วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

D-Day ใครหลอกใคร (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๔๗) MO Memoir : Wednesday 5 June 2556

เป็นเรื่องปรกติที่ช่วงเวลานี้ของปี สารคดีสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่สร้างจากฝั่งอังกฤษหรืออเมริกา มักจะกล่าวถึงวัน D-Day หรือวันยกพลขึ้นบกของกองทัพ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และแคนาดา ที่หาดนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ในวันอังคารที่ ๖ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๔๔ (พ.ศ. ๒๔๘๗)
 
เนื้อหาของสารคดีมักจะเป็นไปในทำนองเดียวกัน คือการกล่าวถึงความสำเร็จของกองทัพพันธมิตรตะวันตกในการหลอกให้กองทัพเยอรมันเชื่อว่าการยกพลขึ้นบกของจริงจะเกิดขึ้นขึ้นที่เมือง Calais ซึ่งเป็นช่วงที่แคบสุดของช่องแคบอังกฤษ ไม่ใช่ที่หาดนอร์มังดี

แต่ในหนังสือ "The German Generals Talk" ของ B.H. Liddell Hart ที่ได้สัมภาษณ์นายพลเยอรมันที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันแนวรบด้านตะวันตกในช่วงนั้น (จอมพล von Runstedt และนายพล Blumentritt) และจัดพิมพ์ขึ้นหลังสงครามสิ้นสุดเพียง ๓ ปี (พิมพ์ในปีค.. ๑๙๔๘ หรือพ.. ๒๔๙๑) ได้ให้ภาพที่แตกต่างออกไป

รูปที่ ๑ เส้นทางการเดินทัพของกองทัพสัมพันธมิตรชาติตะวันตกจากนอร์มังดีไปยังเยอรมัน รูปจากบทที่ ๑๗ Paralysis in Normandy ในหนังสือ "The German Generals talk" ของ B.H. Liddell Hart ในกรอบสีแดงข้างบนคือเมือง Calais ที่คาดว่าการยกพลขึ้นบกจะเกิดขึ้น ส่วนในกรอบสีเขียวข้างล่างคือหาดนอร์มังดีที่มีการยกพลขึ้นบกเกิดขึ้นจริง
 
เหตุผลหลักที่กองทัพพันธมิตรตะวันตกยกพลไม่ยกพลขึ้นบกในตำแหน่งทีช่องแคบอังกฤษแคบที่สุดก็เพราะคาดว่าเยอรมันเองก็ต้องเตรียมกำลังไว้หนาแน่นในบริเวณนั้น และความแข็งแกร่งของ "Atlantic wall" ที่ฝ่ายเยอรมันเองโฆษณาว่าแข็งแกร่ง แต่ถึงกระนั้นก็พยายามหลอกให้ฝ่ายเยอรมันเชื่อว่าการยกพลขึ้นบกจะเกิดที่บริเวณ Calais จริง
 
จอมพล von Runstedt ที่กำกับดูแลแนวรบด้านนี้ (เป็นโดยนาม โดยผู้มีอำนาจออกคำสั่งจริงคือฮิตเลอร์) ให้สัมภาษณ์แก่ Liddell Hart ว่า อันที่จริงกองทัพเยอรมันในแนวรบด้านตะวันตกมีเพียง ๕๙ กองพล ต้องดูแลแนวฝั่งที่ยาวถึง ๓,๐๐๐ ไมล์ จากอิตาลีตอนใต้ไปจนถึงนอร์เวย์ตอนเหนือ และส่วนใหญ่ก็เป็นกองกำลังป้องกันชายฝั่ง หรือกองพลประเภท "low grade" หรือไม่ก็มีเพียงแต่ชื่อเท่านั้น (ในขณะนั้นการรบทางแนวรบด้านตะวันออกกับรัสเซียหนักมาก กองทัพเยอรมันวางกำลังไว้รับมือกับรัสเซียถึง ๑๕๐ กองพล แนวรบด้านตะวันตกในฝรั่งเศสใช้เป็นที่พักฟื้นหน่วยทหารที่บอบช้ำมาจากการรบในแนวรบด้านตะวันออก) และความแข็งแกร่งของ "Atlantic wall" นั้นก็เป็นเพียงภาพลวงตา
 
จอมพล von Runstedt ยังกล่าวต่อไปว่า เขารู้สึกแปลกใจที่ทัพพันธมิตรชาติตะวันตกไม่ยกพลขึ้นบกที่บริเวณ Calais นี้ เพราะถ้ายกพลขึ้นบกที่นี่จะสามารถเดินทางไปถึงพรมแดนเยอรมันได้ภายใน ๔ วันเท่านั้น (แต่พอไปยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี กลับต้องใช้เวลาถึง ๖ เดือน)

นี่นับว่าเป็นสิ่งที่กองทัพเยอรมันหลอกทัพพันธมิตรชาติตะวันตกได้ คือหลอกว่าถ้ายกพบขึ้นบกที่แถว Calais จะพบกับการต้านทานอย่างหนักและมีการเตรียมความพร้อมอย่างดี

จากหนังสือของ Liddell Hart นั้นทำให้ทราบว่าทั้ง ฮิตเลอร์ จอมพล von Runstedt จอมพล Rommel และนายพล Blumentritt ต่างคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าพันธมิตรชาติตะวันตกจะทำการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี แต่สิ่งที่บรรดาผู้นำทัพเยอรมันคาดการณ์คือการยกพลขึ้นบกจะเกิดขึ้นที่ Calais ด้วย คือการยกพลขึ้นบกจะเกิดขึ้นที่สองแห่ง (ถูกหลอกด้วยตัวเลขจำนวนทหารอเมริกาที่ถูกส่งเข้ามาเตรียมตัวในอังกฤษ)

นี่นับว่าเป็นสิ่งที่พันธมิตรตะวันตกหลอกกองทัพเยอรมันได้ คือหลอกว่าจะมีการยกพลขึ้นบกที่ Calais อีกแห่ง ทำให้ทางกองทัพเยอรมันลังเลใจที่จะเคลื่อนกองหนุนจากทางด้านเหนือลงมาปิดกั้นการยกพลขึ้นบกทางด้านใต้

ผลจากการยกพลขึ้นบกได้สำเร็จแต่ที่สถานที่ที่ไม่เหมาะสมเท่าใดนัก ทำให้ทัพพันธมิตรชาติตะวันตกไปติดค้างอยู่บริเวณดังกล่าวร่วม ๒ เดือนกว่าที่จะทำลายกำแพงกองทัพเยอรมันที่ขวางอยู่ได้
ในฐานะที่เป็นผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ ๒ คนหนึ่ง ตรงนี้คงต้องขอชมทหารเยอรมันว่า ตามมาตรฐานของเยอรมันแล้ว ทหารเหล่านี้อาจจัดได้ว่าเป็นทหารเกรดสอง (ตามที่จอมพล von Runstedt กล่าวไว้) หรือเป็น กองกำลังที่อยู่ระหว่างการพักฟื้น แต่ก็สามารถต้านทานกองกำลังที่เหนือกว่าทั้งด้านกำลังพล การฝึกฝน และการสนับสนุนทั้งทางบกและทางอากาศได้นานร่วม ๒ เดือน (ในขณะนั้นทัพอากาศพันธมิตรครองน่านฟ้าฝรั่งเศสแล้ว ทำให้ทัพเยอรมันประสบปัญหาในการเคลื่อนกำลังตอนกลางวัน)

และจะว่าไปแล้วสมรภูมิการรบใหญ่ในยุโรปในเดือนมิถุนายน ปีค.ศ. ๑๙๔๔ ไม่ใช่ที่นอร์มังดีในฝรั่งเศส แต่เป็นทางด้านแนวรบตะวันออกใน Belorussian (บางที่เรียกว่า White russia ซึ่งปัจจุบันคือ Belarus) ในปฏิบัติการทางทหารที่เรียกว่า "Operation Bagration" ของกองทัพรัสเซียที่กระทำต่อ Army Group Centre ของกองทัพเยอรมัน ในปฏิบัติการของทัพรัสเซียในครั้งนั้นกองทัพเยอรมันเสียทหารไปกว่า ๓๐๐,๐๐๐ นายหรือประมาณ ๓๐ กองพล ในขณะที่กองทัพพันธมิตรชาติตะวันตกเพิ่งจะหาทางออกจากบริเวณนอร์มังดีมาได้

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วิธีประหยัดไฟฟ้าให้กับลิฟต์ MO Memoir : Sunday 2 June 2556

ตึกที่ห้องทำงานของผมตั้งอยู่มีลิฟต์ทั้งหมด ๖ ตัว ทางเข้าชั้น ๑ ก็จะมีป้ายประกาศรณรงค์ให้ช่วยกันประหยัดไฟฟ้าด้วยการลดการใช้ลิฟต์
  
แต่มีอันหนึ่งที่ทำให้ผมแปลกใจมานานแล้วก็คือ ด้วยพื้นที่ยืนขนาดประมาณ 1.8 เมตรคูณ 1.8 เมตร สูงสักประมาณ 2 เมตร ติดหลอดฟลูออเรสเซนต์ขนาด 36 W ให้ตั้ง "5" หลอด


ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่ามันมีไฟส่องสว่างอยู่กี่หลอด มารู้เอาตอนที่เขาเอาแผ่นพลาสติกมัว ๆ ที่ทำเป็นเพดานออก ก็เลยได้เห็นว่าเหตุผลที่เขาต้องติดหลอดไฟให้ตั้งห้าดวงก็เพราะคนออกแบบเอาอะไรต่อมิอะไรมาบังหลอดไฟที่เพดานเอาไว้หมด แสงมันก็เลยผ่านได้ไม่มาก ก็เลยต้องเพิ่มจำนวนหลอดให้มากเพื่อให้มีแสงส่องสว่างเพียงพอ
  
ที่นี้พอเอาแผ่นพลาสติกที่เป็นฝ้าเพดานออก มันก็เลยสว่างโร่งเลย
  
พื้นที่ห้องทำงานผมใหญ่กว่าพื้นที่ลิฟต์สัก 4 เท่า แต่ใช้หลอดไฟขนาดเดียวกันแค่ 4 หลอดก็สว่างเพียงพอที่จะอ่านตัวหนังสือขนาดเล็กได้ 
 
 
การรณรงค์ให้ประหยัดไฟฟ้านั้น มันไม่ได้มีเพียงแค่การลดจำนวนครั้งการใช้ แต่มันรวมไปถึงการทบทวนการออกแบบด้วยว่ามันสิ้นเปลืองหรือเปล่า อย่างเช่นในกรณีนี้ถ้าเหลือเพียงแค่ 2 หลอดก็น่าจะเพียงพอ ผมเห็นลิฟต์หลายที่เขาใช้หลอดไฟคิดเป็นพลังงานรวมกันอย่างมากก็ไม่เกิน 40 W ก็ให้ความสว่างเหลือเฟือแล้ว

ฉบับนี้เป็น Memoir ฉบับแรกที่ส่งให้กับสมาชิกใหม่เพียงคนเดียวของภาคการศึกษาต้นปีการศึกษา ๒๕๕๖ ซึ่งจะจัดส่งให้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงวันรับปริญญา (หวังว่าคงอยู่จนถึงวันนั้นนะ)