จากการที่ได้ไปอบรมการวินิจฉัยว่าสินค้าใดเข้าข่ายสินค้าเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมต่อต้นเดือนสิงหาคม
๒๕๖๒ แม้ว่าบางเรื่องที่ได้ไปอบรมมานั้นจะได้เขียนลง
blog
ไปบ้างแล้วและได้นำไปรวมไว้ใน
รวมบทความชุดที่ ๒๕
สินค้าที่ใช้ได้สองทาง
(Dual-Use Items :
DUI) เนื่องในโอกาสที่ในเร็ว
ๆ
นี้อาจต้องไปบรรยายเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย
ก็เลยคิดว่าถึงเวลาที่จะนำบางเรื่องที่ได้ไปอบรมมานั้นมาเขียนลงรายละเอียดเป็นเรื่อง
ๆ ไป
โดยจะขอเริ่มจากตัวอย่างการวินิจฉัยการเข้าข่ายสินค้าที่ใช้ได้สองทาง
โดยตัวแรกที่ยกมาคือ
"ตัวเก็บประจุ"
แต่ก่อนอื่น ลองตอบคำถามในรูปที่
๑ ดูก่อนไหมครับ
รูปที่ ๑
ถ้าได้ยินหรือได้เห็นคำว่า
"Condenser"
ขึ้นมาลอย ๆ คุณจะนึกถึงอะไร
ปัญหาหนึ่งที่มีโอกาสเจอสูงในการวินิจฉัยสินค้าคือการที่สินค้าตัวนั้นมีหลายชื่อเรียก
และชื่อที่ปรากฏในเอกสารนั้นอาจไม่ตรงกับชื่อที่ปรากฏใน
EU List
ดังนั้นเมื่อต้องการวินิจฉัยสินค้าตัวใดแล้วไม่พบว่ามันปรากฏใน
EU List นั้น
ก็ต้องพยายามหาดูด้วยว่าชื่อที่เราเห็นนั้นมันเป็นอีกชื่อหนึ่งของสินค้าที่ปรากฏใน
EU List หรือเปล่า
อย่างเช่นคำ "Condenser"
นั้นใน EU
List จะหมายถึงเครื่องควบแน่นไอให้กลายเป็นของเหลว
แต่ในทางอิเล็กทรอนิกส์นั้นมันหมายถึง
"ตัวเก็บประจุ"
ซึ่งใน EU
List ใช้คำว่า "Capacitor"
เรื่องในวันนี้เคยเขียนไว้ครั้งหนึ่งแล้วใน
Memoir
วันพฤหัสบดีที่ ๒๙
สิงหาคม ๒๕๖๒ เรื่อง
"สินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items :DUI) ตอนที่ ๕"
ซึ่งตอนนั้นเป็นการนำเอาภาพสไลด์ที่ได้มาจากการฝึกอบรมมาแปะเอาไว้ให้อ่านเอาเองโดยไม่ได้อธิบายอะไรโดยละเอียด
มาวันนี้ก็ถือว่าเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่โดยเพิ่มรายละเอียดเข้าไปก็แล้วกัน
ปัญหาแรกที่อาจประสบในการวินิจฉัยการเข้าข่ายสินค้าก็คือการใช้ชื่อเรียกที่แตกต่างไปจากที่ปรากฏใน
EU List
(จะโดยด้วยความเคยชินหรือด้วยความตั้งใจก็ตาม)
ที่ได้กล่าวมาข้างต้น
ปัญหาข้อที่สองที่อาจประสบก็คือ
ภาพรวมของสินค้านั้นดูแล้วไม่น่าเข้าข่าย
แต่เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้วพบว่าสินค้านั้นประกอบด้วยชิ้นส่วนย่อย
ๆ หลายชิ้น (ที่อาจเหมือนกันหรือแตกต่างกัน)
ที่นำมาต่อพ่วงเข้าด้วยกัน
เพื่อให้ได้คุณลักษณะรวมสุดท้ายที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่นแบตเตอรี่ที่ใช้กับรถยนต์นั้นจะใช้ชนิดไฟ
12 V
แต่สำหรับรถบรรทุกนั้นต้องการใช้ไฟ
24 V
แทนที่ผู้ผลิตแบตเตอรี่จะผลิตแบตเตอรี่ตัวใหญ่ขนาด
24 V
(ปริมาณกระแสที่แบตเตอรี่จ่ายได้แปรผันตามขนาดแบตเตอรี่)
เขาก็ผลิตเพียงแค่แบตเตอรี่ตัวใหญ่ขนาด
12 V
(แค่นี้ก็น้ำหนักมากแล้ว)
เวลาใช้งานผู้ใช้ก็ต้องใช้
2
ตัวมาต่ออนุกรมกันเพื่อให้ได้ไฟ
24 V ที่ต้องการ
ในกรณีของตัวเก็บประจุก็เช่นกัน
ในกรณีที่เราต้องการค่าความจุที่สูง
เราอาจทำได้ด้วยการใช้ตัวเก็บประจุขนาดใหญ่ขึ้น
หรือใช้หลายตัวมาต่อขนาน/อนุกรมเข้าด้วยกัน
ดังเช่นในกรณีของตัวอย่างในรูปที่
๒ ข้างล่าง
ที่ชุดตัวเก็บประจุนั้นประกอบด้วยตัวเก็บประจุขนาดเล็ก
3 ตัวต่อขนานกัน
และบรรจุอยู่ในกล่องโลหะที่เมื่อมองจากภายนอกแล้วจะดูเหมือนว่าเป็นเพียงแค่ตัวเก็บประจุตัวใหญ่เพียงตัวเดียว
(power bank
ที่ใช้กับโทรศัพท์มือถือบางแบบก็เป็นแบบนี้นะ
คือไม่ใช่ถ่านชาร์จได้ก้อนใหญ่เพียงก้อนเดียว
แต่ประกอบด้วยถ่ายชาร์จได้ก้อนเล็กหลายก้อนต่อกันอยู่)
คุณลักษณะรวมของสินค้าคือรับแรงดันไฟฟ้าได้
1500 V
มีค่าความจุไฟฟ้า
(capacitance) 300 uF (ไมโครฟารัด)
และค่าการเหนี่ยนำภายใน
(inductance) 100 nH
(นาโนเฮนรี่)
โดยที่ตัวเก็บประจุตัวเล็กที่นำมาประกอบนั้นแต่ละตัวรับแรงดันไฟฟ้าได้
1500 V
มีค่าความจุไฟฟ้า 100 uF
และค่าการเหนี่ยนำภายใน
40 nH (หมายเหตุ
: ในรูปที่
๒ ให้ข้อมูลไว้ว่าค่าการเหนี่ยวนำของสายไฟฟ้ายาว
1 เมตรอยู่ที่ประมาณ
100 - 200 nH)
รูปที่ ๒
ตัวเก็บประจุนี้ประกอบด้วยตัวเก็บประจุขนาดเล็ก
3 ตัวต่ออนุกรมกัน
ตัวเก็บประจุที่เป็นสินค้าควบคุมต้องมีคุณสมบัติตามที่ปรากฏในหมวด
3A001 Electronic
items as folllows หัวข้อ e.
High energy devices as follows ข้อย่อยที่
2. High energy
storage capacitor as folllows ซึ่งในรูปที่
๓ นั้นเขียนรวมว่าเป็นหัวข้อ
3A001.e.2
ซึ่งในหัวข้อนี้ยังแยกออกเป็นอีก
2 หัวข้อย่อย
a. และ
b.
ดังรายละเอียดที่แสดงในรูปที่
๓
ทั้งหัวข้อย่อย
a. และ
b.
นั้นข้อแรกกล่าวว่าใช้งานกับความต่างศักย์ได้เท่ากับหรือมากกว่า
5 kV (5000 V)
แต่เนื่องจากตัวเก็บประจุตัวนี้ใช้กับความต่างศักย์สูงเพียงแค่
1500 V
ดังนั้นจึงไม่เข้าข่ายเป็นสินค้าควบคุมตามหัวข้อ
3A001.e.2
แต่เนื่องจากในหัวข้อ
3A001.e
นั้นมีหมายเหตุระบุไว้ว่า
SEE ALSO 3A201.a.
and the Military Goods Controls
ดังนั้นแม้ว่าเมื่อตรวจสอบตามเกณฑ์หัวข้อ
3A001.e
และไม่เข้าเกณฑ์
ก็ต้องไปตรวจตามเกณฑ์ข้อ
3A201.a. อีก
รูปที่ ๓
รายละเอียดหัวข้อ 3A001.e.2
ซึ่งพบว่าตัวเก็บประจุตัวนี้ไม่เข้าเกณฑ์สินค้าควบคุมตามข้อนี้
หัวข้อ
3A201.a (3A201 คือ
Electronic
components, other than those specified in 3A001 และหัวข้อย่อย
a. คือ
Capacitors having
either of the following sets of characteristics
ที่แยกออกเป็นหัวข้อย่อย
1. และ
2.)
เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่กำหนดรายละเอียดของตัวเก็บประจุที่เป็นสินค้าควบคุมคือโดยมีรายละเอียดแสดงในรูปที่
๔
ในหัวข้อย่อย
1. นั้นเกณฑ์ข้อแรก
(a.)
คือใช้กับความต่างศักย์ที่สูงกว่า
1.4 kV
(ในยุโรปหลายประเทศนั้นจะใช้เครื่องหมาย
comma ","
แทนการใช้จุดทศนิยม
ดังนั้นตัวเลข 1,4
kV ก็คือ 1.4
kV นั่นเอง)
ซึ่งก็พบว่าตัวเก็บประจุตัวนี้เข้าเกณฑ์เพราะใช้กับความต่างศักย์ที่สูงถึง
1.5 kV
เกณฑ์ข้อที่สอง
(b.)
คือเก็บพลังงานได้มากกว่า
10 J (Joule)
สำหรับตัวเก็บประจุนั้นพลังงานที่ตัวเก็บประจุเก็บได้คำนวณได้จากสมการ
E = (CV2)/2
เมื่อ E
คือพลังงาน (J),
C คือค่า capacitance
(F - Farad) และ V
คือความต่างศักย์ (V
- Volt) ดังนั้นพลังงานที่ตัวเก็บประจุตัวนี้เก็บได้คือ
E = 0.5 x (300 x
10-6) x (1500)2 = 337.5 J ซึ่งมากกว่า
10 J
ดังนั้นถือว่าตัวเก็บประจุตัวนี้มีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์
เกณฑ์ข้อที่สาม
(c.)
คือสามารถเก็บประจุได้มากกว่า
0.5 uF
ซึ่งก็พบว่าตัวเก็บประจุตัวนี้เข้าเกณฑ์ข้อนี้อีกเพราะสามารถเก็บประจุได้สูงถึง
300 uF
เกณฑ์ข้อที่สี่
(d.)
คือค่าความเหนี่ยวนำเมื่อต่ออนุกรมมีค่าต่ำกว่า
50 nH
แต่เนื่องจากค่าการเหนี่ยวนำของตัวเก็บประจุตัวนี้สูงถึง
50 nH
จึงถือได้ว่าไม่เข้าเกณฑ์
รูปที่ ๔
รายละเอียดหัวข้อ 3A201.a
(ในแบบญี่ปุ่นนั้น
เครื่องหมาย O
คือถูกต้องหรือตรง
เครื่องหมาย X
คือผิดหรือไม่ตรง)
และเมื่อพิจารณาหัวข้อย่อย
2.
ก็พบว่าตัวเก็บประจุตัวนี้แม้ว่าจะเข้าเกณฑ์ข้อ
a.
(คือใช้กับความต่างศักย์สูงกว่า
750 V)
และมีค่าความจุผ่านเกณฑ์ข้อ
b. คือมากกว่า
0.25 uF)
แต่ก็ไม่ผ่านเกณฑ์ข้อ
c.
คือต้องมีค่าความเหนี่ยวนำเมื่อต่ออนุกรมมีค่าต่ำกว่า
10 nH
แต่ตัวเก็บประจุตัวนี้มีค่าสูงถึง
100 nH
ด้วยการพิจารณาโดยใช้เกณฑ์ที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่าตัวเก็บประจุตัวนี้ไม่เป็นสินค้าควบคุมไม่ว่าจะเป็นหมวด
3A001.e หรือ
3A201.a
แต่ใน
GENERAL NOTES TO
ANNEX I ข้อ 2.
กล่าวไว้ว่า
"วัตถุประสงค์ของการควบคุมที่อยู่ใน
Annex
นี้ไม่ควรที่จะสามารถหลีกเลี่ยง
(ผมขอแปลคำ
defeat
เป็นแบบนี้ก็แล้วกัน)
ได้ด้วยการส่งออกสินค้าที่ไม่เป็นสินค้าควบคุม
(รวมทั้งตัวโรงงาน)
ที่มีชิ้นส่วนควบคุมเป็นส่วนประกอบจำนวนหนึ่งชิ้นหรือมากกว่า
โดยที่ชิ้นส่วนควบคุมนั้นเป็นชิ้นส่วนหลักของสินค้านั้น
และสามารถถอดออกหรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้
หมายเหตุ :
ในการพิจารณาว่าชิ้นส่วนควบคุมนั้นเป็นชิ้นส่วนหลักหรือไม่
จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักปัจจัยต่าง
ๆ ได้แก่ ปริมาณ,
มูลค่า และเทคโนโลยีองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
และสภาพการณ์แวดล้อมพิเศษ
ที่อาจทำให้มีการสั่งซื้อสินค้านั้นที่มีชิ้นส่วนควบคุมนั้นเป็นชิ้นส่วนประกอบหลัก"
(รูปที่ ๕)
ในตัวอย่างนี้ตัวเก็บประจุนั้นประกอบด้วยตัวเก็บประจุขนาดเล็ก
3 ตัวต่อขนานกัน
ซึ่งถือได้ว่าตัวเก็บประจุขนาดเล็ก
3
ตัวนั้นเป็นองค์ประกอบหลัก
และเป็นมูลค่าหลักของสินค้านั้น
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิจารณาตัวเก็บประจุขนาดเล็กนั้นประกอบด้วย
รูปที่ ๕
รายละเอียดข้อ 2.
ของ GENERAL
NOTES TO ANNEX I
รูปที่
๖ เป็นผลการพิจารณาตัวเก็บประจุตัวเล็ก
3
ตัวที่ประกอบเข้าด้วยกันเป็นตัวเก็บประจุขนาดใหญ่
1 ตัว
ซึ่งก็พบว่าตัวเก็บประจุตัวเล็กแต่ละตัวนั้นเป็นสินค้าควบคุมตามเกณฑ์ข้อ
3A201.a.1
แต่ในข้อ
2. ของ
GENERAL NOTES TO
ANNEX I ยังมีการกล่าวต่อด้วยว่า
"สามารถถอดออกหรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้"
ซึ่งตรงนี้ก็ต้องมาพิจารณาดูด้วยว่าหลังจากที่นำเอาตัวเก็บประจุตัวเล็ก
3
ตัวมาประกอบเป็นตัวเก็บประจุตัวใหญ่
1 ตัว
การถอดแยกชิ้นส่วนกลับมาเป็นตัวเก็บประจุตัวเล็ก
3 ตัว
หรือการดัดแปลงเช่นการเปลี่ยนสายไฟภายในเพื่อให้ค่าการเหนี่ยวนำ
(inductance)
นั้นมีค่าไม่เกิน 50
nH นั้นทำได้หรือไม่
ซึ่งการที่จะตรวจสอบประเด็นนี้ได้จำเป็นที่ต้องรู้รายละเอียดโครงสร้างของตัวเก็บประจุ
(ในกรณีที่ผู้ตรวจสอบนั้นไม่ได้เป็นผู้ผลิตตัวเก็บประจุ)
และในกรณีที่ผู้ผลิตกับผู้ตรวจสอบนั้นมีความเห็นไม่ตรงกัน
กล่าวคือผู้ผลิตนั้นอาจเห็นว่าการพยายามแยกชิ้นส่วนออกมาเป็นตัวเก็บประจุตัวเล็ก
3
ตัวหรือการดัดแปลงเพื่อให้มีค่าการเหนี่ยวนำไม่เกิน
50 nH
นั้นไม่สามารถกระทำได้
แต่ตัวผู้ตรวจสอบเกรงว่าอาจกระทำได้
(ซึ่งตัวผู้ตรวจสอบเองก็อาจไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำได้อย่างไร
เพียงแค่สงสัยแค่นั้นเอง)
ซึ่งถ้ามีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้น
จะหาข้อยุติดได้อย่างไร
ตรงนี้คงต้องฝากเป็นประเด็นคำถามเอาไว้
การต่อตัวเก็บประจุนั้น
ถ้าต้องการให้เก็บประจุได้มากขึ้นก็จะนำเอาตัวเก็บประจุมาต่อขนานกัน
(อย่างในตัวอย่างนี้)
แต่ถ้าต้องการให้รับความต่างศักย์ได้มากขึ้นก็ต้องนำมาต่ออนุกรมกัน
(แต่ความสามารถในการเก็บประจุแต่ละตัวจะลดลง)
เช่นถ้าเราเอาตัวเก็บประจุที่รับความต่างศักย์ได้
750 V
โดยที่แต่ละตัวเก็บประจุได้อย่างน้อย
10 uF
สองตัวมาต่ออนุกรมกัน
ตัวเก็บประจุชุดนี้ก็จะรับความต่างศักย์ได้
1500 V
แต่จะเก็บประจุรวมได้อย่างน้อย
5 uF
ดังนั้นถ้านำตัวเก็บประจุนี้จำนวน
4 ตัวมาต่ออนุกรม
2 ชุด
ฃุดละ 2
ตัว แล้วค่อยนำเอาชุดที่ต่ออนุกรมนั้นมาต่อขนานกัน
ก็จะได้ตัวเก็บประจุรวมที่
รับความต่างศักย์ได้
1500 V
ซึ่งผ่านเกณฑ์ข้อ
3A201.a.1.a
เก็บประจุได้อย่างน้อย
10 uF
ซึ่งผ่านเกณฑ์ข้อ
3A201.a.1.c) และ
เก็บกักพลังงานได้
= 0.5 x (10 x 10-6)
x (1500)2 = 11.25 J ซึ่งผ่านเกณฑ์ข้อ
3A201.a.1.b)
รูปที่ ๖
การพิจารณาตัวเก็บประจุตัวเล็ก
3
ตัวที่ประกอบเข้าด้วยกันเป็นตัวเก็บประจุขนาดใหญ่
1 ตัว
โดยพบว่าเป็นไปตามเกณฑ์ข้อ
3A201.a.1
ส่วนชุดตัวเก็บประจุนี้จะเป็นสินค้าควบคุมหรือไม่ก็คงขึ้นอยู่กับว่าตัวเก็บประจุตัวเล็กที่นำมาต่อนั้นมีค่าการเหนี่ยวนำต่ำกว่า
10 nH (เกณฑ์ข้อ
3A201.a.2.c)
และสามารถถอดแยกแต่ละตัวออกมาได้หรือไม่
และรูปแบบการต่อนั้นทำให้ค่าการเหนี่ยวนำรวมไม่เกิน
50 nH ด้วยหรือไม่
ซึ่งจุดนี้แสดงว่าเกณฑ์ในข้อ
3A201.a.2
มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเอาตัวเก็บประจุขนาดเล็ก
(ที่มีค่าการเหนี่ยวนำต่ำ)
มาต่ออนุกรมและ/หรือขนานกัน
เพื่อให้ได้ตัวเก็บประจุรวมสามารถรองรับค่าความศักย์ที่ต้องการและมีความสามารถในการเก็บประจุตามต้องการ
ตัวอย่างที่
๑
นี้แสดงให้เห็นปัญหาเรื่องการที่ต้องวินิจฉัยว่าชิ้นส่วนย่อยที่เป็นองค์ประกอบของสินค้าหลัก
(ที่คุณลักษณะรวมของตัวสินค้าหลักไม่เข้าเกณฑ์เป็นสินค้าควบคุม)
เป็นสินค้าควบคุมหรือไม่
ซึ่งจำเป็นต้องรู้ถึงคุณลักษณะของชิ้นส่วนย่อยที่นำมาประกอบ
และวิธีการประกอบเข้าด้วยกัน
ซึ่งตรงจุดนี้ผู้ที่ผลิตสินค้านั้นจะเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุด
สำหรับตัวอย่างที่
๑ นี้คงต้องขอจบเพียงแค่นี้