วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ความสัมพันธ์ระหว่างสีกับชนิดและปริมาณธาตุ MO Memoir : Monday 31 October 2554



เท่าที่ทราบจากเพื่อนบ้านที่ยังคงอยู่ในพื้นที่  ทราบมาว่าหน้าบ้านตอนนี้น้ำสูงระดับประมาณ ๑ เมตรแล้ว  ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าระดับมันจะลดลงพอให้ลุยเข้าไปได้ก่อนลูก ๆ เปิดเรียน  จะได้เข้าไปเอาชุดนักเรียนกับหนังสือเรียนมาให้เขา  ไม่เช่นนั้นก็คงต้องไปหาของใหม่มาให้พวกเขาใช้ชั่วคราวก่อน

          เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมได้รับอีเมล์ฉบับหนึ่งจากสาวน้อยหน้าใสซึ่งตอนนี้ได้งานทำแล้ว  ผมขอนำเนื้อหาบางส่วนของอีเมล์ดังกล่าวมาย่นย่อดังแสดงข้างล่าง


สวัสดีค่ะอาจารย์

          ตอนนี้หนูทำงานที่นิคมบางปู  โรงงานมีโปรเจ็คให้ทำโดยมีปืนเอกเซเรย์เป็นเครื่องมือให้ใช้  เพื่อที่จะแยกความแตกต่างขององค์ประกอบของธาตุในแต่ละสีของผงโทเนอร์ คือ ดำ ฟ้า ชมพู และเหลือง (โดยหัวหน้าคิดว่าแต่ละสีต้องมีความแตกต่างกันของธาตุ)
          ซึ่งปืนเอกซเรย์นี้รายงานผล เป็น% ของธาตุทั้งหมดในผงโทนเนอร์ เช่น %a25 %b50 %c10 %d15 รายงานเป็นกราฟ ระหว่าง count(y) กับ eV(x) ดูแล้วคล้ายๆกับgraphจาก XRD
          โดยการยิงเบื้องต้นสามารถแยกสีดำออกจากสีอื่นได้โดยสิ้นเชิง เพราะมีองค์ประกอบของธาตุแตกต่างจากสีอื่น เช่นสีดำ มี ธาตุ a b c d ส่วนสีฟ้า สีชมพู และสีเหลืองมีธาตุชนิดเดียวกัน เช่นธาตุ a b c
          โดยสีฟ้ามี %ธาตุแต่ละธาตุแตกต่างจากสีชมพู และสีเหลือง ก็สามารถแยกออกจากสีชมพูและ สีฟ้าได้เช่นกัน แต่สีชมพูและสีเหลือง เมื่อยิงปืนเอกซเรย์แล้ว พบว่า ความแตกต่างของ%ธาตุแทบจะไม่แตกต่างกันจึงติดปัญหาว่าแยกจากกันไม่ออก
          จึงอยากขอความคิดเห็นอาจารย์ ว่าจะทำอย่างไรดีคะ เผื่อที่จะแยกสีชมพูและสีเหลืองได้ หรืออาจารย์เห็นสมควรไหมที่จะใช้เครื่องมือนี้ในการตรวจสอบ และมีวิธีไหนอีกบ้างที่เหมาะสมในการตรวจสอบ

ขอบคุณค่ะ


          ก่อนอื่นเรามาลองทำความเข้าใจเรื่องสี แม่สี และการมองเห็นสีกันก่อนดีกว่า (ตามความรู้พื้นฐานที่ผมมีนะ  เพราะผมเองก็ไม่ใช่ศิลปินหรือผู้เชื่ยวชาญด้านแสง)

          ถ้าเป็นเรื่องของการระบายสีหรือการผสมสี  แม่สีจะมีอยู่ ๓ สีคือ แดง เหลือง น้ำเงิน  คุณมีเพียงแค่ ๓ สีนี้ก็สามารถสร้างสีอื่นขึ้นมาได้  เช่นถ้าผสมกันระหว่างแดงกับเหลืองก็จะได้ส้ม  ผสมกันระหว่างเหลืองกับน้ำเงินก็จะได้เขียว  ผสมกันระหว่างแดงกับน้ำเงินก็จะได้ม่วง 

          นอกจากนี้ยังมีอีกสองสีที่ไม่จัดให้เป็นแม่สีคือ สีขาวกับสีดำ  ถ้าอยากให้สีมันอ่อนลงก็ไปหาสีขาวมาผสมเพิ่มเติม  เช่นถ้าต้องการสีชมพูก็เตรียมได้จากการผสมสีแดงกับสีขาว  ส่วนสีดำเท่าที่เคยเจอคือผสมลงไปกับสีอะไรมันก็ออกดำไปหมด

          ส่วนแม่สีทางแสงนั้นก็มี ๓ สีเช่นเดียวกัน  แตกต่างกันตรงที่แม่สีทางแสงจะเป็น แดง เขียว น้ำเงิน (เปลี่ยนจากเหลืองเป็นเขียว)  การผสมแสงให้ได้แสงสีต่าง ๆ กันก็ใช้ ๓ สีนี้  ถ้าคุณมองจอภาพโทรศัพท์ (พวกจอหลอดภาพหรือ CRT จะเห็นได้ชัด) จะเห็นว่าบนจอมีจุดสีอยู่เพียง ๓ สีคือ แดง เขียว น้ำเงิน เขาจึงเรียกว่าจอ RGB (ย่อมาจาก Red Green และ Blue)  โดยการปรับสัดส่วนความสว่างของแสงสีแดง เขียว และน้ำเงิน ก็จะทำให้เห็นแสงสีต่าง ๆ เปล่งออกมา

          ทีนี้เรามาลองดูเรื่องการมองเห็นสี  อันนี้มีประเด็นที่ควรต้องพิจารณา

          แม่สีที่เป็นสีแดงเราเห็นเป็นสีแดงเพราะเมื่อเราฉายแสงสีขาวลงไป  สารนั้นจะดูดกลืนสีอื่นเอาไว้ยกเว้นสีแดง  ทำให้คลื่นแสงสีแดงส่องมาถึงดวงตาเราได้  เราเลยมองเห็นสารนั้นมีสีแดง

          แม่สีที่เป็นสีน้ำเงินเราเห็นเป็นสีน้ำเงินเพราะเมื่อเราฉายแสงสีขาวลงไป  สารนั้นจะดูดกลืนสีอื่นเอาไว้ยกเว้นสีน้ำเงิน  ทำให้คลื่นแสงสีน้ำเงินส่องมาถึงดวงตาเราได้  เราเลยมองเห็นสารนั้นเป็นสีน้ำเงิน

          ใบไม้เป็นสีเขียวเพราะคลอโรฟิลในใบไม้ดูดกลืนแสงสีแดงและน้ำเงินเอาไว้  เหลืองแต่แสงสีเขียวที่ไม่ดูดกลืน  ทำให้เราเห็นใบไม้เป็นสีเขียว

          ทีนี้เราลองมาพิจารณาการเกิดสีม่วงโดยผมจะลองยกตัวอย่างให้พิจารณา ๒ ตัวอย่างดังนี้

         ตัวอย่าง () เอาแม่สีที่เป็นสีแดงและสีน้ำเงินมาผสมเข้าด้วยกัน (คือใช้สารสองชนิดผสมกันโดยที่มันไม่ทำปฏิกิริยาเคมีกัน)  เมื่อเราฉายแสงสีขาวลงไปแม่สีสีแดงก็ไม่ดูดกลืนสีแดง  โดยปล่อยให้แสงสีแดงเดินทางมาถึงดวงตาเรา  แม่สีสีน้ำเงินก็ไม่ดูดกลืนแสงสีน้ำเงิน  แต่ปล่อยให้แสงสีน้ำเงินเดินทางมาถึงดวงตาเรา  ดังนั้นสีที่เราเห็นก็ควรเป็น "สีม่วง"

          ตัวอย่าง () ที่นี้ถ้าเรามีสารชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียวที่ไม่ดูดกลืนสีม่วง  แต่ดูดกลืนสี น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง  เมื่อเราฉายแสงสีขาวลงไป  สารนั้นจะไม่ดูดกลืนคลื่นแสงสีม่วง  จะปล่อยให้แสงสีม่วงเดินทางมาถึงดวงตามเรา  ดังนั้นเราก็ควรมองเห็นสารนั้นมี "สีม่วง" เช่นเดียวกัน

          จะเห็นว่าการมองเห็น "สีม่วง" นั้นเป็นไปได้สองกรณี  คือการที่มีคลื่นแสง "สีแดง" และ "สีน้ำเงิน" เดินทางมาถึงดวงตาเราโดยไม่จำเป็นต้องมีคลื่นแสงสีม่วงดังตัวอย่าง ()  และการที่มีคลื่นแสง "สีม่วง" เดินทางมาถึงดวงตาเราโดยไม่จำเป็นต้องมีคลื่นแสงสีแดงและสีน้ำเงินดังตัวอย่าง ()

          ทีนี้ลองกลับมาที่คำถามที่มีถามมาในอีเมล์ข้างต้น

          จากข้อมูลที่เขาให้มานั้นผมเดาว่าตัวที่ทำให้เกิดสีในผงโทเนอร์สีต่าง ๆ นั้นน่าจะมีองค์ประกอบที่เป็นโลหะทรานซิชันอยู่  และวิธีการตรวจวัดปริมาณโลหะที่เขาใช้คือเทคนิค XRF (X-ray fluorescence)

          เทคนิค XRF นั้นใช้การฉายรังสีเอ็กซ์พลังงานสูงลงไปบนตัวอย่าง  รังสีเอ็กซ์ที่ฉายลงไปจะทำให้อิเล็กตรอนในชั้นวงโคจรในของอะตอมหลุดออก  เช่นไปทำให้อิเล็กตรอนในชั้นวงโครจร K (วงที่อยู่ในสุด) หลุดออกไป  เกิดเป็นที่ว่างในวงโคจร K   อิเล็กตรอนในชั้นวงโครจรถัดไปที่อยู่สูงกว่า (เช่นวง L ที่เป็นวงที่สองนับจากข้างใน) เคลื่อนตัวลงมาแทนที่  แต่เนื่องจากชั้นวงโคจร L มีระดับพลังงานสูงกว่าชั้นวงโคจร K  ดังนั้นอิเล็กตรอนในชั้นวงโคจร L จะต้องคายพลังงานออกส่วนหนึ่งเพื่อที่จะมาอยู่ในชั้นวงโคจร K ได้  พลังงานที่คายออกมาจะอยู่ในรูปของโฟตอนที่มีพลังงานในระดับรังสีเอ็กซ์

          รังสีเอ็กซ์ที่เกิดจากกลไกนี้เป็นลักษณะเฉพาะตัวของธาตุแต่ละธาตุ  ดังนั้นเราจึงสามารถใช้พลังงานของรังสี (ความยาวคลื่นหรือพลังงานในหน่วยอิเล็กตรอนโวลต์ - eV) มาเป็นตัวระบุชนิดธาตุได้  และใช้ความเข้ม (หน่วยเป็นcount ซึ่งแปรผันกับจำนวนประจุที่เกิดขึ้นจากการแตกตัวของธาตุที่อยู่ในหลอดตรวจวัดรังสี) ของรังสีเอ็กซ์ที่มีความยาวคลื่นหรือระดับพลังงานนั้นเป็นตัวบอกให้ทราบปริมาณของธาตุนั้น

          สิ่งที่ต้องพึงระลึกคือ XRF นั้นตรวจวัดปริมาณธาตุโดยไม่สนว่าธาตุนั้นอยู่ในสารประกอบใดหรือมีเลขออกซิเดชันเท่าใด

          โลหะกลุ่มที่ทำให้เกิดสีมักเป็นโลหะทรานซิชัน  ซึ่งไอออนโลหะทรานซิชันต่างธาตุกันมักจะมีสีที่แตกต่างกัน  แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าตัวอย่างมีสีแตกต่างกันจะต้องประกอบด้วยโลหะที่แตกต่างกัน  เพราะเป็นเรื่องปรกติที่โลหะทรานซิชันที่มีเลขออกซิเดชันต่างกันจะมีสีแตกต่างกันด้วย  ตัวอย่างเช่น Cu1+ มีสีเขียวในขณะที่ Cu2+ มีสีน้ำเงิน  ดังนั้นการที่สรุปว่าตัวอย่างที่มีสีที่แตกต่างกันจะต้องประกอบด้วยธาตุที่แตกต่างกันจึงไม่ค่อยถูกต้องนัก

          เช่นถ้าคุณมีตัวอย่างสองตัวอย่างที่มีปริมาณ Cu เท่ากัน  แต่ในตัวอย่างแรก Cu อยู่ในรูปของ Cu1+ แต่ตัวอย่างที่สองอยู่ในรูปของ Cu2+ คุณจะเห็นตัวอย่างทั้งสองมีสีต่างกัน  แต่ถ้าวิเคราะห์ด้วย XRF จะพบว่าตัวอย่างทั้งสองมีปริมาณ Cu เท่ากัน  ดังนั้นถ้าเป็นกรณีทำนองนี้การใช้เทคนิค XRF จะไม่สามารถบ่งบอกถึงสีของตัวอย่างได้

          แต่ไอออนของโลหะทรานซิชันที่มีเลขออกซิเดชันเดียวกันและจับกับโครงสร้างอื่นที่แตกต่างกันก็สามารถให้สีที่แตกต่างกันได้เช่นกัน

          เช่น Fe3+ ที่อยู่ในรูปของไอออนในสารละลายในน้ำจะมีสีออกเหลืองส้ม  แต่ถ้าจับเข้ากับ SCN- กลายเป็นไอออนเชิงซ้อน Fe(SCN)2+ จะกลายเป็นสีแดง (เรื่องนี้ลองไปอ่านเพิ่มเติมในเรื่องการไทเทรตหาปริมาณ Cl- ด้วย Volhard method) ซึ่งในกรณีนี้ไอออนของ Fe ยังคงมีเลขออกซิเดชันเป็น 3+ อยู่แต่กลับให้สีที่แตกต่างกัน

          อีกตัวอย่างคือพวกซิลิกาเจลที่มี Co เป็นองค์ประกอบ  เมื่อซิลิกาเจลแห้งจะมีสีน้ำเงิน  แต่เมื่อดูดซับไอน้ำเข้าไปจะกลายเป็นสีชมพู  ทั้ง ๆ ที่ปริมาณ Co และเลขออกซิเดชันของ Co ยังเหมือนเดิม

          สารที่ทำให้เกิดสีอีกพวกหนึ่งคือสารอินทรีย์บางชนิด  ตัวอย่างที่ใกล้ตัวทุกคนและน่าจะมีประสบการณ์กันมาแล้วก็คืออินดิเคเตอร์ที่ใช้ในการไทเทรต  พวกอินดิเคเตอร์เหล่านี้เมื่ออยู่ในภาวะรูปที่เป็นกรดหรือเบสก็จะให้สีที่แตกต่างกันออกไปได้  การให้สีโดยสารอินทรีย์นั้นไม่เกี่ยวกับปริมาณโลหะทรานซิชัน

          ในกรณีของปัญหาของสาวน้อยหน้าในจากบางละมุงนั้น  เนื่องจากผมเองก็ไม่ได้รู้เรื่องเทคนิคและวิธีการทำให้ผงหมึกมีสีต่าง ๆ กัน  แต่จากมุมมองที่กล่าวมาข้างต้นถ้าให้ผมพิจารณาปัญหาดังกล่าวผมก็จะขอลองตั้งสมมุติฐานอธิบายว่าทำไมเขาจึงไม่สามารถแยกสีชมพูและสีเหลืองออกจากกันได้ดังนี้

          () การเกิดสีชมพูและสีเหลืองไม่เกี่ยวกับชนิดและปริมาณโลหะที่ใช้  อาจเกิดจากสารประกอบพวกสารอินทรีย์  ดังนั้นเมื่อมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ความแตกต่างของปริมาณธาตุที่คิดว่าเป็นตัวทำให้เกิดสี  จึงทำให้ไม่สามารถแยกแยะได้

          () การเกิดสีชมพูและสีเหลืองเกิดจากการใช้ธาตุเดียวกัน  แต่มีเลขออกซิเดชันต่างกัน  หรือมีเลขออกซิเดชันเดียวกันแต่เกาะอยู่กับโครงสร้างอื่นที่แตกต่างกัน  ดังนั้นแม้ตัวอย่างทั้งสองจะมีโลหะตัวที่ทำให้เกิดสีในปริมาณเดียวกัน  ตัวอย่างทั้งสองก็มีสีที่แตกต่างกันได้  การใช้ XRF ซึ่งระบุเพียงชนิดและปริมาณจึงไม่สามารถนำมาบ่งบอกสีที่ตัวอย่างควรจะเป็นได้

          () จากข้อ () อันที่จริงธาตุตัวที่ทำให้เกิดสีนั้นอาจเป็นตัวที่ทำให้เกิดสีแดงและสีเหลือง  แต่ที่เห็นเป็นสีชมพูก็เพราะมีองค์ประกอบอื่นที่ให้สีขาวรวมอยู่ด้วย  ทำให้เราเห็นสีแดงมีความเข้มอ่อนลง  เราก็เลยเรียกสีชมพู (เหมือนกับที่เราเอาสีน้ำสีแดงมาผสมกับสีขาว เราก็จะได้สีชมพู)

          ในความเห็นผมเมื่อเราต้องการวัดอะไรนั้นเราควรจะใช้เครื่องมือที่สามารถวัดสิ่งนั้นได้โดยตรงจะดีที่สุด  ในกรณีนี้สิ่งที่ต้องการวัดคือ "สี" ที่ตามองเห็น  ดังนั้นเครื่องที่ควรนำมาใช้วัดคือเครื่องที่สามารถวัด "สี" ที่ตามองเห็น  ซึ่งก็คือการวัดสเปกตรัมคลื่นแสงในช่วงที่ตามองเห็น  ซึ่งควรเป็นเครื่องตระกูล UV-Vis มากกว่า XRF

          หวังว่าคำอธิบายเหล่านี้พอจะช่วยในการทำงานของสาวน้อยหน้าใสได้บ้างไม่มากก็น้อย

วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เมื่อน้ำบุกมาหลังบ้าน MO Memoir : Saturday 29 October 2554



ตั้งแต่เกิดมาก็อยู่ฝั่งธนมาตลอด แม่เล่าให้ฟังว่าตอนผมแรกเกิดนั้นยังเช่าบ้านอยู่ที่บางพลัด แต่ตอนผมจำความได้นั้นครอบครัวได้ย้ายมาเช่าบ้านอยู่ที่ ตรอกข้าวเม่า ตำบลบ้านช่างหล่อ ซึ่งอยู่ด้านสุดถนนอิสรภาพติดทางรถไฟของสถานีรถไฟธนบุรี เวลาไปเรียนโรงเรียนอนุบาลก็จะนั่งรถตุ๊ก ๆ ไปลงเรือที่ท่าวังหลัง เพื่อไปขึ้นที่ท่าช้าง จากนั้นจึงจะนั่งรถเมล์จากท่าช้างไปโรงเรียน ตอนนั้นยังไม่มีสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า บางทีก็จะกลับทางท่าพระจันทร์เพื่อข้ามเรือมายังท่ารถไฟ ท่ารถไฟนี้อยู่ตรงหน้าสถานีรถไฟธนบุรีและอยู่ใกล้กับปากคลองบางกอกน้อย ท่ารถไฟนี้เป็นท่าเรือที่เงียบสงบ ผมชอบท่านี้มากเพราะมันดูร่มรื่นดี ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน หน้าสถานีรถไฟธนบุรีจะมีสวนหย่อมเล็ก ๆ เป็นต้นทางของรถเมล์สาย ๘๓ ที่วิ่งระหว่างตลิ่งชันกับสถานีรถไฟธนบุรี ส่วนหนึ่งของชีวิตผมแถวนี้เคยเล่าไว้แล้วใน Memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๒๔๗ วันศุกร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๔ เรื่อง "ทำอย่างไรไม่ให้รางโก่ง"

เจอน้ำท่วมกรุงเทพมาก็ตั้งแต่เด็ก ได้เลื่อนเปิดเทอมเป็นประจำ ดีใจที่ได้อยู่บ้านนานขึ้น แต่สมัยนั้นไม่มีทีวีดูทั้งวันทั้งคืนเหมือนสมัยนี้ โทรทัศน์เริ่มออกอากาศก็ช่วงบ่ายไปจนดึก ยกเว้นช่วงโรงเรียนปิดเทอมจะมีการออกอากาศรายการพิเศษตอนกลางวันเพียงไม่กี่ชั่วโมง ดูเหมือนจะชื่อ "โรงเรียนภาคฤดูร้อน" ซึ่งเป็นรายการสำหรับเด็ก ๆ ที่อยู่บ้านได้ดูกัน ส่วนเวลาที่เหลือในแต่ละวันก็ใช้ในการเล่นกับเพื่อนฝูงข้างบ้าน ทั้งที่โตกว่าและเด็กกว่า

ตอนปี ๒๕๒๑ ย้ายกลับมาอยู่ที่บางพลัดใหม่ คุณพ่อคุณแม่มาซื้อบ้านจัดสรรอยู่ใกล้ทางรถไฟสายใต้ เป็นบ้านชั้นเดียว ยกพื้นชั้นล่างสูงจากพื้นถนนประมาณ ๕๐ เซนติเมตร แต่ใต้พื้นชั้นล่างเป็นพื้นดินที่เป็นสวนเดิม ถ้าตรงกับตำแหน่งที่เป็นคูดินก็จะอยู่ห่างจากพื้นดินไม่มาก ถ้าเป็นตำแหน่งที่เป็นร่องสวนเดิมก็จะอยู่ห่างจากพื้นดินมา หลังจากสร้างบ้านเสร็จเขาก็ถมทรายรอบ ๆ บ้าน เพื่อให้บริเวณรอบ ๆ บ้านราบเรียบ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมประทับใจมากกับที่นี่คือหิ่งห้อย ซึ่งเห็นกันตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ จนถึงปัจจุบันก็กว่า ๓๐ ปีแล้วก็ยังมีให้เห็นอีก ลูก ๆ ของผมก็โตมากับหิ่งห้อยที่บินวนเข้ามาในบ้าน หรือไม่ก็บินมาเกาะที่หน้าต่างมุ้งลวดของห้องนอน (มีอยู่ครั้งหนึ่งหิ่งห้อยตัวหนึ่งถูกจิ้งจกกินให้ดูต่อหน้าต่อตาผมและลูก ก็เลยได้เห็นท้องจิ้งจกมีแสงกระพริบได้ด้วย) เวลาที่ครูที่โรงเรียนถามเด็กนักเรียนว่ามีใครเคยเห็นหิ่งห้อยบ้าง ลูกผมก็เป็นเด็กเพียงไม่กี่คนในห้องที่มีโอกาสได้เห็น และก็เป็นการเห็นที่บ้าน ไม่เหมือนคนอื่นที่ต้องถ่อรถไปหาดูไกล ๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ

นอกจากหิ่งห้อยแล้วก็ยังมีพวกนกสวนต่าง ๆ แต่ก่อนจะมีนกหัวขวาน แต่เดี๋ยวนี้ไม่เห็นนานแล้ว ที่โผล่มาบ้างก็เป็นนกแซงแซว และก็มีพวกตุ๊กแก งูดิน งูทางมะพร้าว งูเขียวหางไหม้ และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีงูสามเหลี่ยมโผล่มาหน้าบ้าน พวกกระรอก พวกหนูนี่ก็วิ่งกันบนต้นไม้และหลังคาเป็นปรกติ ตอนหลังเริ่มมีตัวเหี้ยโผล่มาให้เห็นบ้างแล้ว

ด้วยว่าเป็นบ้านอยู่สุดซอย หลังบ้านเป็นที่สวนของคนอื่นเขา ทำให้บริเวณบ้านตอนกลางคืนจะเงียบและมืดมาก (ตอนนั้นยังไม่มีการติดไฟแสงสว่างตามเสาไฟฟ้าด้วย) เสียงที่ดังจึงมีแต่เสียงแมลงและเสียงร้องของสัตว์ต่าง ๆ ตามธรรมชาติ และเสียงหวูดไฟที่แล่นผ่านมาตามเวลา พอต้องไปนอนที่อื่นที่ใกล้กับถนนมีเสียงรถวิ่ง หรือมีแสงสว่างเข้ามาในห้องนอนมาก ผมจึงมักมีปัญหานอนไม่หลับหรือไม่ก็หลับไม่สนิท

ที่บ้านบางพลัดนี้เวลาที่น้ำท่วม น้ำจะโผล่มาจากทางสวนหลังบ้าน มุดรั้วที่ปิดกั้นระหว่างถนนกับสวนและท่อระบายน้ำออกมา เวลาที่น้ำท่วมนั้นเป็นการท่วมตามจังหวะเวลาของน้ำขึ้นน้ำลง ช่วงแรก ๆ ที่น้ำท่วมนั้นน้ำที่ไหลล้นออกมานั้นจะเป็นน้ำใส และมักมีปลาหมอว่ายตามน้ำออกมาด้วย ผมกับพี่น้องก็จะออกมาไล่จับปลาหมอกัน พอท่วมพื้นถนนจนมิดก็จะเล่นเตะฟุตบอลกัน เตะบอลในน้ำมันก็สนุกไปอีกแบบไม่เหมือนกับการเตะบอลในสนามที่แห้ง แต่พอน้ำท่วมหลายวันเข้าก็เริ่มเบื่อ เพราะน้ำเริ่มมีกลิ่นเหม็นและไม่สะอาด วัน ๆ ก็เลยได้แต่นั่งจับเจ่าอยู่ในบ้าน

ช่วงปี ๒๕๒๐-๒๕๓๐ กรุงเทพยังไม่มีการสร้างกำแพงกั้นน้ำ เวลาที่น้ำท่วมทีก็ท่วมไปทุกแห่ง น้ำที่ท่วมที่บ้านผมนั้นก็ท่วมเฉพาะพื้นถนนหน้าบ้านที่อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นดินในบ้าน มีบางครั้งที่อาจจะสูงจนเข้ามาในรั้วบ้านได้ แต่ก็ไม่เคยมีทีท่าว่าจะท่วมสูงถึงพื้นตัวบ้านที่ใช้เป็นอยู่อาศัย เพราะถ้าสูงขนานนั้นก็คงไม่มีที่หลับนอนกัน เพราะบ้านที่อยู่นั้นเป็นบ้านชั้นเดียว

ช่วงประมาณปี ๒๕๓๖-๒๕๓๗ ก็ได้มีการปรับปรุงถนนในซอย คือมีการยกระดับถนนให้สูงในระดับเดียวกันกับถนนจรัญสนิทวงศ์ (อย่าแปลกใจนะว่าถ้าจะเห็นบางคนเขียนว่า จรัลสนิทวงศ์ คือสะกดด้วย "ล" ไม่ใช่ "ญ" เพราะแต่ก่อนมีการสะกดชื่อโดยใช้ "ล" ก่อนที่จะมีการแก้ไขใหม่ว่าให้สะกดด้วย "ญ") ซึ่งการยกระดับถนนดังกล่าวเสร็จสิ้นก่อนน้ำท่วมใหญ่อีกครั้งในปี ๒๕๓๘

รูปที่ ๑ แผนที่บริเวณที่เกิดเหตุกำแพงกั้นน้ำท่วม และเส้นทางที่คิดว่าน้ำจากแม่น้ำใช้ในการเดินทางมาถึงหลังบ้าน จะเห็นว่าน้ำที่ทะลักจากคันกั้นน้ำที่พังในซอยจรัญ ฯ ๗๔/๑ นั้นสามารถไหลตรงมายังริมทางรถไฟและสวนบริเวณหลังบ้านผมได้อย่างรวดเร็ว แนวทางรถไฟสายใต้นี้เป็นเส้นแบ่งระหว่าง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ที่อยู่ทางฝั่งด้านทิศเหนือ และเขตบางพลัด จ.กรุงเทพ ที่อยู่ทางฝั่งด้านทิศใต้ บ้านผมอยู่ในบริเวณวงกลมแดงที่ด้านซ้ายของภาพ ลูกศรสีเขียวคือเส้นทางที่คาดว่าเป็นเส้นทางการไหลของน้ำที่บ่าเข้ามา

หลังการยกระดับถนนในซอยก็ทำให้ตัวพื้นถนนนั้นสูงกว่าตัวพื้นบ้านที่ใช้เป็นที่พักอาศัยอยู่เล็กน้อย เรียกได้ว่าพื้นที่ที่เคยใช้เป็นที่หลับนอนจากเดิมที่เคยอยู่สูงกว่าถนนกลายเป็นอยู่ต่ำกว่าถนน ยังดีที่เขาวางท่อระบายน้ำเอาไว้ลึก จึงไม่ค่อยประสบปัญหาน้ำฝนไหลหลากจากถนนเข้าบ้านเวลาฝนตกหนัก

น้ำท่วมปี ๒๕๓๘ ก็ยังเป็นลักษณะขึ้น ๆ ลง ๆ ตามจังหวะน้ำขึ้นน้ำลง ถ้าวันไหนน้ำขึ้นสูงสุดตอนเวลากลับบ้านผมก็จะขนเสื้อผ้ามานอนยังที่ทำงาน (ก็มีห้องส่วนตัวนี่นา) จะได้ไม่ต้องขับรถลุยน้ำกลับบ้าน หรือต้องรอให้น้ำลงก่อนจึงจะกลับได้ เพราะเส้นทางกลับบ้านนั้นต้องผ่านสะพานกรุงธน ซึ่งบริเวณเชิงสะพานทั้งสองฝั่งจะมีน้ำท่วมเสมอเวลาที่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นสูง เท่าที่จำได้ในปีนั้นน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาทก็อยู่ในระดับกว่า ๔๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

รูปที่ ๒ ภาพถ่ายบริเวณเดียวกับแผนที่ในรูปที่ ๑ เป็นภาพซ้อนทับระหว่างภาพภูมิประเทศจริงของภาพถ่ายดาวเทียมกับแผนที่ จะเห็นว่าบริเวณระหว่างคลองบางพลัดและคลองมะนาวไปจนถึงแนวทางรถไฟและหลังบ้านผมยังมีสภาพเป็นสวนอยู่

เนื่องจากระดับถนนสูงกว่าตัวบ้านและพื้นที่สวนรอบ ๆ ดังนั้นในปี ๒๕๓๘ เมื่อน้ำในสวนเริ่มเอ่อล้น น้ำดังกล่าวจึงแทรกซึมผ่านรั้วบ้านซึ่งเป็นผนังอิฐบล็อกและซึมผ่านพื้นดินเข้ามาในบ้าน ในช่วงแรกน้ำดังกล่าวยังพอไหลลงระบบท่อระบายน้ำของถนนไปได้ แต่พอหลายวันเข้าระบบท่อระบายน้ำของถนนซึ่งนำน้ำนั้นไปออกคลองบางบำหรุก็เริ่มมีระดับสูงขึ้น เพราะคลองบางบำหรุซึ่งนำน้ำออกแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีระดับสูงขึ้น ทำให้เกิดน้ำไหลย้อนเข้ามาทางท่อระบายน้ำเข้าบ้าน จึงต้องใช้วิธีอุดท่อระบายน้ำระหว่างตัวบ้านกับถนน และสูบน้ำในบ้านลงท่อระบายน้ำของถนน ช่วงปี ๒๕๓๘ ก็รอดมาด้วยการสูบน้ำแบบนี้ ในส่วนของถนนจรัญสนิทวงศ์นั้นมีการสร้างคันกั้นน้ำที่บริเวณเกาะกลางถนน ก็เลยได้เห็นว่าถนนฝั่งด้านแม่น้ำเจ้าพระยา (ด้านขาเข้า) มีเรือวิ่ง ส่วนถนนอีกฝั่ง (ด้านขาออก) นั้นยังแห้งอยู่ แต่การสร้างคันกั้นน้ำดังกล่าวก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจให้กับชุมชนฝั่งที่โดนน้ำท่วม เพราะเป็นฝั่งที่ได้รับความเสียหาย ในขณะที่มองว่าอีกฝั่งนั้นไม่ได้รับผลกระทบอะไร

ในประเทศไทยนั้นบุคคลสามารถมีที่ดินติดริมแม่น้ำลำคลอง ทำให้มีที่ชายน้ำที่เป็นที่ส่วนตัวของตัวเองได้ แต่ไม่สามารถมีที่ชายหาดที่เป็นส่วนตัวของตัวเองได้ หาดส่วนตัวที่อ้างกันนั้นก็เกิดจากการที่ครอบครองที่ดินที่ปิดกั้นไม่ให้คนอื่นเข้าไปถึงได้ หรือทำให้ไม่มีถนนตัดผ่านระหว่างที่ของตัวเองกับชายหาดได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือที่หัวหิน ที่ที่มีการจับจองที่ดินติดชายทะเลเอาไว้ตลอดทั้งแนว แต่ชายหาดริมทะเลหลังที่เหล่านั้นใคร ๆ ก็สามารถไปทำกิจกรรมหรือเดินทางผ่านไปมาได้ตลอดเวลา

เมื่อมีโครงการสร้างกำแพงกั้นกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นทางกรุงเทพมหานครก็ต้องประสบกับปัญหาเจ้าของที่ไม่อนุญาตให้เข้าไปก่อสร้าง เนื่องด้วยต้องการภูมิประเทศที่งดงาม (ในมุมมองของเขา) หรือด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตามแต่ ทำให้แนวคันกั้นน้ำนั้นไม่สมบูรณ์ เป็นบริเวณที่เรียกว่า "ฟันหลอ" บริเวณเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาเป็นประจำเมื่อมีน้ำหลากมา เพราะเจ้าของที่เหล่านั้นก็ไม่ต้องการให้น้ำท่วมที่ตนเอง แต่ความแข็งแรงของกำแพงกั้นน้ำที่เขาสร้างขึ้นมานั้น (เผลอ ๆ อาจจะไม่ใช่กำแพงที่ออกแบบมากั้นน้ำ เป็นเพียงแค่กำแพงบ้านเท่านั้นเอง) ไม่สามารถทนต่อแรงกดดันของน้ำได้ จึงเกิดการพังทลายและทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมชุมชนอื่น ๆ ที่อยู่หลังแนวกำแพงนั้น

สาย ๆ ของวันเสาร์ที่ ๑๕ ตุลาคม ผมขับรถไปสะพานพระราม ๗ โดยออกทางถนนสายบางกรวย-พระราม ๗ ก็ได้เริ่มเห็นน้ำทะลักจากฝั่งคลองสำโรงข้ามถนนมายังฝั่งทางด้านทางรถไฟ และในวันถัดมาก็ทราบว่าบริเวณระหว่างถนนและทางรถไฟถูกน้ำท่วมเอาไว้หมดแล้ว ช่วงนั้นทางรถไฟสายใต้ทำหน้าที่เป็นคันกั้นน้ำระหว่างเขตบางพลัดและอำเภอบางกรวย

แต่ระดับน้ำทางฝั่งบางกรวยที่สูงขึ้นทำให้น้ำล้นพ้นทางรถไฟ แต่มาติดที่กำแพงถนนเลียบทางรถไฟที่กำลังก่อสร้างอยู่ ถนนยังสร้างไม่เสร็จแต่เขาวางกำแพงคอนกรีตเอาไว้ก่อน น้ำที่ล้นมาจากทางฝั่งบางกรวยก็ถูกระบายลงคลองต่าง ๆ ทางฝั่งบางพลัดและสูบออกไป

ช่วงประมาณตี ๓ ของวันเสาร์ที่ ๒๒ ตุลาคมถูกปลุกขึ้นมาเนื่องจากคันกั้นน้ำปลายคลองบางบำหรุพังลง ทำให้น้ำจากฝั่งบางกรวยไหลเข้ามาได้รวดเร็ว แต่โชคยังดีที่ทางเจ้าหน้าที่เขตกับทหารได้เข้ามาซ่อมแซมเอาไว้ได้ทัน แต่ถึงกระนั้นระดับน้ำทางฝั่งบางกรวยก็ยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนท่วมทางรถไฟสายใต้เป็นช่วง ๆ สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือความแข็งแรงของกำแพงคอนกรีตที่ผู้ก่อสร้างถนนเอามาวางไว้ว่ามันจะล้มลงมาเนื่องจากแรงดันน้ำ ผมคิดว่ากำแพงดังกล่าวไม่ได้ถูกยึดเข้ากับพื้นถนนไว้อย่างแน่นหนา มันถูกนำมาวางบนพื้นถนนเอาไว้เฉย ๆ เพราะถนนดังกล่าวเป็นถนนลาดยางมะตอย ไม่ใช่ถนนคอนกรีตที่จะมีเหล็กเส้นยึดกำแพงเข้ากับพื้นถนน ในขณะเดียวกันน้ำก็ซึมผ่านชั้นราดยางมะตอยของผิวถนน มาผุดอยู่กลางถนนโดยเห็นได้ชัดว่าพื้นถนนมีการบวมตัวสูงขึ้น 
 
เหตุการณ์กำแพงคอนกรีตของถนนล้มลงแล้วทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมอย่างรวดเร็วนี้เคยเกิดที่อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บริเวณที่เกิดเหตุคือตำแหน่งที่ตั้งของห้างโรบินสันศรีราชาในปัจจุบัน (ตอนนั้นห้างนั้นยังไม่ได้ก่อสร้าง) น้ำที่ลงมาจากเนินเขามาสะสมอยู่อีกฟากของกำแพง ไม่สามารถระบายลงทะเลได้ทัน กำแพงคอนกรีตดังกล่าวพอรับแรงดันไม่ไหวก็ล้มพังลง เกิดเป็นกระแสน้ำพัดไหลรุนแรงพัดพาเอาข้าวของและบ้านเรือนเสียหายไปหลายหลัง หลังเหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้เห็นทางเทศบาลทำการเปลี่ยนกำแพงบางช่วงให้กลายเป็นลูกกรงเหล็กแทน เพื่อให้น้ำที่หลากมาอย่างรวดเร็วระบายได้เร็วขึ้นไม่เกิดการสะสมทางด้านหนึ่งของกำแพง
บ่ายวันจันทร์ที่ ๒๔ ตุลาคมหลังจากจัดงานวันเกิดเล็ก ๆ ให้กับลูกคนเล็ก ผมก็พาลูก ๆ ไปอยู่ที่ชลบุรีเนื่องด้วยไม่ไว้ใจสถานการณ์น้ำท่วม ตอนขับรถกลับตอนค่ำก็มีโทรศัพท์แจ้งว่ารั้วบ้านริมน้ำในซอยจรัญฯ ๗๔/๑ พังลง ทำให้ต้องปิดถนนจรัญสนิทวงศ์ช่วงแยกบางพลัดถึงสะพานพระราม ๗ ตอนที่กลับถึงบ้านนั้นพบว่าเริ่มมีน้ำเอ่อเข้ามาทางสวนหลังบ้านแล้ว แต่ยังไม่มากเท่าไรนัก เพราะยังสามารถระบายลงท่อน้ำของถนนเพื่อไปออกทางคลองบางบำหรุได้ รอดูอยู่จนเที่ยงคืนจึงเข้านอน มีโทรศัพท์ปลุกอีกครั้งตอนตี ๔ ของวันอังคารที่ ๒๕ ว่าน้ำไม่สามารถระบายออกทางคลองบางบำหรุได้แล้วและเริ่มสะสม จึงได้เริ่มทำการสูบน้ำออกจากบริเวณบ้านหลังเก่า และเริ่มขนย้ายสิ่งของจากบ้านเก่าขึ้นบ้านใหม่ที่เป็นบ้านสองชั้นและอยู่สูงกว่า ตอนบ่ายผมนำรถไปฝากไว้ที่บ้านน้องชายและนั่งรถกลับมากับเขา ตอนที่ผมขับรถออกไปและนั่งรถกลับเข้ามานั้นน้ำท่วมเฉพาะถนนบริเวณหน้าบ้านผม ส่วนบริเวณหน้าสถานีตำรวจนครบาลบางพลัดและวัดเพลงนั้นระดับน้ำยังอยู่ต่ำกว่าถนน แต่จากระดับน้ำที่สูงขึ้นก็ทำให้เชื่อว่าน้ำที่ทะลักเข้ามานั้นมากกว่าน้ำที่สามารถระบายออกทางคลองบางบำหรุ เย็นวันนั้นจึงได้ตัดสินใจทิ้งบ้านหลังเก่าให้จมน้ำเพื่อย้ายเครื่องสูบน้ำไปป้องกันบ้านของพี่ชายและของพ่อแม่ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวเหมือนกันและได้ให้คุณพ่อคุณแม่ย้ายไปอยู่บ้านน้องชายก่อน ส่วนผมกับพี่ชายก็เฝ้าบ้านสี่หลังอยู่ด้วยกันสองคน 
 
คืนนั้นแม่น้ำจะยังไม่เข้าท่วมในชั้นล่างของบ้านสองชั้น แต่ระดับน้ำที่สูงรอบตัวบ้านทำให้ปั๊มน้ำลัดวงจร ทำงานไม่ได้ และถังบำบัดมีน้ำเต็ม ชักโครกกดไม่ลงทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ต้องทำการเจาะท่อน้ำทิ้งส่วนที่อยู่เหนือกว่าผิวน้ำเพื่อให้อากาศในถังบำบัดระบายออกได้ ชักโครกชั้นบนจึงใช้งานได้อีกครั้ง แต่ห้องน้ำชั้นล่างไม่สามารถใช้งานได้

ตลอดคืนวันอังคารต่อเช้าวันพุธน้ำยังมีทีท่าสูงขึ้นและเชื่อว่าบ้านสองชั้นที่อาศัยอยู่นั้นชั้นล่างคงไม่พ้นจากการโดนน้ำท่วมแน่ ๆ จึงตัดสินใจย้ายของจากชั้นล่างขั้นชั้นบนอีกครั้งและตัดสินใจปล่อยให้บ้านชั้นล่างจมน้ำไปโดยจะย้ายออกไปอยู่กับลูก ๆ แล้ว เพราะเขาเป็นห่วงมาก โทรศัพท์มาถามตลอดเวลา ข้าวของอะไรที่ยกขึ้นข้างบนไม่ได้ก็นำโต๊ะ เก้าอี้ มาหนุนให้สูงขึ้น หรือนำไปวางไว้บนชั้นที่สูงขึ้น ผมชวนให้พี่ชายผมออกมาด้วยแต่เขาก็ยังไม่ยอมออกมา คุณแม่ผมเลยต้องอยู่เป็นเพื่อนพี่ชายผมในคืนนั้น โดยให้ผมขนข้าวของบางส่วนที่ต้องใช้ออกไปไว้บ้านน้องชายก่อน แล้วให้ผมเดินทางไปดูแลลูก ๆ ที่ชลบุรี ส่วนตัวคุณแม่เองนั้นบอกว่าขอเห็นกับตาตนเองดีกว่าว่ามันเกิดอะไรขึ้น จะได้ไม่ต้องเป็นกังวลกับข่าวสารที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ 
 
พอเช้าวันพุธที่ ๒๖ คุณแม่ก็โทรศัพท์มาบอกว่าตัดสินใจที่จะอพยพแล้ว เพราะน้ำมีแนวโน้มที่จะท่วมชั้นล่างของบ้านสองชั้นแล้ว และรอน้องชายเข้าไปรับออกมา

ระหว่างที่นั่งเล่น facebook อยู่ที่ชลบุรีก็มีนิสิตถามเข้ามาเรื่องการออกแบบเครื่องกรองน้ำบริสุทธิ์สำหรับดื่มให้กับผู้ประสบอุทกภัย ผมก็ได้ให้คำแนะนำและความเห็นกับเขาไป ส่วนตัวผมคิดว่าเพื่อให้การช่วยเหลือดำเนินไปได้ดีนั้นผู้ประสบอุทกภัยควรที่จะอพยพมาอยู่รวมกัน เจ้าหน้าที่จะได้จัดการความช่วยเหลือได้ง่าย จะได้มีกำลังเหลือไปจัดการกู้ภัยในด้านอื่น แทนที่จะเป็นการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปส่งเสบียง ผมว่าในหลาย ๆ พื้นที่ที่ทำได้น่าจะใช้วิธีการอพยพคนออกมาให้หมด ประกาศเป็นพื้นที่ห้ามบุคคลไม่ได้รับอนุญาตเข้าไป แล้วใช้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลความปลอดภัยทรัพย์สินให้เอง เห็นใครแปลกปลอมเข้าไปในบริเวณนั้นก็ให้สัณนิฐานไว้ก่อนว่าเป็นพวกมิจฉาชีพ เจ้าของบ้านคนใดจะกลับไปยังบ้านตัวเองก็ต้องมีการแจ้งล่วงหน้าวัน-เวลาและสถานที่ พอเหตุการณ์ดีขึ้นจึงค่อยอนุญาตให้อพยพกลับเข้าไปอยู่ที่บ้านตนเองได้

ผมเห็นใจเจ้าหน้าที่เขตที่ถูกชาวบ้านที่ไม่ยอมอพยพออกมา (เนื่องด้วยห่วงทรัพย์สิน) ต่อว่าว่าไม่มีใครเข้าไปดูแลส่งถุงยังชีพให้กับผู้ที่อยู่ตามบ้านเรือน แต่ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เขตเหล่านั้นก็ต้องทำการซ่อมแซมคันกั้นน้ำที่เสียหาย ณ บริเวณต่าง ๆ ตลอด ๒๔ ชั่วโมงร่วมกับทหารหน่วยต่าง ๆ ที่ถูกส่งมาช่วย แม้ว่าบ้านของพวกเขาเหล่านั้นต่างก็เดือดร้อนจากการถูกน้ำท่วมเช่นเดียวกัน และพวกเขาเหล่านั้นต่างก็ทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างอะไรเพิ่มเติมพิเศษ เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดเท่านั้น ไม่ได้มีการออกข่าวสรรเสริญใด ๆ ทางสื่อต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่พวกเขาทำไปนั้นได้ช่วยเหลือชาวบ้านเป็นจำนวนมากกว่าสื่อบางสื่อที่โหมกระพือความช่วยเหลือของตัวเองเสียอีก กำลังใจที่พวกเขาได้รับจากชาวบ้านก็คือเงินบริจาคเพียงเล็กน้อย อาหารการกินส่วนหนึ่ง การโบกไม้โบกมือให้กำลังใจ รอยยิ้มของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ และคำขอบคุณที่อาจมาพร้อมกับน้ำตา

ท้ายนี้ผมขอกล่าวคำขอบคุณจากใจไปยังเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่ทหาร และอาสาสมัคร ที่ได้เข้ามาร่วมกู้วิกฤตของประเทศโดยหวังเพียงแค่ขอคืนความสุขและการใช้ชีวิตตามปรกติให้กับประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เกิดเหตุจริง หรือผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลศูนย์ผู้อพยพ หรือเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่พยายามรักษาให้ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ยังคงใช้งานได้อย่างปลอดภัย เขาเหล่านั้นทำงานโดยไม่ได้ฉวยโอกาสดังกล่าวในการประชาสัมพันธ์ตนเองเพื่อหวังลาภ ยศ สรรเสริญ หรือผลประโยชน์ภายหลังเหตุการณ์ผ่านไป สิ่งที่พวกเขาได้ไปคือความประทับใจที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของพวกเขาในการที่ได้นำความสุขกลับคืนมายังผู้ได้รับความเดือดร้อนเท่านั้นเอง