แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศัพท์เทคนิค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศัพท์เทคนิค แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ภาษาอังกฤษสำหรับวิศวกรเคมี (๓) MO Memoir : Wednesday 19 June 2562

keep (verb) continue to be in the specified condition or position; remain or stay

คำว่า "keep" มีการแปลเป็นไทยว่า "เก็บ" แบบเก็บของเข้าที่ หรือย้ายตำแหน่งมันไปยังที่ ๆ ทันควรอยู่ แต่ก็ยังมีความหมายอื่นอีกคือ "คงสภาพเดิมเอาไว้" หรือ "คงสภาวะที่เป็นอยู่หรือทำงานอยู่ขณะนั้นเอาไว้" และเรื่องมันก็เกิดเพราะสองความหมายนี้มันมีความแตกต่างกันอยู่
 
บ่ายวานซืน มีสาวน้อยรายหนึ่งที่ได้หยุดงานสองสัปดาห์แวะเข้ามาหา และมาเล่าเรื่องงานที่กำลังทำอยู่ ณ จังหวัดทางภาคเหนือตอนล่างแห่งหนึ่ง พักยังบ้านพักที่ทางบริษัทจัดให้ร่วมกับพนักงานคนอื่น งานนั้นเป็นงานที่ต้องไปทำงานกลางแจ้ง โดยตัวเขาเองรับหน้าที่เป็นคนผสมปูนและเทปูนลงหลุม แต่ไม่ใช่ปูนงานก่อสร้างที่เทลงหลุมเพื่อสร้างเสาเข็ม แต่เป็นการเทลงหลุมขุดเจาะน้ำมันเพื่ออุดหลุมที่ไม่ใช้งานแล้ว 
  
การสนทนามีการพูดคุยกันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการทำงานที่ตัวเขาเองจบวิศวเคมีแต่ต้องทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลล้วน ๆ ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการเรียกชื่อชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งชนิดของน้ำมันที่ใช้ทั้งส่งกำลังและการหล่อลื่น และยังครอบคลุมไปถึงชีวิตการทำงานของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ต้องไปทำงานกับกลุ่มผู้ชาย ที่ลักษณะการพูดจาอาจเรียกได้ว่าหลายคนคงรับไม่ได้ แถมยังกินเหล้ากันหนักตอนเย็นอีก และเรื่องหนึ่งที่ได้รับฟังก็คือความเข้าใจภาษาอังกฤษที่ไม่ถูกต้องของช่างเทคนิคชาวไทย
 
เหตุเกิดที่งานภาคสนามแห่งหนึ่ง อุปกรณ์ที่ใช้ในงานดังกล่าวต้องสามารถเก็บขนย้ายได้ง่ายเวลาที่ต้องย้ายไปทำยังตำแหน่งอื่น วันขณะที่คนงานกำลังเดินเครื่องปั๊มอยู่ หัวหน้างานที่เป็นชาวต่างชาติที่เดินตรวจงานอยู่มาเห็นเข้า ก็กล่าวกับคนเดินเครื่องปั๊มว่า "keep pumping, keep pumping"
 
ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง พอหัวหน้างานคนดังกล่าวเดินกลับมาที่เดิมอีกครั้ง ก็พบว่าพนักงานคนดังกล่าวเก็บอุปกรณ์ (ก็คือปั๊ม) เรียบร้อยแล้ว ก็เลยเกิดการโต้เถียงกันระหว่างหัวหน้างานชาวต่างชาติที่บอกกับพนักงวานคนไทยว่าเขาบอกให้ "keep pumping" ส่วนพนักงานคนไทยก็เถียงในทำนองว่า "ก็เก็บปั๊มตามที่สั่งแล้วไง"
 
"keep" ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าให้เก็บ แบบเก็บของเข้าที่ แต่หมายถึงให้คงสภาวะนั้นไว้ "keep pumping" ก็คือการที่หัวหน้างานเห็นปั๊มกำลังทำงานอยู่ ก็เลยบอกให้พนักงานที่ประจำปั๊มตัวนั้นให้เดินเครื่องปั๊มตัวนั้นต่อไปเรื่อย ๆ ความหมายของ "keep" ในที่นี้คือ "คงสภาวะที่เป็นอยู่หรือทำงานอยู่ขณะนั้นเอาไว้" แต่พนักงานกลับไปตีความว่าหัวหน้าสั่งให้เก็บปั๊ม (คือให้เลิกทำงาน) เขาก็เลยเก็บอุปกรณ์

สุดท้ายเรื่องราวลงเอยอย่างไรผมก็ไม่รู้ เพราะคนเล่าก็ไม่ได้เล่าให้ฟัง

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

น้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซปิโตรเลียมเหลว(ศัพท์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม) MO Memoir : Thursday 25 March 2553

Memoir ฉบับนี้เป็นตอนต่อจากฉบับเมื่อวานนี้ โดยฉบับนี้จะกล่าวถึงศัพท์ที่พบในวงการกลั่นน้ำมัน เพื่อให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวงการ (ซึ่งอาจเป็นวิศวกรสาขาอื่นหรือบุคคลทั่วไป) เข้าใจความหมายของคำที่ใช้ในวงการ

ก่อนอื่นลองมาดูกันก่อนว่าในการแยกน้ำมันดิบออกเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ นั้นกระทำกันอย่างไร


รูปที่ 1 แผงผังแสดงการกลั่นแยกน้ำมันดิบออกเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างง่าย


ก่อนอื่นน้ำมันดิบจะถูกนำไปให้ความร้อนก่อนที่จะป้องเข้าหอกลั่นหอที่หนึ่ง ซึ่งทำงานที่ความดันบรรยากาศ (atmospheric column) ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากหอกลั่นแรกนี้ขึ้นอยู่กับสายที่ป้อนเข้ามา ถ้าเป็นน้ำมันเบาก็อาจได้แก๊สหุงต้ม (LPG) เป็นผลิตภัณฑ์ที่เบาที่สุดที่ออกทางยอดหอ ถัดลงไปจะเป็นน้ำมันเบนซิน (gasoline) น้ำมันก๊าด (kerosene) น้ำมันดีเซล (diesel) และผลิตภัณฑ์ก้นหอ (distillate)

ผลิตภัณฑ์ก้นหอนี้จะถูกนำไปกลั่นในหอกลั่นที่สองที่ทำงานที่สุญญากาศ (ใช้ steam ejector ทำสุญญากาศ ดูรายละเอียดได้ใน memoir ฉบับวันอังคารที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) เหตุที่ต้องทำการกลั่นในสุญญากาศก็เพื่อให้น้ำมันหนักเหล่านี้ระเหยกลายเป็นไอได้ง่าย เพราะถ้าให้ความร้อนแก่น้ำมันหนักเหล่านี้ที่ความดันบรรยากาศ มันจะไม่ระเหยแต่จะเกิดการแตกตัวออกเป็นโมเลกุลเล็กลงแทน

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากหอกลั่นหอที่สองนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ บางพวกเรียกว่า distillate บางพวกเรียก gas oil และบางพวกเรียก fuel oil เรื่องเรียกชื่อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในโรงกลั่นน้ำมันนี้ต้องทำใจนิดนึง เพราะเป็นเรื่องปรกติที่ผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกันใช้ชื่อเรียกต่างกัน ที่เคยเจอมาแม้ว่าจะเป็นพนักงานในบริษัทเดียวกันแท้ ๆ ยังเรียกต่างกัน อาจเป็นเพราะต่างถือตำราคนละเล่ม หรือมีที่ปรึกษาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่ย้ายมาจากที่ทำงานอื่น และที่ทำงานนั้นเรียกชื่อที่แตกต่างออกไป ด้วยเหตุนี้ memoir ฉบับนี้จึงขอถือโอกาสรวมรวมความหมายของชื่อย่อและชื่อต่าง ๆ มาอธิบายเพื่อให้ทราบตรงกัน

ชื่อที่จะอธิบายนั้นไม่ได้เรียงตามลำดับตัวอักษร แต่จะเป็นแบบนึกอะไรออกก็พิมพ์ลงไปเลย

คำว่า gas ในภาษาอังกฤษนั้น ในภาษาไทยเขียนได้ ๒ แบบคือ "ก๊าซ" หรือ "แก๊ส" บางบริษัทจะใช้คำว่า "ก๊าซ" แต่บางบริษัทใช้คำว่า "แก๊ส" ดังนั้นจะสมัครงานบริษัทไหนก็อย่าลืมชำเลืองดูด้วยว่าที่บริษัทนั้นเขาเลือกใช้คำไหน

เวลาที่ใช้คำว่า "หนักกว่า" หรือ "เบากว่า" กับน้ำมัน หมายถึงจุดเดือดของน้ำมัน น้ำมันที่หนักกว่าคือมีจุดเดือดสูงกว่า และน้ำมันที่เบากว่ามีจุดเดือดต่ำกว่า คำนี้มาจากการกลั่น เพราะน้ำมันที่มีจุดเดือดต่ำจะออกทางยอดหอ (ซึ่งเหมือนกับว่ามันเบา เลยลอยขึ้นข้างบนได้) ส่วนน้ำมันที่มีจุดเดือดสูงจะออกทางก้นหอ (ซึ่งเหมือนกับว่ามันหนัก เลยตกลงข้างล่าง)

คำว่า "ข้น" กับ "ใส" ก็เป็นคำอธิบายความหนืดของน้ำมัน น้ำมันที่ใสคือน้ำมันที่มีความหนืดต่ำ และน้ำมันที่ข้นก็คือน้ำมันที่มีความหนืดสูง


CNG - Compressed natural gas

แปลตรงตัวก็คือแก๊สธรรมชาติอัดความดัน แก๊สตัวนี้ก็คือมีเทน (methane - CH4) นั่นเอง เชื้อเพลิงที่เป็นแก๊สมีเทนที่ใช้เติมรถยนต์ รถเมล์ และรถบรรทุกต่าง ๆ ที่วิ่งกันอยู่ในบ้านเราในปัจจุบัน ชื่อเรียกที่ถูกต้องตามหลักสากลคือ CNG แม้แต่กฎหมายที่ออกมาก็ยังระบุว่าเป็น "รถที่ใช้ CNG เป็นเชื้อเพลิง" หรือบริษัทต่าง ๆ ที่ผลิตรถก็ยังบอกว่าเป็นรถที่ใช้ CNG เป็นเชื้อเพลิง

สาเหตุที่ต้องใช้ความดันสูงในการเก็บก็เพราะเราไม่สามารถอัดมีเทนให้เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้องได้ ดังนั้นเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนรถยนต์ ถังเก็บก็เลยต้องใช้ความดันสูง (ประมาณ 200 bar)


NGV - Natural gas vehicle

แปลตรงตัวก็คือยานพาหนะ (รถนั่นแหละ) ที่ใช้แก๊สธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ชื่อย่อและความหมายนี้เป็นชื่อย่อและความหมายสากลที่ทั้งโลกใช้กัน (ยกเว้นบริษัทหนึ่งของประเทศไทย) กล่าวให้ถูกต้องคือรถยนต์ที่ใช้แก๊สธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงเรียกว่า NGV ส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้กับรถยนต์ที่เป็น NGV คือ CNG การบอกว่าให้รถยนต์ไปใช้ NGV เป็นเชื้อเพลิงนั้นมันจะเป็นไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อ NGV ไม่ใช่เชื้อเพลิงแต่เป็นรถ ที่ถูกคือต้องบอกว่าให้รถยนต์ไปใช้ CNG เป็นเชื้อเพลิง

เรื่องมันเกิดจากการมีนักการเมืองระดับสูงผู้หนึ่ง (ซึ่งไม่รู้เรื่องปิโตรเลียมดี) ไปออกความคิดว่าเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันแพงก็ควรสนับสนุนให้รถใช้ "NGV" เป็นเชื้อเพลิง (ที่ถูกคือต้องใช้ "CNG" เป็นเชื้อเพลิง) แต่โดยวัฒนธรรมบางอย่างของไทยที่ผู้ใหญ่ต้องถูกเสมอ (แทนที่จะไปบอกว่าท่านพูดผิด) ก็เลยมีการแก้คำเต็มของคำย่อ NGV ว่าย่อมาจาก "Natural gas for vehicle" พึงสังเกตนะว่ามีการเติมคำว่า "for" เข้าไป แต่คำย่อนี้ให้ใช้กับบริษัทนี้บริษัทเดียวเท่านั้นนะ อย่าไปพูดกับคนอื่นนอกประเทศไทย เพราะเดี๋ยวจะขายหน้าไปทั้งโลก


LPG - Liquified petroleum gas

แปลตรงตัวก็คือแก๊สปิโตรเลียมเหลว ซึ่งได้แก่โพรเพน (propane - C3H8) และบิวเทน (C4H10) องค์ประกอบของ LPG นั้นเป็นได้ตั้งแต่โพรเพน 100% ไปจนถึงบิวเทน 100%

มาตรฐานแก๊สหุงต้มใช้ในบ้านเรานั้นไม่ได้ระบุว่าต้องประกอบด้วยโพรเพนและบิวเทนในสัดส่วนเท่าใด แต่ระบุเป็นความดันไอสูงสุด ณ อุณหภูมิที่กำหนดแทน แก๊สหุงต้มในบ้านเราเคยใช้สัดส่วน โพรเพน:บิวเทน ตั้งแต่ 50:50 แล้วก็ไปเป็น 70:30 แต่ดูเหมือนว่าปัจจุบันจะอยู่ที่ 60:40

แก๊สที่เห็นเป็นของเหลวอยู่ในไฟแช็คแก๊ส (แบบราคาถูกที่เป็นพลาสติกใส) ก็คือ LPG ตัวนี้

แก๊สที่ขึ้นมาจากอ่าวไทยนั้นมีโพรเพนและบิวเทนเป็นองค์ประกอบในปริมาณที่จัดว่ามาก ทำให้คุ้มค่าที่จะแยกโพรเพนส่วนหนึ่งออกเป็นสารบริสุทธิ์และขายเป็นสารตั้งต้นสำหรับโรงงานปิโตรเคมี (เอาไปผลิตเป็นโพรพิลีน) นอกเหนือจากที่นำมาขายเป็นแก๊สหุงต้ม


NGL - Natural gasoline

Natural gasoline หรือแก๊สโซลีนธรรมชาติคือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนช่วงประมาณ C5-C8 ที่ได้มาจากหลุมแก๊สธรรมชาติ สำหรับในประเทศไทยนั้นแก๊สธรรมชาติที่ขึ้นมาจากหลุมจะถูกแยกเอาส่วนที่ไม่เป็นแก๊สออกมาก่อน (เช่น น้ำ ไฮโดรคาร์บอนตั้งแต่ C5 ขึ้นไปที่เรียกว่า NGL นี้) และส่งเฉพาะส่วนที่เป็นแก๊สมาตามท่อใต้ทะเลขึ้นบกไปยังโรงแยกแก๊ส

เข้าใจว่า NGL ที่ได้จากหลุมเจาะนี้จะบรรจุลงเรือบรรทุก เพื่อนำไปส่งยังโรงงานบนฝั่ง (ไม่ได้ส่งทางท่อ)

ในบางครั้งถ้าคุยกับคนที่เขาทำงานเกี่ยวกับการขุดเจาะหาน้ำมัน เขาก็อาจเรียก NGL นี้ว่า Condensate แต่ถ้าจะระบุให้ชัดก็ต้องเรียกว่า natural gas condensate

แต่ได้ยินคำว่า condensate ก็ต้องดูก่อนว่าคุยอยู่กับใคร คุยเรื่องอะไร เช่นถ้าคุยกันเรื่องไอน้ำ คำว่า condensate นี้จะหมายถึงไอน้ำที่ควบแน่นเป็นน้ำ (ถ้าจะระบุให้ชัดก็ต้องเรียกว่าเป็น steam condensate)


Gasoline (น้ำมันแก๊สโซลีน)/Keroesene (น้ำมันก๊าด)/Naphtha (แนฟทา)

ไฮโดรคาร์บอนส่วนที่เป็นของเหลวคือส่วนที่มีคาร์บอนตั้งแต่ 5 อะตอมขึ้นไป (C5 ขึ้นไป) น้ำมันตัวแรกสุดในกลุ่มนี้คือน้ำมันแก๊สโซลีน ซึ่งก็คือน้ำมันที่เราเรียกว่า "น้ำมันเบนซิน" นั่นเอง

น้ำมันเบนซินที่ใช้กับรถยนต์บางก็มีการระบุลงไปว่าเป็น Motor gasoline หรือย่อว่า MOGAS

ในทำนองเดียวกัน น้ำมันเบนซินที่ใช้กับเครื่องบิน (เครื่องยนต์ลูกสูบ) ก็มีการระบุลงไปว่าเป็น Aviation gasoline หรือ AVGAS

พวกถัดไปที่มีจุดเดือดสูงกว่าแก๊สโซลีนก็คือน้ำมันก๊าด ซึ่งนำไปใช้ในการจุดตะเกียง และใช้ผลิตเป็นน้ำมันสำหรับเครื่องบินไอพ่นต่าง ๆ เช่น Jet A-1 JP-5 และ JP-8 เป็นต้น

แนฟทานั้นเป็นคำเรียกไฮโดรคาร์บอนที่อยู่ในช่วงน้ำมันแก๊สโซลีนและน้ำมันก๊าด บางคนแทนที่จะเรียกว่าแก๊สโซลีนก็จะเรียกว่า light naphtha แทน และไปเรียกน้ำมันก๊าด (หรือบางทีก็คร่อมช่วงบนของดีเซล) ว่า heavy naphtha แทน แต่เอาเป็นว่าถ้าได้ยินคำว่าแนฟทาก็ให้นึกถึงน้ำมันในช่วงแก๊สโซลีนและน้ำมันก๊าดเอาไว้ก่อน


MTBE (Methyl tertiary-butyl ether)

MTBE เป็นสารประกอบออกซิจิเนตหลักที่ใช้ในการเพิ่มเลขออกเทนของน้ำมันเบนซินสำหรับรถยนต์ในบ้านเราในปัจจุบัน แต่น้ำมันเบนซินสำหรับบางงานหรือในบางประเทศก็ยังยอมให้ใช้สารตะกั่ว (TEL - Tetra Ethyl Lead) เป็นสารเร่งออกเทนอยู่


Diesel

คำว่า "น้ำมันดีเซล" ที่คนทั่วไปพูดถึงกันในประเทศไทยจะหมายถึงน้ำม้นดีเซลที่ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลหมุนเร็ว หรือ High speed diesel ที่ย่อว่า HSD น้ำมันนี้คือน้ำมันดีเซลที่ใช้กับรถยนต์และเครื่องยนต์เรือขนาดเล็กทั่วไป

แต่ยังมีน้ำมันดีเซลอีกชนิดหนึ่งที่ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลหมุนช้าหรือ Low speed diesel ที่ย่อว่า LSD ซึ่งบางคนเรียกว่า "น้ำมันขี้โล้" ที่ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ (เช่นเครื่องยนต์เรือเดินสมุทร)

ช่วงจุดเดือดต่ำของน้ำมันที่ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลได้จะคร่อมกับช่วงที่เป็นน้ำมันก๊าด (ส่วนที่มีจุดเดือดสูง) ดังนั้นอย่าแปลกใจว่าทำไมกองทัพของบางประเทศจึงใช้น้ำมันเครื่องยนต์ไอพ่นเติมรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกในการส่งกำลังบำรุง

ส่วนช่วงที่เป็นจุดเดือดสูงของน้ำมันดีเซลจะคร่อมอยู่กับช่วงที่เป็นจุดเดือดต่ำของน้ำมันเตา แต่เนื่องจากน้ำมันยิ่งมีจุดเดือดสูงมาก็จะมีกำมะถันปนเปื้อนมากขึ้น ดังนั้นเพื่อจำกัดปริมาณกำมะถันในน้ำมันดีเซลจึงได้มีการกำหนดจุดเดือดสูงสุดของน้ำมันดีเซลไว้ที่ 357 องศาเซลเซียส (น้ำมันที่มีจุดเดือดสูงกว่านี้ก็นำมาใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลได้ แต่จะให้ไอเสียที่มีกำมะถันสูงขึ้น)

แต่ราคาขายของน้ำมันดีเซลจะแปรเปลี่ยนตามการปั่นราคาของตลาด ในขณะที่ราคาขายของน้ำมันเตาจะขึ้นอยู่กับค่าความร้อน (พลังงานที่ได้จากการเผาน้ำมันเตานั้น) ซึ่งราคาจะต่ำกว่า ดังนั้นในช่วงหนึ่งที่ราคาน้ำมันดีเซลสูงมากจึงมีการเสนอให้เพิ่มจุดเดือดของน้ำมันดีเซล (เพื่อที่จะเอาส่วนที่ต้องไปขายเป็นน้ำมันเตาในราคาต่ำมาขายเป็นน้ำมันดีเซล ราคาเฉลี่ยของดีเซลจะได้ลดลง) แต่วิธีการดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับ สุดท้ายดูเหมือนว่าจะมีการผลิตน้ำมันดังกล่าวแต่จะไปขายให้กับเรือประมงในทะเล เพื่อช่วยเหลือชาวประมง โดยน้ำมันดังกล่าวจะผสมสีม่วง จึงมีการเรียกว่า "น้ำมันม่วง"


Gas oil/Distillate/Fuel Oil

3 ชื่อนี้เป็นชื่อที่เรียกน้ำมันส่วนที่หนักกว่าดีเซล เป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ได้จากหอกลั่นสุญญากาศ ตัวที่เบากว่าก็จะเรียกว่า Light เช่น Light Gas Oil หรือ Light Distillate เป็นต้น ส่วนตัวที่อยู่ตรงกลางก็จะใช้คำว่า Middle เติมเข้าไปข้างหน้า และตัวที่หนักอยู่ล่างก็จะใข้คำว่า Heavy เติมไปหน้าชื่อ

น้ำมันส่วนนี้บางส่วนก็นำไปกลั่นแยกเพื่อผลิตเป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน บางส่วนนำไปขายเป็นน้ำมันเตา บางส่วนนำไปผ่านกระบวนการ catalytic cracking เพื่อเปลื่ยนเป็นน้ำมันเบา (พวกเบนซิน) ที่มีราคาดีกว่า


Residual

คือส่วนที่หนักที่สุดที่ออกทางก้นหอของหอกลั่นสุญญากาศ บางทีส่วนนี้อาจเป็น Asphalt หรือยางมะตอยที่นำไปใช้ทำผิวจราจร หรืออาจนำไปเข้ากระบวนการ cracking เพื่อผลิตเป็นน้ำมันเบา


Straight Run

หมายถึงที่ออกมาโดยตรง เช่น Straight Run Gasoline (SRG) หมายถึงน้ำมันที่มีจุดเดือดในช่วงน้ำมันแก๊สโซลีนที่ได้มาจากหอกลั่นบรรยากาศ (หอกลั่นหอแรก) SRG นี้มีเลขออกเทนต่ำ (น่าจะประมาณ 30-40) จนไม่สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ทันที ต้องนำไปผ่านกระบวนการอื่นเพื่อเพิ่มค่าเลขออกเทนก่อน


Reformate/Aromatics/BTX

ในโรงกลั่นหรือโรงแอโรแมติกนั้น จะมีการนำไฮโดรคาร์บอนโซ่ตรงในช่วง C6-C8 ไปเข้ากระบวนการที่เรียกว่า Platinum reforming หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า Platforming เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลจากโซ่ตรงให้เป็นวงแหวนแอโรแมติก ผลิตภัณฑ์หลักแอโรแมติกที่ได้จะเป็น เบนซีน (Benzene) โทลูอีน (Toluene) และสารผสมของไซลีน (mixed-Xylene) ทั้ง 3 ไอโซเมอร์ (ortho- meta- และ para-) โดยอาจมีเอทิลเบนซีน (Ethyl benzene) ร่วมอยู่ด้วย

ผลิตภัณฑ์ที่ออกจากกระบวนการ Platorming จะเรียกว่า Reformate หรือ BTX (ซึ่งเป็นชื่อย่อของสารประกอบแอโรแมติกหลัก 3 ตัวในผลิตภัณฑ์นั้น) Reformate นี้ถูกนำไปใช้เป็นสารเร่งออกเทนในน้ำมันเบนซิน (ซึ่งอาจสูงถึง 35% ในเนื้อน้ำมัน) หรือนำไปแยกออกเป็น เบนซีน โทลูอีน และไซลีน บริสุทธิ์ และขายเป็นตัวทำละลายหรือสารตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต่อไป

เอทิลเบนซีนไม่ได้ผลิตจากกระบวนการ reformate แต่ได้จากปฏิกิริยาระหว่างเบนซีนกับเอทิลีน


Biodiesel/B2/B5/B100

ไบโอดีเซลที่เคยมีการทำใช้ในบ้านเรานั้นมีอยู่ 2 แบบ แบบแรกเป็นแบบที่ชาวบ้านทำกันเองก่อนโดยการนำเอาน้ำมันพืชไปผสมกับน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันดีเซลโดยตรง และแบบที่สองเป็นการนำเอาน้ำมันพืชไปผ่านกระบวนการทางเคมีก่อนเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลเป็นเมทิลเอสเทอร์ (methyl ester) หรือเอทิลเอสเทอร์ (ethyl ester) ของกรดไขมัน ไบโอดีเซลที่บริษัทน้ำมันต่าง ๆ พูดถึงและขายกันเป็นแบบที่สองนี้

น้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลผสมอยู่จะมีตัวอักษร B และตัวเลขกำกับ B2 ก็คือน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลผสมอยู่ 2% โดยส่วนที่เหลือเป็นน้ำมันดีเซล B5 ก็คือน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลผสมอยู่ 5% โดยส่วนที่เหลือเป็นน้ำมันดีเซล ส่วน B100 ก็คือน้ำมันไบโอดีเซลบริสุทธิ์ ข้อกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่ประกาศไว้นั้น ในส่วนของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา จริง ๆ แล้วคือ B2 (เพราะกำหนดให้ต้องมีเมทิลเอสเทอร์ 1.5-2%) ส่วนอีกตัวหนึ่งเป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B5


Gasohol/E10/E20/E85

แก๊สโซฮอล์คือน้ำมันเบนซินที่ใช้เอทานอลเป็นสารเร่งออกเทน แก๊สโซฮอล์ที่ขายในบ้านเรามี 3 ชนิดคือ E10 ซึ่งมีเอทานอลผสมอยู่ 10% (ส่วนที่เหลือเป็นน้ำมันเบนซิน) E20 ก็มีเอทานอลอยู่ 20% (ตัวนี้หาเติมยากหน่อย) และ E85 ก็มีเอทานอลอยู่ 85% (ตัวนี้หาเติมยากสุด)

แก๊สโซฮอล์ E10 นั้นมีทั้งออกเทน 91 และ 95 ส่วน E20 และ E85 นั้นมีแต่ชนิดออกเทน 95

เครื่องยนต์ที่ออกแบบมาใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิงนั้น สามารถใช้ E10 ได้โดยไม่มีปัญหาใด (ในเรื่องของการจุดระเบิดและกำลังนะ ไม่ใช่ส่วนของชิ้นส่วนสัมผัสน้ำมัน) แต่ถ้าจะใช้น้ำมัน E20 หรือ E85 ได้การออกแบบเครื่องยนต์จะแตกต่างออกไป ดังนั้นรถที่ใช้น้ำมัน E10 อย่าเผลอไปเติม E20 ทั้ง ๆ ที่เลขออกเทนมันเท่ากันหรือสูงกว่า แต่รถที่ใช้น้ำทัน E20 สามารถเติม E10 ได้


ผมเคยตั้งคำถามเล่น ๆ ว่า เห็นพวกวิศวกรเคมีพยายามหาทางผลิตเอทานอลบริสุทธิ์เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการมากมายเพื่อขายในราคาแค่ลิตรละ 20 กว่าบาท ส่วนพวกเรียนทางด้านอาหารนั้นเขาทำเอทานอลเข้มข้น 5-15% ในน้ำและขายเป็นไวน์ขวดละ 150-200 บาท (ต่อขวดขนาดบรรจุ 0.75 ลิตรเอง) ซึ่งได้ราคาดีกว่าร่วม 10 เท่าและก็มีต้นทุนต่ำกว่าด้วย

ดังนั้นถ้าเทียบระหว่างการพัฒนาการผลิตเอทานอลเพื่อนำมาทดแทนน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และการพัฒนาการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อทดแทนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แบบไหนจะช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศได้ดีกว่ากัน

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ฝึกงานภาคฤดูร้อน ๒๕๕๓ ตอนที่ ๓ อธิบายศัพท์ MO Memoir : Tuesday 2 February 2553

Memoir ฉบับนี้ยังเป็นตอนต่อเนื่องจากฉบับวันศุกร์ที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๓ เรื่อง "ฝึกงานภาคฤดูร้อน ๒๕๕๓ ตอนที่ ๑ อธิบายศัพท์" และฉบับวันอาทิตย์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๓ เรื่อง "ฝึกงานภาคฤดูร้อน ๒๕๕๓ ตอนที่ ๒ อธิบายศัพท์"

คิดว่าถัดจากเรื่องอธิบายศัพท์ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบระบบปั๊มและท่อ (เรื่องเล่าจากประสบการณ์) แต่ระหว่างนี้อาจมีเรื่องอื่นเข้ามาแทรกคั่นกลางก่อนก็ได้


Head (เฮด)

Head (เฮด) ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า "หัว" แต่หมายถึง "ความดันด้านขาออก" ที่ปั๊มสามารถผลิตได้ โดยมักจะเปรียบเทียบกับความสูงของน้ำที่ปั๊มตัวนั้นสามารถดันให้สูงขึ้นไปได้ ตัวอย่างเช่นถ้าบอกว่าปั๊มตัวนี้มีแรงดัน(หรือมีเฮด) 10 เมตรน้ำ ก็หมายความว่าปั๊มตัวนี้สามารถสูบน้ำและดันน้ำขึ้นไปได้สูง 10 เมตร (ส่งน้ำขึ้นชั้น 3 ของอาคารได้) หรือผลิตความดันด้านขาออกได้ 1 kg/cm2 (หรือ 1 bar) นั่นเอง ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วเราอาจใช้ปั๊มตัวนี้ปั๊มของเหลวอื่นที่ไม่ใช่น้ำ เช่นใช้ปั๊มน้ำมัน (ซึ่งมีความหนาแน่นต่ำกว่าน้ำ) หรือน้ำทะเล (ซึ่งมีความหนาแน่นสูงกว่าน้ำ)


Hydraulic constraint

Hydraulic constraint คำนี้ไม่รู้ว่าคำแปลตามราชบัณฑิตมีหรือเปล่า หรือถ้ามีมันแปลว่าอะไร แต่ในที่นี้ขอแปลว่า "ข้อจำกัดทางอุทกศาสตร์" ก็แล้วกัน

ในการออกแบบระบบท่อนั้น ถ้าเราใช้ท่อขนาดเล็กก็จะประหยัดต้นทุนด้านราคาท่อ แต่จะสิ้นเปลืองพลังงานในการปั๊มของเหลวเพราะท่อขนาดเล็กจะมีค่าความดันลด (pressure drop) ที่สูง แต่ถ้าเราใช้ท่อขนาดใหญ่ราคาท่อก็จะแพงขึ้น แต่จะสิ้นเปลืองพลังงานในการปั๊มน้อยกว่าเพราะท่อขนาดใหญ่มีความดันลดที่ต่ำกว่า (ที่อัตราการไหลโดย "ปริมาตร" เดียวกัน ของเหลวที่ไหลในท่อขนาดเล็กจะต้องไหลด้วยความเร็วเชิงเส้นสูงกว่าของเหลวที่ไหลในท่อขนาดใหญ่กว่า) ในการเลือกขนาดท่อที่เหมาะสมสำหรับของเหลวที่ไม่หนืด (เช่นน้ำ) นั้นมีกฎที่เรียกว่า rule of thumb อยู่ว่า ควรเลือกขนาดท่อที่ทำให้ความเร็วของของเหลวที่ไหลอยู่ในท่ออยู่ในช่วงประมาณ 1-3 m/s (สำหรับของไหลชนิดอื่นลองไปค้นหาในตำราเอง)

แต่ขนาดท่อนั้นมีขนาดเฉพาะเท่าที่มาตรฐานกำหนดไว้ (ไม่ใช่ว่าอยากจะได้ท่อขนาดใดก็หาได้หมด) ดังนั้นเมื่อคำนวณหาขนาดท่อที่เหมาะสม (ก็คือเส้นผ่านศูนย์กลาง D) จากอัตราการไหลโดยปริมาตร (V) และความเร็ว (u) ที่เหมาะสมแล้ว (หาจาก A = V/u เมื่อ A คือพื้นที่หน้าตัดการไหลของท่อที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง D) ก็ต้องมีการปัดค่า D ที่คำนวณได้นั้นเข้าหาขนาดท่อที่มีอยู่จริง เช่นอาจคำนวณว่าขนาดท่อที่เหมาะสมคือ 4.7 นิ้ว (โดยอาจได้จากการตั้งความเร็วเฉลี่ยในการไหลไว้ที่ 2 m/s ก่อน) แต่ท่อขนาด 4.7 นิ้วไม่มีใครเขาผลิตขาย มีแต่ขนาด 4 นิ้วและ 5 นิ้วที่มีขนาดใกล้เคียง ดังนั้นเราก็ต้องมาตรวจสอบต่อว่าถ้าใช้ท่อขนาด 4 นิ้วหรือ 5 นิ้ว ท่อขนาดใดยังเหมาะสมอยู่ กล่าวคือถ้าใช้ท่อ 4 นิ้ว ความเร็วในการไหลก็จะเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นเกิน 3 m/s หรือไม่ และถ้าใช้ท่อ 5 นิ้ว ความเร็วในการไหลก็จะลดลง แต่ลดต่ำกว่า 1 m/s หรือไม่ ท่อขนาดใดที่ทำให้ความเร็วในการไหลอยู่ในเกณฑ์ 1-3 m/s ก็ใช้ท่อขนาดนั้นได้

แต่การเลือกใช้ท่อในโรงงานนั้นยังต้องคำนึงถึงการเตรียมชิ้นส่วนสำหรับการซ่อมบำรุงด้วย ถ้าหากมีท่อหลากหลายขนาดมากเกินไปก็จะทำให้เกิดปัญหาในส่วนของสต๊อกวัสดุซ่อมบำรุง ดังนั้นเพื่อป้องกันความยุ่งยากดังกล่าวจึงมักมีการกำหนดขนาดท่อที่จะเลือกใช้ในการก่อสร้าง

ตัวอย่างเช่นทางโรงงานอาจมีการกำหนดไว้ว่า

- ท่อขนาดเล็กที่สุดที่จะใช้คือขนาด 3/4 นิ้ว

- ท่อที่มีขนาดไม่เต็มนิ้ว (เช่นพวกลงท้ายด้วย 1/4 นิ้ว 1/2 นิ้ว และ 3/4 นิ้ว) จะใช้กับท่อขนาดไม่เกิน 3 นิ้ว แต่จะเลือกใช้เฉพาะท่อที่มีขนาดเป็น 1/2 นิ้วเท่านั้น (กล่าวคืออนุญาตให้ใช้ท่อขนาด 1 1/2 นิ้ว แต่ไม่อนุญาตให้ใช้ท่อขนาด 1 1/4 นิ้ว) และ

- ท่อที่มีขนาดตั้งแต่ 4 นิ้วขึ้นไปจะเลือกใช้เฉพาะท่อที่มีขนาดเป็นเลขคู่เท่านั้น (กล่าวคือ ใช้ท่อขนาด 4 นิ้ว 6 นิ้ว 8 นิ้ว ฯลฯ แต่จะไม่ใช้ท่อขนาด 5 นิ้ว 7 นิ้ว 9 นิ้ว แม้ว่ามันจะมีปรากฏในมาตรฐานก็ตาม)

ดังนั้นจากตัวอย่างที่ยกมาก่อนหน้านั้น ถ้าเราปัดขนาดท่อที่คำนวณได้คือ 4.7 นิ้วเป็นท่อ 5 นิ้วซึ่งเป็นขนาดที่ใกล้เคียงกับค่าที่คำนวณได้มากที่สุด มันก็จะไม่เข้ากับเกณฑ์การก่อสร้างของบริษัท จึงต้องปัดขนาดขึ้นไปเป็นท่อ 6 นิ้วหรือไม่ก็ปัดลงมาเป็นท่อ 4 นิ้ว แล้วจึงกลับมาพิจารณาใหม่ว่าความเร็วในการไหลในท่อ 4 นิ้วกับ 6 นิ้วนั้นยังอยู่ในช่วงที่เหมาะสมหรือไม่

ในแต่ละหน่วยการผลิตนั้นจะมีการปัดขนาดท่อที่คำนวณได้ทั้งปัดขึ้นและปัดลง แต่เมื่อโรงงานสร้างมาแล้วเราก็ไม่รู้ว่าตอนออกแบบนั้นท่อไหนมีขนาดที่ถูกปัดขึ้นและท่อไหนมีขนาดที่ถูกปัดลง ท่อที่มีขนาดที่ถูกปัดขึ้นนั้นก็สามารถรองรับอัตราการไหลที่เพิ่มขึ้นได้มาก ส่วนท่อที่ถูกปัดลงนั้นก็จะรองรับอัตราการไหลที่เพิ่มขึ้นได้น้อย

ในขณะเดียวกันนั้นเราก็ต้องใช้อัตราการไหลที่กำหนดนั้นเป็นตัวระบุขนาดของปั๊มที่จะใช้ด้วย การเลือกขนาดของปั๊มนั้นถ้าเราเลือกขนาดของปั๊มที่ทำงานที่ประสิทธิภาพสูงสุด (ค่าพลังงานที่ใช้ต่อปริมาณของเหลวที่ปั๊มได้มีค่าต่ำสุด) ขนาดของปั๊มนั้นก็อาจไม่สามารถรองรับอัตราการไหลที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ถ้าเราเลือกปั๊มที่มีขนาดใหญ่เผื่อไว้ก่อน ปั๊มนั้นก็จะสามารถรองรับอัตราการไหลที่เพิ่มขึ้นเมื่อเพิ่มกำลังการผลิตได้ แต่ปั๊มนั้นจะไม่ทำงานในภาวะที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมาก (เปรียบเสมือนการขับรถรับจ้างส่งคน 1 คนระหว่างสามย่านกับสยามสแควร์ ถ้าใช้มอเตอร์ไซค์จะเปลืองพลังงานน้อยสุด แต่ถ้ามีผู้โดยสารมากกว่า 1 คนก็จะไม่สามารถขนส่งได้ในเที่ยวเดียว แต่ถ้าขับรถบัสส่งผู้โดยสารเพียงคนเดียวจะเปลืองน้ำมันมาก แต่ถ้ามีผู้โดยสาร 20 คนก็ยังสามารถขนส่งได้ในเที่ยวเดียว แต่ถ้าใช้รถเก๋งก็จะสิ้นเปลืองน้ำมันในระหว่างกลางระหว่างมอเตอร์ไซด์กับรถบัส โดยถ้ามัผู้โดยสารมากกว่า 1 คนแต่ไม่เกิน 4 คนก็ยังสามารถรับส่งได้ แต่ถ้ามากกว่านั้นก็ไม่สามารถทำได้เหมือนกับการใช้รถบัส)

การคำนวณหา hydraulic constraint ของหน่วยใดหน่วยหนึ่งนั้นก็คือการหาว่าระบบท่อและปั๊มของหน่วยน้ำ มีจุดใดบ้างที่ใช้งานเต็มขีดความสามารถแล้ว จุดนั้นก็ถือว่าเป็นคอขวด (bottle neck) ของระบบท่อ เราอาจพิจารณาระบบท่อก่อน โดยดูว่าอัตราการไหลในท่อใดนั้นสูงจนถึงขีดกำหนดแล้ว จากนั้นก็มาตรวจดูขนาดปั๊มว่าเดินเครื่องเต็มกำลังความสามารถหรือยัง (พึงระวังไว้ด้วยว่าขนาดท่อยังอาจรองรับการไหลที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ขนาดปั๊มอาจจะเล็กเกินไป หรือในทางกลับกันคือขนาดท่อไม่สามารถรองรับการไหลที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ขนาดปั๊มยังสามารถรองรับได้)

การทำให้ระบบนั้นสามารถส่งผ่านของเหลวได้มากขึ้นทำได้หลายวิธี เช่นเปลี่ยนท่อที่เล็กไปให้ใหญ่ขึ้น เปลี่ยนปั๊มที่เล็กไปให้ใหญ่ขึ้น ทำการเดินท่อคู่ขนานกับท่อเดิม (ไม่รื้อท่อเดิมออก) แยกระบบให้ย่อยลง (เช่นจากเดิมปั๊ม 1 ตัวจ่ายของเหลวไปยัง 5 หน่วย ก็ติดตั้งปั๊มเพิ่มอีก 1 ตัวและแยกระบบจ่ายของเหลวเป็นปั๊มตัวหนึ่งจ่ายของเหลวไปยัง 3 หน่วย และปั๊มอีกตัวหนึ่งจ่ายของเหลวไปยัง 2 หน่วย) ฯลฯ


Steam ejector

Ejector เป็นอุปกรณ์สำหรับทำสุญญากาศแบบหนึ่ง โดยอาศัยการไหลของของไหล (อาจเป็นของเหลวหรือแก๊สก็ได้) ชนิดหนึ่งที่ความดันสูง ให้เคลื่อนที่ผ่านบริเวณคอคอด หลักการทำงานและโครงสร้างของ ejector แสดงไว้ในรูปที่ 1 และ 2 (ตอนแรกจะบอกว่าเหมือนกระบอกยาฉีดยุง ถ้าเข้าใจการทำงานของกระบอกยาฉีดยุงก็จบแล้ว เพราะใช้หลักการทำงานเดียวกัน แต่ในปัจจุบันก็ไม่เห็นมีใครใช้กันแล้ว ขืนยกตัวอย่างนี้ขึ้นมาก็กลัวว่าพวกคุณจะนึกภาพไม่ออกเพราะเกิดไม่ทันเห็น)

จากรูปที่ 1 ของไหลความดันสูง P1 (สมมุติในที่นี้ว่าคือไอน้ำ) ถูกฉีดผ่านหัวฉีด (nozzle) เมื่อไอน้ำความดันสูงถูกฉีดออกมา จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบพลังงานของไอน้ำ โดยไอน้ำความดันสูงที่พลังงานในรูปของความดันอยู่มาก แต่มีพลังงานจลน์ (ในรูปของความเร็วอยู่น้อย) จะกลายเป็นไอน้ำที่ความดันลดต่ำลง (ความดันใน converging inlet nozzle จะต่ำกว่า P0) แต่พลังงานในรูปของความดันนั้นถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานจลน์ (ความเร็วจะเพิ่มสูงขึ้น) ดังนั้นแก๊สความดันต่ำ P0 จึงสามารถไหลเข้ามาใน converging inlet nozzle ได้ และผสมกับไอน้ำที่เคลื่อนที่ผ่านคอคอด (diffuser throat) นั้น พอแก๊สผสมระหว่างไอน้ำกับแก๊สที่ถูกดูดเข้ามาทาง inlet suction นั้นเคลื่อนที่ออกจากคอคอดมายังบริเวณ diverging outlet diffuser พื้นที่หน้าตัดการไหลจะเพิ่มขึ้น ทำให้ความเร็ว (หรือพลังงานจลน์) ของแก๊สผสมที่ไหลนั้นลดลง แต่ความดันจะเพิ่มมากขึ้น (พลังงานในรูปของความเร็วเปลี่ยนเป็นในรูปของความดัน) จึงสามารถดึงแก๊สความดันต่ำ P0 ให้ไหลออกสู่บริเวณความดันสูง P2 ได้

รูปที่ 1 การทำงานของ ejector (ภาพจาก www.dsmach.co.kr/eng/product02-1.html)

รูปที่ 2 โครงสร้างของ ejector (ภาพจาก http://www.electronicsweekly.com)

ข้อดีของ ejector คือไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว (moving part) ดังนั้นจึงไม่ต้องการการซ่อมบำรุงมากนัก และในโรงงานนั้นก็มีไอน้ำให้ใช้งานอยู่แล้ว แต่มีข้อเสียคือทำสุญญากาศได้ไม่ต่ำมาก ถ้าต้องการสุญญากาศมากขึ้นก็อาจทำการติดตั้ง ejector ต่อเป็นอนุกรมกัน 2-3 ตัว (ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีมากกว่านี้ไหม เพราะไม่เคยได้ยิน ถ้าอยากรูปว่าติดตั้งกันอย่างไรลองค้นหาภาพใน google ดูโดยใช้ key word "ejector" เอาเองก็แล้วกัน) โดยทำการติดตั้งเครื่องควบแน่นเพื่อแยกเอาไอน้ำและแก๊สที่สามารถควบแน่นได้ที่ดูดออกมา ออกจากแก๊สที่ออกมาจาก ejector ตัวแรกก่อนที่จะส่งแก๊สต่อไปยัง ejector ตัวถัดไป การที่ต้องควบแน่นก่อนก็เพื่อลดปริมาณแก๊สที่ต้องไหลเข้า ejector ตัวถัดไป ejector เป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับระบบขนาดใหญ่และระบบที่ไม่ได้ต้องการทำสุญญากาศที่ต่ำมาก เช่นหอกลั่นสุญญากาศสำหรับกลั่นน้ำมันดิบ

อุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่มีหลักการทำงานเดียวกันและพวกคุณน่าจะเคยใช้มาแล้วคือ aspirator pump ที่ใช้ทำสุญญากาศในห้องปฏิบัติการเคมี เวลาที่เราต้องการกรองสาร aspirator pump นั้นจะใช้น้ำเป็นของเหลวฉีดพ่น ซึ่งน้ำนั้นอาจใช้วิธีการต่อเข้ากับก๊อกน้ำให้ห้องแลปโดยตรง หรือเป็นเครื่องที่มีถังบรรจุน้ำอยู่ในตัวหิ้วไปมาได้ และโดยใช้ปั๊มสูบน้ำในถังบรรจุนั้นฉีดผ่าน nozzle ซึ่งระบบนี้ก็มีข้อดีไม่เปลืองน้ำ และสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานในบริเวณที่ไม่มีน้ำได้ (แต่ต้องมีไฟฟ้าใช้)


ย่อหน้านี้ขอบ่นหน่อย ถือว่าเป็นการเล่าประสบการณ์การทำงานจริงให้ฟัง เผื่อพวกคุณจบแล้วอาจเจอเหตุการณ์ทำนองคล้ายกันนี้ เพราะปีนี้มันเป็นยังไงก็ไม่รู้ทำไมมีเรื่องให้ออก memoir เรียกว่าแทบจะวันเว้นวันเลย (ขึ้นปีใหม่ได้ ๓๒ วันออก memoir เพื่อให้ความรู้แก่พวกคุณไปแล้ว ๑๖ เรื่อง) แต่ยังไม่วายปลายสัปดาห์ที่แล้วมีคนโทรมาต่อว่า (โทรมาจากไหนก็ไม่รู้) หาว่าไม่ทำงานทำการใด ๆ เพราะผมไม่สามารถตอบคำถามเขาเรื่องเครื่องมือที่เขากำลังมีปัญหากับชิ้นส่วนหนึ่งและเคยส่งอีเมล์มาถามผม ผมก็ตอบเขาไปว่าผมจะไปตอบข้อสงสัยเขาได้ยังไงในเมื่อเครื่องมือเครื่องนั้นผมก็ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็น ไม่รู้ด้วยว่ามันอยู่ที่ไหน เขาก็ย้อนกลับมาว่าทำไมไม่ไปศึกษาค้นคว้าหาความรู้ จะได้ตอบคำถามเขาได้ซักที

ผมนึกอยู่ในใจว่าผมรับเงินเดือนราชการมาเพื่อสอนพวกคุณ ทั้งด้านการถ่ายทอดความรู้วิชาการต่าง ๆ และสอนเรื่องจริยธรรมให้แก่พวกคุณ คน ๆ นั้นไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้ผมไปเป็นลูกน้องเขาซะหน่อย และที่จริงคน ๆ นั้นเขาก็ทำงานกับเครื่องมือเครื่องนั้นมานานหลายปีมากกว่าผมอีก

เท่าที่คุยทางโทรศัพท์ทำให้เข้าใจแล้วว่า อุปกรณ์ตัวนั้นมีผู้ใช้งานอีกคนหนึ่งที่ใช้งานร่วมกันอยู่ ทีนี้พอมีชิ้นส่วนเสีย (ชิ้นที่เขาถามผมนั่นแหละ) ก็มีการเกี่ยงกันว่าใครจะเป็นคนจ่าย ตัวเขาเองคิดว่าอีกคนเป็นฝ่ายผิดและควรต้องรับผิดชอบ แต่ก็ไม่กล้าไปบอก ทีนี้ก็เลยใช้วิธีโยนมาให้ผมตัดสินพิจารณา ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกว่าเรื่องเบื้องหลังของคำถามเขามันเป็นแบบนี้ แต่พอผมเสนอไปว่าก็ให้ทางหน่วยงานเจ้าของเครื่องจ่ายไปซิ เขาก็โวยวายใหญ่และเล่าเรื่องปัญหาของผู้ใช้งานร่วมกันให้ทราบ

สรุปคือเขาอยากจะให้ผมตัดสินปัญหาในแบบที่เขาต้องการ (คือให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายนั่นแหละ) เพื่อจะได้เอาไปบอกอีกฝ่ายหนึ่งว่าผมบอกให้ทำอย่างนี้ ทำนองว่าถ้าไม่พอใจก็ให้ไปคุยกับผมเอง เขาไม่เกี่ยว เขากับเพื่อนร่วมงานคนนั้นไม่มีอะไรกันนะ ไม่โกรธกันนะ ถ้าจะโกรธก็ต้องไปโกรธผม เพราะที่เขาต้องทำอย่างนี้เพราะผมเป็นคนบอก


ที่แย่ก็คือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเจอคนแบบนี้

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

ฝึกงานภาคฤดูร้อน ๒๕๕๓ ตอนที่ ๒ อธิบายศัพท์ MO Memoir : Sunday 31 January 2553

Memoir ฉบับนี้เป็นตอนต่อเนื่องจากฉบับวันศุกร์ที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๓ เรื่อง "ฝึกงานภาคฤดูร้อน ๒๕๕๓ ตอนที่ ๑ อธิบายศัพท์"

เรื่องต่าง ๆ ที่เล่าในที่นี้เขียนขึ้นมาจากความทรงจำและประสบการณ์เมื่อกว่า ๒๐ ที่แล้ว เป็นทั้งเรื่องที่เป็นประสบการณ์ตรงสมัยที่ทำงานควบคุมการเดิน piping และติดตั้งอุปกรณ์ในโรงงานปิโตรเคมีแถวชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (สมัยนั้นเส้นทางเดินทางไปจังหวัดนั้นตอนกลางคือยังมีการดักปล้นกันอยู่เลย) หรือเมื่อไปฝึกงานที่โรงกลั่นทางภาคเหนือสมัยที่ยังเรียนอยู่ บางส่วนก็อาจเป็นเรื่องที่ได้รับฟังมาจากวิศวกรรุ่นพี่ที่จะสอนความรู้ต่าง ๆ ให้แก่วิศวกรรุ่นน้องในรูปแบบเรื่องเล่าในวงกินข้าว (หรือไม่ก็วงเหล้า ซึ่งหลายเรื่องเวลามาฟังทีหลังก็ขบขันดี แต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนเกิดเรื่องคงยิ้มไม่ออก) ซึ่งก็เป็นเรื่องเล่าบอกต่อกันปากต่อปาก ไม่ได้มีบันทึกใด ๆ เอาไว้ ส่วนตัวเองคิดว่าว่าเรื่องส่วนใหญ่ (หรือทั้งหมดในที่นี้) ไม่ได้อยู่ในเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ที่พวกคุณเรียนกันในห้องเรียน แต่ว่าเกือบทุกคนที่จบแล้วยังทำงานทางด้านที่เรียนมาต้องไปพบเจอ หรือแม้แต่เวลาไปฝึกงานก็ต้องประสบ ซึ่งสำหรับผู้ที่ผมดูแลในช่วงที่ผ่านมาก็ใช้วิธีอธิบายโดยเล่าให้ฟัง ไม่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้ ปีนี้ก็ถือโอกาสบันทึกเอาไว้ก่อนความจำจะสูญหายไป


Plant air (PA) และ Instrument air (IA)

Plant air (PA) คืออากาศอัดความดันที่ได้มาจากการเอาเครื่อง compressor ดูดอากาศที่อยู่รอบ ๆ เครื่อง (ก็อากาศที่เราหายใจนั่นแหละ) เพิ่มความดันอัดใส่ถังเก็บ และส่งไปตามท่อไปยังส่วนต่าง ๆ ของโรงงาน เพื่อใช้ในงานต่าง ๆ เช่น เป่าไล่ฝุ่น เป่าไล่แก๊สไนโตรเจน (แต่ถ้าน้ำมันหกก็อย่าเอาไปเป่าไล่นะ ใช้ไอน้ำเป่าไล่จะดีกว่าเพราะไอน้ำมีความร้อนช่วยทำให้น้ำมันระเหย และยังเข้าไปเจือจางอากาศรอบ ๆ ไอน้ำมันที่ระเหย ทำให้ลดความเสี่ยงที่จะเกิดการติดไฟจากไอน้ำมันที่ระเหยด้วย) หรือใช้ในการขับเคลื่อนเครื่องมือ เช่น สว่านลม ที่ใช้อากาศอัดความดันเป็นตัวขับเคลื่อน เพราะในโรงงานที่มีเชื้อเพลิงติดไฟได้นั้น อุปกรณ์ไฟฟ้าที่นำเข้าไปใช้ได้ต้องเป็นชนิด explosion proof (ส่วน explosion proof คืออะไรจะเล่าให้ฟังภายหลัง เพราะเรื่องนี้มันยาว)

ส่วน Instrument air (IA) คืออากาศสำหรับอุปกรณ์ควบคุม ซึ่งอาจเป็นอากาศที่ใช้ในการรับส่งสัญญาณควบคุม (ระบบนิวแมติกส์) หรืออากาศที่ใช้ขับเคลื่อนวาล์วควบคุม (control valve ซึ่งต่อไปจะขอเรียกทับศัพท์ เพราะว่าใคร ๆ เขาก็เรียกชื่อนี้กันจนติดปาก) และก็ใช้เป็นอากาศหายใจได้ด้วย IA ได้มาจากการนำเอา PA ไปผ่านไส้กรองเพื่อดูดซับความชื้นและไอน้ำมัน (ติดมาจากคอมเพรสเซอร์)

ในโรงงานนั้น แหล่งพลังงานที่ใช้กันมีอยู่ ๓ แหล่งด้วยกันคือ (ก) ไฟฟ้า (ข) ไอน้ำ และ (ค) อากาศอัดความดัน ไฟฟ้านั้นเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีความสะดวกในการนำไปใช้งาน แต่ก็เป็นแหล่งพลังงานที่ก่อให้เกิดปัญหาได้มากถ้าหากต้องซื้อไฟฟ้าทั้งหมดมาจากผู้ผลิตภายนอก ทั้งนี้เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเกิดปัญหาไฟฟ้าดับเมื่อใด และถ้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ทุกชนิด (รวมทั้งระบบควบคุม) พึ่งพิงพลังงานจากกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เมื่อใดก็ตามที่เกิดอุบัติเหตุภายนอกโรงงาน (ปัจจัยที่โรงงานไม่สามารถควบคุมได้) ทำให้กระแสไฟฟ้าที่จ่ายเข้ามาในโรงงานขาดหายไป โรงงานก็จะสูญเสียความสามารถในการรับรู้และควบคุมทั้งหมดทันที

แม้ว่าเราจะสามารถเก็บสำรองพลังงานไฟฟ้าในรูปของแบตเตอรี่ได้ แต่พลังงานเหล่านี้ก็เพียงพอแต่สำหรับระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมหรือระบบตรวจวัด (เช่นอุณหภูมิ ความดัน) เพื่อการรับรู้เท่านั้น ไม่เพียงพอสำหรับขับเคลื่อนอุปกรณ์ควบคุมพวก control valve หรือทำให้ปั๊มหรือคอมเพรสเซอร์ตัวสำคัญต่าง ๆ ทำงานต่อไปได้ การควบคุม control valve ให้เปิด-ปิดหรือให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการนะจะใช้ IA เป็นตัวขับเคลื่อน ดังนั้นถ้าหากเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ ทางโรงงานก็ยังสามารถปรับตำแหน่ง control valve เพื่อให้ระบบการผลิตไปอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยได้ (เช่นเปิดระบบน้ำหล่อเย็นเต็มที่ ปิดระบบเชื้อเพลิงป้อนเข้าหน่วยต่าง ๆ) โดยการใช้ PA ที่สำรองเอาไว้ในถังเก็บ เพราะการเปลี่ยน PA เป็น IA นั้นไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าใด ๆ หรือจะเอา PA มาใช้โดยตรงก็ได้ (ในกรณีฉุกเฉิน)

พลังงานไอน้ำเป็นพลังงานสำคัญอันดับที่สองรองจากไฟฟ้า (เว้นแต่ว่าคุณจะไปตั้งโรงงานในสถานที่ที่ไฟฟ้าไปไม่ถึง และขนาดโรงงานของคุณนั้นก็ไม่คุ้มที่จะตั้งโรงไฟฟ้าของตนเอง ในกรณีเช่นนี้พลังงานไอน้ำจะขึ้นมาเป็นพลังงานสำคัญอันดับหนึ่งในการขับเคลื่อนเครื่องจักรของโรงงาน ผมเคยไปฝึกงานในโรงงานดังกล่าวในจังหวัดเชียงใหม่) ไอน้ำนั้นสามารถใช้ได้ทั้งให้ความร้อนและขับเคลื่อนเครื่องจักร ซึ่งไอน้ำนั้นขับเคลื่อนได้ทั้งเครื่องจักรขนาดเล็กและเครื่องจักรขนาดใหญ่ การพิจารณาว่าจะขับเคลื่อนเครื่องจักรตัวใดโดยใช้ไอน้ำ (เครื่องจักรในที่นี้คือปั๊มหรือคอมเพรสเซอร์) จะพิจารณาจากการใช้พลังงานไอน้ำให้ได้ประโยชน์มากที่สุด เช่นแทนที่โรงงานจะผลิตไออิ่มตัวความดันต่ำเพื่อให้ความร้อนเพียงอย่างเดียว อาจเลือกผลิตไอร้อนยวดยิ่งความดันสูงเพื่อนำไปขับเคลื่อนกังหันไอน้ำเพื่อขับเคลื่อนเครื่องจักรก่อน จากนั้นจึงนำเอาไอร้อนยวดยิ่งความดันต่ำที่ออกมาจากกังหันไอน้ำไปเปลี่ยนเป็นไออิ่มตัวความดันต่ำสำหรับนำไปใช้ถ่ายเทความร้อนต่อไป ในโรงงานที่มีกระบวนการที่คายความร้อนสูงก็มักใช้วิธีการนำความร้อนที่คายออกมานั้นไปผลิตไอน้ำเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ก่อน แทนที่จะระบายความร้อนนั้นสู่น้ำหล่อเย็น (cooling water) ทันที เพราะความร้อนที่ระบายให้กับน้ำหล่อเย็นแล้วจะต้องทิ้งไป ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

อีกกรณีหนึ่งที่เคยเห็นคือใช้ไอน้ำขับเคลื่อนอุปกรณ์สำคัญบางชิ้นเพราะไม่ต้องการให้อุปกรณ์ดังกล่าวหยุดทำงานทันทีเมื่อกระแสไฟฟ้าดับ เช่นพวกคอมเพรสเซอร์หรือปั๊มขนาดใหญ่ที่สำคัญบางตัว ทั้งนี้เพราะไอน้ำนั้นมักผลิตขึ้นใช้เองในโรงงาน (หรือในหน่วยผลิตเคียงข้าง) และหม้อไอน้ำก็มักมีหลายชุด โอกาสที่จะหยุดทำงานพร้อม ๆ กันนั้นเป็นไปได้ยาก (เว้นแต่ว่าจะตั้งรวม ๆ กันและมันเกิดระเบิดจนพังหมดไปพร้อม ๆ กัน) ไม่เหมือนกระแสไฟฟ้าที่ต้องรับจากผู้ผลิตภายนอกเพียงรายเดียว นอกจากนี้ตัวท่อส่งไอน้ำเองก็เป็นแหล่งเก็บพลังงานไอน้ำ แม้ว่าจะไม่มีไอน้ำจ่ายเข้าระบบท่อ แต่ไอน้ำที่ค้างอยู่ในระบบท่อก็ยังพอทำให้เครื่องจักรเดินเครื่องต่อไปได้เป็นระยะเวลาหนึ่งจนกว่าความดันจะลดต่ำลงจนไม่เพียงพอต่อการทำงาน


Spare pump (ปั๊มสำรอง)

ในโรงงานที่ทำงานต่อเนื่องกัน 24 ชั่วโมงตลอดทั้งปีนั้น เครื่องจักรใดก็ตามที่ไม่สามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักตลอดช่วงเวลาดังกล่าว (เนื่องจากเทคโนโลยี การใช้งาน หรือเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน) ก็มักต้องมีอุปกรณ์สำรองเตรียมพร้อมเอาไว้ เพื่อใช้ทำงานแทนตัวหลักเมื่ออุปกรณ์ตัวหลักชำรุดหรือถึงกำหนดซ่อมบำรุง

ปั๊มเป็นอุปกรณ์หลักตัวหนึ่งที่ต้องมีการซ่อมบำรุงเป็นระยะ ชิ้นส่วนหนึ่งที่ต้องทำการเปลี่ยนเมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนดคือ mechanical seal ซึ่งเป็นอุปกรณ์กันรั่วซึมออกมาทางช่องว่างระหว่างตัวเพลาขับ impeller กับตัวเรือน (housing) ของปั๊ม

ชุดปั๊มนั้นประกอบด้วยมอเตอร์ขับเคลื่อนและตัวปั๊ม โดยเพลาของตัวมอเตอร์จะสอดผ่านรูทางด้านข้างของตัวเรือนปั๊มเพื่อไปหมุน impeller ที่อยู่ข้างในตัวเรือน ดังนั้นจะต้องมีช่องว่างอยู่เล็กน้อยระหว่างเพลามอเตอร์ที่สอดเข้าไปกับตัวเรือน และช่องว่างนี้เองที่ทำให้ของเหลวในตัวเรือนนั้นรั่วซึมออกมาได้ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ของเหลวรั่วซึมโดยที่ยังคงยอมให้ตัวเพลาหมุนได้อย่างอิสระคือ mechanical seal (ดูรูปที่ 1 ประกอบ)

mechanical seal มีชิ้นส่วนหลักอยู่ 2 ชิ้น โดยชิ้นหนึ่งจะติดตั้งอยู่บนตัวเพลาและหมุนไปพร้อมกับตัวเพลา (moving part) ส่วนอีกชิ้นหนึ่งติดตั้งอยู่กับที่บนตัวเรือน (stationary part) ชิ้นส่วนทั้งสองชิ้นถูกดันให้ประกบเข้าด้วยกัน และในขณะที่เพลาหมุนนั้น ชิ้นส่วนที่อยู่บนตัวเพลาก็จะหมุนขัดสีไปกับชิ้นส่วนที่ติดตั้งอยู่บนตัวเรือน การป้องกันการรั่วเกิดจากแรงกดและความเรียบของหน้าสัมผัสที่ชิ้นส่วนทั้ง 2 ประกบกัน

mechanical seal ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์จะป้องกันการรั่วซึมได้ดี แต่เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนที่มีการขัดสีจึงทำให้ตัวมันเองสึกหรอตลอดเวลา และเมื่อสึกหรอจนสูญเสียความสามารถในการป้องกันเมื่อใด ก็จะเกิดการรั่วไหลอย่างมากขึ้นทันที ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ mechanical seal พังในระหว่างการใช้งาน จึงต้องมีการเปลี่ยน mechanical seal เมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนด (โดยไม่รอให้มันพังก่อนแล้วค่อยเปลี่ยน) ซึ่งในการเปลี่ยนชิ้นส่วนดังกล่าวต้องมีการหยุดการทำงาน


รูปที่ 1 ภาพตัดขวางอย่างง่ายแสดงชิ้นส่วนและหลักการทำงานของ mechanical seal


แต่เนื่องจากอายุการใช้งานของ mechanical seal มักจะสั้นกว่ารอบระยะเวลาการหยุดเดินเครื่องจักรครั้งใหญ่ของโรงงาน (ที่เรียกว่า shut down) ดังนั้นจึงต้องมีการติดตั้งปั๊มสำรอง (spare pump) เอาไว้ โดยเมื่อถึงเวลาที่ต้องซ่อมปั๊มตัวหลัก ก็จะปิดปั๊มตัวหลักและใช้ปั๊มสำรองทำหน้าที่แทน การติดตั้งปั๊มสำรองนั้นส่วนใหญ่จะเป็นแบบ 1 ต่อ 1 คือปั๊มหลัก 1 ตัวจะมีปั๊มสำรอง 1 ตัว แต่สำหรับระบบที่มีปั๊มที่เหมือนกันตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป และเป็นขนาดที่เหมือนกันนั้น (เช่นระบบสูบน้ำหล่อเย็นจ่ายไปยังส่วนต่าง ๆ ของโรงงาน ในแต่ละเส้นทางการจ่ายอาจมีปั๊มเป็นของตัวเอง แต่ปั๊มที่จ่ายน้ำไปแต่ละเส้นทางนั้นเป็นปั๊มแบบเดียวกัน) อาจติดตั้งปั๊มสำรองเพียงตัวเดียวก็พอ เพราะถือว่าโอกาสที่ปั๊มหลักจะพังพร้อมกันทั้งสองตัวนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก

คอมเพรสเซอร์ (เครื่องอัดอากาศหรือแก๊สต่าง ๆ) นั้นมีราคาที่แพงกว่าปั๊มมาก ดังนั้นการติดตั้งคอมเพรสเซอร์สำรองแบบตัวหลัก 1 ตัวกับตัวสำรอง 1 ตัวจะไม่ทำกันเพราะจะต้องลงทุนสูง การแก้ปัญหาดังกล่าวกระทำโดยการออกแบบคอมเพรสเซอร์ให้สามารถเดินเครื่องได้ยาวนานต่อเนื่องโดยไม่ต้องทำการซ่อมบำรุงจนกว่าจะถึงเวลาที่โรงงานหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ (อย่างน้อยก็ 300 วัน วันละ 24 ชั่วโมง) แต่ถ้าเป็นระบบที่มีคอมเพรสเซอร์ที่เหมือนกันตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปแล้ว จะมีสำรองไว้สักตัวก็ไม่เป็นไร


Revamp

คำนี้แปลตรงตัวก็คือปรับปรุงใหม่หรือซ่อมแซมแก้ไข แต่สำหรับในโรงงานแล้วถ้าซ่อมแซมเขามักใช้คำว่าซ่อมบำรุงหรือ maintenance ถ้าใช้คำว่า revamp ทีใดมักจะหมายถึงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตหรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ในการออกแบบโรงงานนั้นจะใช้วิศวกรหลายทีมเป็นผู้ออกแบบแต่ละหน่วยการผลิต โดยแต่ละทีมก็จะได้รับมอบหมายให้หน่วยที่ตัวเองออกแบบนั้นสามารถทำงานได้ตามข้อกำหนด เช่นทีม A อาจได้รับโจทย์ให้ออกแบบหน่วยการผลิต A ที่สามารถผลิตสารส่งให้หน่วยการผลิต B ในอัตรา 10 ตันต่อชั่วโมง ส่วนทีม B ก็ได้รับโจทย์ให้ออกแบบหน่วยการผลิต B ที่สามารถรับวัตถุดิบจากหน่วย A ในอัตรา 10 ตันต่อชั่วโมงและสามารถส่งต่อให้หน่วยผลิต C ในอัตรา 10 ตันต่อชั่วโมง ทีนี้ทีม A อาจออกแบบหน่วยการผลิต A ที่สามารถส่งวัตถุดิบได้ในอัตรา 10 ตันต่อชั่วโมง (ตามข้อกำหนดการออกแบบ) แต่ก็มีการเผื่อขนาดอุปกรณ์เอาไว้ (เผื่อการคำนวณผิดพลาด) ทำให้สามารถส่งวัตถุดิบให้หน่วยการผลิต B ได้ในอัตราสูงสุด 15 ตันต่อชั่วโมงเมื่อเดินเครื่องเต็มที่ ส่วนทีม B นั้นก็ออกแบบหน่วยการผลิต B ที่สามารถรับวัตถุดิบจากหน่วยการผลิต A ได้ในอัตรา 10 ตันต่อชั่วโมง (ตามข้อกำหนดการออกแบบ) แต่ก็เผื่อขนาดระบบเอาไว้ให้สามารถรองรับได้ในอัตราสูงสุด 12 ตันต่อชั่วโมง (เรียกว่ามั่นใจในการออกแบบมากกว่า เลยเผื่อไว้น้อยกว่า) ดังนั้นเมื่อโรงงานเดินเครื่องที่กำลังการผลิต 10 ตันต่อชั่วโมง ก็จะเดินได้ไม่มีปัญหาใด ๆ

ทีนี้ถ้าโรงงานต้องการเพิ่มกำลังการผลิตจาก 10 ตันต่อชั่วโมงเป็น 12 ตันต่อชั่วโมง เมื่อนำเอาขนาดอุปกรณ์ต่าง ๆ มาคำนวณใหม่ว่าความสามารถสูงสุดมีเท่าใด ก็จะพบว่าหน่วย A สามารถผลิตได้ 12 ตันต่อชั่วโมง ส่วนหน่วย B ก็รองรับได้ 12 ตันต่อชั่วโมงเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงยังไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรกับกระบวนการผลิต แต่หน่วย B จะต้องทำงานที่กำลังการผลิตเต็มที่ตลอดเวลา

แต่ถ้าหากต้องการเพิ่มกำลังการผลิตต่อไปอีกเป็น 15 ตันต่อชั่วโมง ทีนี้จะพบว่าหน่วย A ยังสามารถทำการผลิตได้อยู่ (แต่ต้องเดินเครื่องเต็มกำลังตลอดเวลา) ส่วนหน่วย B นั้นไม่สามารถรองรับวัตถุดิบในปริมาณดังกล่าวจากหน่วย B ได้ (เพราะอุปกรณ์มีขนาดเล็กไปแล้ว) ดังนั้นจึงต้องทำการปิดปรับปรุงหน่วย B (โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องทำการปรับปรุงหน่วย A)


Stripper column

ในการออกแบบหอกลั่นนั้น เป็นเรื่องปรกติที่นอกจากจะมีผลิตภัณฑ์ก้นหอและผลิตภัณฑ์ยอดหอแล้ว ยังอาจมีการดึงผลิตภัณฑ์ออกทางข้างหอกลั่นด้วย เช่นในการกลั่นน้ำมันในหอกลั่นแรกที่ความดันบรรยากาศ (atmospheric column) นั้น ผลิตภัณฑ์เบาระดับ C3-C4 จะออกทางยอดหอ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์หนักระดับน้ำมันดีเซล (ส่วนที่มีจุดเดือดสูง) หรือที่หนักกว่าเช่นน้ำมันเตาจะออกทางก้นหอ ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ออกทางข้างหอก็จะมีน้ำมันแก๊สโซลีน (ที่เรียกว่า straight run gasoline) น้ำมันก๊าด (straight run kerosene) หรือบางทีก็เรียกเป็นพวกแนฟทา (naphtha) แล้วแยกเป็น light naphtha กับ heavy naphtha

เนื่องจาก pressure vessel (ภาชนะรับแรงดัน) ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นถังความดัน หอกลั่น ฯลฯ จะสร้างด้วยการนำแผ่นโลหะมาม้วนเป็นรูปร่างและนำเอาชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น หน้าแปลน ฝาส่วนหัวส่วนท้าย แท่นสำหรับติดตั้งบันได อุปกรณ์ ฯลฯ มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน มีการเจาะรูต่าง ๆ ณ ตำแหน่งที่กำหนด เมื่อขึ้นรูปเสร็จแล้วก็จะนำเอา pressure vessel นั้นไปเข้ากระบวนการ heat treatment ด้วยการอบให้ความร้อน เพื่อคลายความเค้นตรงบริเวณรอยเชื่อม ทำให้รอยเชื่อมมีความแข็งแรงขึ้น (รอยเชื่อมถือเป็นจุดอ่อน เพราะเป็นบริเวณที่โลหะได้รับความร้อนจัดและมีการเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว ทำให้โครงสร้างโลหะบริเวณรอยเชื่อมแตกต่างไปจากเนื้อโลหะเดิมก่อนเชื่อม วิธีการแก้ปัญหาคือการให้ความร้อนแก่รอยเชื่อมใหม่ และค่อย ๆ ทำให้เย็นลงอย่างช้า ๆ ในอัตราที่กำหนด ซึ่งปรกติก็มักจะใช้การอบ pressure vessel ทั้งใบเลย) ดังนั้นตัว pressure vessel ที่ผ่านกระบวนการ heat treatment แล้วจึงถูกห้ามไม่ให้ทำการเชื่อมโลหะกับส่วนที่รับความดันโดยตรง แต่ส่วนที่ไม่ได้รับความดัน (เช่น skirt หรือฐานตั้ง) นั้นสามารถทำการเชื่อมโลหะได้

ตำแหน่ง tray ที่จะดึงเอาผลิตภัณฑ์ข้างหอออกมานั้น (สมมุติว่าในที่นี้คือน้ำมันก๊าด) จะได้มาจากการคำนวณ แต่การคำนวณก็มีความคลาดเคลื่อนได้ หรือวัตถุดิบที่ป้อนเข้าหอกลั่นนั้นแตกต่างไปจากที่ใช้ในการออกแบบเริ่มต้น ดังนั้นในการสร้างหอกลั่นจึงต้องมีการเผื่อเอาไว้สำหรับกรณีดังกล่าวด้วย ตัวอย่างเช่นในตอนแรกอาจคำนวณได้ว่าตำแหน่ง tray ที่เหมาะสมในการดึงเอาน้ำมันก๊าดออกมาคือตำแหน่งที่ 10 แต่ในการออกแบบหอกลั่นก็ทำการเจาะรูติดตั้งท่อเอาผลิตภัณฑ์ออกที่ตำแหน่ง tray ที่ 9 10 และ 11 เอาไว้เลย ตอนเริ่มใช้งานก็อาจลองดึงออกจากตำแหน่ง tray ที่ 10 ดูก่อน โดยปิดรูออกของ tray ที่ 9 และ 11 ไว้ ถ้าผลิตภัณฑ์ที่ได้นั้นตรงตามข้อกำหนดก็แล้วไป แต่ถ้าพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้นั้นมีจุดเดือดสูงเกินไปก็เปลี่ยนไปดึงออกจาก tray ที่ 9 แทน ในทางตรงกันข้ามถ้าพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้นั้นมีจุดเดือดต่ำเกินไป ก็ย้ายไปดึงออกจาก tray ที่ 11 แทน

นอกจากนี้ยังอาจทำการติดตั้งหอกลั่นขนาดเล็กที่เรียกว่า stripper column ไว้ที่ด้านข้างดังแสดงในรูปที่ 2 ข้างล่าง หน้าที่ของ stripper column นี้คือควบคุมองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ข้างหอที่กลั่นออกมาได้ ตัวอย่างเช่นเราดึงเอาน้ำมันก๊าดออกมาจาก tray ที่ 10 แต่ถ้าพบว่าน้ำมันก๊าดที่กลั่นออกมาได้นั้นมีน้ำมันเบาในระดับน้ำมันเบนซินปนมามากเกินไป ก็สามารถลดปริมาณน้ำมันเบนซินที่ปนมานั้นได้โดยการฉีดไอน้ำ (ผสมเข้าไปโดยตรง) เข้าไปทางด้านล่างของ stripper column ความร้อนของไอน้ำที่ฉีดเข้าไปจะทำให้ไฮโดรคาร์บอนที่มีจุดเดือดต่ำระเหยแยกตัวออกมาจากน้ำมันก๊าด และถูกส่งกลับคืนไปยังหอกลั่นหลักใหม่ ส่วนผลิตภัณฑ์น้ำมันก๊าดที่ออกมาทางก้นหอก็จะมีองค์ประกอบตามต้องการ

รูปที่ 2 หลักการทำงานของ stripper column


ในการส่งพวกคุณไปฝึกงานนั้นผมถือว่าเป็นการทดสอบการทำงานของอาจารย์ด้วยว่าสามารถสอนนิสิตให้ทำงานในวงการได้หรือไม่ ไม่ใช่สักแต่ว่าส่งพวกคุณไปฝึกงานต่างจังหวัด เพื่อที่จะหาโอกาสไปเที่ยวต่างจังหวัด (โดยไม่ต้องควักกระเป๋าเอง) โดยอ้างว่าไปตรวจเยี่ยมนิสิตฝึกงาน และในขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมความพร้อมพวกคุณไม่ให้ไปทำอะไรขายหน้าด้วย พวกคุณเองก็ควรระลึกเอาไว้ด้วยว่า ถ้าสามารถทำให้เขาประทับใจ (ในด้านดีนะ) ในตัวพวกคุณในระหว่างที่ฝึกงาน เมื่อกลับไปสมัครงานที่นั่นเขาก็ย่อมต้องเลือกพวกคุณไว้ก่อน ในทางกลับกันถ้าทำตัวไม่ดี ก็ไม่ต้องกลับไปสมัครงานที่นั่นอีก (เว้นแต่ว่าจะมีเส้นใหญ่มาก หรือเป็นกิจการของตัวเองนะ)

สำหรับผู้ที่ใกล้สำเร็จการศึกษา ก็ถือว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการสมัครงานก็แล้วกัน

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

ฝึกงานภาคฤดูร้อน ๒๕๕๓ ตอนที่ ๑ อธิบายศัพท์ MO Memoir : Friday 29 January 2553

ในการไปประชุมหัวข้อฝึกงานกับทางโรงงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมานั้น (หรือไม่ว่าไปครั้งใด ๆ ก็ตาม) เห็นว่ามีศัพท์บางคำที่นิสิตนั้นไม่เข้าใจความหมาย หรือทราบแต่เพียงคำแปลคร่าว ๆ ว่าคืออะไร บันทึกความจำ (Memoir) ฉบับนี้จึงขอเป็นฉบับเริ่มต้นสำหรับให้ความช่วยเหลือนิสิตที่จะเข้าฝึกงานในเดือนเมษายน ๒๕๕๓ นี้ โดยจะจัดส่งทางอีเมล์ให้แก่นิสิตฝึกงานทุกคนที่อยู่ในความดูแล และสมาชิกในกลุ่มทุกคนเพื่อที่จะได้เข้าใจและเผื่อจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่จะต้องไปหางานทำด้วย สำหรับเพื่อนฝูงคนอื่นที่สนใจพวกคุณก็สามารถบอกเขาให้ไปอ่านได้จาก blog ตามที่อยู่ที่ footnote ของแต่ละหน้า หรือจะส่งต่อเมล์นี้ต่อไปก็แล้วแต่คุณ สำหรับผู้ที่ได้รับ Memoir นี้เป็นครั้งแรก กรุณาอ่านหมายเหตุที่แนบมากับอีเมล์ด้วย

ศัพท์เทคนิคเหล่านี้บางคำเป็นศัพท์ที่ได้ยินกันอยู่ทั่วไปในหลายโรงงานโดยมีความหมายที่ตรงกัน บางคำเป็นศัพท์ที่ความหมายขึ้นอยู่กับว่าพูดเรื่องอะไรอยู่ (คือแม้แต่ในโรงงานเดียวกันแต่คนละหน่วยงานอาจตีความแตกต่างกันไป) และบางคำความหมายจะขึ้นอยู่กับว่าผู้พูดนั้นมีประสบการณ์จากเรื่องอะไร (คือใช้คำศัพท์นี้ในหน่วยงานตัวเองด้วยความหมายหนึ่ง แล้วคิดไปเองว่าคำศัพท์นั้นมีความหมายเดียวกันในทุกหน่วยงาน)


BFW (Boiler feed water น้ำป้อนเข้าหม้อไอน้ำ)

Boiler feed water แปลตรงตัวก็คือ "น้ำสำหรับป้อนเข้าหม้อไอน้ำ" เพื่อที่จะต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำ
ในการผลิตไอน้ำนั้นจะใช้การต้มน้ำให้เดือดและระเหยกลายเป็นไอน้ำ อุณหภูมิการเดือดของน้ำจะขึ้นอยู่กับความดันของการต้ม ยิ่งต้มที่ความดันสูงก็จะได้ไอน้ำความดันสูงและอุณหภูมิสูงมากขึ้น
ถ้าน้ำที่เอามาต้มนั้นมีองค์ประกอบที่ไม่ระเหย (พวกเกลือแร่ต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำ) น้ำที่เหลือค้างอยู่ในหม้อไอน้ำก็จะมีความเข้มข้นของเกลือแร่ต่าง ๆ เหล่านี้สะสมอยู่มากขึ้นเรื่อย ๆ (ความเข้มข้นของเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำที่ค้างอยู่ในหม้อผลิตไอน้ำจะสูงกว่าของ BFW ที่ป้อนเข้ามา) เกลือแร่หลายชนิดนั้นจะลายน้ำได้ "น้อยลง" เมื่อน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น ตัวอย่างของเกลือแร่เหล่านี้ได้แก่ CaCO3 ที่เราเห็นเป็นตะกรันตามกาต้มน้ำในบ้านเรือนต่าง ๆ

ตะกรันที่เกิดขึ้นจะทำหน้าที่เป็นฉนวนความร้อน ทำให้ความร้อนจากเปลวไฟไม่สามารถส่งต่อไปยังน้ำที่ต้มอยู่ได้ดี อุณหภูมิโลหะที่เป็นภาชนะบรรจุน้ำจะสูงขึ้นและเกิดความเสียหายได้หรืออาจเกิดการระเบิดได้ เพราะเมื่อโลหะที่ร้อนนั้นจะมีความแข็งแรงลดลง แต่ความดันของน้ำในหม้อน้ำนั้นยังคงรักษาไว้เท่าเดิมอยู่ ดังนั้นถ้าปล่อยให้โลหะที่ใช้ทำภาชนะบรรจุน้ำนั้นร้อนเกินไปก็จะทำให้ภาชนะบรรจุน้ำนั้นรับความดันไม่ได้

ไอออนต่าง ๆ ที่ละลายอยู่นั้นไม่เพียงแต่ทำให้เกิดตะกรัน แต่ยังอาจทำให้เกิดการกัดกร่อนและทำให้น้ำมีการเดือดแบบรุนแรง (เป็นฟองปุด ๆ ฟองใหญ่) การเดือดแบบรุนแรงของน้ำทำให้มีละอองหยดน้ำเล็ก ๆ ลอยติดไปกับไอน้ำที่ผลิตได้ ละอองหยดน้ำเล็ก ๆ นี้เป็นตัวพาไอออนต่าง ๆ ไปพร้อมกับไอน้ำ ถ้านึกภาพไม่ออกว่าเป็นอย่างไรก็ลองนึกถึงเวลาไปเที่ยวชายทะเล ถ้านั่งตากลม (อ่าน ตาก-ลม นะ) อยู่ริมฝั่งนาน ๆ จะรู้สึกเหนียวตัวทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ลงเล่นน้ำทะเล ทั้งนี้เป็นเพราะลมทะเลพัดเอาละอองน้ำเล็ก ๆ ที่เกิดจากคลื่นนั้นเข้าฝั่งมาด้วย โครงสร้างที่เป็นโลหะ (หรือแม้แต่รถยนต์) ที่อยู่ใกล้ทะเลจึงผุกร่อนรวดเร็วกว่าพวกที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลเนื่องจากโดนคลอไรด์ในน้ำทะเลกัดกร่อน

แก๊สที่ละลายอยู่ในน้ำก็ก่อปัญหาในการต้มด้วยเช่นกัน แก๊สที่มีอยู่ประจำในน้ำที่นำมาต้มคือออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ การไล่แก๊สพวกนี้ออกจากน้ำทำได้โดยการต้มน้ำให้ร้อนก่อนที่จะส่งเข้าหม้อไอน้ำ ดังนั้นเราจึงอาจเห็นหน่วยที่เรียกว่า deaerator ซึ่งเป็นหน่วยที่ให้ความร้อนแก่ BFW เพื่อไล่แก๊สออกจากน้ำก่อนป้อนเข้าหม้อไอน้ำ

การป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดจากเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำนั้นอาจทำได้โดย (ก) การเติมสารเคมี หรือ (ข) การกำจัดเกลือแร่ออกไป

มีหลายบริษัทที่จำหน่ายสารเคมีสำหรับปรับสภาพน้ำ (เช่นป้องกันการตกตะกอนเป็นคราบตะกรัน ลดการกัดกร่อน ป้องกันการเดือดแบบรุนแรง ฯลฯ) แต่การใช้สารเคมีนั้นต้องมีการระบายน้ำร้อนจากหม้อไอน้ำทิ้งไปบางส่วน (ที่เรียกว่า blow down) เพื่อเป็นการควบคุมไม่ให้ไอออนต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำนั้นสะสมจนมีความเข้มข้นสูงมากเกินไป จากการสอบถามทำให้ทราบว่าทางโรงงาน (ที่กำลังจะไปฝึกงานนั้น) มองว่าน้ำที่ระบายออกไปนั้นเป็นน้ำที่มีพลังงานสูงอยู่ในตัว (คือมีอุณหภูมิและความดันที่สูง) การระบายทิ้งจึงเป็นการสูญเสียพลังงาน ดังนั้นเพื่อลดการสูญเสียพลังงานในส่วนของหม้อไอน้ำจึงต้องหาทางลดปริมาณน้ำที่ต้องระบายทิ้งนี้ และวิธีการที่เขาเลือกคือการกำจัดเอาเกลือแร่ออกไป ทำให้น้ำที่ใช้เป็น BFW นั้นเป็นน้ำที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า "น้ำดีมิน" ซึ่งจะกล่าวโดยละเอียดในหัวข้อต่อไป

น้ำบริสุทธิ์นั้นมีฤทธิ์การกัดกร่อนแตกต่างไปจากน้ำธรรมดา ตัวอย่างเช่นในระบบท่อประปานั้นจะยอมให้น้ำมีตะกรันได้เล็กน้อย เพราะตะกรันที่เกิดขึ้นจะไปเคลือบผิวโลหะเอาไว้ ทำให้โลหะที่ใช้ทำท่อน้ำไม่เกิดการผุกร่อน (แต่จะอุดตัดแทน แต่เมื่อคิดความคุ้มค่าแล้วกว่าที่ท่อจะอุดตันใช้เวลานานกว่าการผุจนทะลุมาก ดังนั้นเขาจึงยอมให้น้ำเกิดตะกรันได้เล็กน้อยจะมีกว่ายอมให้น้ำกัดกร่อนท่อ ซึ่งจะต้องทำการซ่อมแซมบ่อยครั้งกว่า) สำหรับผู้ที่นั่งฟังอยู่กับผมจะได้ยินคำถามหนึ่งที่ผมถามวิศวกรของบริษัทว่าเขาป้องกันการผุกร่อนของระบบท่ออย่างไร ซึ่งคำตอบที่ได้รับคือมีการเติมสารบางชนิดเข้าไป (เช่นพวกเอมีนบางตัว) ที่มีค่าการระเหยในระดับเดียวกันกับไอน้ำที่ผลิต และให้สารนั้นระเหยติดไปกับไอน้ำด้วยเพื่อลดการกัดกร่อน ส่วนความจริงจะเป็นอย่างไรนั้นผู้ที่จะเข้าไปฝึกงานควรต้องไปตรวจสอบเอาเอง

มีหนังสือหลายเล่มอธิบายเรื่องการปรับสภาพน้ำสำหรับหม้อไอน้ำและสำหรับอุตสาหกรรมเอาไว้แล้ว (เป็นภาษาไทยด้วย) ผู้ที่จะเข้าไปทำงานในโรงงานต่าง ๆ ควรจะไปหาอ่านศึกษาดู จะได้รู้ว่าน้ำสำหรับหม้อไอน้ำ น้ำหล่อเย็น ฯลฯ นั้นต้องการคุณสมบัติอย่างไร และสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในน้ำนั้นส่งผลต่อการทำหน้าที่ของน้ำอย่างไรบ้าง


Demineralized water (น้ำปราศจากเกลือแร่)

Demineralized water หรือที่มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า "น้ำดีมิน" นั้นถ้าแปลตรงตัวก็คือ "น้ำปราศจากไอออน" แต่ถ้าจะให้เข้าใจได้ถูกต้องกว่าก็ควรแปลว่า "น้ำบริสุทธิ์ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนไอออน"

การทำน้ำให้บริสุทธิ์นั้นมีอยู่หลายวิธีการ สำหรับการผลิตน้ำในปริมาณไม่มากนักเรามักจะใช้วิธีการกลั่น ซึ่งมีตั้งแต่กลั่นครั้งเดียว (อย่างที่พวกคุณเห็นในห้องปฏิบัติการเคมีพื้นฐานที่เรียนกันเมื่อปีที่แล้ว) ไปจนถึงการกลั่นซ้ำถึง 3 ครั้ง (เช่นน้ำที่ใช้ในการผลิตยา) การกลั่นมีข้อดีตรงที่อุปกรณ์ไม่ต้องดูแลรักษามากนัก แค่คอยล้างตะกรันก็พอ แต่มีข้อเสียตรงที่สิ้นเปลืองพลังงานสูงและใช้น้ำเพื่อการระบายความร้อนมากด้วย

การแลกเปลี่ยนไอออนเป็นวิธีการที่คุ้มค่ากว่าสำหรับการผลิตน้ำบริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก วิธีการนี้ใช้เรซินแลกเปลี่ยนไอออน (ion-exchange resin) ทำการแลกเปลี่ยนไอออนระหว่างตัวเรซินกับไอออนที่ละลายอยู่ในน้ำ ถ้าเป็นการแลกเปลี่ยนไอออนเพื่อลดความกระด้างของน้ำ เรซินที่ใช้ก็มันเป็นชนิด Na+ ซึ่งจะแลกเปลี่ยนเอาไอออนที่มีประจุตั้งแต่ 2+ ขึ้นออกออกมาจากน้ำ และแทนที่ด้วยไอออน Na+ น้ำที่ได้นี้เรียกว่า "น้ำอ่อน (Soft water)" พวกเรซินที่ใช้ตามเครื่องกรองน้ำที่บริโภคกันอยู่ก็เป็นเรซินชนิดนี้

แต่ถ้าต้องการทำให้น้ำปราศจากไอออนทั้งหมดก็ต้องกำจัดไอออนบวกที่ไม่ใช่ H+ และไอออนลบที่ไม่ใช่ OH- ออกจากน้ำให้หมด ดังนั้นจึงต้องผ่านเรซินที่แลกเปลี่ยนไอออนบวก โดยเรซินดังกล่าวจะจับไอออนบวกทุกตัวที่ไม่ใช่ H+ และแทนที่ด้วย H+ จากนั้นก็นำน้ำไปผ่านเรซินแลกเปลี่ยนไอออนลบ โดยเรซินนี้ก็จะจับไอออนลบทุกตัวที่ไม่ใช่ OH- และแทนที่ด้วย OH- วิธีนี้มีข้อเสียคือต้องมีการใช้สารเคมีเพื่อเปลี่ยนเรซินที่จับไอออนจนอิ่มตัวแล้วให้กลับคือมาเหมือนเดิม รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องน้ำบริสุทธิ์และการทำน้ำให้บริสุทธิ์นี้เคยอธิบายไว้แล้วใน Memoir ฉบับ Tue 19 Aug 2551 เรื่องน้ำบริสุทธิ์ และ Thu 21 Aug 2551 เรื่องการทำน้ำให้บริสุทธิ์สำหรับห้องปฏิบัติการ สำหรับผู้ที่ไม่มีเอกสารดังกล่าวสามารถไปเปิดอ่านได้จาก blog ของกลุ่ม

การวัดความบริสุทธิ์ของน้ำ หรือกล่าวให้ถูกต้องกว่าก็คือการวัดปริมาณรวมของไอออนต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำสามารถวัดได้จากการวัดค่าการนำไฟฟ้าหรือค่าความต้านทานของน้ำ น้ำบริสุทธิ์นั้นจะแตกตัวเป็นไอออนได้น้อยมาก ดังนั้นค่าการนำไฟฟ้าของน้ำบริสุทธิ์จะต่ำมาก (หรือค่าความต้านทานสูงมาก) น้ำกลั่นและน้ำดีมินที่ใช้ในห้องแลปของภาควิชานั้น เท่าที่เคยทดลองวัดพบว่ามีค่าการนำไฟฟ้าอยู่ในระดับ 1.0-1.5 µS (micro Siemens)


Steam (ไอน้ำ)

ไอน้ำที่ใช้ในโรงงานนั้นมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ "ไออิ่มตัว" (saturated steam หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า sat steam) และ "ไอร้อนยวดยิ่ง" (superheated steam หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า superheat หรือบางทีเรียกเป็นภาษาไทยว่า "ไอดง")

ไออิ่มตัวนั้นคือไอน้ำที่มีอุณหภูมิเท่ากับจุดเดือดของน้ำที่ความดันนั้น ดังนั้นถ้าไออิ่มตัวนี้คายพลังงานออกเมื่อใด มันจะกลายเป็นน้ำ (ที่เป็นของเหลว) ที่อุณหภูมิเดียวกัน พลังงานที่คายออกมานั้นคือความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอ (latent heat) ซึ่งมีค่าพลังงานต่อหน่วยน้ำหนักสูง ดังนั้นไออิ่มตัวจึงนิยมใช้สำหรับการให้ความร้อนแก่อุปกรณ์หรือหน่วยผลิตที่ต้องการพลังงานความร้อน (ประเภทที่ไม่ใช่การฉีดผสมเข้าไปโดยตรง)

ไอร้อนยวดยิ่งได้จากการนำไออิ่มตัวที่ผลิตได้นั้น ไปให้ความร้อนจนมีอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิจุดเดือดของน้ำที่ความดันนั้น ๆ เมื่อไอร้อนยวดยิ่งคายความร้อนออก ไอร้อนยวดยิ่งจะเย็นตัวลง แต่ก็ยังคงสถานะเป็นไออยู่ จนกว่าอุณหภูมิจะเหลือเท่าอุณหภูมิจุดเดือดที่ความดันนั้น ๆ ไอร้อนยวดยิ่งก็จะกลายเป็นไออิ่มตัว

ความร้อนที่ไอร้อนยวดยิ่งคายออกมาตอนที่เย็นตัวลงนั้นมีปริมาณไม่มาก ดังนั้นจึงไม่นิยมใช้ไอร้อนยวดยิ่งในการให้ความร้อนแบบผ่านเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน แต่ใช้ได้ในกรณีที่ต้องการฉีดไอน้ำร้อนเข้าไปให้ความร้อนกับสารโดยตรง (ให้แบบมีการสัมผัสกันโดยตรง) แต่ไอร้อนยวดยิ่งนี้เหมาะสำหรับใช้ในการขับเคลื่อนกังหันไอน้ำ (เช่นเพื่อการผลิตไฟฟ้า หรือขับเคลื่อนปั๊มหรือคอมเพรสเซอร์) ทั้งนี้เพราะกังหันไอน้ำ (หรือกังหันแก๊สก็ตาม) ถูกออกแบบมาเพื่อใช้พลังงานจากการขยายตัวของแก๊ส อุปกรณ์นั้นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับการชนของหยดของเหลว (หรือของแข็ง) ถ้านำไออิ่มตัวมาใช้ขับเคลื่อน จะทำให้เกิดหยดของเหลวขึ้นในระหว่างการสูญเสียพลังงาน ตัวกังหันจะเกิดความเสียหายได้ แต่ถ้าใช้ไอร้อนยวดยิ่งจะไม่เกิดปัญหาดังกล่าว ตราบเท่าที่การขยายตัวของไอร้อนยวดยิ่งนั้นยังไม่ทำให้เกิดการควบแน่นของไอน้ำเป็นหยดน้ำ

เราอาจเปลี่ยนไอร้อนยวดยิ่งให้กลายเป็นไออิ่มตัวได้โดยการฉีดไอน้ำที่ควบแน่น (condensate ที่อ่านว่าคอนเดนเสท แต่ถ้าเรียกเต็ม ๆ ต้องเรียกว่า steam condensate) ผสมเข้าไปในไอร้อนยวดยิ่งเลย แต่วิธีการนี้ก็ทำเป็นเสมือนการลดเกรดพลังงานลง (แหล่งพลังงานอุณหภูมิสูงแต่มีปริมาณน้อย ถือว่ามีค่ามากกว่าแหล่งพลังงานต่ำแต่มีปริมาณมาก)


Condensate (ของเหลวที่ได้จากการควบแน่นของไอ)

ถ้าจะแปลกันตามตรงคำว่า condensate (คอนเดนเสท) ก็คือ "ของเหลวที่ได้จากการควบแน่นของไอ" ส่วนของเหลวนั้นจะเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับว่ากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ หรือว่าคุยอยู่กับใคร

ในวงการขุดเจาะแก๊สธรรมชาติ ถ้าเอ่ยถึง condensate ก็หมายถึงไฮโดรคาร์บอนที่ควบแน่นเป็นของเหลวที่เกิดจากการทำให้แก๊สธรรมชาติเย็นตัวลง หรือจากการอัดแก๊สธรรมชาติให้มีความดันสูงขึ้น หรือเป็นของเหลวที่ติดมากับแก๊สธรรมชาติที่ขุดเจาะได้ ซึ่งก็คือไฮโดรคาร์บอนตั้งแต่ C5 ขึ้นไป และชื่อเต็ม ๆ ของมันก็คือ Natural Gas Condensate

ในโรงงานนั้นในส่วนของเครื่องคอมเพรสเซอร์ก็อาจปรากฏคำว่า condensate อยู่ด้วย คือเมื่อเราอัดแก๊สนั้น แก๊สนั้นจะร้อนขึ้น จึงมักมีการระบายความร้อนจากแก๊สความดันสูงที่ได้จากการอัด บางครั้งจะมีแก๊สบางส่วนควบแน่นเมื่อลดอุณหภูมิ ของเหลวที่ได้มานั้นก็เรียกว่า condensate เหมือนกัน

บางที ของเหลวที่ได้จากการควบแน่นไอที่ยอดหอกลั่นก็เรียกว่า condensate เหมือนกัน

แต่ถ้ากำลังพูดคุยกันเรื่องไอน้ำ เวลาเอ่ยถึง condensate ก็หมายถึง steam condensate ซึ่งก็คือน้ำที่เกิดจากการควบแน่นของไอน้ำนั่นเอง ในการใช้งานบางอย่างนั้น เช่นในการใช้ท่อไอน้ำเล็ก ๆ พันไปรอบ ๆ ท่อใหญ่ เพื่อให้ความร้อนแก่สารที่อยู่ในท่อใหญ่ เมื่อไอน้ำควบแน่นก็มักจะระบายคอนเดนเสทเหล่านั้นทิ้งไป เพราะมีปริมาณไม่มากและไม่คุ้มที่จะเก็บรวบรวม (อย่าแปลกใจว่าทำไมเวลาเดินอยู่ในโรงงานจึงเห็นมีท่อบางท่อที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศมีไอน้ำพ่นออกมาทางปลายท่อ)

คอนเดนเสทที่ได้จากการควบแน่นของไอน้ำนั้นจะเป็นของเหลวที่มีอุณหภูมิสูง ใกล้จุดเดือด ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่อง cavitation กับตัวปั๊มที่ใช้สูบ condensate กลับไปใช้งานได้ แต่ในที่นี้ขอเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เพราะถ้าคุยเรื่องปั๊มกับเรื่องการเกิด cavitation จะลากกันไปอีกยาว ไปจนถึงเรื่อง NPSH หรือ Net positive suction head ว่าคืออะไร และเกี่ยวข้องกับการเกิด cavitation อย่างไร

คำอธิบายศัพท์จากการประชุมเมื่อวานนี้ยังไม่จบ ยังมีต่ออีก แต่วันนี้พอแค่นี้ก่อน

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ศัพท์เทคนิค-เคมีวิเคราะห์ MO Memoir : วันเสาร์ที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๒

MO Memoir ฉบับนี้เดิมเป็นเอกสารที่ผมเตรียมขึ้นเพื่อใช้สอนวิชา 165-270 เคมีวิเคราะห์ (ปัจจุบันคือวิชา 2105-270 เคมีวิเคราะห์) สำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 ภาควิชาวิศวกรรมเคมี เตรียมขึ้นเพื่อใช้สอนในส่วนเครื่องมือวิเคราะห์ในปีการศึกษา 2537 (นับถึงปัจจุบันก็ 15 ปีแล้ว)

เนื้อหาส่วนนี้เป็นการให้ความหมายและคำจำกัดความของคำต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวัดและเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในงานเคมีวิเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นิสิตมีพื้นความรู้ความเข้าใจหลักการทำงานพื้นฐานและข้อจำกัดของเครื่องวิเคราะห์ต่าง ๆ ไม่ใช่สักแต่ว่ารออ่านตัวเลขอย่างเดียวโดยที่ไม่สนว่าตัวเลขที่ได้มาถูกหรือผิด หรือไม่เคยสนใจเลยว่าควรทำการปรับแต่งเครื่องอย่างใดเพื่อให้เหมาะกับการวัดของแต่ละคน เพราะเกือบทั้งหมดที่เจอมักจะบอกว่าทำตามรุ่นพี่ (ว่าแต่ว่ารุ่นพี่เขาวัดตัวอย่างเดียวกันกับคุณหรือเปล่า และคุณรู้หรือเปล่าว่าเครื่องวัดทุกเครื่องต้องมีการสอบเทียบเป็นระยะ ไม่ใช่เอาผลสอบเทียบของรุ่นพี่เมื่อหลาย ๆ ๆ ๆ ปีที่แล้วมาใช้โดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องใหม่)

Analogue signal

การเปลี่ยนแปลงเกือบทั้งหมดในธรรมชาติจัดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ analogue (เขียนแบบอังกฤษนะ ถ้าเป็นแบบอเมริกันคือ analog คือตัว "u" หายไป) คือมีความต่อเนื่องกันตลอดโดยไม่มีการขาดตอน เช่นการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ความดัน แต่ในปัจจุบันมีการนำเอา digital circuit เข้ามาใช้ในการวิเคราะห์แทน ทั้งนี้เพราะ digital circuit มีสัญญาณรบกวน (noise) น้อยกว่า analogue circuit สัญญาณที่ส่งมีความคมชัดกว่า และสามารถนำไปใช้ได้กับ digital computer ได้โดยตรง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนสัญญาณตามธรรมชาติจากระบบ analogue ให้เป็นระบบ digital โดยอาศัยตัวแปลงสัญญาณที่เรียกว่า Analogue to Digital convertor (ADC) (ทำได้อย่างไรลองไปอ่านทบทวนเรื่อง Z-transform ที่พวกคุณน่าจะได้เรียนกันในวิชา Process Dynamic Control ตอนเรียนปี 4)

Digital signal

การเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติมีไม่กี่ชนิดที่เป็นแบบ digital คือขาดความต่อเนื่อง ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงประเภทนี้เช่น การเปลี่ยนแปลงพลังงานของเนื่องจากการสลายตัวของสารกัมมันตภาพรังสี ในการเปลี่ยนสัญญาณ analogue ให้เป็นสัญญาณ digital เพื่อที่จะนำไปใช้งานกับ digital computer มีข้อควรระวังคือความถี่ในการวัดสัญญาณ (sampling frequency หรือ sampling rate) และความถี่การบันทึกสัญญาณ (recording rate) ซึ่งถ้าความถี่ในการวัดต่ำเกินไป ค่าที่วัดได้จะไม่สามารถแทนค่า analogue signal จริงได้ หรืออาจมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงในช่วงเวลาที่สั้นกว่าระยะเวลาระหว่างการอ่านข้อมูลแต่ละครั้ง

ตัวอย่างเช่นถ้าเราทำการอ่านอัตราการไหลของระบบทุก ๆ 30 วินาที และจากการอ่านสัญญาณครั้งสุดท้ายพบว่ามีการไหลในอัตรา 10 l/min และหลังจากการอ่านค่าครั้งสุดท้ายอัตราการไหลมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและกลับคืนเดิมภายในเวลาไม่ถึง 30 วินาที (เช่นลงเป็น 8 l/min และกลับคืนเป็น 10 l/min ใหม่) เมื่อเราทำการอ่านสัญญาณครั้งถัดไปก็จะพบว่าอัตราการไหลยังเป็น 10 l/min อยู่ และอาจทำให้เราเข้าใจว่าช่วงระหว่างเวลา 30 วินาทีดังกล่าวระบบทำงานที่ภาวะคงตัวโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

แต่ในขณะเดียวกันถ้าความถี่ในการวัดสูงเกินไป อาจเกิดปัญหาสิ้นเปลืองหน่วยความจำที่จำเป็นต้องใช้ในการบันทึกข้อมูลหรือคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานได้ทันเวลาได้ และในกรณีของสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่เป็นคาบ จำเป็นต้องใช้ความถี่ในการวัดสัญญาณที่สูงกว่าความถี่ของสัญญาณที่วัด เพื่อที่จะสามารถสร้างภาพสัญญาณที่แท้จริงได้ ตัวอย่างของปัญหาดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นในการเปลี่ยนสัญญาณ Aanalogue เป็นสัญญาณ Digital ได้แสดงไว้ในรูปที่ 1


รูปที่ 1 (บน) สัญญาณ analogue ที่ต้องการวัดที่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงเป็นคาบ

(กลาง) การอ่านสัญญาณในรูปบนด้วยอัตราการอ่านที่เหมาะสม จะสามารถสร้างรูปบนกลับมาใหม่ได้แม้ว่าข้อมูลที่ได้มาจะมีลักษณะเป็นจุดไม่ต่อเนื่อง

(ล่าง) การอ่านสัญญาณในรูปบนด้วยอัตราการอ่านที่เป็นความถี่เดียวกันกับความถี่ของสัญญาณที่ต้องการวัดจะทำให้เข้าใจผิดได้ว่าระบบทำงานที่ภาวะคงตัวโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ผู้ที่ทำการวิเคราะห์ด้วยเครื่อง GC (Gas Chromatograph) ต้องระวังการเกิดปัญหาดังรูปที่ 1 พีค (peak) ของสัญญาณ GC จะขึ้นอยู่กับชนิดคอลัมน์ (column) และเวลาที่สารหลุดออกมาจากคอลัมน์ สำหรับ pack column แล้ว สารที่ออกมาในช่วงเวลาแรก ๆ จะให้พีคที่แหลมคม (สูง-แคบ) ในขณะที่สารที่ออกมาในช่วงหลังจะให้พีคที่กว้างขึ้นและเตี้ยลงและมีการลากหาง (tailing) มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงควรต้องกำหนดให้เครื่องวัดอ่านสัญญาณด้วยความถี่ที่สูงในช่วงแรก (เพื่อที่จะได้ภาพพีคที่สูงแคบที่ชัดเจน) และลดความถี่การอ่านสัญญาณในช่วงหลังลง (เพื่อลดจำนวนหน่วยความจำที่ต้องใช้ในการเก็บข้อมูล โดยเฉพาะการวิเคราะห์ที่กินเวลานาน) แต่ถ้าเป็น capillary column ซึ่งให้พีคที่สูงและแคบมากแม้ว่าสารจะออกจากคอลัมน์ที่เวลาแตกต่างกันมาก ก็ต้องตั้งให้เครื่องอ่านสัญญาณด้วยความถี่ที่สูงตลอดเวลาการวิเคราะห์

ที่เคยเจอมา เครื่อง GC บางยี่ห้อจะใช้วิธีกำหนดระยะเวลาที่จะทำการวัดแต่ละครั้งหรือความถี่ในการวัดต่อหน่วยเวลา แต่สำหรับเครื่อง Shimadzu ที่ใช้ในในแลปของเรานั้นจะใช้วิธีกำหนด "width" ซึ่งเป็นความกว้างของพีค รายละเอียดหาอ่านได้ในคู่มือการใช้เครื่อง (ซึ่งต้องควรอ่านเอง ไม่ใช่ฟังต่อกันมาจากรุ่นพี่)

Precision

ความเที่ยงตรง (precision) ของเครื่องมือวัดเป็นตัวบอกให้ทราบถึง ความสามารถของเครื่องมือวัดในการวัดปริมาณใดปริมาณหนึ่งซ้ำหลาย ๆ ครั้งว่าได้ค่าใกล้เคียงกันหรือไม่ เครื่องมือที่มี precision สูงนั้น แม้ว่าจะทำการวัดผิดพลาดไปจากค่าที่เป็นจริง ก็ยังสามารถทำการปรับแต่งแก้ไขได้ เปรียบเทียบได้กับการยิงปืนแล้วได้กลุ่มกระสุนเกาะกลุ่มกันแต่ไม่เข้ากลางเป้า ก็สามารถทำการปรับแก้ได้โดยการเล็งเผื่อหรือตั้งศูนย์ปืนใหม่ (ถ้ายังนึกไม่ออกว่าการเล็งเผื่อหรือการปรับศูนย์คืออะไรก็ไม่เป็นไร ถึงเวลาที่เหมาะสมจะพาไปสอนที่สนามยิงปืนกรมการรักษาดินแดน (รด.) ไปให้ลองยิงเป้ากันเอง)

Accuracy

ความแม่นยำ (accuracy) ของเครื่องมือเป็นตัวบอกให้ทราบว่าค่าที่ได้จากการวัดใกล้เคียงกับค่าที่เป็น จริงมากน้อยเท่าใด เครื่องมือวัดที่ดีควรมีทั้งความแม่นยำและความเที่ยงตรงสูง เปรียบเทียบได้กับการยิงปืนซึ่งนอกจากกระสุนจะต้องเกาะกลุ่มกันแล้ว ควรจะต้องเข้ากลางเป้าหมายด้วย รูปที่ 2 เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างความเที่ยงตรงและความแม่นยำ


รูปที่ 2 ความแตกต่างระหว่างความแม่นยำและความเที่ยงตรงในกรณีของการยิงเป้า

Calibration curve

เส้นเทียบมาตรฐาน (calibration curve) เป็นผลที่ได้จากการทดลองเปรียบเทียบระหว่างสัญญาณมาตรฐานกับผลที่แสดงโดยเครื่องมือวัด ตัวอย่างเช่นในการทดสอบเครื่องชั่ง calibration curve ทำได้โดยการเขียนกราฟระหว่างน้ำหนักมาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบกับค่าที่เครื่องชั่งแสดงผล เครื่องมือวัดที่ดีไม่ควรมีการเบี่ยงเบนไปมาก และถ้ามีการเบี่ยงเบนเกิดขึ้นแล้ว การเบี่ยงเบนนั้นควรจะคงที่ตลอดเวลา

Base line

เป็นผลทดลองที่ได้จากการทำ blank run ผลทดลองที่ได้จากการวิเคราะห์จะต้องนำมาหักลบกับค่าของ base line เพื่อให้ได้ค่าที่เกิดขึ้นเนื่องจากตัวอย่างโดยตรง ตัวอย่างเช่นในการวิเคราะห์การดูดกลืนแสงของสารตัวอย่างในสารละลาย เส้น base line คือเส้นที่เกิดจากการดูดกลืนของภาชนะที่ใส่สารตัวอย่างกับตัวทำละลาย เมื่อทำการทดลองกับสารละลาย จะต้องนำผลที่ได้มาหักล้างกับค่าที่เส้น base line นี้ เพื่อให้ออกมาเป็นค่าการดูดกลืนที่เกิดจากสารตัวอย่างเท่านั้น สิ่งที่พึงระลึกไว้เสมอคือ Base line ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงหรืออยู่ในแนวนอนเสมอไป รูปร่างของ Base line จะขึ้นอยู่กับชนิดเครื่องวัดสัญญาณและปรากฏการณ์ที่วัด บางกรณีอาจเป็นเส้นโค้งหรือเป็นรูปคล้ายตัว S ก็ได้ (เช่นในกรณีของเครื่อง XPS - X-ray photoelectron spectroscopy)


รูปที่ 3 การหาสัญญาณที่แท้จริงที่อยู่บน base line

เครื่องวัดหลายชนิดนั้นผู้ผลิตจะทำให้เครื่องวัดส่งสัญญาณออกมาในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะไม่มีการใส่ตัวอย่างเข้าไปเครื่องวัดก็ตาม สาเหตุที่ทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการแยกแยะระหว่างกรณีที่ตัวตรวจวัด (detector) ทำงานปรกติ แต่ปริมาณสารที่ต้องการวัดเป็นศูนย์ กับกรณีที่ตัวตรวจวัดไม่ทำงาน เพราะถ้าหากไปตั้งให้เครื่องวัดไม่ส่งสัญญาณใด ๆ เวลาที่ไม่มีสารตัวอย่าง ถ้าหากเครื่องวัดเสียเราก็จะไม่สามารถรู้ได้ ตัวอย่างเช่นสัญญาณมาตรฐานในเครื่องมือวัดอุตสาหกรรมนั้นจะกำหนดให้เป็นช่วง 4-20 mA (ถ้าเป็นสัญญาณไฟฟ้า) หรือ 0.2-1.0 kg/cm2 หรือ 3-15 psi (ถ้าเป็นสัญญาณนิวเมติกส์) โดยให้ 4 mA เป็น 0% และ 20 mA เป็น 100% ของสเกลที่ใช้วัด (หรือให้ 4 mA เป็น 100% และ 20 mA เป็น 0% ก็ได้ ขึ้นกับทิศทางการวัดคุม และสัญญาณนิวเมติกส์ก็เป็นแบบเดียวกัน) เหตุผลที่ไม่ตั้งให้ 0 mA (หรือ 0.2 kg/cm2 หรือ 3 psi) ให้แสดงค่าสัญญาณเป็น 0% ของสเกลที่ใช้วัดก็เพื่อที่จะสามารถระบุได้ว่าเวลาที่อ่านค่าได้เป็น 0% นั้นเครื่องวัดยังทำงานปรกติอยู่ ไม่ได้เกิดปัญหาสายไฟขาด (หรือท่อนิวเมติกส์ขาด)

Sensitivity

ความว่องไว (sensitivity) เป็นตัวบอกให้ทราบถึงปริมาณการเปลี่ยนแปลงที่น้อยที่สุดที่เครื่องมือนั้นสามารถบอกได้ เครื่องมือวัดที่มีความว่องไวสูงจะสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้อย ๆ ได้ ความว่องไวของเครื่องมือนอกจากจะขึ้นอยู่กับตัวเครื่องมือเองแล้ว ยังขึ้นอยู่กับการติดตั้งเครื่องมือนั้นด้วย เพราะเครื่องวัดที่มีความว่องไวสูงจะมีปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวนมาก ในกรณีของเครื่องวัดที่หน้าจอแสดงผลเป็นตัวเลขนั้น อาจจะทำให้ไม่สามารถอ่านค่าที่วัดได้ เพราะตัวเลขจะเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือผู้ที่ใช้พีเอชมิเตอร์ที่แสดงผลด้วยตัวเลข มักจะเห็นว่าทศนิยมตำแหน่งที่ 2 จะไม่นิ่ง) การอ่านค่าต้องอ่านค่าเฉลี่ยดูว่าตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงอยู่รอบ ๆ ค่าเท่าใด การหลีกเลี่ยงปัญหาเช่นนี้ในบางครั้งจะพบว่าการใช้จอแสดงผลที่เป็นเข็มชี้และหน้าปัดจะทำให้อ่านค่าได้ง่ายกว่า

Response

การตอบสนอง (response) บอกให้ทราบถึงความรวดเร็วในการแสดงค่าใหม่ของสัญญาณที่เครื่องมือวัดวัดได้ เครื่องมือวัดที่มีการตอบสนองช้าจะทำให้ต้องใช้เวลามากในการวิเคราะห์แต่ละครั้ง ตัวอย่างเช่นการใช้ thermocouple ในการวัดอุณหภูมิสารละลาย ถ้า thermocouple นี้สัมผัสกับสารละลายโดยตรงการตอบสนองจะรวดเร็ว แต่มีหลายกรณีที่ไม่สามารถให้ thermocouple สัมผัสกับสารละลายได้โดยตรง เนื่องจากสารละลายนั้นอาจกัดกร่อน thermocouple หรือตัว thermocouple เองไม่มีความแข็งแรงเพียงพอที่จะทนต่อการไหลของสารละลายในท่อได้ หรือเพื่อความสะดวก ในการตรวจซ่อม ในกรณีนี้จะทำการติดตั้ง thermocouple ไว้ใน thermowell (ท่อปลายปิดที่แหย่เข้าไปในระบบที่ต้องการวัดอุณหภูมิ) ดังนั้นเมื่ออุณหภูมิของระบบเปลี่ยนไป อุณหภูมิของ thermowell จะต้องเปลี่ยนแปลงไปก่อนก่อนที่ thermocouple จะตรวจวัดได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ทำให้ความเร็วในการตอบสนองของ thermocouple ในการวัดอุณหภูมิของสารละลายตกลง


รูปที่ 4 เปรียบเทียบระหว่าง (ซ้าย) การตอบสนองที่ช้า และ (ขวา) การตอบสนองที่เร็ว

เกจวัดความดัน (pressure gauge) บางแบบนั้นจะมีการใส่กลีเซอรีนหรือน้ำมันเข้าไปในตัวเกจ (เวลาดูที่หน้าปัดจะเห็นว่ามีของเหลวบรรจุอยู่ภายในดังแสดงในรูปที่ 5) เกจพวกนี้ใช้ในการวัดความดันระบบที่ความดันมีการเปลี่ยนแปลงเต้นไปมาอย่างรวดเร็ว เช่นความดันทางด้านขาออกของปั๊มหรือเครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบ ของเหลวที่ใส่เข้าไปนั้นจะไปหน่วงการเคลื่อนที่ของกลไกแสดงผลและเข็มชี้ เพราะถ้าปล่อยให้กลไกเหล่านี้เต้นไปมาตามความดันที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแล้วจะทำให้อุปกรณ์เกิดความเสียหายได้ และยังทำให้ไม่สามารถอ่านค่าได้เพราะจะเห็นเข็มเต้นไปมา


รูปที่ 5 เกจวัดความดันชนิดมีการเติมของเหลว

(ภาพจาก http://farm1.static.flickr.com/89/234562851_174a11add6.jpg?v=0g)

Resolution

ความสามารถในการแยก (resolution) บอกให้ทราบถึงความสามารถของเครื่องมือในการแยกสัญญาณสองสัญญาณที่ใกล้เคียงกันออกจากกัน ตัวอย่างเช่นในการวัดการดูดกลืนแสงที่ความถี่ต่าง ๆ ของสารตัวอย่าง ถ้ามีการดูดกลืนเกิดขึ้นที่แสงที่มีความถี่ใกล้ ๆ กัน เครื่องมือวัดที่มีความสามารถในการแยกไม่สูงพอจะบอกแต่เพียงว่ามีการดูดกลืนเกิดขึ้นที่แสงความถี่เดียว หรือในกรณีของกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ความสามารถในการแยกจะเป็นตัวกำหนดว่าวัตถุ 2 ชิ้นต้องว่างห่างกันอย่างน้อยเท่าใด กล้องจึงจะสามารถบอกได้ว่าเป็นวัตถุ 2 ชิ้น


รูปที่ 6 (ซ้าย) ความสามารถในการแยกสูงจะเห็นได้ว่ามี 2 พีค ส่วน (ขวา) ความสามารถในการแยกต่ำจะเห็นมีพีคเดียว

การระบุความแตกต่างของผลที่ได้จากการวัดจากเครื่องมือวิเคราะห์เช่น XRD (X-ray diffractometer) และ FT-IR (Fourier-transform infrared) ต้องดูก่อนว่าตั้งความถี่ของการวัดไว้เหมาะสมหรือไม่ เช่นในกรณีของ FT-IR ถ้ากำหนดให้วัดสัญญาณทีละ 4 cm-1 ก็ไม่ควรที่จะบอกว่าพีคที่เห็นตำแหน่งแตกต่างกันน้อยกว่า 8 cm-1 เป็นพีคคนละตัวกัน (เครื่องที่ใช้ในแลปดูเหมือนว่าจะให้กำหนดค่า resolution ก่อน เช่นถ้ากำหนดค่า resolution เป็น 4 cm-1 เครื่องจะทำการวัดสัญญาณทีละ 2 cm_1 การกำหนด resolution ไว้สูงมาก (แยกสัญญาณที่อยู่ใกล้ ๆ กันได้ดีมาก) ก็จะทำให้ต้องเสียเวลาวัดมากขึ้น และเจอกับสัญญาณรบกวน (noise) มากขึ้นตามไปด้วย) ถ้าเป็นเครื่อง XRD ก็จะมีการกำหนดว่าจะให้เปลี่ยนมุมวัดทีละกี่องศา (เช่นให้เปลี่ยนมุมวัดทีละ 0.05 องศา ก็จะระบุว่าเป็นคนละพีคได้ก็ต่อเมื่อมีความแตกต่างกันมากกว่า 1 องศา)

Noise

สัญญาณรบกวน (noise) เป็นสัญญาณที่ไม่ต้องการ เนื่องจากเป็นตัวทำให้ความแม่นยำ ความเที่ยงตรง และขอบเขตต่ำสุดของการวัดสูญเสียไป ขนาดของสัญญาณรบกวนมักจะมีขนาดไม่คงที่และไม่ขึ้นกับความเข้มของสัญญาณที่ต้องการวัด สัญญาณรบกวนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ chemical noise และ instrument noise

chemical noise เกิดจากการที่เราไม่สามารถควบคุมสภาวะต่าง ๆ ของตัวแปรที่ต้องการวัดได้ เช่นการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิหรือความดันซึ่งมีผลกระทบต่อสมดุลเคมีของระบบ การเปลี่ยนแปลงความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศซึ่งกระทบถึงความชื้นของตัวอย่าง สัญญาณรบกวนประเภทนี้ขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวอย่างและการควบคุมสภาพแวดล้อมของการวิเคราะห์

instrument noise เป็นส่วนที่เกิดขึ้นจากอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดเอง ทั้งนี้อาจเนื่องจากโครงสร้างของอุปกรณ์วัดชนิดนั้นเองหรือการรบกวนจากภายนอก ตัวอย่างหนึ่งคือการรบกวนระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินของเครื่องบินโดยสาร เนื่องจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปลดปล่อยออกมาจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคที่ผู้โดยสารนำติดตัวขึ้นไปบนเครื่อง เช่น คอมพิวเตอร์ เกมส์อิเล็กโทรนิค อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่การรบกวนการทำงานของเครื่องรับโทรทัศน์และวิทยุ ในห้องที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ ในบางครั้งการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟฟ้าสูง (เมื่อเปิด-ปิดแต่ละครั้งจะมีการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟในสายไฟฟ้ามาก) ก็จะส่งผลถึงการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ไฟฟ้าจากสายไฟเส้นเดียวกันได้ เพราะเวลาเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต้องใช้กระแสสูงจะทำให้เกิดกระแสไฟตก-กระชากเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะไวต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

การลดสัญญาณรบกวนทำได้โดยการใช้ทั้ง hardware และ software เช่นการใช้วงจรกรองคลื่นความถี่ในย่านที่ไม่ต้องการออกไป การต่อสายดิน การหุ้มด้วยวัสดุบางชนิด หรือใช้โปรแกรมช่วยในการประมวลผลข้อมูล

Signal to noise ratio

Signal to noise ratio หรือ S/N ratio คืออัตราส่วนระหว่างความเข้มของสัญญาณที่ต้องการวัดต่อความเข้มของสัญญาณรบกวน ค่านี้เหมาะที่จะใช้ในการบ่งบอกคุณภาพของสัญญาณที่วัดมาได้ ถ้า signal to noise ratio สูง สัญญาณที่วัดมาก็จะมีคุณภาพสูงด้วย ในการพิจารณาดูว่าการเปลี่ยนแปลงที่เห็นนั้นเป็นสัญญาณรบกวนหรือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง การเปลี่ยนแปลงนั้นควรต้องมีค่าอัตราส่วน S/N มากกว่า 2

Detection limit

ขอบเขตของการวัด (detection limit) เป็นดัชนีบอกว่าอุปกรณ์ตรวจวัดสามารถตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงที่มีปริมาณอยู่ในช่วงเท่าใด โดยทั่วไปมักจะหมายถึงปริมาณที่น้อยที่สุดและที่มากที่สุดที่เครื่องมือนั้นสามารถบอกได้ ค่าขอบเขตล่างจะขึ้นอยู่กับอัตราส่วนระหว่างขนาดของสัญญาณที่ต้องการวัดและของสัญญาณรบกวน ในขณะเดียวกันถ้าความแรงของสัญญาณมีมากเกินไป อุปกรณ์วัดบางชนิดจะเกิดการอิ่มตัว (saturate) ขึ้นได้ นั่นคือถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงมีปริมาณมากขึ้น เครื่องมือวัดนั้นก็ไม่สามารถบอกได้ว่าสัญญาณที่เข้ามามีปริมาณเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่นเครื่องชั่งน้ำหนักที่ใช้กันในท้องตลาด ขอบเขตล่างของการวัดคือน้ำหนักที่น้อยที่สุดที่เราสามารถสังเกตุเห็นการเคลื่อนไหวของเข็มได้ เมื่อมีการเพิ่มน้ำหนักไปจนสปริงถูกกดติดกัน น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอีกก็ไม่สามารถทำให้เข็มเคลื่อนที่อีกได้ นอกจากนี้การที่เครื่องมือวัดไม่สามารถตรวจพบการเปลื่ยนแปลงไม่ได้หมายความว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่อาจเป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมีน้อยมากเกินกว่าที่เครื่อง มือที่ใช้อยู่สามารถตรวจวัดได้

Linearity

คือความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของตัวอย่างหรือค่าที่ต้องการวัดกับขนาดของสัญญาณที่เครื่องมือวัดแสดงว่ามีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรงที่ดีหรือไม่ สิ่งที่เราคาดหวังคือเครื่องมือวัดควรมี linearity สูง (ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณที่วัดกับสัญญาณที่เครื่องแสดงเป็นเส้นตรงในช่วงที่กว้าง) เนื่องจากจะทำให้เกิดความสะดวกในการสร้าง calibration curve และการ interpolation และ extrapolation ข้อมูล ตัวอย่างปัญหาเรื่อง linearity กับ calibration curve ของเครื่อง GC ได้กล่าวไว้แล้วใน "MO Memoir 2551 Dec 9 Tue ลากให้ผ่านหรือไม่ให้ผ่าน"


รูปที่ 7 ความหมายของ linearlity แกนตั้งคือความแรงสัญญาณ แกนนอนคือปริมาณสาร รูปซ้ายแสดงลักษณะของ linearlity ที่ดี ส่วนรูปขวาแสดงสัญญาณที่มี linearlity ไม่ดีในช่วงแรก

Selectivity

ความสามารถในการเลือกวัด (Selectivity) ของเครื่องมือวัดชนิดหนึ่งหมายถึง ความสามารถของเครื่องมือในการวัดปริมาณที่ต้องการทราบค่า เมื่อเปรียบเทียบกับการรบกวนจากสารเจือปนที่อยู่ในสารตัวอย่าง เช่นในการใช้ pH meter วัดค่าความเป็นกรดเบสของสารละลาย electrode ที่ใช้ควรจะตอบสนองต่อปริมาณ H+ เท่านั้น ไม่ควรที่จะตอบสนองต่อไอออนอื่นในสารละลายด้วย (ซึ่งโดยทั่วไปหัววัดพีเอชมักเป็นอย่างนั้น ยกเว้นในช่วงความเข้มข้นของกรดหรือเบสที่สูงมาก)

ในการสอนสัมนานิสิตป.โทปี 2 เมื่อมีที่แล้ว (ปีการศึกษา 2550) มีนิสิตรายหนึ่งนำเสนอว่า ESR (Electron spin resonance) ใช้วัด defect ของผลึกได้ พอมีผู้ถามว่าเครื่องมันวัดได้อย่างไร นิสิตผู้นั้นก็ตอบว่าถ้ามี defect ก็จะมีสัญญาณ ESR ซึ่งคำตอบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านิสิตผู้นั้นไม่รู้เรี่องอะไรเกี่ยวกับเครื่องมือหรือผลการวัดที่ได้เลย มีคนบอกว่าผลเป็นอย่างไรก็เชื่อไปตามนั้น จริง ๆ แล้ว ESR วัดการมีอยู่ของอิเล็กตรอนที่ไม่มีคู่ (unpaired electron) ส่วนการมีอยู่ของอิเล็กตรอนไม่มีคู่นั้นเป็นการบ่งบอกถึงการมีอยู่ของ defect หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งต้องกลับไปดูว่าสารตัวอย่างเป็นอะไรก่อน จริง ๆ แล้วถ้าถามต่อไปว่า defect คืออะไรเขาก็คงจะตอบไม่ได้เหมือนกัน

Destructive & Nondestructive

เป็นการแบ่งวิธีการวิเคราะห์โดยใช้สารตัวอย่าง การวิเคราะห์ชนิด destructive เป็นการวิเคราะห์ที่สารตัวอย่างจะถูกทำลาย เช่นการวิเคราะห์โดยวิธี Atomic absorption ซึ่งสารตัวอย่างจะต้องถูกเผาไฟ ส่วนการวิเคราะห์ชนิด nondestructive นั้นสารตัวอย่างไม่ถูกทำลายหลังจากวิเคราะห์ด้วยวิธีการประเภทนี้แล้วยังสามารถนำสารตัวอย่างไปใช้วิเคราะห์ด้วยวิธีการประเภทอื่นได้