วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ศุกร์ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๑ MO Memoir : Friday 28 May 2553


เคยมีอาจารย์คนหนึ่งเสนอว่านิสิตที่ยังไม่ผ่านการอบรมเรื่องความปลอดภัยจะไม่อนุญาตให้เข้ามาทำการทดลองในแลป ผมก็เลยถามขึ้นมากลางที่ประชุมว่า ที่ผ่านมาก็เห็นมีการเรียกให้ผู้ที่พึ่งจะผ่านการสอบคัดเลือก และยังไม่ได้เริ่มเปิดเรียนเลย ให้เข้ามาทำการทดลองก่อนลงทะเบียนเป็นนิสิต เพื่อให้ (ว่าที่) อาจารย์ที่ปรึกษานั้นมีผลการทดลองที่ต้องการ แล้วเรื่องนี้จะจัดการอย่างไร

รูปที่แสดงนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ระบุไว้ในหัวข้อบทความ ผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์มีทั้งนิสิตป.โทที่พึ่งเข้ามาใหม่ ไปจนถึงนิสิตป.เอกที่เรียนมาหลายปีแล้ว เหตุการณ์เป็นอย่างไรเคยเล่าไว้แล้ว ถ้าอยากรู้ก็ลองไปค้นดูฉบับเก่า ๆ

ที่เอามาเล่าใหม่ครั้งนี้เพราะครั้งที่แล้วไม่ได้ลงรูปถ่ายเอาไว้ และคนที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ครั้งนั้นก็กำลังจะจากไปกันจนหมดแล้ว


รูปที่ 1 สภาพโดยรวมของความเสียหาย


รูปที่ 2 บริเวณที่เกิดเหตุ ขณะนั้นพอจะเรียกได้ว่าเพลิงไหม้อยู่ภายใต้การควบคุม คือสารเคมีหยุดลุกติดไฟแล้ว แต่ยังต้องทำการเคลื่อนย้ายและกำจัดสารเคมีที่หก ซึ่งถ้าทำไม่ดีก็จะลุกติดไฟขึ้นมาใหม่อีก โชคดีที่ส่วนที่อยู่เหนือเปลวไฟเป็นวงจรไฟฟ้ากำลัง (ซึ่งซ่อมได้ง่ายและหาชิ้นส่วนในประเทศได้) ส่วนผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ติดตั้งอยู่อีกทางด้านหนึ่ง เลยไม่ได้รับความเสียหาย (ถ้าเสียหายทีคงต้องรอชิ้นส่วนจากต่างประเทศ)


รูปที่ 3 อีกมุมมองหนึ่ง


รูปที่ 4 มอเตอร์ที่ได้รับความเสียหายจากเปลวไฟที่เกิดจากการใช้ฉีด "เมทานอล" เข้าไปดับไฟ จะว่าไปแล้วตำแหน่งบริเวณนี้ไม่ควรมี "ลังกระดาษ" ซึ่งเป็นวัสดุเชื้อเพลิงวางอยู่ด้วย แต่บังเอิญไฟลุกไหม้ขึ้นด้านบน ลังกระดาษก็เลยรอดพ้นจากการลุกติดไฟ ไม่เช่นนั้นความเสียหายอาจจะเพิ่มขึ้นอีก


รูปที่ 5 อีกมุมมองหนึ่งของความเสียหาย


รูปที่ 6 ความร้อนของเปลวไฟทำให้แผงหน้าปัดของเกจวัดความดันเสียหายไปด้วย


รูปที่ 7 ความเสียหายของเกจวัดความดันอีกตัวหนึ่ง


รูปที่ 8 ถาดอะลูมิเนียมที่ใส่ perlite ที่ใช้กลบสารเคมี ตอนที่เกลี่ย perlite ให้สัมผัสกับอากาศจะเห็นเปลวไฟสีฟ้าอ่อนที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างสารเคมีกับอากาศลุกติดขึ้นมา (แต่ถ่ายภาพไม่ติด) ในขณะนี้สามารถทำลายสารเคมีโดยการค่อย ๆ เติมน้ำลงไปในถาด สังเกตดูการเกิดปฏิกิริยาระหว่างน้ำกับสารเคมีด้วย ถ้าเกิดไม่รุนแรงก็สามารถเติมได้เร็วขึ้นจนเต็มถาด (ซึ่งจะเป็นการทำลายสารเคมีจนหมดและยังลดความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี)

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การปิด control valve MO Memoir : Thursday 27 May 2553

ใน memoir ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงวิธีแก้ขัดในกรณีที่ประสบปัญหา control valve มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้ไม่สามารถให้อัตราการไหลสูงดังต้องการได้ ฉบับนี้ก็เลยขอแถมเรื่องเกี่ยวกับ control valve อีกเรื่องหนึ่ง คือการปิด control valve เพื่อนำเอา control valve ออกมาซ่อมแซม (หรือเปลี่ยนตัวใหม่) โดยที่กระบวนการผลิตยังคงทำงานอยู่

รูปที่ 1 ข้างล่างแสดงตัวอย่างระบบ piping ของการติดตั้ง control valve


รูปที่ 1 การติดตั้งวาล์วควบคุมการไหล (flow control valve)


โดยปรกติแล้วตัว control valve (1) จะมี block valve (มักใช้วาล์วชนิด on-off เช่น gate valve หรือ ball valve) อยู่ทางด้านขาเข้าและขาออก (block valve (2) และ (3)) และมี bypass line ที่มักติดตั้งวาล์ว (bypass valve (4)) ชนิดที่ควบคุมการไหลได้ (เช่น globe valve) เอาไว้ และมี drain valve (5) สำหรับระบายของเหลวหรือแก๊สที่ตกค้างอยู่ในระบบท่อเมื่อต้องการถอด control valve (1) ไปซ่อม

ในระหว่างการทำงานปรกตินั้น block valve (2) และ (3) จะเปิดเต็มที่ bypass valve (4) จะปิดสนิท และ drain valve (5) จะปิดสนิท ส่วน control valve (1) จะเปิดมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับคำสั่งที่ส่งมาจาก Flow controller (FC)

ถ้าหากว่า control valve (1) มีปัญหา ทำให้จำเป็นต้องมีการถอดเอาออกไปซ่อม เราก็สามารถทำได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องหยุดการเดินเครื่องกระบวนการผลิต ขั้นตอนการถอด control valve (1) ออกไปซ่อมทำได้โดย


(ก) ค่อย ๆ เปิด bypass valve (5) ซึ่งจะทำให้มีการไหลผ่าน bypass line เมื่อเริ่มเปิด bypass valve (5) จะทำให้อัตราการไหลเพิ่มสูงขึ้น FC จะส่งสัญญาณไปทำให้ control valve (1) ค่อย ๆ ปิดตัวลงเพื่อลดอัตราการไหลให้คงเดิม

(ข) เมื่อเปิด bypass valve (5) มากพอจนพบว่า control valve (1) ปิดสนิทแล้ว ก็ให้หยุดการเปิด bypass valve (5) ในขณะนี้การไหลทั้งหมดจะไหลผ่านทาง bypass line

(ค) ปิด block valve (2) และ (3) ให้สนิท

(ง) เปิด drain valve (5) เพื่อระบายของเหลวหรือแก๊สที่ตกค้างอยู่ในท่อช่วงระหว่าง block valve (2) และ (3) ออกให้หมด

(จ) จากนั้นก็สามารถถอดเอา control valve (1) ออกไปทำการซ่อมบำรุงได้


และเมื่อทำการซ่อม control valve (1) เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ให้นำ control valve (1) มาติดตั้งคืนเดิม และทำการเปลี่ยนเส้นทางการไหลให้ไหลผ่าน control valve (1) แทนการไหลผ่าน bypass line ดังนี้


(ก) เปิด block valve (3) และค่อย ๆ เปิด block valve (2) ให้เต็มที่ ในขณะนี้ FC ควรสั่งให้ control valve (1) ปิดสนิท

(ในการติดตั้ง control valve กลับคืนเดิมนั้น ระบบท่อที่อยู่ระหว่าง block valve (2) และ (3) จะมีอากาศอยู่ภายใน ถ้าเราไม่ต้องการให้มีอากาศปนเข้าไปในกระบวนการผลิต ก็ต้องทำการไล่อากาศออกจากระบบท่อช่วงนี้ก่อนที่จะทำการเปิด block valve (2) และ (3))

(ข) ค่อย ๆ ปิด bypass valve (4) ซึ่งจะทำให้อัตราการไหลลดลง FC จะไปสั่งเปิด control valve (1) เพื่อให้อัตราการไหลกลับมาคงเดิม

(ค) ปิด bypass valve (4) ต่อไปเรื่อย ๆ จนวาล์วปิดสนิท ในขณะนี้ control valve (1) ก็จะกลับมาควบคุมอัตราการไหลเหมือนเดิม


วิธีการที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น ก่อนนำไปปฏิบัติควรตรวจสอบก่อนว่าต้องทำการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมขั้นตอนอะไรบ้าง เพื่อให้เข้ากับระบบ piping ที่ทำงานจริงและกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้อง