วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

สารทำความเย็นไอโซบิวเทน (Isobutane refrigerant R600a) MO Memoir : Sunday 22 January 2560

ไม่ได้ซื้อตู้เย็นใหม่มากว่า ๕ ปี พอวันนี้ต้องไปช่วยคุณแม่เลือกซื้อตู้เย็น ก็เลยได้เห็นป้ายเตือนที่ (ผมเข้าใจว่า) เพิ่งจะเริ่มออกสู่ท้องตลาดได้ไม่นาน นั่นคือป้ายคำเตือนให้ระวังการเกิดไฟไหม้และการระเบิดที่ติดไว้หลังตู้เย็น


เครื่องทำความเย็นไม่ว่าจะเป็น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศในบ้าน หรือเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ ต่างก็ใช้หลักการเดียวกัน แต่ด้วยลักษณะการใช้งานและการติดตั้ง ทำให้เครื่องทำความเย็นทั้งสามชนิดนั้นต้องการการบำรุงรักษาที่แตกต่างกัน ในกรณีของตู้เย็นนั้นถือว่าเป็นสินค้าสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน ผ่านการประกอบและตรวจสอบมาจากบริษัทผู้ผลิต สารทำความเย็นถูกบรรจุอยู่ในระบบและปิดตายด้วยการเชื่อม ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องการรั่วไหลของสารทำความเย็นทางข้อต่อ เรียกว่าใช้กันได้นานจนกว่าคอมเพรสเซอร์จะพัง
 
เครื่องปรับอากาศตามบ้านนั้นปัจจุบันจะมาแบบแยกสองชิ้นส่วน แผงคอยล์เย็นจะติดตั้งในห้องที่ต้องการปรับอุณหภูมิ โดยมีแผงคอยล์ร้อนติดตั้งอยู่นอกอาคาร หลังจากติดตั้งแผงคอยล์เย็นและคอยล์ร้อนแล้ว ช่างต้องทำการเดินท่อน้ำยา (ท่อทองแดง) เชื่อมต่อแผงทั้งสอง จากนั้นจึงทำสุญญากาศในระบบท่อแล้วเติมน้ำยาแอร์ น้ำยาแอร์นี้จะอยู่ได้นานเท่าใดจะขึ้นอยู่กับฝีมือช่างติดตั้ง ถ้าช่างติดตั้งทำงานดีก็จะไม่มีปัญหาอะไร คืออยู่ได้นานจนแอร์พังไปเอง (เช่นคอยล์เย็นผุจนรั่ว) แต่ถ้าการติดตั้งมีบางจุดทำงานไม่เรียบร้อย ก็อาจต้องมีการเติมน้ำยาแอร์เป็นระยะจนกว่าจะหาว่ามันรั่วตรงไหน แต่เท่าที่เคยเจอมาก็แทบจะไม่เจอปัญหาดังกล่าว
 
ระบบเครื่องปรับอากาศรถยนต์จะมีแผงคอยล์เย็นอยู่ในตัวรถ ส่วนแผงคอยล์ร้อนจะอยู่ในฝากระโปรงหน้า ที่เห็นเป็นประจำก็จะอยู่ข้างหน้าหม้อน้ำ ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศจะมาเป็นชิ้น ๆ และประกอบเข้ากับตัวรถทำนองเดียวกับเครื่องปรับอากาศที่ใช้กันตามบ้าน แต่การเดินท่อนั้นจะแตกกันคือมีการใช้ท่อยางแทนการใช้ท่อทองแดง และยังมีจุดต่อท่อที่มากกว่า นอกจากนี้ยังทำงานในสภาพที่มีความร้อนสูง (คืออยู่ในฝากระโปรงหน้า) และมีการสั่นสะเทือน ผลก็คือชิ้นส่วนต่าง ๆ มีโอกาสชำรุดได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะตรงท่อยางน้ำยาแอร์ที่ฉีกขาดจนรั่ว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พบว่าต้องมีการซ่อมแซมบ่อยครั้งกว่าและเติมน้ำยาแอร์กันบ่อยครั้งกว่า
 
คุณลักษณะแรกที่สำคัญของสารทำความเย็นที่สามารถใช้งานได้ที่อุณหภูมิห้องก็คือ ต้องสามารถใช้ความดันทำให้มันเป็นของเหลวได้ที่อุณหภูมิห้อง ไฮโดรคาร์บอน C3 และ C4 ก็เป็นพวกแรก ๆ ที่มีการนำมาใช้กัน แต่เนื่องจากมันมีอันตรายจากการที่มันติดไฟและทำให้เกิดการระเบิดได้ถ้ารั่วไหลออกมา จึงทำให้ไม่เป็นนำมาใช้เป็นสารทำความเย็นสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน (พวกตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ) และถูกแทนที่ด้วยสารทำความเย็นพวก chlorofluorocarbon หรือที่เรียกกันย่อว่า CFC ที่มีอะตอมคลอรีนและฟลูออรีนเป็นองค์ประกอบร่วม โดยตัวที่เป็นปัญหาคือพันธะระหว่างอะตอม C-Cl ของโมเลกุล CFC ที่แตกออกได้ง่ายเมื่อเทียบกับโครงสร้างส่วนอื่นของโมเลกุล
 
ต่อมามีการค้นพบว่า CFC เป็นสารทำลายชั้นโอโซน ก็เลยมีการรณรงค์ให้เลิกใช้และให้หันไปใช้สารตัวอื่นที่ทำลายชั้นโอโซนน้อยกว่า (คือยังทำลายได้อยู่นะ) ซึ่งก็ได้แก่ hydrofluorocarbon หรือ HFC ซึ่งเป็นสารที่ไม่มีอะตอมคลอรีน สาร HFC นี้เข้าไปแทนที่ CFC ทั้งในตัวตู้เย็น เครื่องปรับอากาศตามบ้านและที่ใช้กับรถยนต์
 
เมื่อสักกว่ายี่สิบปีที่แล้วเคยได้ยินข่าวเรื่องการพยายามนำเอาไฮโดรคาร์บอน C3 และ C4 มาใช้เป็นสารทำความเย็นสำหรับตู้เย็นใหม่ แต่ก็ยังประสบกับปัญหาเรื่องความปลอดภัย ทำให้เห็นเงียบหายไปนาน มีแต่เพียงการนำเอาบิวเทนมาใช้เป็นสารให้ความดัน (propellant) ในกระป๋องสเปรย์ต่าง ๆ มาตอนนี้เห็นมีการออกตัวการใช้บิวเทนกับตู้เย็นกันแล้ว คงเป็นเพราะสามารถแก้ปัญหาทางเทคนิคต่าง ๆ จนมั่นใจว่าสามารถนำมาใช้กับตู้เย็นที่วางตั้งในอาคาร โดยไม่ต้องกังวลปัญหาเรื่องไฟไหม้เนื่องจากแก๊สรั่วออกจากตู้เย็น ตู้เย็นตัวที่ได้มาใหม่นั้นใช้สารทำความเย็นคือ R600a หรือไอโซบิวเทน (isobutane) แต่ถ้าเป็น R600 (ไม่มี a ต่อท้าย) ก็จะเป็นนอร์มัลบิวเทน (n-butane)
 
ส่วนการนำไปใช้กับเครื่องปรับอากาศตามบ้านและรถยนต์นั้นคิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ๆ เพราะมันมีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะเกิดการรั่ว และการติดตั้งยังขึ้นอยู่กับฝีมือช่างแต่ละรายด้วย โดยเฉพาะในกรณีของรถยนต์ ที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วที่จะเกิดการรั่วไหลของสารทำความเย็นได้ในห้องเครื่อง ทำให้โอกาสเกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่องสูงตามไปด้วย แบบที่เราเห็นข่าวรถยนต์ที่เพิ่งนำไปติดแก๊สนั้นเกิดเพลิงไหม้อยู่เรื่อย ๆ

ต่อไปเวลาไฟไหม้บ้าน นอกจากถังแก๊สหุงต้มแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พนักงานดับเพลิงต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษเพิ่มเติมเข้ามาก็เห็นจะได้แก่ "ตู้เย็น"

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2560

สถาปัตยกรรมคณะราษฎร ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๒๗) MO Memoir : Saturday 21 January 2560

เคยทราบไหมครับว่า อาคารสำนักงานที่ตั้งอยู่ตลอดแนวถนนราชดำเนินกลาง โรงภาพยนต์ศาลาเฉลิมกรุง สนามศุภชลาศัย อาคารที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขที่บางรัก ฯลฯ รวมทั้ง อาคารคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ตึกฟิสิกส์ ๑ ตึกเคมีเดิม ๒ ตึก (ที่ปัจจุบันเป็นอาคารศิลปวัฒนธรรมและคณะศิลปกรรมศาสตร์) และหอประชุมใหญ่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่างมีความเกี่ยวข้องกันทางสถาปัตยกรรม โดยมีผู้ให้ชื่อว่าเป็น "สถาปัตยกรรมคณะราษฎร" และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ถูก (ทำให้) ลืม
 
ในหนังสือ "คณะราษฎร ฉลองรัฐธรรมนูญ : ประวัติศาสตร์การเมือง หลัง 2475 ผ่านสถาปัตยกรรม "อำนาจ"" (รูปที่ ๑) ชาตรี ประกิตนนทการ แบ่งประเภทสถาปัตยกรรมคณะราษฎรออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ "รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบทันสมัย" ซึ่งได้แก่อาคารต่าง ๆ ดังตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น (ยกเว้นหอประชุมใหญ่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และกลุ่มที่สองคือ "รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยเครื่องคอนกรีต" ดังเช่นหอประชุมใหญ่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


รูปที่ ๑ หนังสือ "คณะราษฎร ฉลองรัฐธรรมนูญ : ประวัติศาสตร์การเมือง หลัง 2475 ผ่านสถาปัตยกรรม "อำนาจ"" เขียนโดย ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. ๒๕๔๘
 
ลักษณะร่วมอย่างกว้าง ๆ ของ "รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบทันสมัย" คือภายนอกจะดูแลเรียบง่ายและเรียบเกลี้ยง รูปทรงเส้นสายของอาคารจะเป็นเส้นตรงไปมาแบบกล่องสีเหลี่ยม ไม่นิยมประดับตกแต่งด้วยลวดลายใด ๆ หลังคาจะนิยมเป็นหลังคา "ทรงตัด" (คือเป็นหลังคาแบนแบบมีดาดฟ้า) หรือในกรณีที่มิได้ทำหลังคาทรงตัดก็จะก่อเป็นแผงคอนกรีตขึ้นไปยังส่วนหลังคา (parapet) บังหลังคารอบอาคาร เพื่อหลอกสายตาให้ดูเป็นหลังคาทรงตัด (ดูตัวอย่างในรูปที่ ๒ ข้างล่าง)


รูปที่ ๒ หลังคาอาคารหลังนี้ (ปัจจุบันเป็นอาคารปฏิบัติการรวมของคณะวิศวกรรมศาสตร์) ไม่ได้เป็นแบบดาดฟ้า แต่ก่อแผงคอนกรีตบังเอาไว้ ทำให้ดูเหมือนเป็นหลังคาทรงตัด ถ่ายจากหน้าต่างห้องทำงานของผมเอง

ในส่วนของ "สถาปัตยกรรมไทยเครื่องคอนกรีต" นั้น ชาตรี ประกิตนนทการ ให้คำอธิบายที่พอจะย่นย่อได้ว่าหมายถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมที่สืบทอดระเบียบวิธีในการออกแบบจากสถาปัตยกรรมไทยแบบจารีตในอดีต แต่มีการลดทอนรายละเอียดลวดลายทางสถาปัตยกรรมแบบจารีตลงเหลือเพียงเค้าโครงของเส้นกรอบนอกเท่านั้น รูปทรงเดิมที่มีความอ่อนช้อยพริ้วไหวถูกปรับให้เป็นเส้นตรงที่แข็งมากขึ้น ซึ่งสะท้อนกับคุณสมบัติของวัสดุก่อสร้างที่เปลี่ยนจากเดิมที่เป็นไม้มาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก
 
ชาตรี ประกิตนนทการ ยังได้กล่าวไว้ในหนังสือดังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน (คือพ.. ๒๕๔๘ หรือปีที่จัดพิมพ์หนังสือ) อาคารต่าง ๆ ในยุคนั้นหลายอาคารได้ถูกรื้อถอนลงไปแล้วโดยแทบจะไม่มีการถกเถียงเรื่องคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยมีสิ่งที่น่าจะเป็นสาเหตุเบื้องหลังจากมุมมอง ๒ ด้านที่ถูกสร้างขึ้นอย่างบิดเบือนเพื่อมุ่งหวังที่จะทำให้สังคมไทย "ลืม" ประวัติศาสตร์ ๑๕ ปีในยุคคณะราษฏร (คือในช่วงปีพ.. ๒๔๗๕ ถึง ๒๔๙๐) (ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ) ที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างชัดเจนหลังปีพ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา

George Orwell เป็นนามปากกาของนักเขียนชาวอังกฤษที่ชื่อ Eric Arthur Blair นวนิยายเรื่องหนึ่งที่มีชื่อเสียงของเขาคือเรื่อง "Animal farms" ในบทประพันธ์เรื่อง "nineteen eighty-four" ที่เป็นที่มาของคำว่า "Big Brothers" นั้น เขาได้กล่าวข้อความหนึ่งที่ยังคงมีการอ้างถึงจนปัจจุบันว่า
  
"He who controls the past controls the future. He who controls the present controls the past"
 
George Orwell เสียชีวิตด้วยโรควัณโรค ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในวันที่ ๒๑ มกราคม พ.. ๒๔๙๓ ซึ่งตรงกับวันนี้เมื่อ ๖๗ ปีที่แล้ว

รูปที่ ๓ อาคารคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (ภาพจากในหนังสือ ไม่ระบุวันที่ที่ถ่ายภาพ) ในภาพนี้จะเห็นว่าด้านหน้าของอาคารนั้นเป็น "สระน้ำขนาดใหญ่" ที่ปัจจุบันไม่มีแล้ว กลายเป็นสนามกีฬาแทน และยังไม่มีต้นจามจุรีที่ปลูกตลอดแนวถนนจากหน้าประตูมหาวิทยาลัยข้างคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มาจนถึงหอประชุมด้วย


รูปที่ ๔ อาคารคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในปัจจุบัน 
 
รูปที่ ๕ ตึกฟิสิกส์ ๑ ของคณะวิทยาศาสตร์ (ภาพจากในหนังสือ ไม่ระบุวันที่ที่ถ่ายภาพ) จะเห็นว่าระดับพื้นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอาคารนั้นมีระดับต่ำกว่าตัวอาคาร ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสภาพพื้นเดิมเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ทำให้ตัวอาคารศาลาพระเกี้ยวและตึกจุลจักรพงษ์ที่สร้างภายหลัง จึงมีชั้นล่างสุดที่อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นถนนเล็กน้อย ภาพเดิมในหนังสือเป็นภาพขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 5 x 4 เซนติเมตร จึงทำการสแกนละเอียดเพื่อขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น


รูปที่ ๖ ตึกฟิสิกส์ ๑ ของคณะวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ปัจจุบันฝั่งตรงข้ามเป็นที่ตั้งของอาคารจุลจักรพงษ์


รูปที่ ๗ อาคารเคมี ๑ เดิม ที่ปัจจุบันกลายเป็นอาคารศิลปวัฒนธรรม


รูปที่ ๘ อาคารหอประชุมใหญ่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำพิธีเปิดในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๔๘๒ เป็นตัวอย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมคณะราษฎร "รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยเครื่องคอนกรีต" เช่นเดียวกับประตูสวัสดิโสภาของกำแพงพระบรมมหาราชวังที่ชำรุดทรุดโทรมจนต้องรื้อลงในปีพ.ศ. ๒๔๗๙ และสร้างขึ้นมาใหม่ อาคารหอประชุมหลังนี้ตอนที่ผมเข้าเรียนในปีพ.ศ. ๒๕๒๗ นั้นยังไม่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศในห้องประชุมใหญ่ แต่หลังจากนั้น ๑-๒ ปีจึงมีการติดตั้ง