วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เก็บตกจากการประชุมวิชาการ ๒๕๕๗ ตอนที่ ๑ MO Memoir : Monday 16 February 2558

เนื้อหาใน Memoir ฉบับนี้นำลง blog เพียงบางส่วน

เมื่อประมาณกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเข้าร่วมประชุมวิชาการ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีผู้มาเข้าร่วมประชุมจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เต็มไปหมด แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลาทำให้เข้าฟังการบรรยายได้เฉพาะบางห้องเท่านั้น และแม้แต่ในห้องที่เข้าฟังเอง เมื่อเห็นการแปลผลการทดลองที่คิดว่าน่าสงสัยอยู่ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ทักท้วง มาคราวนี้เลยขอเลือกเอาบางผลการทดลองมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นตัวอย่างข้อควรระวังในการแปลผล 

. การทำ peak fitting ของ CO2-TPD

การทำ CO2-TPD (CO2 Temperature Programmed Desorption) เริ่มจากการให้ตัวอย่างที่เป็นของแข็ง (ปรกติก็เป็นผง) ดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เอาไว้จนอิ่มตัวที่อุณหภูมิหนึ่ง (มักจะเป็นอุณหภูมิห้อง) จากนั้นก็ค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิตัวอย่างด้วยอัตราที่กำหนด แล้วทำการตรวจวัดปริมาณ CO2 ที่ตัวอย่างคายซับออกมาที่อุณหภูมิต่าง ๆ กัน เทคนิคนี้มีการนำไปใช้ในการวัดความแรงของตำแหน่งที่เป็นเบสบนพื้นผิวของแข็ง และความสามารถในการจับ CO2 ในกรณีที่ปฏิกิริยาที่ศึกษานั้นมี CO2 เป็นสารตั้งต้น
  
วิธีการทำ CO2-TPD ก็ใช้อุปกรณ์เดียวกันกับที่ใช้ทำ NH3-TPD เพียงแต่เปลี่ยนชนิดของแก๊สที่ใช้ในการดูดซับ การวัดปริมาณ CO2 ที่ตัวอย่างคายซับออกมานั้นจะใช้ตัวตรวจวัดชนิด Thermal Conductivity Detector (TCD) 
  
ตัวอย่างที่นำมาแสดงในรูปที่ ๑ มีคำอธิบายว่า “แสดงโปรไฟล์การคายซับของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2-TPD) บนตัวเร่งปฏิกิริยาคอปเปอร์เซอร์โคเนียที่มีเฟสแตกต่างกัน โดยโปรไฟล์ CO2-TPD ของตัวเร่งปฏิกิริยาดังกล่าวสามารถจำแนกออกเป็นพีคย่อยๆ ได้ 3 พีค คือ alpha beta และ gamma ซึ่งเป็นตัวแทนของ weak medium และ strong basic site จากรูปจะสังเกตเห็นว่า แม้โปรไฟล์ CO2-TPD ของตัวเร่งปฏิกิริยาทั้งสามมีลักษณะที่เหมือนกัน แต่อุณหภูมิในการคายซับของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละ basic site ของทั้ง 3 ตัวเร่งปฏิกิริยามีการเลื่อนตำแหน่งที่ไม่ตรงกัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเฟสของเซอร์โคเนียมีผลต่อความแรงของแต่ละ basic site บนตัวเร่งปฏิกิริยาคอปเปอร์เซอร์โคเนีย นั่นหมายความความแข็งแรงในการยึดเหนี่ยวของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดูดซับบนตัวเร่งปฏิกิริยาก็จะแตกต่างกันออกไป โดยพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยา Cu/m-ZrO2 มีอุณหภูมิในการคายซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละ basic site สูงที่สุด ซึ่งแสดงให้ว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดูดซับบนพื้นผิวตัวเร่งปฏิกิริยา Cu/m-ZrO2 มีการยึดเหนี่ยวกันที่แข็งแรงมาก ในขณะที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดูดซับบนพื้นผิวตัวเร่งปฏิกิริยา Cu/t-ZrO2 มีการยึดเหนี่ยวกันที่ไม่แข็งแรงมากนัก ซึ่งจะเห็นจากอุณหภูมิในการคายซับของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นที่อุณหภูมิต่ำ
  
ผลตรงนี้ในส่วนของผมเองมีประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตหลายประเด็น อย่างแรกก็คือเป็นเรื่องปรกติที่พีคการคายซับ (desorption peak) จะเป็นพีคที่ไม่สมมาตร อันเป็นผลเนื่องจากการแพร่ออกมาจากรูพรุนของตัวอย่าง (ดู Memoir ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๗๔๔ วันศุกร์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เรื่อง “ทำไมพีคจึงลากหาง”) ดังนั้นการทำ peak fitting จึงควรใช้ฟังก์ชันพีค Gaussian ที่ไม่สมมาตร (ดู Memoir ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๓๑๔ วันศุกร์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ เรื่อง “GC- peak fitting ตอนที่๑ การหาพื้นที่พีคที่เหลื่อมทับ”)
  
ในรูปที่ ๑ นั้นคณะผู้วิจัยพยายามแปลผลด้วยการใช้ฟังก์ชัน Gaussian ที่สมมาตรในการแยกหาตำแหน่งพีค จะเห็นว่าการทำ peak fitting ดังกล่าวไม่สามารถปรับเข้ากับผลการทดลองได้ดี โดยเฉพาะตรงบริเวณที่ลูกศรสีส้มชี้ที่เห็นได้ชัดว่าผลรวมของพีคย่อย (เส้นประนั้น) แตกต่างไปจากผลการทดลอง (เส้นทึบ) อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ตรงส่วนหน้าของพีคแรก (ที่ประมาณ 70ºC) ตรงลูกศรสีเขียวชี้ การทำ curve fitting ก็ยังทำได้ไม่ดี จะเห็นว่ารูปร่างความโค้งของเส้นข้อมูลผลการทดลองและความโค้งของพีค Gaussian นั้นแตกต่างกันอยู่ ทั้งนี้อาจเป็นผลการการกำหนดแนว base line ของข้อมูล
  
รูปที่ ๑ CO2-TPD profiles 
  
. อุณหภูมิและการดูดซับ

การดูดซับโมเลกุลบนพื้นผิวของแข็งนั้นเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน (ดู Memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๗๕ วันพุธที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๔ เรื่อง “อุณหภูมิและการดูดซับ”) ดังนั้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น การดูดซับจะเกิดขึ้นน้อยลง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่สารดูดความชื้นต่าง ๆ เมื่อสารเหล่านี้ดูดความชื้นจนอิ่มตัว เราก็สามารถไล่ความชื้นที่มันดูดซับเอาไว้ได้ด้วยการให้ความร้อนแก่สารดูดซับเหล่านั้นที่อุณหภูมิที่สูงพอ ความชื้นที่สารดูดซับจับเอาไว้ก็จะหลุดออกไป
  
รูปที่ ๒ เป็นผลการทดลองการดูดซับสีย้อมชนิดหนึ่งในน้ำที่อุณหภูมิต่าง ๆ กัน ซึ่งมีคำอธิบายว่า “พบว่าในช่วง 2 นาทีแรก ความสามารถในการดูดซับเกิดอย่างรวดเร็ว มีค่า 66,700, 66,111 และ 66,407 ppm ของคองโกเรดต่อกรัมของตัวดูดซับ ตามลําดับ หลังจากนั้นความสามารถในการดูดซับสารละลายคองโกเรดเริ่มลดลงและเข้าสู่สมดุล ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 60 นาที มีความสามารถในการดูดซับสารละลายคองโกเรดเท่ากับ 68,658 , 68,976 และ 69,529 ppm ของคองโกเรดต่อกรัมของตัวดูดซับ ตามลําดับ ความสามารถในการดูดซับสารละลายคองโกเรดเกิดขึ้นได้มากที่อุณหภูมิสูง เนื่องจากพลังงานจลน์ของสารละลายคองโกเรดมีปริมาณมาก ในขณะที่มีการเพิ่มอุณหภูมิจะทําให้เกิดการเคลื่อนที่ของสารละลายคองโกเรดได้มากขึ้น พลังงานจลน์ของสารละลายคองโกเรดมีค่ามากกว่าพลังงานศักย์ จึงเกิดแรงดึงดูดระหว่างตัวดูดซับกับสารละลายคองโกเรด” ซึ่งผลตรงนี้ขัดกับสิ่งที่ทฤษฏีทำนายไว้ ที่กล่าวไว้ในย่อหน้าข้างบน
  
รูปที่ ๒ ผลของอุณหภูมิต่อความสามารถในการดูดซับสีคองโกเรด (congo red) ความเข้มข้น 700 ppm ที่เวลาต่าง ๆ กัน ใช้ตัวดูดซับคาร์บอนกัมมันต์ที่เตรียมจากแบคทีเรียลเซลลูโลสที่ไม่ผ่านการแช่ด้วยกรด ปริมาณ 0.2 กรัม เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสารละลายคองโกเรดเป็น 30, 45 และ 60 ºC 

ปรกติของแข็งที่มีรูพรุนนั้นเมื่ออยู่ในเฟสแก๊สก็จะมีเฟสแก๊สแทรกอยู่ในรูพรุน เมื่อเรานำไปใช้ในการดูดซับสารออกจากเฟสแก๊ส เฟสแก๊สที่อยู่นอกรูพรุนและเฟสแก๊สที่อยู่ในรูพรุนจะมีความต่อเนื่องกัน โมเลกุลสารที่ต้องการดูดซับจะสามารถแพร่จากเฟสแก๊สที่อยู่นอกรูพรุนเข้าไปในรูพรุนได้ และลงไปเกาะบนพื้นผิวของแข็งได้ แต่กรณีของการนำเอาของแข็งมีรูพรุน ซึ่งเดิมอยู่ในเฟสแก๊ส แล้วใส่ลงไปในเฟสของเหลวนั้นแตกต่างออกไป เพราะเฟสของเหลวที่อยู่นอกรูพรุนจะไม่สามารถแพร่เข้ามาในรูพรุนได้เพราะมีเฟสแก๊สขวางกั้นอยู่ ที่อุณหภูมิต่ำพื้นที่จำนวนมากของรูพรุนถูกปกคลุมเอาไว้ด้วยเฟสแก๊ส ทำให้ไม่สามารถใช้พื้นที่เหล่านั้นในการดูดซับโมเลกุลที่อยู่ในเฟสของเหลวได้ แต่เมื่อเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น แก๊สจะขยายตัวแพร่ออกมาจากรูพรุนมากขึ้น ของเหลวจะแทรกเข้าไปในรูพรุนได้ง่ายขึ้น (ความหนืดลดลง) พื้นที่ของรูพรุนที่ถูกปกคลุมด้วยของเหลวก็มากขึ้นตามไปด้วย ทำให้เห็นความสามารถในการดูดซับดีขึ้นที่อุณหภูมิที่สูงขึ้น
 
วิธีการที่ดีกว่าและเหมาะสมกว่าในการใช้ของแข็งมีรูพรุนทำปฏิกิริยาในเฟสของเหลวคือหาทางเติมของเหลวให้เต็มรูพรุนต่าง ๆ ก่อนที่จะเริ่มทำการทดลอง วิธีการหนึ่งที่สามารถทำได้ก็คือการนำเอาของแข็งนั้นไปต้มในสารละลายที่ใช้ในการศึกษาก่อนที่จะใส่สารตั้งต้นลงไปในสารละลาย

. การทำ Linear regression

การทำ regression เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ (x ซึ่งอาจมีมากกว่า ๑ ตัวแปร) กับตัวแปรตาม (y ซึ่งมีเพียงตัวเดียว) การทำ regression แตกต่างจากการทำ curve fitting ตรงที่ในการทำ curve fitting นั้นเราหาฟังก์ชันที่ “ต้องผ่าน” จุดข้อมูลที่มีอยู่ทุกจุด (ปรกติที่ x ค่าหนึ่งจะมี y เพียงค่าเดียว) ในขณะที่การทำ regression นั้นเป็นการหาฟังก์ชันที่เมื่อลากผ่านกลุ่มจุดข้อมูลที่มีอยู่ (ไม่จำเป็นต้องผ่านจุดใดจุดหนึ่งเลยก็ได้) แล้วให้รูปเส้นกราฟกับการกระจายตัวของจุดข้อมูลนั้นออกมา “ดูดี” ที่สุด คำว่า “ดูดี” ในที่นี้มักหมายถึง “ความคลาดเคลื่อน” หรือ “error” นั้นน้อยที่สุด
 
ในการทำ regression นั้นเราจำเป็นต้องกำหนดฟังก์ชันสำหรับการลากเส้นขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงค่อยหาว่าค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ ของฟังก์ชันนั้นควรมีค่าเป็นเท่าใดจึงจะให้เส้นกราฟที่ได้นั้นสอดคล้องกับรูปแบบการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ตัวอย่างเช่นในกรณีของการเลือกใช้สมการเส้นตรง พารามิเตอร์ที่ต้องหาคือค่าความชันและจุดตัดแกน x
 
“ความคลาดเคลื่อน” คือระยะห่างระหว่างจุดข้อมูลกับเส้นกราฟที่ได้ ส่วนจะวัดในรูปแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามั่นใจในจุดข้อมูล x และ y มากน้อยเพียงใด (ดูรูปที่ ๓ ประกอบ)  ถ้าเรามั่นใจว่าค่า x ของเราถูกต้อง ส่วนค่า y นั้นอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ ระยะห่างก็จะวัดในแนวแกน y (ในกรณีนี้ข้อมูลมีการกระจายตัวเฉพาะในทิศทางแกนy กล่าวคือที่ x ค่าหนึ่งมี y ได้หลายค่า) ในทางกลับกันถ้าเรามั่นใจว่าค่า y ของเราถูกต้อง ส่วนค่า x นั้นอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ ระยะห่างก็จะวัดในแนวแกน x (ในกรณีนี้ข้อมูลมีการกระจายตัวในทิศทางแกน x กล่าวคือที่ y ค่าหนึ่งมี x ได้หลายค่า) และถ้าเราสงสัยว่าข้อมูลทั้ง x และ y มีความคลาดเคลื่อนทั้งคู่ ระยะห่างก็จะวัดในแนวที่เส้นที่ลากจากจุดนั้นไปตั้งฉากกับเส้นกราฟที่ได้ (ข้อมูลมีการกระจายตัวทั้งในทิศทางการแ x และแกน y) เมื่อกำหนดแนวที่จะทำการวัดความคลาดเคลื่อนได้แล้ว ต่อไปก็จะเป็นขั้นตอนการหาวิธีการที่จะให้เส้นกราฟออกมา “ดูดี” ที่สุด ซึ่งวิธีทั่วไปที่ใช้กันก็คือแนวเส้นที่ทำให้ค่าผลรวมของระยะห่างของแต่ละจุดข้อมูลกับเส้นกราฟนั้นมีค่าน้อยที่สุด

รูปที่ ๓  การวัดระยะความคลาดเคลื่อน (ซ้าย) ถ้าความคลาดเคลื่อนมีเฉพาะในทิศทางแกน y  (กลาง) ถ้าความคลาดเคลื่อนมีเฉพาะในทิศทางแกน x และ (ขวา) ถ้าความคลาดเคลื่อนมีทั้งในทิศทางแกน x และแกน y
 
การทำ regression ที่พบมากที่สุดเห็นจะได้แก่การทำ linear regression ที่ใช้ความสำคัญกับจุดข้อมูลทุกจุดเท่ากันหมด แต่การทำ linear regression จะเหมาะสมก็ต่อเมื่อรูปแบบการกระจายตัวของข้อมูลนั้นดูแล้วมีแนวโน้มว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในแนวเส้นตรง กล่าวคือควรมีจำนวนจุดข้อมูลที่ค่า x มากกว่าสองตำแหน่ง และการกระจายตัวของข้อมูลที่แต่ละตำแหน่ง x นั้นไม่ควรมากเกินไป (ถ้ามากเกินไปแสดงว่าวิธีการวัดมีปัญหา และอาจต้องพิจารณาตัดจุดข้อมูลที่กระจายตัวหลุดออกจากกลุ่มใหญ่ออกไป) ควรให้ความสำคัญกับข้อมูลการกระจายตัวที่เกาะกลุ่มกันมากกว่าที่หลุดกลุ่มออกไป



รูปที่ ๔ การทำ linear regression ด้วยการทดลองใช้แบบจำลองแตกต่างกัน 3 รูปแบบ (บทความเดียวกับรูปที่ ๒) กับจุดข้อมูล 5 ที่สองตำแหน่งตัวแปร x
 
กราฟในรูปที่ ๔ มาจากความพยายามที่จะทำ linear regression กับข้อมูล 5 จุด โดยใช้แบบจำลอง 3 รูปแบบ โดยข้อมูล 4 จุดนั้นเป็นของตำแหน่ง x ตำแหน่งหนึ่ง และอีก 1 จุดนั้นเป็นของตำแหน่ง x อีกตำแหน่งหนึ่ง ประเด็นที่อยากจะให้ลองพิจารณาตรงนี้คือจำนวนข้อมูลที่มีนั้นเหมาะสมที่จะทำ linear regression หรือยัง และถ้าตัดเข้าข้อมูลออกไป 1 จุด (ที่วงกลมสีแดงเอาไว้ในแต่ละรูป ซึ่งเป็นข้อมูลตัวเดียวกัน เพียงแต่นำไปใส่ในฟังก์ชันแตกต่างกันเท่านั้นเอง) ผลการทำ linear regression จะออกมาเป็นอย่างไร (ลองพิจารณาเฉพาะแค่ความชันของเส้นที่จะได้ก่อนก็ได้)

ตอนที่ ๑ ของเรื่องนี้คงต้องขอจบแค่นี้ก่อน ไม่งั้นเนื้อหาจะยาวเกินไป ส่วนตอนที่ ๒ จะออกมาภายในเดือนนี้ แต่ต้องขอใช้เวลาย่อยสักนิด

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เป้าหมายคือโรงไฟฟ้าวัดเลียบ ไม่ใช่สะพานพุทธ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๘๘) MO Memoir : Sunday 15 February 2558

ปีนี้จะเป็นปีครบรอบ ๗๐ ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ และครบรอบ ๔๐ ปีของการสิ้นสุดสงครามเวียดนาม บังเอิญว่ามีเอกสารเก่าที่ค้นเจอเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้วเกี่ยวกับการโจมตีทิ้งระเบิดเป้าหมายในกรุงเทพ ก็เลยถือโอกาสคัดมาบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง
  
เอกสารแรกชื่อ Air Objective Folder Thailand จัดทำขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีค.ศ. 1943 (พ.ศ. ๒๔๘๖) เป็นเอกสารที่รวบรวมเป้าหมายทางทหารต่าง ๆ ในกรุงเทพ ส่วนอีกอันหนึ่งเป็นรูปภาพที่ค้นเจอจาก http://www.awm.gov.au หรือพิพิธภัณฑ์ที่ระลึกถึงสงครามของทหารออสเตรเลีย
  
ในช่วงเวลานั้นแนวรบระหว่างอังกฤษกับญี่ปุ่นนั้นยังอยู่ในประเทศพม่า ด้านติดพรมแดนอินเดีย เส้นทางที่ทางอังกฤษจะส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเมืองไทยได้อย่างปลอดภัยก็คือทางทะเล โดยการบินอ้อมออกทะเล (หลีกเลี่ยงการตรวจจับทางบก) และโจมตีเส้นทางรถไฟสายใต้ของไทย แต่นั่นก็หมายถึงระยะการบินที่เรียกว่าแทบจะสุดพิสัยบินของเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใช้อยู่ในสมรภูมิทางด้านนี้ในขณะนั้น
  
รูปที่ ๑ แผนที่กรุงเทพจากเอกสาร Air Objective Folder Thailand, Issues February 1, 1943 เป้าหมายที่ 26 คือโรงไฟฟ้าวัดเลียบ และเป้าหมายที่ 61 คือสะพานพุทธ

รูปที่ ๒ ภาพถ่ายที่ตั้งโรงไฟฟ้าวัดเลียบ และคำบรรยายเป้าหมาย

ในการรบนั้น นอกจากแนวภูเขาแล้ว แม่น้ำที่มีความกว้างมากจัดเป็นปราการธรรมชาติที่สำคัญในการเคลื่อนทัพทางบก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ สมรภูมิแนวรบด้านตะวันออกระหว่างเยอรมันกับรัสเซีย (Eastern front) แม่น้ำมีบทบาทสำคัญมากในการวางแนวตั้งรับ (เพราะดินแดนดังกล่าวไม่มีภูเขาสูงขวางกั้น) หลายการรุกที่สำคัญในแนวรบด้านนี้เป็นการเคลื่อนจากแนวแม่น้ำเส้นหนึ่งไปยังอีกเส้นหนึ่ง เมืองที่เป็นสมรภูมิรบที่สำคัญถ้าไม่ใช่เมืองที่เป็นชุมทางรถไฟ ก็เป็นเมืองที่มีสะพานข้ามแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ ในช่วงแรกที่เยอรมันบุกรัสเซียนั้นมีการส่งกองกำลังทางอากาศเข้าทำลายเป้าหมายต่าง ๆ เว้นแต่สะพาน เพราะเยอรมันต้องการใช้สะพานต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นจุดในการยกพลข้ามแม่น้ำ ส่วนทางฝ่ายรัสเซียเองนั้นก็ต้องตัดสินใจว่าจะทำลายสะพานต่าง ๆ ทิ้งหรือไม่ เพื่อชะลอการเคลื่อนทัพของเยอรมัน แต่ถ้าทำลายสะพานเสียก็จะทำให้เกิดปัญหาในการยกพลตีโต้กลับยึดเอาดินแดนของตนอีกฝั่งแม่น้ำกลับคืน ตรงนี้เป็นปัญหาที่ผู้นำทัพต้องตัดสินใจ (สภาพรัสเซียในเวลานั้นถนนในรัสเซียไม่อยู่ในสภาพที่ดีและใช้ได้ทั้งปี การเดินทางอาศัยรถไฟเป็นหลัก เมืองที่เป็นชุมทางรถไฟโดยเฉพาะในแนวเหนือ-ใต้จัดเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เช่น Kursk)
  
ตัวอย่างของกรณีของการตัดสินใจผิดพลาดเรื่องการทำลายสะพานในระหว่างการรบในสมรภูมิที่ใกล้บ้านเราเห็นจะได้แก่กรณีของการทำลายสะพานข้ามแม่น้ำ Sittang (คงเป็นแม่น้ำที่ไทยเรียกแม่น้ำสะโตง) ในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๔๒ (พ.ศ. ๒๔๘๕) ที่กองทัพอังกฤษตัดสินใจทำลายสะพานข้ามแม่น้ำดังกล่าวเพื่อหยุดการรุกของกองทัพญี่ปุ่นเข้าสู่กรุ่งย่างกุ้ง แต่การระเบิดสะพานดังกล่าวทิ้งกระทำเร็วเกินไป เพราะยังมีทหารกองพลที่ ๑๗ ของกองทัพอังกฤษติดค้างอยู่อีกฟากหนึ่งของสะพาน ทำให้ต้องสูญเสียกองพลดังกล่าวไป (วันที่การทำลายสะพานอิงจากหนังสือ "Forgotten Voices of Burma" ของ Julian Thompson, 2010)


รูปที่ ๓ ภาพถ่ายสะพานพุทธ และคำบรรยายเป้าหมาย แต่ดูเหมือนว่าคำบรรยายเป้าหมายจะใช้ชื่อสะพานผิดว่าเป็นสะพานพระราม ๗ (Rama VII)

กรณีของการเก็บสะพานไว้ใช้ประโยชน์ในการตีรุกโต้กลับเห็นจะได้แก่ปฏิบัติการ Operation Magket-Garden ที่กองทัพสัมพันธมิตรวางแผนจะยึดสะพานข้ามแม่น้ำ ๓ แห่งในยุโรปตะวันตกพร้อม ๆ กันโดยใช้พลร่มส่งทางอากาศของกองทัพสหรัฐและอังกฤษ (แต่ทำสำเร็จแค่ ๒ สะพาน อีกสะพานหนึ่งที่เมื่อ Arnhem ยึดไม่สำเร็จ จนมีการเอาไปสร้างเป็นภาพยนต์เรื่อง "A Bridge to Far") เหตุที่สะพานทั้งสามนี้ไม่ถูกทำลายคงเป็นเพราะเป็นสะพานที่อยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และจำเป็นต้องใช้ในการเคลื่อนทัพเข้าประชิดพรมแดนเยอรมัน
  
กรณีหนึ่งที่สำคัญของการทำลายสะพานไม่ทันเวลาได้แก่ Ludendorff bridge ที่เมือง Remagen ที่กองทัพสหรัฐยึดสะพานได้ก่อนที่กองทัพเยอรมันจะทำลายสะพานดังกล่าวได้ทันเวลา ทำให้สามารถส่งทหารส่วนหนึ่งข้ามแม่น้ำไรน์ได้ก่อนที่สะพานดังกล่าวจะพังลงในอีกประมาณสิบวันถัดมา (แต่นั่นก็เพียงพอสำหรับยึดฝั่งตรงข้าม) และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแผนการรบของกองกำลังพันธมิตรในแนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์นี้มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนต์เรื่อง "The Bridge at Remagen"
  
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศไทยเองมีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ ๒ สะพานด้วยกัน สะพานแรกที่สร้างคือสะพานพระราม ๖ ซึ่งเป็นสะพานสำหรับรถไฟ เป็นเส้นทางเชื่อมทางรถไฟสายใต้กับตะวันตกเข้ากับสายเหนือและสายตะวันออก ในเวลานั้นที่ตั้งสะพานพระราม ๖ ต้องถือว่าอยู่ห่างไกลตัวเมือง อีกสะพานหนึ่งเห็นจะได้แก่สะพานพุทธที่เป็นสะพานสำหรับยวดยานและคนสัญจร สะพานนี้จัดได้อย่างอยู่กลางเมืองหลวง
  
การเดินทางไปยังจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลของประเทศไทยในเวลานั้นถือได้ว่าวิธีการที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดคือเส้นทางรถไฟ รองลงมาคงเป็นทางเรือ เพราะเส้นทางถนนยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าใดนัก (แผนการเดิมที่ไทยเคยมีคือใช้สถานีรถไฟเป็นศูนย์กลาง แล้วสร้างถนนกระจายออกจากสถานีรถไฟ ดังนั้นจึงไม่ได้เน้นไปที่การสร้างถนนเชื่อมระหว่างจังหวัดต่าง ๆ)



รูปที่ ๔ ภาพจาก http://www.awm.gov.au/view/collection/item/P01932.004/ พร้อมคำบรรยายภาพดังนี้  Bangkok, Thailand. 1945-10. When the Allies began bombing raids on Thailand (then Siam), the Siamese opened this lift bridge and left it open for the duration of the war, consequently this bridge was never bombed. Photographed by the War Graves Commission survey party. (Donor B. Evans)

ด้วยเหตุนี้เส้นทางรถไฟจึงเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญเป้าหมายหนึ่งในการทำลายเพื่อหยุดยั้งการส่งกำลังบำรุงของกองทัพญี่ปุ่นเข้าไปในพม่า ถัดมาก็เป็นประตูน้ำที่อยู่ในเส้นทางตามคลองต่าง ๆ ที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงแม่น้ำแม่กลอง
  
กรณีของสะพานพุทธก็เป็นประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีเรื่องเล่ากันไปต่าง ๆ นานาว่าทำไปถึงไม่โดนทิ้งระเบิด จะว่าไปแล้วการทิ้งระเบิดสะพานพุทธในช่วงท้ายสงครามนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสะพานพระราม ๖ ก็ยังถูกทิ้งลงกลางสะพานได้อย่างแม่นยำ ทางกองทัพสัมพันธมิตรก็มีระเบิดบังคับวิทยุทิ้งจากเครื่องบินที่เรียกว่า Azon bomb มาใช้ในช่วงท้ายของสงคราม และก็ถูกนำใช้ในประเทศไทยด้วย (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Memoir ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๗๘๕ วันเสาร์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๗ เรื่อง "การทิ้งระเบิดเส้นทางรถไฟไปจังหวัดระนอง(ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำตอนที่ ๖๒)")
  
เว็บของ Autralian War Memorial เป็นเว็บไซด์หนึ่งที่มีภาพประวัติศาสตร์ของสมรภูมิต่าง ๆ ที่มีทหารออสเตรเลียเข้าร่วมร่ม ซึ่งรวมทั้งสมรภูมิในมลายูและพม่าด้วย รูปหนึ่งที่ไปพบก็คือรูปสะพานพุทธที่นำมาแสดงในรูปที่ ๔ ข้อมูลในรูประบุว่ารูปนี้ถ่ายเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ (หลังสงครามสิ้นสุดแล้ว) คำบรรยายรูปกล่าวไว้ว่าไทยตัดสินใจเปิดสะพานพุทธขึ้นค้างไว้ตลอดช่วงสงคราม (สะพานบ้านเราแต่ก่อนจะมีสะพานพุทธและสะพานกรุงเทพที่เปิดได้เพื่อให้เรือขนาดใหญ่เดินทางลำน้ำเจ้าพระยาได้) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สะพานพุทธ "ไม่ถูกทิ้งระเบิด" ("ไม่ใช่เป้าหมายของการทิ้งระเบิด" น่าจะตรงกว่า)
  
รูปที่ ๕ ภาพจาก http://www.awm.gov.au/view/collection/item/SUK14261/ พร้อมคำบรรยายภาพดังนี้ Bangkok, Thailand. 1945-04-14. RAF Liberator aircraft of the Strategic Air Force, Eastern Air Command, dropped eighty 1,000 lb bombs on the Thai government electric power plant. The power house, which was built of concrete and bricks, was destroyed. Adjacent buildings and a large warehouse were extensively damaged.

เป้าหมายของการทิ้งระเบิดที่ถูกต้องที่อยู่บริเวณนั้นเห็นจะได้แก่โรงไฟฟ้าที่อยู่ข้างวัดเลียบ (รูปที่ ๒) ที่ได้รับการระบุว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในขณะนั้น และนี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมสถานที่ต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ บริเวณนั้น ไม่ว่าจะเป็นสะพานพุทธ โรงเรียนสวนกุหลาบ หรือย่านการค้าต่าง ๆ จึงพลอยโดยลูกหลงไปด้วย
  
รูปที่ ๕ และ ๖ เป็นภาพหลังการทิ้งระเบิดโรงไฟฟ้าที่วัดเลียบ โดยระบุวันที่ว่าเป็นวันที่ ๑๔ เมษายน ค.ศ. ๑๙๔๕ (พ.ศ. ๒๔๘๘) ซึ่งขาดเพียงเดือนเศษ ๆ ก็จะครบรอบ ๗๐ ปีแล้ว คำบรรยายรูปที่ ๖ จะเห็นใช้คำว่า "Menan River" ซึ่งก็คือแม่น้ำเจ้าพระยานั่นเอง

รูปที่ ๖ ภาพจาก http://www.awm.gov.au/view/collection/item/SUK14260/ พร้อมคำบรรยายภาพดังนี้ Bangkok, Thailand. 1945-04-14. On Saturday, RAF Liberator bomber aircraft of Strategic Air Force, Eastern Air Command, bombed the Thai Government electric power plant in daylight. This very heavy raid may have seriously disrupted the city's transport. The plant supplies the whole of the south side with light and power besides the tramway network and has an output of 19,000,000 units per year. The RAF bombers were making a 2,200 mile round trip to Bangkok and going in to attack singly from several directions loosed eighty 1,000 lb bombs in a dense concentration on the power house which lies on the east bank of the Menan River. A 5,000 ft column of smoke was visible to the crews thirty miles away from the city.