ถ้าใส่
slip plate
หรือปิดปลายท่อเปิดด้วย
blind flange เอาไว้
เหตุการณ์นี้ก็คงจะไม่เกิด
แม้ว่ากรณีนี้เอกสารจะไม่ได้ระบุไว้ว่าเป็นการระเบิดแบบ
Unconfined Vapour
Cloud Explosion (UVCE) แต่ดูจากปริมาณการรั่วไหล
การแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างก่อนที่จะเกิดการระเบิด
และขอบเขตความเสียหาย
ก็ทำให้เชื่อได้ว่าการระเบิดนี้ควรจะเป็นแบบ
UVCE
เรื่องเล่าในวันนี้นำมาจากบทความเรื่อง
"Explosion
caused due to miss-handling of only one remote control valve
separated from atmosphere in the polymerization reactor at a
polypropylene manufacturing plant" จากหน้าเว็บ
http://www.shippai.org/fkd/en/cfen/CC1000146.html
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดที่เขต
Chiba
ประเทศญี่ปุ่นในช่วงเวลาดึกของคืนวันจันทร์ที่
๘ ตุลาคม ค.ศ.
๑๙๗๓ (พ.ศ.
๒๕๑๖)
ในเอกสารต้นฉบับมีเนื้อหาแค่
๒ หน้ากระดาษ A4
โดยมีส่วนที่เป็นการบรรยายเหตุการณ์เพียงแค่ไม่กี่ย่อหน้า
ก็เลยจะขอนำมาขยายความเพื่อให้ผู้อ่านมองเห็นภาพว่าทำไมจึงต้องมีอุปกรณ์นั้นหรือทำไมจึงต้องมีการทำงานเช่นนั้นเกิดขึ้น

รูปที่ ๑
แผนผังของ reactor
ที่ใช้ในการสังเคราะพอลิโพรพิลีน
(เนื้อหาไม่ได้บอกว่ามีทั้งสิ้นกี่ตัว
แต่ตัวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์คือตัวที่
6 และตัวที่
4
รูปนี้เป็นกรณีของตัวที่
6
ที่อยู่ระหว่างการล้างทำความสะอาด
auxiliary cooling
line โดยมีการปิด remote
shut-off valve (เป็นชนิด ball
valve) เปิดวาล์วด้านขาเข้าของ
criculation (suction
valve) ทิ้งเอาไว้และถอดท่อช่วงเชื่อมต่อวาล์วตัวนี้กับปั๊มออก
โดยไม่มีการใส่ slip
plate หรือ blind
flange
การสังเคราะห์พอลิเอทิลีนเกิดขึ้นก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่สองไม่นานโดยเป็นกระบวนการที่ใช้
initiatorเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยา
กระบวนการนี้ใช้ความดันและอุณหภูมิสูงและปัจจุบันก็ยังใช้กันอยู่
(บ้านเราก็มีโรงงานแบบนี้)
คือเป็นพอลิเมอร์ที่เรียกว่าพอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ
(LDPE - Low Density
Polyethylene)
ต่อมาช่วงหลังสงครามก็เกิดกระบวนการที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่สังเคราะห์ได้ที่อุณหภูมิที่ต่ำกว่า
โดยตัวเร่งปฏิกิริยานี้แยกเป็น
2 กลุ่มด้วยกัน
กลุ่มแรกนั้นใช้โลหะ Cr
เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
และกลุ่มที่สองคือตัวเร่งปฏิกิริยาตระกูล
Ziegler-Natta
ที่ใช้สารประกอบของโลหะ
Ti และ
Al
เป็นหลักเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
ข้อดีของตัวเร่งปฏิกิริยาตระกูล
Ziegler-Natta
ก็คือมันสามารถทำการพอลิเมอร์ไรซ์พอลิโอเลฟินส์ตัวที่ใหญ่กว่าเอทิลีนได้
เช่นโพรพิลีนและบิวทีน
จึงทำให้เป็นที่นิยมใช้กันมากกว่า
เนื่องด้วยปฏิกิริยาการพอลิเมอร์ไรซ์มีการคายความร้อนออกมาในปริมาณมาก
และเพื่อให้สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ง่ายเทคนิคหนึ่งที่นำมาใช้คือการทำปฏิกิริยาในตัวทำละลายที่เป็นของเหลว
โดยแก๊สที่เป็นสารตั้งต้นจะละลายเข้าไปในตัวทำละลายที่มีการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาเข้าไป
ตัวทำละลายนี้จะทำหน้าที่เป็นแหล่งรับความร้อนจากปฏิกิริยาก่อนส่งต่อไปให้ระบบต่อให้กับน้ำหล่อเย็น
ตรงนี้ขอขยายความเรื่องตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้กับการพอลิเมอร์ไรซ์โอเลฟินส์นิดนึง
คือในกระบวนการนี้ตัวเร่งปฏิกิริยา
(ที่ยุคแรก
ๆ จะเป็นไอออนโลหะละลายอยู่ในตัวทำละลาย
(homogeneous
catalyst) แต่ต่อมาภายหลังเป็นแบบอนุภาคของแข็งเล็ก
ๆ (heterogeneous
catalyst) ที่แขวนลอยอยู่)
จะถูกพอลิเมอร์ที่เกิดขึ้นนั้นห่อหุ้มเอาไว้
และติดไปกับผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ที่ได้
โดยในช่วงแรกของการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดนี้
ความว่องไวของตัวเร่งปฏิกิริยายังไม่สูงมาก
ปริมาณโลหะที่ติดไปกับผงพอลิเมอร์ยังสูงอยู่
จำเป็นต้องมีการชะล้างออกจากผงพอลิเมอร์ที่ได้
แต่ในปัจจุบันด้วยการที่ตัวเร่งปฏิกิริยามีความว่องไวสูงกว่าแต่ก่อนมาก
ทำให้ปริมาณโลหะหนักที่ติดไปกับผงพอลิเมอร์นั้นต่ำมากจนถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย
แม้ว่าจะนำพอลิเมอร์นั้นไปใช้ทำผลิตภัณฑ์ที่มีการสัมผัสกับอาหารก็ตาม
ในการเกิดปฏิกิริยาในตัวทำละลายนั้น
สารตั้งต้นที่เป็นแก๊สจะละลายเข้าไปในตัวทำละลาย
(ที่ใช้กันก็คือไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัวหรืออะโรมาติก)
และต่อโมเลกุลเข้าด้วยกันเป็นโมเลกุลใหญ่กลายเป็นสายโซ่พอลิเมอร์
โดยในช่วงแรกที่ขนาดสายโซ่โมเลกุลยังไม่ยาวมากนั้นสายโซ่นี้จะละลายได้ดีในตัวทำละลาย
และเมื่อยาวขึ้นถึงระดับหนึ่งจะยังละลายได้ในตัวทำละลายถ้าหากว่าอุณหภูมิสูงตัวทำละลายนั้นสูงพอ
แต่จะแยกตัวออกมาเป็นของแข็งถ้าหากอุณหภูมิต่ำเกินไป
ความยาวสายโซ่ช่วงนี้เรียกว่าโอลิโกเมอร์
(oligomer)
ที่เป็นโมเลกุลใหญ่แต่ยังไม่ใหญ่มากพอที่จะนำไปใช้งานขึ้นรูปผลิตภัณฑ์อะไรได้
(ทำนองเดียวกับพาราฟินที่ใช้ทำเทียนไข)
และพอสายโซ่ยาวขึ้นจะเป็นระดับพอลิเมอร์ที่แยกตัวออกมาเป็นของแข็งแขวนลอยอยู่ในตัวทำละลาย
(ต้องย้ำนิดนึงว่าเป็นของแข็งแขวนลอยได้
ณ อุณหภูมิทำปฏิกิริยา
เพราะถ้าอุณหภูมิสูงเกินไปมันก็จะละลายใหม่ได้)
ในการออกแบบกระบวนการผลิต
ก็ต้องอิงว่าตัวเร่งปฏิกิริยาในเวลานั้นสามารถผลิตพอลิเมอร์ได้ในอัตราเท่าใด
เพราะมันเป็นตัวกำหนดปริมาณความร้อนที่ต้องระบายออก
แต่เมื่อตัวเร่งปฏิกิริยาได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนทำให้ความสามารถของตัวเร่งปฏิกิริยาในการทำปฏิกิริยานั้นสูงเกินกว่าความสามารถของระบบระบายความร้อนเดิมนั้นจะทำได้
ก็ต้องทำการปรับปรุงระบบเดิมเช่นด้วยการเปลี่ยนเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนหรือติดตั้งเพิ่มเติม
(ถ้ามีที่ว่างเอื้ออำนวย)
รูปที่ ๒
รายละเอียดการทำความสะอาด
reactor ตัวที่
6
รูปที่
๑ แสดงแผนผัง reactor
ที่ใช้ในกระบวนการผลิตพอลิโพรพิลีนของโรงงานที่เกิดเหตุ
reactor
ตัวนี้มีการติดตั้ง
auxiliary cooler
ที่ดึงเอาของเหลวออกทางด้านล่างเข้าสู่เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนก่อนที่จะป้อนกลับของเหลวที่เย็นลงนั้นกลับเข้าสู่
reactor ทางด้านบน
เนื่องจาก cooler
ตัวนี้มีปัญหาต้องได้รับการทำความสะอาด
(ในบทความไม่ได้ระบุว่าด้วยเหตุใด
แต่เดาว่าน่าจะเกิดจากการแข็งตัวของ
oligomer
ในระบบที่ทำให้เกิดการอุดตันหรือประสิทธิภาพในการระบายความร้อนลดต่ำลง)
ทางโรงงานจึงได้ทำการปิดวาล์วเข้า-ออก
(ที่เป็น
remote shut-off
valve ชนิด ball
valve) เปิดวาล์วด้านขาเข้าปั๊ม
(ที่ใช้สูบของเหลวจากทางด้านล่าง
reactor
เพื่อป้อนเข้าสู่
cooler)
และถอดท่อที่เชื่อมต่อ
reactor และ
cooler ออก
(ไม่ได้ระบุว่าเป็นตำแหน่งไหน
แต่น่าจะเป็นช่วงถัดจากวาล์วด้านขาเข้าปั๊ม)
ดังนั้นในขณะนี้ reactor
ตัวที่ 6
ถูกปิดกั้นออกจากภายนอกด้วย
remote shut-off
valve เพียงตัวเดียวเท่านั้น
(รายละเอียดในรูปที่
๒)
ในกรณีของ
reactor
ที่เป็นถังปั่นกวนขนาดใหญ่
จะมี manhole
อยู่ทางด้านล่างและด้านบนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ปรกติ manhole
นี้จะถูกปิดเอาไว้ด้วย
blind flange
ในกรณีที่ต้องการติดตั้งท่อเข้า-ออกเพิ่มเติมให้กับ
reactor
(เช่นการติดตั้งเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนเพิ่มเติม)
ก็สามารถใช้ช่อง manhole
นี้เพื่อต่อท่อเข้า-ออกได้
บทความไม่ได้กล่าวว่าในระหว่างการทำความสะอาด
auxiliary cooler
นี้ได้มีการหยุดการทำงานของ
reactor ตัวที่
6 นี้หรือไม่
แต่จะว่าไปแล้วอาจไม่จำเป็นต้องหยุดถ้าหากยังสามารถระบายความร้อนด้วยการใช้ระบบอื่นที่ยังคงทำงานอยู่
รูปที่ ๓
เหตุการณ์รายละเอียดเมื่อไฟฟ้าดับและสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา
ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ
๒๑.๕๕
น ทางโรงงานก็เริ่มดำเนินการขั้นตอนการทำความสะอาด
auxiliary cooler ของ
reactor ตัวที่
4 (รูปที่
๓)
ซึ่งในขณะนี้ก็ยังคงทำความสะอาด
auxiliary cooler ของ
reactor ตัวที่
6 อยู่
(แสดงว่าในช่วงเวลานั้นปัญหาที่ทำให้ต้องทำความสะอาด
auxiliary cooler
นี้เกิดขึ้นเป็นประจำ)
ต่อมาอีก 6
นาทีถัดมาที่เวลาประมาณ
๒๒.๐๑
น ก็เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ
ทางโรงงานจึงได้หยุดทำการฉีดตัวทำละลายเพื่อทำความสะอาด
(solvent injection
for cleaning) reactor ตัวที่ 4
(ตรงนี้คิดว่าน่าจะเป็น
auxiliary cooler ของ
reactor ตัวที่
4 มากกว่า)
ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในการสังเคราะห์นั้นมีความว่องไวสูงกับออกซิเจนในอากาศและน้ำ
ตัวผงพอลิเมอร์เองที่มีตัวเร่งปฏิกิริยาติดอยู่นั้นก็ต้องผ่านการทำลายตัวเร่งปฏิกิริยาก่อน
(เช่นด้วยการให้สัมผัสกับออกซิเจนหรือไอน้ำทีละน้อย
ๆ
เพื่อไม่ให้ความร้อนที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาการทำลายตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้ผงพอลิเมอร์เสียหาย)
ในระหว่างการทำงานนั้นใน
auxiliary cooler
จะมีตัวทำละลายและผงพอลิเมอร์ที่แขวนลอยอยู่นั้นไหลผ่าน
เมื่อหยุดการทำงานก็จะยังมีสารเหล่านี้ตกค้างอยู่ภายใน
แม้ว่าตัวบทความนั้นจะไม่ได้ให้รายละเอียดว่าการทำ
solvent injection
นั้นทำไปทำไม
แต่คาดเดาว่าน่าจะเป็นการทำเพื่อไล่ตัวทำละลายและผงพอลิเมอร์ที่ตกค้างอยู่ในใน
auxiliary cooler
ออกให้หมดก่อน
จากนั้นจึงค่อยทำการเปิดระบบท่อเพื่อทำความสะอาดดังเช่นกรณีของ
reactor ตัวที่
6
รูปที่ ๔
คำอธิบายว่าทำไมโอเปอร์เรเตอร์จึงต้องเปิดวาล์ว
ข้อความที่คัดลอกมาในรูปที่
๔
อธิบายไว้ว่าปฏิกิริยาการพอลิเมอร์ไรซ์สามารถเกิดได้ในระหว่างการทำความสะอาด
auxiliary cooler
แต่ข้อความถัดมาก็คือ
"if"
อัตราการป้อนสารลดต่ำลง
ซึ่งคำว่า "if"
ตัวนี้ถ้าแปลเป็นไทยออกมามันก็แปลได้
๒ ความหมายที่ให้ความหมายที่ตรงข้ามกัน
คือถ้าแปลคำว่า
"if"
นี้ว่า "ถ้า"
ก็จะให้ความหมายว่า
"ปฏิกิริยาการพอลิเมอร์ไรซ์สามารถเกิดได้ในระหว่างการทำความสะอาด
auxiliary cooler
"ถ้า"
อัตราการป้อนสารลดต่ำลง"
ซึ่งหมายความว่าถ้าอัตราการป้อนสารนั้นสูง
ปฏิกิริยาจะไม่เกิด
แต่จะเกิดถ้าอัตราการป้อนสารนั้นต่ำ
แต่ถ้าแปลคำว่า
"if"
นี้ว่า "แม้ว่า"
ก็จะให้ความหมายว่า
"ปฏิกิริยาการพอลิเมอร์ไรซ์สามารถเกิดได้ในระหว่างการทำความสะอาด
auxiliary cooler
"แม้ว่า"
อัตราการป้อนสารลดต่ำลง"
ซึ่งหมายความว่าปรกติปฏิกิริยาก็เกิดที่อัตราการไหลสูง
แต่ก็ยังเกิดได้อยู่แม้ว่าอัตราการไหลจะลดต่ำลง
ในความเป็นจริงนั้นต่อให้ไม่มีการป้อนสารตั้งต้นและตัวเร่งปฏิกิริยาเข้าระบบ
ปฏิกิริยาก็ยังเกิดอย่างต่อเนื่องอยู่โดยอาศัยสารตั้งต้นที่ละลายอยู่ในเฟสของเหลวและตัวเร่งปฏิกิริยาที่ยังคงมีความว่องไวในการทำปฏิกิริยาอยู่
ทำให้ยังคงมีการคายความร้อนออกมา
และเดาว่าอาจเป็นเพราะสาเหตุนี้จึงทำให้โอเปอร์เรเตอร์จึงพยายามนำ
auxiliary cooler ของ
reactor ตัวที่
4
ที่เพิ่งจะหยุดการทำงานนั้น
กลับมาใช้งานใหม่ ด้วยการไปเปิด
remote shut-off
valve ของ reactor
ตัวที่ 4
เพื่อที่จะได้เริ่มเดิน
circulation pump
ใหม่ remote
shut-off valve นี้ใช้แรงสปริงคุมไว้วาล์วปิดอยู่เสมอ
เว้นแต่จะมีแรงดันอากาศมาดันต้านแรงสปริงให้วาล์วเปิด
ในกรณีที่ไฟฟ้าดับนั้นจะยังมีอากาศสำรองไว้ในถังความดัน
ทำให้ยังสามารถเปิดวาล์วได้
(ตรงนี้มันตั้งได้นะว่าจะใช้แรงสปริงคุมให้วาล์วเปิดและใช้แรงดันอากาศทำให้วาล์วปิดก็ได้
แล้วแต่การทำงาน)
ball
valve เป็นวาล์วที่เหมาะสมในระบบที่เป็น
slurry เช่นนี้
(ของเหลวมีอนุภาคของแข็งแขวนลอยอยู่)
เพราะมันสามารถปิดได้สนิทโดยไม่ต้องกังวลว่าของแข็งที่ตกค้างบริเวณตัววาล์วจะทำให้วาล์วปิดได้ไม่สนิทดังเช่นกรณี
gate valve
และไม่ต้องกังวลว่าจะมีมุมอับที่ทำให้ของแข็งสะสมอยู่ในตัววาล์วได้ดังเช่น
globe valve
สิ่งที่เกิดขึ้นคือในช่วงที่ไฟฟ้าดับนั้นบริเวณแผงควบคุมการเปิด-ปิด
remote shut-off
valve นั้นค่อนข้างมืด
จึงทำให้เปิดวาล์วผิดตัว
คือไปเปิดของ reactor
ตัวที่ 6
ที่อยู่ระหว่างการล้างทำสะอาดอยู่แทน
ทำให้มีทั้งเฮกเซน (hexane)
ที่ใช้เป็นตัวทำละลาย
โพรพิลีน และผงพอลิเมอร์
รั่วไหลออกมารวมกันประมาณ
40
ตันก่อนเกิดการระเบิด
ทำให้มีผู้เสียชีวิต ๔ ราย
(รูปที่
๓)
ดูจากปริมาณสารที่รั่วออกมาและการแผ่กระจายก่อนการระเบิดแล้ว
ความเสียหายก็ไม่น่าจะต่างจากการระเบิดที่
Flixborough
ประเทศอังกฤษในปีถัดมาเท่าใดนัก
แต่อาจเป็นด้วยวัฒนธรรมการทำงาน
จึงไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเท่าใดนัก
ถ้าถามว่าใครผิด
จะโยนทั้งหมดให้กับโอเปอร์เรเตอร์คนเปิดวาล์วผิดตัวหรือ
ว่าแต่ขั้นตอนการทำงานที่มีการถอดท่อ
เปิดวาล์วทิ้งเอาไว้
และไม่มีการใส่ slip
plate หรือ blind
flange นั้น
เป็นสิ่งที่สอนถ่ายทอดต่อ
ๆ กันมาหรือเปล่า
โดยไม่มีการพิจารณาทบทวนว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอันตรายมากแค่ไหน
แต่จะว่าไปในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เทคนิค
HAZOP (Hazard and
operability study) อยู่ระหว่างการพัฒนาและใช้งานกันอยู่ภายในบริษัท
ICI (Imperial
Chemical Industries) ของประเทศอังกฤษ
และยังไม่มีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการออกสู่ภายนอก
ซึ่งต้องรอหลังจากเหตุระเบิดในทำนองเดียวกันที่
Flixborough
ประเทศอังกฤษในปีถัดมา