วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ให้ตัวเลขออกมาสวยก็พอ MO Memoir : วันเสาร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๒

ในบรรดาข้อต่อท่อ (tube fitting) นั้น ยี่ห้อ Swagelok ดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากที่สุด โดยเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมที่ต้องการ tube fitting ที่ไว้วางใจได้ ส่วนในงานวิจัยหรือในห้องปฏิบัติการเองก็นิยมใช้เนื่องจากข้อต่อดังกล่าวสามารถถอด-ประกอบได้หลายครั้งโดยที่ยังคงความสามารถในการป้องกันการรั่วซึม

คำว่า "ท่อ" ในภาษาไทยนั้น ถ้าแปลเป็นอังกฤษจะมีคำอยู่ 2 คำคือ "Pipe" กับ "Tube" แต่ท่อชนิด "Pipe" กับ "Tube" ตามภาษาอังกฤษนั้นมีข้อกำหนดคุณลักษณะที่แตกต่างกัน ทั้งส่วนตัวท่อเองและข้อต่อที่ใช้ เอาไว้วันหลังจะเล่าให้ฟังอีกที สำหรับในบทความนี้คำว่า "ท่อ" จะหมายความถึงท่อชนิด "Tube" เท่านั้น และคำว่า "ข้อต่อท่อ" จะหมายความถึง "Tube fitting" เท่านั้น เว้นแต่จะมีการระบุไว้เป็นอย่างอื่น

Catalogue เดิมของ Swagelok นั้น ตัว Swagelok เองจะหมายถึงส่วนที่เป็นข้อต่อท่อ ในส่วนของวาล์วและอุปกรณ์ตัวอื่นที่ปรากฏอยู่ใน catalogue เล่มเดียวกันจะเป็นของบริษัทอื่น โดยบริษัทอื่นที่ทำวาล์ว ฯลฯ จะใช้ข้อต่อท่อของ Swagelok ในการเชื่อมต่อวาล์วของบริษัทเองเข้ากับท่อ แต่ภายหลังเห็นเปลี่ยนไปใช้ชื่อ Swagelok เพียงชื่อเดียว

ข้อต่อท่อของ Swagelok นั้นมีชิ้นส่วนที่สำคัญที่เป็นตัวทำให้ข้อต่อของ Swagelok ป้องกันการรั่วซึมได้ดีอยู่ 2 ชิ้นคือ Front ferrule (ตาไก่หน้า) กับ Back ferrule (ตาไก่หลัง) front ferrule มีลักษณะเป็นกรวยยอดตัดส่วน back ferrule มีลักษณะเป็นวงแหวนดังแสดงในรูปที่ 1


รูปที่ 1 Ferrule ของ Swagelok (ภาพจาก http://www.swagelok.com)

รูปที่ 2 ภาพตัดขวางเมื่อท่อถูกสอดเข้าไปในข้อต่อ (ภาพจาก http://www.swagelok.com)

ในการเชื่อมต่อนั้น เราจะต้องทำการสอดท่อผ่าน back ferrule และ front ferrule จนกระทั่งปลายท่อชนเข้ากับไหล่ของ fitting (หรือตัววาล์ว) ดังแสดงในรูปที่ 2 จากนั้นจึงทำการขันนอตให้ตึงด้วยมือก่อน ตามด้วยการใช้ประแจขันต่อไปอีก 1 1/4 รอบ (ตามข้อกำหนดของ Swagelok)

ในขณะที่เราทำการขันนอตเข้าไปนั้น ตัวนอตจะค่อย ๆ ดันให้ back ferrule และ front ferrule เคลื่อนตัวไปข้างหน้าจนกระทั่งพื้นผิวรูปกรวยด้านนอกของ front ferrule สัมผัสกับพื้นผิวรองรับรูปกรวยด้านในของข้อต่อ และเมื่อเราทำการขันให้แน่นต่อไปอีก back ferrule จะพยายามดัน front ferrule ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่เนื่องจาก front ferrule ไม่สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เนื่องจากสัมผัสกับตัวข้อต่อแล้ว ขอบด้านหน้าของตัว front ferrule ก็จะเคลื่อนที่จิกลงไปบนผิวด้านนอกของท่อพร้อม ๆ กับการบานออกของตัว front ferrule เนื่องจากการดันของ back ferrule และในขณะเดียวกันขอบด้านหน้าของตัว back ferrule ก็จะจิกลงไปบนผิวด้านนอกของท่อเช่นเดียวกันดังแสดงในรูปที่ 3

รูปที่ 3 การทำงานของ front ferrule และ back ferrule เมื่อถูกขันให้แน่น (ภาพจาก http://www.swagelok.com)

ปัจจัยหลักที่ทำหน้าที่ป้องกันการรั่วซึมของข้อต่อคือ (1) ความราบเรียบของผิวสัมผัสระหว่าง front ferrule กับ fitting และ (2) การกัดลงไปของ ferrule บนผิวท่อ พึงสังเกตว่าส่วนที่เป็นเกลียวไม่มีส่วนร่วมใด ๆ ทั้งสิ้นในการป้องกันการรั่วซึม (ดูรูปที่ 2) แต่ก่อนในห้องแลปของเรานั้นเวลาที่นิสิตใช้ข้อต่อ Swagelok จะต้องพันเทปเทฟลอนที่เกลียวของนอตทุกครั้ง เรื่องนี้ผมได้เคยอธิบายไปหลายครั้งแล้วแต่เขาก็ไม่รับฟังกัน (เพราะรุ่นพี่เขาทำกันอย่างนี้ ก็เลยขอทำอย่างนี้ตาม) ใช้เวลาอยู่นานเหมือนกันกว่าพฤติกรรมเช่นนี้จะหมดไป

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่าการใช้ ferrule หรือการติดตั้ง ferrule อย่างไม่เหมาะสมมักเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดปัญหาการรั่วซึม ตัวอย่างเช่นการใช้ ferrule ที่ทำจากโลหะที่มีความแข็งน้อยกว่าผิวท่อ เช่นการใช้ ferrule ชนิดทองเหลืองกับท่อสเตนเลส ท่อสเตนเลสนั้นแข็งกว่าทองเหลือง ดังนั้น ferrule ทองเหลืองจะไม่สามารถจิกเข้าไปในผิวท่อได้ ในกรณีนี้ถ้าความดันไม่สูงมากนั้นก็จะตรวจไม่พบ

ส่วนอีกกรณีที่ตรงข้ามกันคือการใช้ ferrule ที่แข็งกว่าตัวข้อต่อ เช่นการใช้ ferrule ที่ทำจากสเตนเลสกับข้อต่อที่ทำจากทองเหลือง แม้ว่า ferrule ที่เป็นสเตนเลสจะจิกเข้าไปในเนื้อท่อทองแดงได้ แต่การที่สเตนเลสนั้นมีความแข็งแรงมากกว่าทองเหลืองจึงทำให้เมื่อทำการขันแน่นซ้ำหลายครั้ง (ซึ่งต้องทำเมื่อทำการถอด-ประกอบใหม่) ตัว ferrule เองจะดันให้ตัวข้อต่อบานออกจนสูญเสียรูปร่างถาวร เมื่อนำตัวข้อต่อทองเหลืองดังกล่าวมาใช้กับ ferrule ที่เป็นทองเหลืองจึงพบว่ามุมลาดเอียงของ front ferrule แตกต่างไปจากมุมลาดเอียงของพื้นผิวสัมผัสของตัวข้อต่อ ทำให้ front ferrule ไม่แนบสนิทเข้ากับตัวข้อต่อ

เมื่อไม่นานมานี้พึ่งจะมีประสบการณ์อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดได้อย่างไร คือในระหว่างการตรวจสอบเครื่องปฏิกรณ์เครื่องหนึ่งที่สงสัยว่ามีปัญหาการรั่วซึม (ตรวจพบออกซิเจนในระบบทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะมี) พบว่าข้อต่อที่หลายตำแหน่งนั้น เมื่อ ferrule กัดลงไปบนผิวท่อแล้ว ตัว front ferrule เองยังไม่ทันสัมผัสกับพื้นผิวของตัวข้อต่อ กล่าวคือระยะจากปลายท่อถึงตำแหน่งที่ front ferrule กัดผิวท่อนั้นมีค่ามากเกินไป เมื่อถอดตัวข้อต่อท่อออกมาดูและสวมตัวท่อลงไปจะเห็นว่า front ferrule ไม่แนบกับตัวข้อต่อ ดังนั้นในระหว่างทดลอง ในช่วงที่ความดันในระบบสูงกว่าความดันบรรยากาศก็จะเกิดการรั่วออกมาข้างนอก แต่พอถึงช่วงที่ความดันในระบบต่ำกว่าความดันบรรยากาศ อากาศก็จะรั่วเข้าไปในระบบ

ในระหว่างการทดลองนั้น ผู้ทดลองผ่านแก๊สที่มีความดันสูงกว่าบรรยากาศเล็กน้อยให้ไหลผ่านเครื่องปฏิกรณ์ (ตรงนี้ไม่ทราบเหมือนกันว่ามีการตรวจสอบว่ามีการรั่วซึมหรือไม่ หรือมีการตรวจสอบ แต่เนื่องจากความดันในระบบสูงกว่าความดันบรรยากาศเพียงเล็กน้อย ก็เลยทำให้ตรวจสอบการรั่วออกไม่เห็น) แต่พอตอนจะวิเคราะห์องค์ประกอบของแก๊สตัวอย่าง ผู้ทดลองใช้วิธีต่อท่อแก๊สออกจากเครื่องปฏิกรณ์เข้ากับเครื่องมือวิเคราะห์แก๊ส (NOA-7000) โดยตรง

เครื่องวิเคราะห์แก๊สที่ใช้นั้นต้องการแก๊สตัวอย่างในปริมาณที่สูงกว่า 1000 ml/min โดยใช้ปั๊มดูดแก๊สเข้าเครื่อง แต่แก๊สที่ไหลผ่านเครื่องปฏิกรณ์มีเพียงแค่ 200 ml/min ดังนั้นเมื่อปั๊มดูดแก๊สตัวอย่างทำงานจึงทำให้เกิดสุญญากาศขึ้นในระบบท่อ อากาศจากภายนอกจึงรั่วเข้าไปในระบบ จากข้อมูลที่ทราบคร่าว ๆ พอจะประมาณได้ว่ามีอากาศรั่วเข้าไปในระบบไม่น้อยกว่าเท่าตัว

การแก้ปัญหาทำโดยรื้อตรวจข้อต่อทุกจุด และทำการตะไบเอาปลายท่อส่วนที่ยาวเกินไปออกเพื่อให้ระยะจากปลายท่อถึงตำแหน่งที่ front ferrule กัดผิวท่อสั้นลง ก็ทำให้ front ferrule แนบกับตัวข้อต่อได้

ที่น่าแปลกก็คือ การเกิดการรั่วซึมดังกล่าวปรากฏอยู่ตลอดในระหว่างการทำการทดลอง ซึ่งจะเห็นความเข้มข้นของออกซิเจนที่วัดได้ขึ้นสูงกว่าค่าที่ป้อนเข้ามามาก แต่ผู้ทำการทดลองได้มองข้ามปัญหาดังกล่าวนี้ไป โดยไปโทษว่าการที่เครื่องวัดรายงานว่ามีปริมาณออกซิเจนในระบบสูงขึ้นนั้นเกิดจากการที่เครื่องวัดมีความบกพร่อง และยังไปบอกคนที่จะมารับช่วงงานต่อด้วยว่าไม่ต้องไปสนใจตัวเลขดังกล่าว (ทั้ง ๆ ที่เมื่อทดสอบโดยไม่ได้ป้อนสารตัวอย่างเข้าไปก็พบว่าเครื่องวัดออกซิเจนทำงานปรกติ) เพราะตัวเลขอีกตัวที่เป็นที่สนใจนั้นให้ค่าออกมาดีเป็นพิเศษ (ก็แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อมีอากาศรั่วซึมเข้ามาเจือจาง ก็ทำให้เห็นความเข้มข้นของสารตั้งต้นในสายออกจากเครื่องปฏิกรณ์มีค่าลดลง ทำให้คำนวณค่า conversion ได้สูง เห็นตัวเลขอย่างนี้ใคร ๆ ก็ชอบ) ปัญหาเรื่องนี้สงสัยว่าจะไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะตัวเลขผลการทดลองดังกล่าวได้ถูกส่งให้บริษัทหนึ่งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผมมักบอกเสมอว่า "ในการทำการทดลองนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือวิธีการทำการทดลอง ถ้าวิธีการผิดพลาด ผลการทดลองที่ได้และข้อสรุปต่าง ๆ ก็โยนทิ้งไปได้เลย ไม่มีค่าแก่การพิจารณาใด ๆ"

แต่ในการพิจารณาผลงานนั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่าคนส่วนมากมักดูที่ตัวเลขสุดท้ายที่ได้มาเป็นหลัก ถ้าตัวเลขออกมาดีก็รีบสรุปเลยว่างานนั้นได้ผลดี โดยไม่ได้ใส่ใจเลยว่าที่มาของตัวเลขนั้นได้มาอย่างไร ในเมื่อเป็นอย่างนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเสียเวลาทำการทดลองไปทำไม สู้เอาเวลาไปนั่งแต่งตัวเลขให้มันดูดี ๆ และไม่ขัดแย้งกันก็น่าจะพอแล้ว

เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งพบในระหว่างการสอบวิทยานิพนธ์ว่าตัวเลขที่นิสิตรายงานนั้นไม่ได้มีการวิเคราะห์จริง เพียงแต่คิดว่าจะต้องได้ตามนี้ก็ใส่ตัวเลขที่คิดไว้เข้าไปในผลการทดลอง งานนี้นิสิตสอบผ่านด้วยมติเสียงข้างมาก เพราะตัวเลขเหล่านั้นได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเรียบร้อยแล้ว

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

น่าคิดนะ MO Memoir : วันศุกร์ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๒

มีอยู่หลายครั้งที่นิสิตที่จบไปแล้วหรือผู้ที่กำลังจะจบมาปรึกษาปัญหาเรื่องต่าง ๆ มีหลายรายเหมือนกันที่มาบ่นโน่น บ่นนี่ ให้ฟัง วันนี้ก็เลยขอรวบรวมบางเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจและเคยเล่าให้ใครต่อใครฟังไปแล้ว มาบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรดูสักที เรื่องที่จะกล่าวต่อไปไม่ได้เรียงตามลำดับการเกิด เพียงแต่คิดเรื่องไหนได้ก่อนก็พิมพ์ลงไป ส่วนบทสนทนาจะคงไว้ซึ่งเนื้อหา

แน่นอนว่าการพูดกันในวันนั้นคงไม่ได้พูดตามบทที่เขียนนี้ เพราะใครจะไปจำได้ทุกรายละเอียด คงจำได้แต่ว่าเนื้อหาโดยรวมเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง

เรื่องที่ 1 ชั่วโมงละ 100 บาท

นิสิตป.โทรายหนึ่งที่พึ่งจบการศึกษาไป ยังไม่มีงานทำ (งานบริษัท) มาบ่นให้ฟังว่ายังไม่ได้งานสักที ตอนนี้มีรายได้จากการสอนพิเศษเด็กประถม ชั่วโมงละ 100 บาท ที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านแถวรังสิต

ผม : ก็ดีนี่ เป็นอาชีพอิสระ ไม่ต้องตื่นแต่เช้า ตอนกลางวันก็ยังมีเวลาไปทำโน่นทำนี่

นิสิต 1 : แต่ไม่ได้ใช้ที่เรียนมาเลยนี่คะอาจารย์ แถมยังได้เงินน้อยกว่าคนที่เขาได้งานแล้วด้วย

พอดีมีนิสิตคนที่สองที่จบรุ่นเดียวกันผ่านมาพอดี รายนี้ได้งานแล้ว ตัวนิสิตเองบ้านอยู่กรุงเทพ แต่ต้องไปทำงานบริษัทที่ระยอง เลยเรียกมาคุย

ผม : ถามหน่อยนะ นี่คุณได้เงินเดือนเริ่มต้นเดือนละเท่าไร มี OT ไหม

นิสิต 2 : 3x,xxx บาทครับ ไม่มี OT

ผม : แล้วต้องทำงานวันละกี่ชั่วโมง กี่วันต่อสัปดาห์ เอาเวลาที่ต้องทำงานจริง ๆ นะ ไม่ใช่เอาเวลาที่เขาบอกว่าจ้างคุณทำตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง กี่วันต่อสัปดาห์

นิสิต 2 : ก็ตกราว ๆ 12 ชั่วโมงต่อวัน บางทีก็ 7 วันต่อสัปดาห์ครับ

ผม : คิดเป็นค่าจ้างต่อชั่วโมงแล้วได้ชั่วโมงเท่าไร

นิสิต 2 : (หลังจากกดเครื่องคิดเลขอยู่พักหนึ่ง) ตกราว ๆ ชั่วโมงละ 100 บาทครับ

ผม : (หันไปถามนิสิต 1) เห็นไหมล่ะ เขาก็ได้เงินเท่า ๆ กับคุณนั่นแหละ แถมยังต้องตื่นไปทำงานแต่

เช้าตรู่ กว่าจะได้กลับถึงบ้านก็ดึกดื่น ไม่เหมือนคุณหรอกที่ตื่นสายก็ได้ แถมสอนหนังสือเสร็จยังเดินเที่ยวห้างได้อีก


เรื่องที่ 2 โบนัสหายไป 2 เดือน

เหตุเกิดในช่วงเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ มีลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งแวะมาเยี่ยมที่ห้องทำงาน

ผม : เป็นยังไงกันบ้าง ได้โบนัสกันคนละกี่เดือน

ลูกศิษย์ : ปีนี้ได้ตั้ง 4 เดือนครับอาจารย์

ผม : แล้วตอนที่เขาจ้างคุณทำงานเขาบอกว่าจ้างทำงานวันละกี่ชั่วโมง แล้วตอนทำงานจริง เขาใช้คุณทำงานวันละกี่ชั่วโมง

ลูกศิษย์ : ตอนจ้างก็บอกวันละ 8 ชั่วโมง แต่ตอนทำงานจริงก็วันละ 12 ชั่วโมงครับ

ผม : เขาจ้างคุณทำงานวันละ 8 ชั่วโมง แต่คุณทำงานวันละ 12 ชั่วโมง แสดงว่าคุณทำงานให้เขาเท่าครึ่งของเงินเดือนที่เขาจ่ายให้พวกคุณ ดังนั้นในแต่ละปีนอกจากคุณจะได้เงินเดือน 12 เดือนแล้ว ยังควรได้ที่ทำงานเพิ่มให้เขาอีก 6 เดือน ดังนั้นปีนี้พวกคุณควรจะมีรายได้คิดเป็น 18 เดือนนะจึงจะเสมอตัว นี่เขาจ่ายเงินเดือนให้ 12 เดือน และโบนัสให้อีก 4 เดือน รวมแล้วยังได้แค่ 16 เดือนเอง ผมว่ายังขาดทุนอยู่อีก 2 เดือนนะ

ลูกศิษย์ : ???


เรื่องที่ 3 ก็ตรงไปตรงมาดีนะ

นิสิตรายหนึ่งไปได้งานบริษัทต่างชาติที่มาทำงานก่อสร้างโรงงานอยู่ที่ชลบุรี มาปรึกษาว่าจะไปทำงานที่นี่ดีไหม

นิสิต : หนูจะไปทำงานที่นี่ดีไหมค่ะ เขาว่างานหนักมากค่ะ

ผม : แล้วทำงานกันสัปดาห์ละกี่วันล่ะ

นิสิต : ก็แล้วแต่ช่วงการก่อสร้าง บางทีก็ 7 วัน ไม่มีวันหยุดเลย

ผม : แล้วเขาจ่ายคุณเท่าไรล่ะ

นิสิต : ก็หลักแสนต่อเดือนค่ะ

ผม : ผมว่าเขาก็ตรงไปตรงมาดีนะ บอกตรง ๆ เลยว่าใช้งานคุณหนัก และก็บอกคุณตรง ๆ เลยว่า

ยินดีจ่ายหนักให้ด้วย ไม่เหมือนหลายบริษัทที่บอกว่าให้เกียรติคุณ เราไม่มี OT ให้ แต่คุณต้องทำงานให้เสร็จ (ลองกลับไปอ่านเรื่องที่ 1 และ 2 ดู)


เรื่องที่ 4 แล้วยังจะบ่นอะไรอีก

วันหนึ่ง (ก็กว่า 10 ปีที่แล้ว) ลูกศิษย์รายหนึ่งที่ทำงานอยู่ที่รัฐวิสาหกิจ (ในขณะนั้น) แห่งหนึ่งแวะมาเยี่ยม (หรือมาบ่น) ให้ฟังเรื่องเงินเดือน

ลูกศิษย์ : อาจารย์ หนูได้เงินเดือนน้อยจัง ไม่ถึง 20,000 เลย เพื่อนหนูเขาได้มากกว่าหนูอีก

ผม : แล้วถ้าทำล่วงเวลาคุณได้ OT หรือเปล่า

ลูกศิษย์ : ได้ค่ะอาจารย์

ผม : แล้วเริ่มเข้างานจริงตอนกี่โมง

ลูกศิษย์ : ก็ราว ๆ 9 โมงค่ะ (หน่วยงานนี้จริง ๆ แล้วบอกว่าเริ่มงาน 8.30 น)

ผม : แล้วพักกินข้าวเที่ยงล่ะ

ลูกศิษย์ : 11 โมงครึ่งก็ไปแล้วค่ะอาจารย์ กว่าจะกลับมาก็บ่ายโมงกว่าแล้ว

ผม : แล้วกลับบ้านล่ะ

ลูกศิษย์ : สี่โมงก็เก็บของกลับแล้วค่ะอาจารย์ (หน่วยงานนี้จริง ๆ แล้วบอกว่าเลิกงาน 16.30 น)

ผม : เห็นไหมล่ะ คุณทำงานน้อยกว่าเพื่อนคุณวันละกี่ชั่วโมง ได้เงินเดือนน้อยกว่าก็ไม่เห็นจะแปลกนี่