บันทึกนี้เป็นการเดินทางในช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่
๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒
หลังจากออกจากบ่อน้ำร้อนที่เขาชัยสน
จุดมุ่งหมายถัดไปที่ต้องการไปก็คือเมืองเก่าไชยบุรี
ที่เป็นที่ตั้งเดิมของจังหวัดพัทลุง
ซึ่งอยู่เหนือตัวเมืองปัจจุบันไปทางเหนือเล็กน้อย
ใกล้กับวนอุทยานเมืองเก่าไชยบุรี
สถานที่นี้ผมเคยแวะไปมาครั้งหนึ่งเมื่อราว
ๆ ปี ๒๕๓๘ จำได้แต่ว่ามีแต่ซากเก่า
ๆ ก็เลยอยากแวะไปดูอีก
หลังจากวนหาอยู่พักหนึ่ง
(เพราะป้ายบอกทางไม่ชัดเจน)
ก็เลยต้องแวะถามเจ้าหน้าที่ที่ดูแลวนอุทยานว่าเมืองเก่าอยู่ที่ไหน
ก็เลยได้ทราบว่าที่มีเหลือให้เห็นก็มีแต่ที่ตั้งศาลหลักเมืองเก่า
ที่อยู่ในถนนซอยเล็ก ๆ
แยกออกจากทางหลัก
และเงียบมากแบบไม่มีคนไป
และที่วัดเขาเมืองเก่า
ที่มีเจดีย์เก่าตั้งอยู่บนเขาลูกเล็ก
ๆ และด้านหลังของเขาลูกนั้นก็มีถ้ำพระ
วันที่ผมไปถึงนั้นสถานที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงเส้นทางเดินขึ้นไปยังเจดีย์
ที่เดิมบันไดเดินขึ้นแหว่งหายเป็นช่วง
ๆ ก็เลยไม่ได้ขึ้นไปถ่ายรูปจากบนยอดเขา
รูปที่
๑ จุดแวะพักของการเดินทาง
(1)
ปากคลองศรีปากประที่เป็นแหล่งหนึ่งที่มีการยกยอกันและมีการโปรโมทให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ทั้ง ๆ
ที่ในความเป็นจริงการจับปลาด้วยการยกยอก็มีให้เห็นกันทั่วไป
(2)
คลองนางเรียมที่เป็นคลองเชื่อมต่อระหว่างทะเลน้อยกับทะเลสาปสงขลาหรือที่คนพัทลุงเรียกว่าทะเลลำปำ
(3)
บริเวณอุทยานแห่งชาติทะเลน้อย
(4)
วัดเขาอ้อที่ขึ้นชื่อในเรื่องเป็นสำนักตักศิลาทางไสยเวทย์ในภาคใต้
รูปที่
๒ บนเส้นทางจากแหลมจองถนนไปเขาชัยสน
รูปที่
๓ ป้ายเล่าประวัติความเป็นมาของเมืองพัทลุงและศาลหลักเมือง
ชื่อเก่าคือเมืองโบราณชัยบุรี
รูปที่
๔ ศาลหลักเมืองโบราณชัยบุรี
ตั้งอยู่ในบริเวณที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของอำเภอเมือง
รูปที่
๕ ป้ายเล่าประวัติวัดเขาเมืองเก่า
รูปที่
๖ เจดีย์วัดเขาเมืองเก่า
ทางขึ้นเดิมชำรุดทรุดโทรม
บันไดแหว่งหายเป็นช่วง
ไม่สามารถเดินขึ้นไปข้างบนได้
(เว้นแต่ต้องปีนขึ้นไป)
วันที่ไปนั้นกำลังอยู่ระหว่างการสร้างทางขึ้นใหม่
รูปที่
๗ บริเวณด้านหลังของเจดีย์
จะมีถ้ำพระซ่อนอยู่
ถัดจากเยี่ยมชมเมืองเก่า
จุดมุ่งหมายถัดไปก็เป็นการชมธรรมชาติ
ไหน ๆ
เส้นทางจากเมืองเก่าไปยังทะเลน้อยก็ต้องเลียบผ่านทะเลลำปำแล้ว
คุณน้าก็เลยพาไปแวะที่ปากคลองปากประ
ที่ปัจจุบันมีคนพยายามทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยการไปชม
"ยอ"
ขนาดใหญ่ที่เขาใช้จับปลา
อันที่จริงการจับปลาด้วยการยกยอมันก็มีมานานแล้ว
ผมเองก็เห็นตั้งแต่เด็กตอนเริ่มจำความได้
เวลานั่งรถไฟจากสถานีรถไฟธนบุรีลงใต้
ด้วยรถเร็วธนบุรี-สุไหลโกลก
ที่ออกตอนทุ่มเศษ
ที่จะไปสว่างตอนเช้าก่อนถึงทุ่งสง
บริเวณจุดสะพานข้ามคลองบางแห่งก็จะเห็นมีการยกยอจับปลากันอยู่ทั่วไป
จะว่าไปบริเวณทะเลน้อยและทะเลลำปำก็เป็นแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์แหล่งหนึ่ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถิ่นแถวนี้มีคนอยู่อาศัยไม่หนาแน่นหรือเปล่า
ก็เลยไม่มีน้ำทิ้งจากที่พักอาศัยไหลลงสู่แหล่งน้ำนี้เป็นจำนวนมาก
แถมยังไม่เป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมอีก
ฝูงนกกินปลาจึงอาศัยอยู่ได้อย่างสบาย
และสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่คนต่างถิ่นมักจะมาชมก็คือ
"ควาย"
ควายที่เห็นแถวนี้เป็นควายเลี้ยง
เวลาที่ทะเลน้อยน้ำแห้งมันก็จะออกมาเดินหากินหญ้าไปเรื่อย
ๆ พอตกเย็นมันก็กลับเข้าคอกของมันเอง
คนเลี้ยงก็มีอยู่หลายราย
บางทีเขาก็มาปลูกเพิงชั่วคราวไว้นอนเฝ้าควาย
ที่มันมีชื่อให้คนมาดูก็เพราะเวลาที่ทะเลน้อยน้ำเยอะ
พื้นที่กินหญ้าของมันโดยน้ำท่วมหมด
ฝูงควายมันก็เลยต้องว่ายน้ำออกมาหาหญ้าที่จมน้ำกิน
กลายเป็นเรื่องแปลกที่ชวนให้ใครต่อใครต้องมาดู
การจอดดูควายก็จอดได้บนสะพานที่สร้างข้ามทะเลน้อย
เขามีจุดจอดรถพักสำหรับชมทิวทัศน์เป็นระยะ
จอดรถแล้วก็ควรอยู่ในบริเวณจุดพักรถ
อย่าล้ำออกมาบนถนน
เพราะรถวิ่งกันเร็ว
แต่ก่อนแถวนี้ไม่ค่อยมีรถเท่าใด
แต่พอมีสะพานและถนนเส้นนี้
มันกลายเป็นทางลัดสำหรับการเดินทางไปยัง
อ.ระโนด
และ อ.สะทิงพระ
จ.สงขลา
การจราจรก็เลยหนาแน่นขึ้น
บนสะพานนี้จะไม่มีการติดตั้งไฟส่องสว่าง
ซึ่งผมว่าก็ดีแล้ว
จะได้ไม่เป็นการรวบกวนธรรมชาติในเวลากลางคืน
ถ้ารักธรรมชาติจริง
ก็ต้องรักที่จะให้ตอนกลางคืนมันมืดมิดด้วย
หลายปีก่อนหน้านี้ผมมีโอกาสได้ไปพักที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใกล้ทะเลน้อย
รีสอร์ทนี้เป็นรีสอร์ทแรก
ๆ ที่เพิ่งเปิดในบริเวณนั้น
ยังได้สนทนากับเข้าของรีสอร์ทถึงความเป็นมาของท้องถิ่นแถวนี้
เรื่องหนึ่งที่เขาเล่าให้ฟังก็คือ
"ช้างน้ำ"
ซึ่งอันที่จริงมันก็คือช้างธรรมดานี่เอง
แต่ในอดีตเคยมีความพยายามเอาช้างมาใช้เป็นแรงงานในบริเวณนี้
แต่ด้วยคงเป็นเพราะพืชท้องถิ่นนั้นไม่เหมาะที่จะเป็นอาหารช้าง
การใช้ช้างเป็นแรงงานก็เลยเลิกไป
แต่ก็ยังมีอยู่บ้างในบางโอกาส
ที่เคยได้ยินคุณน้าเล่าให้ฟังก็คือปีหนึ่งที่มีพายุฝนแรง
ทำให้ต้นยางพาราในส่วนต่าง
ๆ เอนเอียง (ไม่ถึงกับล้ม)
ก็มีการจ้างช้างให้มาดึงต้นยางพาราขึ้นตั้งตรง
(ในสวนยางรถใหญ่เข้าไม่ได้)
ทะเลน้อยยังเป็นแหล่งผลิตผลิตภัณฑ์จักสานจากต้นกระจูด
เรียกว่ามีขายในราคาถูกกว่าซื้อข้างนอกเยอะ
ร้านค้าก็อยู่ฝั่งตรงข้ามที่ทำการอุทยานแห่งชาติ
และติดกันก็คือร้านขายของกิน
ที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ
"ไข่ปลาทอด"
บางร้านเสียบไม้ขาย
ขายกันไม้ละ ๒๐ บาท ถ้าสามไม้ก็
๕๐ บาท มีหลายเจ้าที่ขาย
บางร้านก็มีคนต่อคิวซื้อ
ในขณะที่บางร้านก็ดูว่าง
ๆ ไข่ปลาทอดนี้กินเปล่า ๆ
ได้ไม่ต้องอาศัยน้ำจิ้มอะไร
ถ้าไม่กลัวโคเลสเตอรอลขึ้นก็กินได้ตามสบาย
วันนั้นฝนไล่หลังมาจากทะเลน้อย
จุดแวะสุดท้ายก่อนวนกลับทุ่งขึงหนังก็คือวัดเขาอ้อ
วัดนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นสำนักตักศิลาทางไสยเวทย์ในภาคใต้
เล่ากันว่าขุนพันธรักษ์ราชเดชที่เป็นต้นตำรับของจตุคามรามเทพ
ท่านก็มาอาบแช่น้ำว่านที่วัดนี้
ผมไปถึงตอนเย็นแล้ว
ฝนทำท่ากำลังจะตก วัดก็เลยเงียบสงบ
ก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปไหว้พระและเยี่ยมชมถ้ำที่เป็นที่ตั้งของอ่างแช่น้ำแร่เดิม
ก่อนกลับที่พักรอเวลาคุณน้าอีกคนเลี้ยงข้าวเย็นที่ร้านสเต็กหลานตาชู
ร้านสเต็กหลานตาชูผมเห็นเปิดมาหลายปีแล้ว
แต่ไม่เคยไปกิน
วันนั้นเป็นวันแรกที่เพิ่งจะได้แวะไป
ถนนสาย ๔๑ จากพัทลุงมาควนขนุนแต่เดิมก็เงียบ
ๆ เป็นเพียงแค่เส้นทางผ่านจากทุ่งสงไปหาดใหญ่
แต่พักหลังนี้ดูเหมือนตัวเมืองพัทลุงจะขยายออกมาทางเส้นนี้
สาเหตุหนึ่งก็คงเป็นเพราะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยทักษิณ
วิทยาเขตพัทลุงด้วย
ร้านนี้ก็เรียกว่าขึ้นชื่อขนาดมีคนเดินทางทั้งจากหาดใหญ่และนครศรีธรรมราชเพื่อมากินอาหารที่ร้านนี้
คงไม่ขอออกความเห็นว่าอาหารที่ร้านนี้เป็นอย่างไร
แต่เอาเป็นว่าหลังจากเที่ยวมาทั้งวัน
คืนนั้นก็หลับยาว
รูปที่
๘ บรรยากาศบริเวณปากคลองปากประ
รูปที่
๙ ศาลาบริเวณคลองนางเรียม
ทะเลน้อย
รูปที่
๑๐ ฝูงควายที่ออกมาหากิน
ช่วงที่ไปนั้นฝนไม่ตกมา ๔
เดือน (พึ่งจะตกวันที่ผมเดินทางไปถึงพัทลุง)
น้ำในทะเลน้อยเลยแห้งไปมาก
ฝูงควายเลยไม่ต้องว่ายน้ำออกมาหากิน
รูปที่
๑๑
บริเวณศาลาที่พักและพระตำหนักบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติทะเลน้อย
ที่นี่นอกจากการดูนกและนั่งเรือชมดอกบัวบานในตอนเช้าแล้ว
ก็ยังเป็นแหล่งขายของอร่อยคือ
"ไข่ปลาทอด"
และผลิตภัณฑ์จากต้นกระจูด
(เช่นกระเป๋ารูปแบบต่าง
ๆ)
ในราคาถูกอีกด้วย
เหมาะแก่การขนกลับไปเป็นของฝาก
รูปที่
๑๒ วัดเขาอ้อ
สำนักตักศิลาทางไสยเวทย์ที่เป็นที่ขึ้นชื่อของภาคใต้
รูปที่
๑๓ ปากถ้ำที่เป็นที่ตั้งของบ่อแช่น้ำว่านเดิม
เล่ากันว่าขุนพันธรักษ์ราชเดช
ก็มาแช่น้ำว่านที่วัดนี้
รูปที่
๑๔ รางแช่น้ำว่านเดิม
คือต้องลงไปนอนแช่
รูปที่
๑๕ "ไข่ปลาทอด"
มาถึงทะเลน้อยแล้วจะไม่กินก็ไม่ได้
เพราะมันเป็นของอร่อยประจำท้องถิ่น
นอกจากจะซื้อกินในวันนั้นแล้ว
ยังซื้อแช่แข็งกลับมากินที่กรุงเทพอีก