ่มการเกิดประจุไฟฟ้าสถิตย์และทำให้เกิดละอองน้ำมันที่ติดไฟได้ง่ายขึ้น และทำให้น้ำมันเบนซิน (ที่มีจุดวาบไฟต่ำ) ที่ละลายปนเปื้อนอยู่ในน้ำมันเตานั้นระเหยออกมาได้ง่ายขึ้น

ด้วยการที่เกรงว่าน้ำมันจะล้นถัง จึงได้ให้โอเปอร์เรเตอร์คนหนึ่งคอยทำการวัดระดับน้ำมันในถังด้วยการใช้ steel dip tape หย่อนลงจากรู dipping orifice (รูปที่ ๒) ที่อยู่บนฝาถัง ตัว steel dip tape นี้เป็นเทปโลหะที่มีสเกลบอกระยะทาง โดยมีตุ้มน้ำหนักทองเหลืองถ่วงที่ปลาย การวัดระดับทำโดยการหย่อนเทปดังกล่าวลงไปในถังจนรู้สึกว่าตุ้มน้ำหนักนั้นลงไปสัมผัสกับพื้นล่างของถังแล้ว จากนั้นก็ดึงเทปกลับขึ้นมาดูว่าเทปนั้นมีน้ำมันเปียกจนถึงขีดความสูงเท่าใด ก็จะสามารถคำนวณหาปริมาณน้ำมันในถังได้

การหย่อน steel dip tape ลงทาง orifice นั้น ปลายด้านหนึ่งของ dip tape จุ่มอยู่ในน้ำมัน ในขณะที่อีกปลายหนึ่งนั้นโอเปอร์เรเตอร์เป็นคนถืออยู่ และด้วยการที่ dip tape นั้นไม่มีการสัมผัสกับส่วนที่เป็นโลหะของถังเก็บ (ที่ตัวถังนั้นควรต้องมีการต่อสายดินเพื่อระบายประจุไฟฟ้าสถิตย์ลงดิน) เทปโลหะของตัว dip tap จึงทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวเก็บประจุที่สามารถสะสมประจุไฟฟ้าไว้ในตัวมันได้

การตรวจสอบระบบท่อลำเลียงน้ำมันเตาและน้ำมันเบนซินทั้งที่อยู่ในตัวเรือและบนฝั่งก็ไม่พบความผิดปรกติ แสดงว่าการปนเปื้อนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายน้ำมันเบนซินและน้ำมันเตาขึ้นฝั่ง สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดที่ทางคณะสอบสวนสรุปก็คือเป็นการรั่วซึมผ่านรอยเชื่อมผนังที่กั้นระหว่างช่องเก็บน้ำมันหมายเลข 8 และ 9 ในตัวเรือ

รูปที่ ๔ ภาพถ่ายอีกภาพของบริเวณที่เกิดเหตุ รูปนี้นำมาจากเว็บ "The Institution of fire engineers. The international organisation for fire professionals" เช่นกัน

รูปที่ ๕ ภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ต้องใช้บันไดพาด tank bund เพื่อฉีดโฟมเข้าไปภายใน

การสอบสวนต่อมาพบว่า ถ้ามีน้ำมันเบนซินปนเปื้อนในน้ำมันเตา 2% ก็จะทำให้จุดวาบไฟของน้ำมันเตาลดลงเหลือ 84ºF (ประมาณ 29ºC) ได้ และถ้ามีน้ำมันเบนซินปนเปื้อน 3% อุณหภูมิจุดวาบไฟของน้ำมันเตาก็จะลดลงต่ำกว่า 66ºF (หรือประมาณ 19ºC) ได้

เมื่อได้ข้อสรุปที่ว่าเชื้อเพลิงมาจากไหน คำถามต่อไปก็คืออะไรเป็นตัวจุดระเบิด ในรายงานการสอบสวนนั้นมีการตั้งสมมุติฐานไว้หลายข้อ แต่มี 2 ข้อที่ไม่มีเหตุผลที่จะตัดทิ้งไปได้คือ การเกิดไฟฟ้าสถิตย์และการลุกติดไฟของสารประกอบ FeS

การจุดระเบิดจากประกายไฟฟ้าสถิตย์ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดเมื่อพิจารณาจาก ความเร็วการไหลของน้ำมันในท่อที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อมีการลดขนาดท่อ และรูปแบบการถ่ายน้ำมันเข้าถังที่ปล่อยให้ตกลงอย่างอิสระ และด้วยการที่ steel dip tape นั้นไม่ได้มีการสัมผัสใด ๆ กับส่วนที่นำไฟฟ้าได้ของถังเก็บน้ำมัน (ซึ่งการสัมผัสนี้จะช่วยในการถ่ายประจุที่ dip tape รับจากน้ำมันในถังลงดิน) และเมื่อเกิดการสะสมประจุมมากพอ ก็จะเกิดประกายไฟกระโดดข้ามระหว่างตัว dip tape และช่อง dipping orifice ที่ใช้สำหรับหย่อนตัว dip tape ลงไป

รูปที่ ๖ ข้อสรุปที่คณะสอบสวนได้ให้เอาไว้ พึงสังเกตว่าประเด็นใดที่ไม่มีเหตุผลตัดไปได้ (คือการลุกติดไฟของสารประกอบ FeS (Iron sulphide) ที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่าง FeO กับแก๊ส H2S ที่เกิดจากแบคทีเรียที่กินสารประกอบ S เป็นอาหาร) เขาก็จะบันทึกเอาไว้ด้วย แต่ก็มีการสรุปว่าประเด็นใดมีความเป็นไปได้สูงสุด

ในส่วนของการเกิด FeS นั้น รายงานการสอบสวนกล่าวว่าเป็นที่ทราบกันว่าหลังการถ่ายน้ำมันแล้วทางเรือจะทำการล้างท่อน้ำมัน (เพื่อป้องกันการปนเปื้อน) ด้วยการใช้น้ำทะเล ทำให้มีน้ำทะเลบางส่วนไปสะสมอยู่ที่ก้นถังบรรจุน้ำมันบนฝั่งได้ และน้ำเหล่านี้ก็เป็นตัวนำพา sulphate-reducing bacteria เข้าไปอยู่ในถัง (กลุ่มพวกแบคทีเรียที่ไม่อาศัยออกซิเจน แต่ใช้กำมะถันแทนออกซิเจนและผลิต H2S แทน H2O) H2S ที่เกิดขึ้นสามารถทำให้สนิมเหล็กหรือ FeO เปลี่ยนเป็น FeS ได้ และ FeS นี้สามารถทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ คายความร้อนออกมา และเปลี่ยนกลับไปเป็น FeO และถ้าปริมาณ FeS มีมากก็จะทำให้ความร้อนที่คายออกมานั้นมากพอจนทำให้เกิดการลุกไหม้ของตัว FeS ได้ และการลุกไหม้นี้ก็จะทำให้ไอเชื้อเพลิงที่ล้อมรอบอยู่นั้นลุกติดไฟตามมา

แล้วกำมะถันมาจากไหน ปรกติน้ำมันดิบมักจะมีสารประกอบกำมะถันปนเปื้อนอยู่ในปริมาณเล็กน้อยอยู่แล้ว และเมื่อนำมากลั่นจะพบว่าสัดส่วนสารประกอบกำมะถันจะเพิ่มสูงขึ้นในน้ำมันที่หนักขึ้น (คือพวกที่มีจุดเดือดสูงขึ้น) ทั้งนี้เป็นเพราะสารประกอบกำมะถันอินทรีย์จะมีจุดเดือดสูง (เมื่อเทียบกับไฮโดรคาร์บอนที่มีอะตอม C เท่ากัน) จึงมักจะค้างอยู่กับพวกน้ำมันเตามากกว่าที่จะออกไปกับน้ำมันเบนซิน

เนื่องจากถังเก็บน้ำมันหมายเลข 13 เสียหายจนไม่สามารถเก็บตัวอย่างน้ำที่อยู่ก้นถังมาวิเคราะห์ได้ แต่จากการนำเอาตัวอย่างน้ำที่อยู่ที่ก้นถังเก็บน้ำมันใบอื่นที่ไม่ได้รับความเสียหายมาวิเคราะห์ ก็พบว่ามี sulphate-reducing bacteria อยู่ในน้ำเหล่านั้น ดังนั้นในข้อสรุปของการสอบสวน (รูปที่ ๖) จึงไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ข้อนี้ออกไปเหมือนข้ออื่น เพียงแต่กล่าวว่าต้นตอจากไฟฟ้าสถิตย์นั้นมีความเป็นไปได้มากที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ถังน้ำมันเตาโรงงานผลิตปูนซิเมนต์ระเบิด (ตอนที่ ๓) MO Memoir : Sunday 10 May 2558

ใน Memoir ฉบับที่แล้ว (ตอนที่ ๒) ได้นำเรื่องการฉีกขาดของถังเก็บน้ำมันเตาที่เกิดขึ้นที่ตะเข็บรอยเชื่อมที่ก้นถังขึ้นมาพิจารณา โดยได้ตั้งข้อสมมุติก่อนว่าถ้าเรามีข้อมูลเพียงแค่นั้น (ในขณะเกิดเหตุ ถังใบนั้นบรรจุอะไร และหลังเกิดเหตุแล้ว ถังใบนั้นเกิดความเสียหายอย่างไร) เราสามารถที่จะตั้งสมมุติฐานใดขึ้นมาได้บ้างเพื่อทำการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง
  
มาฉบับนี้จะมาลองพิจารณาเรื่องการระเบิดที่เกิดขึ้นภายในถังดูบ้าง
  
สำหรับสารเคมีที่ไม่สามารถหรือยากที่จะสลายตัวได้ด้วยตนเองนั้น การที่มันจะเกิดการระเบิดขึ้นมาได้จะประกอบด้วยองค์ประกอบ ๓ ส่วนด้วยกันคือ เชื้อเพลิง สารออกซิไดซ์ (ที่พบมากที่สุดคือออกซิเจนในอากาศ) และแหล่งพลังงาน (ซึ่งอาจเป็น แรงกระแทก เปลวไฟ ประกายไฟ หรือพลังงานความร้อน)
 
เชื้อเพลิงเหลว (หรือสารเคมีที่เป็นของเหลวใด ๆ ที่ติดไฟได้) ที่มีจุดวาบไฟ (flash point) สูงกว่าอุณหภูมิห้อง จะสามารถใช้ถังเก็บแบบ cone roof เก็บของเหลวดังกล่าวที่ความดันบรรยากาศได้ (ไม่จำเป็นต้องใช้ถังเก็บแบบ floating roof) แต่ทั้งนี้จะต้องมีการป้องกันไม่ให้ถังเกิดความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงความดันภายในถัง ที่อาจเพิ่มสูงเกินไป (เมื่อระดับของเหลวในถังเพิ่มสูงขึ้นหรืออุณหภูมิของเหลวในถังเพิ่มสูงขึ้น) หรือลดต่ำลงเกินไป (เมื่อระดับของเหลวในถังลดลงหรืออุณหภูมิของเหลวในถังลดต่ำลง) วิธีการปรกติที่ใช้กันทั่วไปคือการมีท่อระบายอากาศ (ที่เรียกว่า vent) หรือทำการติดตั้ง breather valve (วาล์วหายใจ) แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้ท่อ vent หรือ breather valve ถ้าถังนั้นบรรจุของเหลวที่ติดไฟได้ อุปกรณ์ตัวหนึ่งที่ควรต้องมีการติดตั้งอยู่ระหว่างตัวถังเก็บกับท่อ vent หรือ breather valve ก็คือ "flame arrester" (ถ้าไม่รู้ว่า breather valve หรือ flame arrester หน้าตาเป็นอย่างไร ย้อนกลับไปดูได้ที่ Memoir ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๙๑๒ วันอาทิตย์ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ เรื่อง "Breather valve กับ Flame arrester")
  
รูปที่ ๑ ข้อมูลการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุข้อที่ 3. - 5. 
   
สำหรับของเหลวที่มีความดันไอไม่สูง (พวกมีจุดเดือดสูง) ก็มักจะเลือกใช้ท่อ vent ในการรักษาความดันภายในถัง เพราะมันไม่มีอะไรมากไปกว่าการเอาท่อที่มีขนาดพอเหมาะมาติดตั้งให้โค้งงออยู่บนฝาถัง แต่สำหรับของเหลวที่มีความดันไอสูง (พวกมีจุดหลอมเหลวต่ำ เช่นเอทานอล) การติดตั้ง breather valve จะเหมาะสมกว่า เพราะมันช่วยลดการรั่วไหลของไอของเหลวจากภายในถังออกสูงภายนอกถัง และยังช่วยลดการรั่วไหลของอากาศจากภายนอกถังเข้าไปภายในถัง (breather valve จะเปิดให้ไอไหลผ่านก็ต่อเมื่อความดันภายในถังมีการเปลี่ยนแปลงสูงถึงระดับหนึ่ง ไม่เหมือนกับท่อ vent ที่ปล่อยให้มีการไหลผ่านเข้าออกอย่างอิสระทันทีที่ความดันภายในถังและภายนอกถังแตกต่างกัน
  
น้ำมันเตา (fuel oil) กับน้ำมันดิบ (crude oil) ประเภทที่มีน้ำมันหนักมากนั้นจะมีลักษณะหนึ่งที่เหมือนกันก็คือมีความหนืดสูงที่อุณหภูมิห้อง ทำให้ยากต่อการใช้ปั๊มสูบจ่ายจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่ง เพื่อที่จะทำให้ปั๊มทำการสูบจ่ายได้ง่ายขึ้นก็ต้องหาทางลดความหนืดของน้ำมันลง วิธีการที่ใช้กันทั่วไปก็ทำโดยการให้ความร้อนแก่น้ำมันให้สูงพอ (ของเหลวเมื่อมีอุณหภูมิสูงขึ้นจะมีความหนืดลดลง) โดยให้ความร้อนแก่น้ำมันที่อยู่ในถังบรรจุ (เพื่อให้ปั๊มสามารถสูบได้) และระบบท่อลำเลียง (ป้องกันไม่ให้น้ำมันแข็งตัวอุดตันระบบท่อ) ส่วนจะให้ความร้อนด้วยวิธีใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงงานว่ามีระบบสาธารณูปโภคอะไรอยู่ (เช่นอาจเป็น ไอน้ำ น้ำมันส่งผ่านความร้อน ไฟฟ้า เป็นต้น)
  
แต่สิ่งหนึ่งที่น้ำมันดิบแตกต่างไปจากน้ำมันเตาก็คือ น้ำมันดิบนั้นยังอาจมีไฮโดรคาร์บอนที่ระเหยง่ายละลายปนอยู่ ในขณะที่ไฮโดรคาร์บอนส่วนนี้จะหายไปหรือลดน้อยลงไปมากในน้ำมันเตา (เพราะมันถูกกลั่นแยกออกไปแล้ว) ดังนั้นน้ำมันดิบจึงสามารถที่จะมีความดันไอที่สูงกว่าและจุดวาบไฟที่ต่ำกว่าของน้ำมันเตาได้ ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าจะเห็นว่าเขาเก็บน้ำมันดิบในถังแบบ floating roof แต่ไม่ยักเก็บน้ำมันเตาในถังแบบ floating roof ด้วย
  
แต่ก่อนอื่นเราลองมาทบทวนศัพท์เทคนิคบางคำกันก่อน
  
Flash Point (จุดวาบไฟ) คืออุณหภูมิต่ำสุดของน้ำมันที่ทำให้เกิดไอน้ำมันเป็นปริมาณมากพอ และเมื่อสัมผัสเปลวไฟก็จะทำให้ลุกไหม้ทันที อุณหภูมิของจุดวาบไฟจะขึ้นอยู่กับวิธีการวัด เช่นข้อกำหนดอุณหภูมิจุดวาบไฟของน้ำมันเตาตามมาตรฐานของกรมธุรกิจพลังงานปี ๒๕๔๗ (ฉบับที่ ๒) กำหนดไว้ที่ "ไม่ต่ำกว่า" 60ºC (กล่าวคือสูงกว่านี้ได้) เมื่อวัดตามมาตรฐาน ASTM D93 
   
Pour Point (จุดไหลเท) คืออุณหภูมิต่ำสุดที่น้ำมันยังเป็นของเหลวพอที่จะไหลได้ กล่าวคือถ้าเราเอาน้ำมันใส่หลอดแก้ว แล้วแช่ให้เย็นลงเรื่อย ๆ และคอยเอียงหลอดจากแนวตั้งให้ลงมาอยู่ในแนวนอน ถ้าพบว่าน้ำมันไหลเอียงตามหลอดได้ก็ให้ลดอุณหภูมิลงอีกจนกระทั่งถึงอุณหภูมิที่น้ำมันไม่ไหลเมื่อถือหลอดในแนวนอนนานเป็นเวลา 5 วินาที จุดไหลเทหรือจุดเริ่มไหล จะเป็นอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมินี้ 3ºC ข้อกำหนดอุณหภูมิจุดไหลเทของน้ำมันเตานี้จะขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมัน โดยชนิดที่ ๑ กำหนดไว้ "ไม่สูงกว่า" 24ºC (ต่ำกว่านี้ได้) ไปจนถึงชนิดที่ ๕ ที่กำหนดไว้ "ไม่สูงกว่า" 57ºC
  
อุณหภูมิจุดไหลเทนี้สำคัญในการลำเลียงน้ำมันทางท่อ ที่อุณหภูมิสูงขึ้น น้ำมันจะมีความหนืดต่ำลง ความต้านทานการไหลก็จะต่ำ การส่งไปตามท่อจะทำได้ง่ายขึ้น ปั๊มจะกินพลังงานต่ำ แต่จะต้องไปเพิ่มพลังงานในการทำให้น้ำม้นร้อนมากขึ้น ในทางกลับกันถ้าเราไปลดความร้อนที่จ่ายให้กับน้ำมัน ก็จะทำให้น้ำมันมีความหนืดสูง ความต้านทานการไหลก็จะสูง ปั๊มจะกินพลังงานมากขึ้นในการสูบจ่าย ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงต้องมีจุดที่สมดุลระหว่างพลังงานที่ต้องจ่ายเพื่อให้น้ำม้นร้อนกับพลังงานที่ต้องจ่ายให้กับปั๊มในการสูบจ่ายน้ำมัน

รูปที่ ๑ ข้างบนเป็นข้อมูลการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ข้อที่ 3. - 5. โดยข้อที่ 3. บรรยายถึงวิธีการให้ความร้อนและอุณหภูมิของน้ำมันที่อยู่ในถังเก็บ ส่วนรูปที่ ๒ ข้างล่างเป็นข้อสังเกตข้อที่ 1. - 3. ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารกรณีศึกษาฯ ข้อสังเกตข้อที่ 1. เป็นเรื่องการฉีกขาดของถังที่ได้กล่าวไปใน Memoir ฉบับที่แล้ว (ตอนที่ ๒) และรูปที่ ๓ เป็นรายละเอียดแนบท้ายประกาศกรมธุรกิจพลังงงาน เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันเตา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ ลองอ่านเองดูก่อนก็แล้วกันนะครับ
  
รูปที่ ๒ ข้อสังเกตุข้อที่ 1. - 3. ของเหตุการณ์ที่เกิด

เรื่องเกี่ยวการลดการระเหยของของเหลว การเก็บของเหลวในถังเก็บความดันบรรยากาศ และการเก็บของเหลวที่มีอุณหภูมิจุดวาบไฟต่ำหรือสูงกว่าอุณหภูมิห้องนั้นเคยเล่าไว้ก่อนหน้านี้แล้วใน Memoir บางฉบับดังนี้
  
ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๓๐๑ วันศุกร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เรื่อง "การควบคุมความดันในถังความดันบรรยากาศ(Atmospherictank)"
ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๖๓ วันอังคารที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕ เรื่อง "การลดการระเหยของของเหลว"
ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๙๑๒ วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ เรื่อง "Breathervalve กับFlamearrester"

ที่นี้เราลองมาดูโครงสร้างของถังตามที่ปรากฏในรายงานดูบ้าง จะเห็นว่ามันมีช่องทางให้อากาศเข้าไปผสมกับไอน้ำมันในถังอยู่ที่เห็นได้ชัดก็ ๓ ช่องทางด้วยกันคือ
  
ช่องทางที่ ๑ ท่อ overflow ที่อยู่ทางด้านข้างลำตัวบริเวณด้านบน ท่อนี้มีไว้ในกรณีที่สูบน้ำมันเข้าถังจนเต็ม เพราะถ้าไม่ยอมให้น้ำมันไหลล้นออกมา ความดันในถังก็จะสูงจนทำให้ถังเกิดความเสียหายได้ แต่ท่อนี้ก็เป็นช่องเปิดที่ยอมให้อากาศไหลเข้าเมื่อระดับน้ำมันในถังสูงขึ้น และให้ไอน้ำมันไหลออกเมื่อระดับน้ำมันในถังเพิ่มขึ้น
  
ช่องทางที่ ๒ ท่อ vent ที่อยู่บนส่วนบนสุดของหลังคาถัง (แบบ cone roof) หน้าที่หลักของท่อนี้คือยอมให้อากาศไหลเข้าเมื่อระดับน้ำมันในถังสูงขึ้น และให้ไอน้ำมันไหลออกเมื่อระดับน้ำมันในถังเพิ่มขึ้น
  
ช่องทางที่ ๓ รูสำหรับให้ลวดสลิงของลูกลอยที่ว้ดระดับน้ำมันในถังนั้นลอดผ่านหลังคาถัง

ในรายงานไม่ได้มีการกล่าวถึงการมีอยู่ของอุปกรณ์ใด ๆ ที่สามารถทำหน้าที่ป้องกันและ/หรือจำกัด การรั่วไหลเข้า/ออก ของอากาศ/ไอน้ำมันในถัง (เช่นพวก floating roof, breather valve, flame arrester และ check valve เป็นต้น) ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าเหนือผิวของเหลวในถังนั้นมีอากาศผสมรวมอยู่กับไอน้ำมันที่ระเหยขึ้นมา
  
ตามความรู้ที่มีนั้นลักษณะของถังน้ำมันที่ปรากฏในรายงานนั้นเหมือนกับว่ามันออกแบบมาเพื่อการกักเก็บของเหลวที่ไม่ติดไฟ (มันไม่มีการติดตั้ง flame arrester) หรือของเหลวที่ติดไฟได้แต่อุณหภูมิของเหลวในถังเก็บนั้นต่ำกว่าอุณหภูมิจุดวาบไฟของของเหลวนั้น (เช่นถังเก็บน้ำมันดีเซลที่อุณหภูมิห้อง น้ำมันดีเซลมาตรฐานบ้านเราปี ๒๕๕๖ กำหนดอุณหภูมิจุดไหลเทที่ไม่เกินกว่า 10ºC และจุดวาบไฟที่ไม่ต่ำกว่า 52ºC)
  
รูปที่ ๓ รายละเอียดแนบท้ายประกาศกรมธุรกิจพลังงงาน เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันเตา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ จะเห็นว่าตรงรายการที่ ๔ จุดวาบไฟนั้น ข้อกำหนดใช้คำว่า "ไม่ต่ำกว่า"
  
การระเบิดที่เกิดขึ้นภายในถังนั้นแสดงว่าต้องมีเชื้อเพลิงกับอากาศผสมกันในสัดส่วนที่พอเหมาะ และก็รอเวลาที่จะมีแหล่งพลังงานสักแหล่งมาจุดระเบิดให้กับส่วนผสมนี้ ดังนั้นเราจะมาลองพิจารณากันก่อนว่าการเกิดส่วนผสมที่พอเหมาะระหว่างเชื้อเพลิงกับอากาศในถังนั้นเกิดได้หรือไม่ และเกิดจากสาเหตุใด
แม้ว่าถังเก็บของเหลวที่ความดันบรรยากาศจะมีช่องทางเชื่อมต่อกับอากาศภายนอกเพื่อรักษาความดันภายในถัง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอากาศจากภายนอกจะไหลเข้าไปในถังได้ง่ายเสมอไป เพราะมันขึ้นอยู่กับ "ความดันไอ" ของของเหลวในถังด้วย
  
ถังบรรจุของเหลวที่มีความดันไอสูงที่อุณหภูมิห้อง มีแนวโน้มที่ไอของเหลวจะระเหยออกจากถังมากกว่าที่อากาศจากภายนอกจะไหลเข้าถัง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นถังที่วางกลางแจ้ง ได้รับแสงอาทิตย์โดยตรง) และแม้ว่าจะมีการสูบของเหลวออกจากถังก็ตาม แต่ความดันไอที่สูงนั้นก็จะช่วยไม่ให้ความดันเหนือผิวของเหลวในถังลดต่ำลงจนกระทั่งอากาศจากภายนอกไหลเข้ามาในถังได้ง่าย เว้นแต่จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ความดันไอในถังลดลง เช่นอุณหภูมิของเหลวในถังลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อถังที่ตากแดดร้อนจัดเจอกับฝนตกหนักต่อเนื่อง หรือการเติมของเหลวที่มีความดันไอต่ำกว่าผสมเข้าไปในถังนั้น (เช่นการเติมน้ำมันดีเซลเข้าไปในถังที่เคยบรรจุน้ำมันเบนซิน ไอน้ำมันเบนซินจะละลายเข้ามาในน้ำมันดีเซล ทำให้ความดันไอของน้ำมันภายในถังลดลง) ดังนั้นในกรณีของถังที่บรรจุของเหลวความดันไอสูง จะมีโอกาสสูงกว่าที่ปริมาณอากาศในถังนั้นจะน้อยเกินกว่าที่จะทำให้เกิดส่วนผสมที่ระเบิดได้
  
ในทางกลับกัน ถังบรรจุของเหลวที่มึความดันไอต่ำ มีแนวโน้มที่อากาศจะไหลเข้าสู่ภายในถังได้ง่ายเมื่อความดันภายในถังลดลง (ไม่ว่าจะเป็นจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิหรือการลดระดับของของเหลวภายในถัง) ถังน้ำมันเตาที่น้ำมันในถังมีอุณหภูมิไม่สูงจะอยู่ในกรณีนี้ ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าในถังน้ำมันที่เกิดการระเบิดนั้นสามารถมีอากาศอยู่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะนำมาพิจารณากันก็คือทำไปความดันไอของน้ำมันในถังจึงสูงมากพอจนทำให้ไอผสมระหว่างน้ำมันกับอากาศนั้นอยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะที่สามารถระเบิดได้

ข้อมูลการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุนั้นกล่าวว่ามีการอุ่นน้ำมันในถังให้ร้อนที่อุณหภูมิ 70-80ºC ซึ่งตรงนี้ก็ควรต้องนำมาพิจารณาว่าอุณหภูมิดังกล่าวสูงกว่าอุณหภูมิจุดวาบไฟหรือไม่ และของเหลวที่อยู่ทางด้านบนของถังมีอุณหภูมิเดียวกันด้วยหรือเปล่า เพราะในถังนั้นมันไม่มีระบบการผสมน้ำมันให้เป็นเนื้อเดียวกัน และก็ไม่มีรายละเอียดด้วยว่าการวางท่อให้ความร้อนแก่น้ำมันนั้นวางได้กระจายตลอดทั่วพื้นที่หน้าตัดของถังหรือไม่ หรืออยู่เฉพาะบริเวณท่อต่อออกจากถังเข้าปั๊ม
  
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นประเด็นน่าคิดก็คือถ้าหากน้ำมันภายในถังทั้งถังนั้นร้อนจนมีอุณหภูมิ 70-80ºC อุณหภูมิของฝาถังจะมีค่าเท่าใด และปลอดภัยพอที่จะให้คนงานขึ้นไปทำงานบนฝาถังหรือไม่ ตรงจุดนี้ผมคิดว่าอุณหภูมิของฝาถังคงจะไม่สูงมาก ถ้าจะร้อนก็คงร้อนเพราะตากแดด ไม่ใช่ร้อนจากน้ำมันที่อยู่ในถัง เพราะน้ำมันในถังอาจจะมีไม่มากเท่าไร (ในเอกสารกรณีศึกษาฯ ไมได้กล่าวถึงปริมาณน้ำมันในถังก่อนเกิดเหตุ แต่กล่าวว่าในขณะก่อนเกิดเหตุนั้นมีรถบรรทุกน้ำมันมารอเติมน้ำมันให้กับถังอยู่)

ตรงนี้ถ้าเรามาพิจารณาสภาพของน้ำมันในถังเก็บก่อนการระเบิด โดยส่วนตัวเห็นว่ามีข้อสังเกตดังนี้
  
๑. ข้อมูลแจ้งว่าน้ำมันในถังมีอุณหภูมิประมาณ 60-80ºC
  
๒. ข้อกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของน้ำมันเตากำหนดไว้ว่าอุณหภูมิจุดวาบไฟต้อง "ไม่ต่ำกว่า" 60ºC (รูปที่ ๓)
  
๓. จากข้อ ๑. และ ๒. สามารถคิดได้ว่าน้ำมันเตาที่อยู่ในถังก่อนการระเบิดนั้น "ไม่จำเป็น" ต้องเป็นน้ำมันเตาที่มีอุณหภูมิจุดวาบไฟอยู่ในช่วง 70-80ºC ก็ได้ ทางที่ดีควรมีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังด้วยว่า น้ำมันเตาที่นำมาบรรจุในถังใบนั้นมีการตรวจสอบคุณสมบัติจุดวาบไฟหรือไม่ (ไม่ว่าจะโดยผู้ซื้อหรือผู้ขาย) และอุณหภูมิจุดวาบไฟที่แท้จรีงของน้ำมันที่เกิดเหตุระเบิดนั้นเป็นเท่าใด
  
เอกสารกรณีศึกษาฯ ไม่ได้มีการกล่าวถึงว่าได้มีการตรวจสอบว่าอุณหภูมิจุดวาบไฟของน้ำมันที่อยู่ในถังที่เกิดการระเบิดนั้นมีค่าเท่าใด แต่กล่าวว่าอุณหภูมิจุดวาบไฟ (flash point) ของน้ำมันนั้น "เท่ากับ" 60ºC ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดประเด็นคำถามได้ว่าคำว่า "เท่ากับ" ที่ปรากฏในรายงานนั้นเป็นค่าที่ได้มาจากการวัดจริง หรือเป็นการแปลข้อความที่เขียนไว้ในข้อกำหนดไม่ถูกต้อง  เพราะตัวเลข "60ºC" นี้มันไปเท่ากับตัวเลขในข้อกำหนดที่ใช้คำว่าต้อง "ไม่ต่ำกว่า" 60ºC ซึ่งหมายถึงอุณหภูมิใด ๆ ก็ได้ที่สูงกว่า 60ºC ซึ่งสามารถสูงกว่าอุณหภูมิที่ใช้ในการกักเก็บก็ได้
  

แต่ถึงแม้ตัวเลขจะไม่ตรงกัน และแม้ว่าจะไม่ระบุไว้ว่ามีการทำการวัดจริง ผู้อ่านที่ทำการตรวจสอบข้อมูลเทียบกับข้อกำหนดก็จะแปลผลไปในทางที่ว่าตัวเลขดังกล่าวมาจากการวัดจริงได้
  
มาถึงประเด็นนี้ก็อาจมีข้อโต้แย้งว่า "การระเบิดมันเกิดขึ้นในถัง ก็แสดงว่าอุณหภูมิของน้ำมันในถังต้องสูงกว่าอุณหภูมิจุดวาบไฟ" แต่ผมคิดว่าถ้าเรามองใหม่ว่า "การระเบิดเกิดขึ้นในถัง แสดงว่าส่วนผสมของน้ำมันกับอากาศในถังนั้นอยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะ" เราก็อาจมองเห็นประเด็นอื่น ๆ ที่เป็นไปได้และ/หรือควรตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น
  
(ก) น้ำมันในถังในขณะที่เกิดการระเบิดนั้นมีอุณหภูมิจุดวาบไฟที่ "สูงกว่า" 60ºC แต่ "ต่ำกว่า" 80ºC ทำให้มีไอน้ำมันระเหยออกมาในปริมาณมากพอที่จะผสมกับอากาศกลายเป็นส่วนผสมที่สามารถระเบิดได้
  
(ข) น้ำมันในถังในขณะที่เกิดการระเบิดนั้นมีอุณหภูมิจุดวาบไฟที่ "สูงกว่า" อุณหภูมิที่ใช้การกักเก็บ (มีคุณสมบัติเป็นไปตามข้อกำหนด) แต่ว่าก่อนหน้านั้นเคยมีการบรรจุน้ำมัน (หรือมีสารเคมีอื่นใด) ที่มีจุดวาบไฟต่ำเข้าไปในถังนั้น ทำให้มีไอน้ำมัน (จากน้ำมันหรือสารเคมีอื่นที่มีจุดวาบไฟต่ำ) หลงเหลืออยู่เหนือผิวน้ำมันในถังมากผิดปรกติ
  
ผมเห็นว่าประเด็นเรื่องอุณหภูมิจุดวาบไฟของของเหลวที่เก็บอยู่ในถังเก็บความดันบรรยากาศ (atmospheric tank) กับอุณหภูมิของเหลวที่อยู่ในถังเก็บความดันบรรยากาศนั้นเป็นประเด็นหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณา เพราะมันจะช่วยให้ปัดข้อโต้แย้งใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

อีกจุดหนึ่งที่ผมสงสัยว่าทำไมจึงมีปรากฎในรายงานกรณีศึกษาฯ ก็คือข้อสังเกตข้อ 3. ที่ใช้คำว่า "ถังน้ำมันเตาถังนี้ "หากมี" การเปิดฝาช่องคนลง (Manhole)" การเขียนเช่นนี้แสดงว่าผู้เขียนไม่สามารถยืนยันได้ว่า "มี" การเปิดช่องคนลงจริง แต่กำลังมองหาว่าทำอย่างไรจึงจะหาคำอธิบายได้ว่าเปลวไฟที่เกิดขึ้นภายนอกถังนั้นเข้าไปจุดระเบิดไอน้ำมันในถังได้อย่างไร ซึ่งอันที่จริงมันไม่จำเป็นที่ต้องดึงเอาฝาช่องคนลงมาเกี่ยวข้องด้วยเลย เพราะถ้าไอน้ำมันที่อยู่เหนือผิวของเหลวในถังนั้นมีส่วนผสมที่พอเหมาะอยู่แล้ว อุณหภูมิภายในถังก็สูงพอที่จะทำให้ไอผสมในถังไหลออกตามรูต่าง ๆ ได้แล้ว ซึ่งรวมทั้งรูร้อยลวดสลิงของลูกลอยด้วย ประกายไฟที่เกิดจากการเชื่อมโลหะตรงบริเวณรูให้ลวดสลิงร้อยผ่านก็สามารถจุดไอระเหยที่ออกมาจากถัง และทำให้เกิดเปลวไฟวิ่งย้อนกลับเข้าไปจุดไอผสมที่อยู่เหนือผิวของเหลวในถังได้
  
แต่ทั้งนี้ต้องมีหลักฐานแสดงว่า ทันทีที่ลงมือเชื่อมโลหะ ก็เกิดการระเบิดขึ้นทันที แต่ถ้ามีการเชื่อมโลหะไปสักพักนึง แล้วจึงค่อยเกิดการระเบิด นั่นก็เป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณากันใหม่ เพราะในการเชื่อมโลหะด้วยไฟฟ้านั้นจะมีขั้วไฟฟ้าสองขั้ว ขั้วหนึ่งอยู่ที่ช่างเชื่อมคือต่อเข้ากับลวดเชื่อม และอีกขั้วหนึ่งต่อเข้ากับชิ้นงานที่จะทำการเชื่อม และจุดหลังนี้ก็เป็นจุดที่อาจเกิดประกายไฟฟ้าได้เช่นกันถ้าหากต่อเอาไว้ไม่แน่นหนา แต่ก็ไม่มีการกล่าวถึงว่าจุดหลังนี้ต่อเข้ากับถังน้ำมันตรงไหน

- เรื่องการตรวจวัดแก๊ส

portable gas detector ที่ใช้สำหรับตรวจวัดแก๊สติดไฟได้นั้นเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มีประจำอยู่ในโรงกลั่นน้ำมันและโรงปิโตรเคมีต่าง ๆ ที่กระบวนการผลิตเต็มไปด้วยสารที่ติดไฟได้ และผู้ปฏิบัติงานในโรงงานดังกล่าวมักจะได้รับการฝึกอบรมให้ทำการตรวจวัดการรั่วไหลของแก๊สติดไฟได้ก่อนที่จะลงมือทำการซ่อมบำรุงใด ๆ
  
ในกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นโรงงานปูนซิเมนต์ ซึ่งกระบวนการผลิตนั้นเกี่ยวข้องกับสารที่ไม่ติดไฟและไม่เกิดการระเบิด สิ่งเดียวที่ติดไฟได้เห็นจะเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในการเผาปูน ตรงนี้ทำให้เกิดประเด็นคำถามได้ว่า การที่ไม่มีการตรวจวัดไอระเหยของน้ำมันก่อนการซ่อมบำรุงนั้นเป็นเพราะเหตุใด เช่น
  
(ก) ทางโรงงานไม่เคยคิดว่าต้องทำ ไม่มีการจัดหาอุปกรณ์ตรวจวัด เพราะไม่ได้มองว่าถังเก็บเชื้อเพลิงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต
  
(ข) ทางโรงงานคิดว่าต้องทำ มีการจัดหาอุปกรณ์ตรวจวัด แต่ทางผู้ปฏิบัติงานกลับไม่ทราบว่าต้องทำ (เช่นมีการอบรมแต่ไม่ได้เข้ารับการอบรม หรือไม่เคยมีการจัดการอบรม)
  
(ค) ทางโรงงานคิดว่าต้องทำ มีการจัดหาอุปกรณ์ตรวจวัด มีการจัดการอบรม แต่ผู้ปฏิบัติงานกลับคิดว่าคงไม่เป็นไร

ถ้าเป็นข้อ (ค) ปัญหาก็จะอยู่ที่ผู้ปฏิบัติงาน แต่ถ้าเป็นข้อ (ก) และ (ข) ปัญหาก็จะไปอยู่ที่การจัดการของโรงงาน

ในการเข้าไปทำการซ่อมบำรุงใด ๆ ทางฝ่ายผลิตของโรงงานจะต้องเป็นผู้ทำการเคลียร์พื้นที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย เช่นการป้องกันบริเวณที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการซ่อมบำรุง เช่นการสร้างรั้วป้องกัน การทำให้บริเวณที่จะทำการซ่อมบำรุงนั้นปราศจากสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือทำให้หลงเหลือน้อยที่สุด และจะต้องมั่นใจว่าฝ่ายซ่อมบำรุง (ซึ่งอาจเป็นบุคคลภายนอก) ที่เข้ามาทำงานนั้นรู้ถึงอันตรายของสารเคมีที่อาจมีตกค้างอยู่ในอุปกรณ์ที่จะเข้ามาซ่อมบำรุงด้วย (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเป็นพิษหรือความไวไฟ) และการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความร้อนที่เรียกว่า hot work (โดยเฉพาะการเชื่อม) กับระบบที่มีสารไวไฟ จำเป็นต้องได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษ 
   
ในต่างประเทศมีการรายงานถึงการระเบิดจากการซ่อมถังน้ำมันเตาที่แม้ว่าจะมีการระบายน้ำมันออกจากถังและล้างทำความสะอาดถังไปแล้ว และแม้จะมีการใช้ gas detector ตรวจสอบการมีอยู่ของไอน้ำมันก่อนลงมือซ่อมแล้วก็ตาม แต่ก็ตรวจไม่พบ เพราะน้ำมันเตาระเหยได้น้อย แต่พอชิ้นงานโลหะได้รับความร้อนจากการเชื่อม ไอน้ำมันจึงระเหยออกมามากขึ้นจนเกิดการระเบิดหลังจากทำการเชื่อมไปได้พักนึง

วัตถุประสงค์ของการเขียนเรื่องนี้ก็เพื่อใช้เป็นตัวอย่างการพิจารณาหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งควรที่จะเริ่มจากการพิจารณาสิ่งที่เกิดโดยวางความคิดให้เป็นกลางก่อน (กล่าวคืออย่างเพิ่งโอนเอียงว่ามันเกิดจากอะไร) จากนั้นจึงค่อยตั้งสมมุติฐานว่าเพื่อจะให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น มันอาจมีเหตุการณ์อะไรเกิดก่อนหน้าได้บ้าง ที่สามารถนำไปสู่เหตุการณ์สุดท้ายเดียวกัน จากนั้นจึงค่อยนำหลักฐานต่าง ๆ ที่มีอยู่มาพิจารณาตัดสมมุติฐานที่ไม่สอดรับกับหลักฐานที่มีอยู่ออกไป
  
นอกจากนี้ยังมีเรื่องหนึ่งที่ปรากฏในข่าว แต่ไม่ทราบว่ามีการตรวจสอบในระหว่างการสอบสวนหรือไม่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ คือรายงานที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์มติชน (รูปที่ ๓ ในตอนที่ ๑) ที่พนักงานขับรถขนส่งน้ำมันกล่าวถึงวาล์วถังน้ำมันเตาที่เสีย และได้ยินเสียงฟู่จากวาล์วดังกล่าวก่อนที่จะเกิดการระเบิด

เรื่องนี้คงจบลงที่ตอนที่ ๓ นี้ (เว้นแต่นึกออกว่าจะเขียนอะไรเพิ่มเติมอีก) จากนั้นจะหายหน้าหายตาไปสักอาทิตย์ ก่อนจะกลับมาเขียนใหม่ปลายสัปดาห์หน้า