แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮอกไกโด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮอกไกโด แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

เดินตามทางรถไฟสายเทมิยะ (Temiya line) ที่เมืองโอะตะรุ (Otaru) MO Memoir : Saturday 4 November 2566

รูปจากการเดินทางตามรอยมังงะเรื่อง Golden Kamuy เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมายังมีเหลืออยู่ ก็เลยเอามาบันทึกไว้หน่อย คราวนี้เป็นการเดินทางไปดูตู้รถไฟที่ถูกนำมาเป็นฉากหนึ่งในการต่อสู้ (ฟังจากลูกเล่าให้ฟัง) ที่ตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ที่เมืองโอะตะรุ (Otaru)

จากซัปโปโรก็นั่นรถไฟตัดไปอีกฟากทะเลไม่นานก็ถึงเมื่อโอะตะรุ ช่วงใกล้ถึงเมืองจะเป็นช่วงที่ทางรถไฟวิ่งเลียบทะเล ออกเดินทางไปก็เกือบเที่ยงแล้วไปถึงนั่นก็จะบ่ายโมง การไปพิพิธภัณฑ์ก็อาศัยการเดิน คือออกจากตัวสถานีก็จะเจอถนนใหญ่มุ่งหน้าสู่ทะเล (รูปที่ ๑) เดินตามถนนนี้ไปสักพักก็จะเจอทางรถไฟสายเทมิยะ (Temiya line) ที่เลิกวิ่งไปเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๒๘ (ค.ศ. ๑๙๘๕) ปัจจุบันส่วนหนึ่งของเส้นทางสายนี้กลายเป็นทางเดินที่เป็นสวนสาธารณะ (รูปที่ ๓-๒๑) โดยตัวสถานีเก่าที่อยู่ใกล้ทะเลนั้นก็กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไป

ก่อนไปเที่ยวก็ไม่เคยรู้จักเมืองนี้มาก่อน กลับมาแล้วจึงได้มานั่งค้นว่าเขาไปเที่ยวอะไรกันบ้าง เท่าค้นดูในเว็บภาษาไทยปรากฎว่าแทบไม่มีการกล่าวถึงเส้นทางรถไฟสายนี้และการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์นี้เลย มักจะเป็นเรื่องของ การมาเที่ยวชมหิมะ การกิน การซื้อของ การเดินเที่ยวริมคลองหรือนั่งเรือชมคลองในเมือง เสียมากกว่า แต่จะว่าไปแล้วเมืองนี้ก็มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นเมืองทางริมทะเลเมืองหนึ่ง (เกาะฮอกไกโดเคยเป็นแหล่งถ่านหินและป่าไม้ที่สำคัญของญี่ปุ่น) ซึ่งถ้าเป็นคนที่ไม่ได้สนใจประวัติศาตร์ตรงนี้ หรือติดตามมังงะที่ใช้ฉากในช่วงเวลานั้นมาดำเนินเรื่อง ก็คงไม่รู้ว่านอกจากสถานที่ที่ปรากฏในเว็บส่วนใหญ่แล้วยังมีที่ไหนให้ไปเรียนรู้อีก

สำหรับวันนี้ก็เป็นการเล่าเรื่องด้วยรูปภาพไปอีกวัน

รูปที่ ๑ ออกจากสถานีรถไฟ Otaru ก็จะเจอถนนเส้นใหญ่มุ่งหน้าลงทะเล เดินตรงไปเรื่อย ๆ ก็จะเจอทางรถไฟสายเทมิยะขวางหน้า เลี้ยวซ้ายเดินตามทางรถไฟไปเรื่อย ๆ ก็จะไปถึงพิพิธภัณฑ์รถไฟ รูปนี้นำมาจาก google street view บอกว่าเป็นภาพเมื่อเดือนเมษายน ปีค.ศ. ๒๐๒๒

รูปที่ ๒ รถไฟสายเทมิยะแยกออกจาก Hakodate Main ที่สถานี Minami-Otaru (1) ช่วงที่เป็นทางเดินคือเส้นสีเขียว ตอนออกจากสถานีรถไฟ Otaru (2) เดินมาตามถนนเรื่อย ๆ จนเจอทางรถไฟ (3) ก็เลี้ยวซ้ายเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงพิพิธภัณฑ์ (4) ที่เป็นปลายทาง

รูปที่ ๓ สถานี Asari นี้อยู่ก่อนถึง Otaru ๔ สถานี เป็นช่วงที่ทางรถไฟวิ่งเลียบชายทะเล

 

รูปที่ ๔ เดินเจอทางรถไฟแล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้ามา แล้วก็หันหลังไปถ่ายรูปทางที่เดินเข้ามาหน่อย เป็นวิวด้านที่มาจากสถานี Minami-Otaru

รูปที่ ๕ บรรยากาศตามเส้นทางมุ่งไปพิพิธภัณฑ์

รูปที่ ๖ บรรยากาศทางรถไฟตัดกับถนนเส้นเล็ก

รูปที่ ๗ (ไม่มีคำบรรยาย)

รูปที่ ๘ จุดทางรถไฟตัดถนนอีกจุดหนึ่ง

รูปที่ ๙ ป้ายบอกอะไรก็ไม่รู้ เป็นจุดเดียวกับรูปที่ ๘ เข้าใจว่าตรงนี้เคยเป็นตัวสถานีเก่าที่หยุดรับส่งคน

รูปที่ ๑๐ พอข้ามถนนมาอีกฟากหนึ่ง ก็เปลี่ยนมาเดินอีกฝั่งของราง

รูปที่ ๑๑ ต้นไม้ต้นนี้น่าจะโตหลังจากรถไฟเลิกวิ่ง เพราะอยู่ใกล้รางเหลือเกิน

รูปที่ ๑๒ มาถึงจุดตัดถนนใหญ่

รูปที่ ๑๓ ถ่ายรูปบรรยากาศเอาไว้ระหว่างรอสัญญาณไฟข้ามถนน

รูปที่ ๑๔ ข้ามฟากมาแล้ว มีป้ายบอกว่าเส้นทางรถไฟนี้ใช้งานในช่วงปีค.ศ. ๑๘๘๐ - ๑๙๘๕ ก็ ๑๐๕ ปีก่อนปิดกิจการ

รูปที่ ๑๕ ตรงนี้น่าจะเป็นจุดที่เคยเป็นสถานีรับส่ง

รูปที่ ๑๖ บรรยากาศตามเส้นทาง

รูปที่ ๑๗ ใกล้ถึงปลายทางแล้ว

รูปที่ ๑๘ ใกล้ตัวสถานีปลายทางก็เริ่มจะมีทางแยกแล้ว

รูปที่ ๑๙ บรรยากาศเมื่อเข้าใกล้ถึงตัวสถานี

รูปที่ ๒๐ ประแจสับราง เขาล้อมรั้วเอาไว้ไม่ให้คนเข้าไปยุ่ง

รูปที่ ๒๑ อีกมุมหนึงของตัวประแจสับราง

รูปที่ ๒๒ ถึงตัวอาคารสถานีเก่าที่เป็นทางเข้าพิพิธภัณฑ์แล้ว

รูปที่ ๒๓ ด้านข้างตัวอาคารจะมีวงเวียน (turn table) ไว้กลับหัวรถจักรไอน้ำ

รูปที่ ๒๔ หน้าตาของตัววงเวียนไว้กลับหัวรถจักรไอน้ำ


วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2566

สุดสายรถรางที่สถานี Hakodate Dokku-Mae MO Memoir : Saturday 24 June 2566

วันนั้นนั่งรถไฟจาก Sapporo ได้ชมทั้งวิวเขาและทะเล ผ่านไป ๔ ชั่วโมงก็มาถึง Hakodate จากสถานี JR ก็ใช้รถรางนั่งไปชมโน่นชมนี่ ก่อนจะมาสุดที่สุดท้ายที่สถานี Hakodate Dokku-Mae นี้ รถรางที่นี่จ่ายด้วยบัตร Pasmo ได้ (เป็นบัตรเงินอิเล็กทรอนิสก์แบบหนึ่ง ถ้าเป็นในบ้านเราที่เทียบเท่าก็คือบัตร Rabbit ที่ใช้นั่งรถไฟฟ้า BTS และจ่ายตังค์ซื้อของได้ แต่ที่นั่นมีหลายเจ้า เขาเรียกรวม ๆ ว่าบัตร IC) ตอนขึ้นรถก็แตะที่ตู้แตะบัตรตรงประตูทางเข้า ตอนลงรถก็แตะที่ตู้แตะบัตรตรงประตูทางออกด้านหน้า

เสน่ห์อย่างหนึ่งของรถรางคงอยู่ที่มันไม่ค่อยมีให้นั่ง มันเป็นเหมือนกับการนั่งรถไฟขบวนเล็ก ๆ วิ่งผ่านไปตามใจกลางเมืองแบบได้บรรยากาศสัมผัสใกล้ชิดที่ไม่สามารถได้จากการนั่งรถไฟ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมผู้โดยสารบนรถรางจึงเป็นนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย ตรงนี้ก็อาจเป้นผลพลอยได้อย่างหนึ่งของการเก็บรถรางเอาไว้ คือนอกจากจะเป็นระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่ปลดปล่อยควันพิษในเมือง มันยังเป็นสิ่งดึงดูดให้คนมาเที่ยวที่ทำให้เกิดการใช้จ่ายในส่วนอื่นของเมืองนอกเหนือจากค่าโดยสารรถรางด้วย

หยุดสุดสัปดาห์นี้ก็ขอเป็นเรื่องเบา ๆ ด้วยการเล่าเรื่องด้วยรูปก็แล้วกัน

รูปที่ ๑ สถานีนี้ (D23) อยู่ที่ปลายทางสายสีน้ำเงินในวงรีสีแดง พึงสังเกตว่าชื่อภาษาอังกฤษในแผนที่สะกด Dock-Mae แต่ที่สถานีหยุดรถ (รูปที่ ๖) สะกดว่า Dokku-Mae ซึ่งไม่เหมือนกัน

รูปที่ ๒ สุดทางรถรางก็สุดทางจริง ๆ รางมาสุดแค่นี้และก็มีถังสีเหลืองตั้งเอาไว้ ๑ ใบ คงกันรถยนต์หลงเข้ามา

รูปที่ ๓ ถอยออกมาถ่ายรูปห่างจากจุดแรกในรูปที่ ๒ หน่อย ชานชาลาขึ้นลงจะอยู่ทางด้านขาวของรูป เวลาที่ปรากฏในรูปเป็นเวลาของกล้องที่ตั้งตามเวลาประเทศไทย (แถมช้าไปด้วยประมาณ ๒๐ นาที) ดังนั้นเวลาที่ถ่ายรูปนี้คือหกโมงเย็นเศษตามเวลาท้องถิ่น

รูปที่ ๔ รูปนี้ถ่ายจากสุดทางไปยังทิศทางที่รถรางจะวิ่งเข้ามา

รูปที่ ๕ รถรางจะวิ่งเข้ามาทางรางด้านขวา และวิ่งกลับออกไปทางรางด้านซ้าย เส้นทางช่วงนี้เป็นช่วงที่ลาดลงเนินเล็กน้อย

รูปที่ ๖ ป้ายบอกชื่อสถานี ซึ่งสะกดไม่เหมือนกับในแผนที่ในรูปที่ ๑

รูปที่ ๗ มายืนฝั่งตรงข้ามเพื่อให้เห็นภาพสถานีโดยรวม 

รูปที่ ๘ สาวน้อยผู้ที่เป็นทั้งล่ามและไกด์นำเที่ยวในทริปนี้ให้กับคุณพ่อ (ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายหลัก)

รูปที่ ๙ รถรางมาแล้ว วันนั้นฝนตกทั้งบ่ายเลย

รูปที่ ๑๐ ใกล้เข้ามาแล้ว

รูปที่ ๑๑ กำลังจะเข้าจอด

รูปที่ ๑๒ บรรยากาศที่นั่งภายใน ที่นั่งคนขับมีทั้งสองด้านของตัวรถ ขับมาสุดทางคนขับก็เพียงแค่เดินย้ายกลับไปยังอีกปลายด้านหนึ่งของตัวรถ 

รูปที่ ๑๓ แล้วไปที่สถานีนั้นเพื่อไปทำอะไร คำตอบก็คือจะเดินไปถ่ายรูปอาคารหลังนี้ สถานกงศุลเก่าของรัสเซีย ที่เป็นฉากหนึ่งในมังงะเรื่อง Golden Kamul