วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

ไม่ใช่ความผิดของคนที่มาตรงเวลา ไม่ใช่ความผิดของคนที่มาสาย MO Memoir : Wednesday 24 September 2557

เช้าวันศุกร์ที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๙ ผมกับอาจารย์อีกทางหนึ่งก็ไปสอนหนังสือที่ตึกเรียนตามปรกติ พอถึงเวลาเรียนปรากฏว่า ห้องของผมกับห้องของอาจารย์อีกท่านนั้น (ซึ่งสอนในเวลาเดียวกัน) ซึ่งปรกติจะมีนิสิตเข้าเรียนแต่ละห้องประมาณ ๔๐ คน กลับมีคนมาเรียนเพียงแค่ไม่กี่คน
  
ปรกติผมถือคติว่าไม่ใช่ความผิดของคนที่มาตรงตามเวลา ที่ต้องมานั่งรอคนที่มาสาย เพราะถ้ายิ่งรอเขาเมื่อใด จะทำให้เขาได้ใจคิดว่าเขาเป็นคนสำคัญ และเขาจะไม่สนใจที่จะมาให้ตรงตามเวลา ผลก็เลยสอนไปเรื่อย ๆ แต่ปรากฏว่าในวันนั้นไม่มีนิสิตมาเข้าเรียนเพิ่มเติมอีกเลย ห้องของอาจารย์อีกท่านหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน
  
จากการสอบถามก็พบว่า วิชาก่อนหน้าที่นิสิตกลุ่มที่ผมและอาจารย์อีกท่านต้องสอนต่อนั้น มีการสอบย่อยในชั่วโมง ทีนี้เนื่องจากผู้คุมการสอบเห็นว่าชั่วโมงถัดไปไม่มีใครใช้ห้องเรียน และเขาก็ไม่มาธุระอะไรอื่น เขา ก็เลยขยายเวลาสอบออกไปอีก ๑ ชั่วโมง นิสิตที่เข้าเรียนวิชาดังกล่าวก็เลยต้องทุ่มให้กับการทำสอบย่อย ทั้ง ๆ ที่ในเวลาเดียวกันนั้นเขามีกำหนดต้องไปเรียนอีกวิชาหนึ่ง
 
นิสิตเหล่านี้ก็เลยต้องขาดเรียนอีกวิชาหนึ่งไปโดยปริยาย 
  
ส่วนนิสิตที่มาเรียนวิชาของผมกับของอาจารย์อีกท่านได้นั้น มาได้เนื่องจากห้องที่เขาเรียนนั้นปล่อยตามกำหนดเวลา


ปรกติตารางสอนจะกำหนดช่วงเวลาเอาไว้ ๑ ชั่วโมง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเรียนกันจนเต็มเวลา ๑ ชั่วโมง เวลาเรียนนั้นจะมีเพียง ๕๐ นาทีเท่านั้น เพราะต้องให้เวลา ๑๐ นาทีสำหรับนิสิตเปลี่ยนห้องเรียน และให้ผู้สอนรายใหม่เข้ามาจัดเตรียมอุปกรณ์การสอนก่อนที่จะเริ่มการสอนตอนต้นชั่วโมง
  
เช่นถ้าตารางสอนให้สอน ๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น การสอนก็ควรจะอยู่ในช่วง ๙.๐๐ - ๙.๕๐ น โดยเหลือช่วงเวลา ๑๐ นาทีก่อน ๑๐.๐๐ น ให้นิสิตสามารถย้ายไปเรียนวิชาอื่นที่ห้องเรียนอื่น และอาจารย์ผู้สอนรายใหม่ที่จะเข้ามาใช้ห้องเรียนนั้นจะได้มีเวลาจัดเตรียมการสอน แต่ที่พบเห็นกันประจำก็คืออาจารย์ผู้สอนบางรายมาสอนสายเป็นประจำ ทำเอาต้องไปเลิกการสอนช้ากว่ากำหนดหรือไปกินเวลาของวิชาถัดไป นิสิตกลุ่มดังกล่าวที่ต้องย้ายไปเรียนอีกห้องหนึ่งก็เลยต้องเข้าเรียนสาย นิสิตกลุ่มที่รอใช้ห้องเรียนนั้นอยู่ก็เริ่มเรียนสายไปด้วย
  
และดูเหมือนว่าอาจารย์ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้จะไม่ยอมรับรู้ปัญหาเหล่านี้ เพราะเห็นเป็นประจำว่าคนไหนมีพฤติกรรมแบบนี้ ก็มักมีพฤติกรรมแบบนี้ทุกปี (บางรายที่ผมต้องสอนต่อจากเขา ถ้าไม่เคาะประตูห้องบอกว่าเลยเวลาแล้ว เขาก็ไม่สนใจ และต้องทำอย่างนี้ทุกครั้งที่ต้องใช้ห้องสอนต่อจากเขา)

มาปีนี้ก็เกิดเหตุการคล้ายคลึงกันกับเมื่อเกือบ ๘ ปีที่แล้ว นิสิตป.ตรีที่ผมสอนนั้นถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม แยกเรียนสองวิชาคู่ขนานกัน โดยนิสิตจะเรียนวิชาแรกตอน ๘.๐๐ – ๙.๓๐ น และวิชาที่สองตอน ๙.๓๐ – ๑๑.๐๐ น และห้องเรียนทั้งสองวิชาก็อยู่ติดกัน โดยวิชาที่ผมสอนในช่วงที่สองนั้น จะมีนิสิตป.โท เข้ามาร่วมเรียนด้วย
  
สำหรับนิสิตที่เรียนกับผมเป็นวิชาแรก ผมจะเลิกสอนประมาณ ๙.๑๕ – ๙.๒๐ น เพื่อให้พวกเขามีเวลาเตรียมตัวไปเรียนวิชาอีกวิชาหนึ่งที่อีกห้องหนึ่ง หรือไม่ก็ให้เวลาเพื่อแวะไปเข้าห้องน้ำ และเพื่อให้นิสิตป.โท และนิสิตป.ตรี กลุ่มที่สองย้ายเข้าห้องเรียนเพื่อจะเริ่มเรียนตอน ๙.๓๐ น
  
แต่สิ่งที่พบอยู่เป็นประจำคือ แม้ว่าจะได้เวลาเรียนแล้ว นิสิตที่เลิกเรียนจากห้องที่ผมสอนยังต้องยืนรอหน้าห้องเรียน เพราะกลุ่มที่ต้องย้ายมาเรียนกับผมนั้นยังไม่เลิกเรียน ส่วนห้องที่ผมสอนนั้นก็มีนิสิตป.โท เข้ามาเรียนพร้อมตามกำหนดเวลา พอได้เวลา ๙.๓๐ น ผมก็ต้องเริ่มสอน เพราะถือว่าไม่ใช่ความผิดของคนที่มาตรงตามเวลาที่ต้องนั่งรอคนที่มาสาย
  
สอนไปได้ประมาณ ๑๐-๑๕ นาที จึงค่อยมีนิสิตป.ตรี อีกกลุ่มหนึ่งทยอยเดินเข้ามาในห้องเรียน ทำให้เขาขาดการเรียนในช่วงแรกไปประมาณ ๑๐-๑๕ นาที จะไปโทษพวกเขาก็ไม่ได้ว่าไม่รู้จักรักษาเวลา เพราะสาเหตุที่ทำให้เขาต้องเข้าเรียนวิชาของผมสายก็เพราะวิชาก่อนหน้าที่พวกเขาเรียนอยู่นั้น เลิกเรียนสาย ส่วนที่ว่าทำไมถึงเลิกช้านั้น ขออนุญาตไม่กล่าวก็แล้วกัน เพราะดูเหมือนว่ามีหลายสาเหตุ

วันนี้เป็นวันที่ผมสอนวิชาดังกล่าวเป็นวันสุดท้ายก่อนที่จะเริ่มการสอบกลางภาค (หลังสอบกลางภาคก็จะมีคนอื่นมาสอนต่อในเนื้อหาส่วนอื่น) ก็ยังคงเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวขึ้นอีก ก็เลยถ่ายรูปห้องเรียนที่ไม่มีนิสิตมาเรียนไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อยและเอามาลงใน Memoir ฉบับนี้เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก
  
ก่อนจะไปเคี่ยวเข็ญให้นิสิตต้องส่งการบ้านหรือส่งรายงานให้ตรงเวลา ผมว่าอาจารย์เองควรเลิกสอนและเริ่มสอนให้ตรงเวลาก่อนดีไหมครับ และนี่แหละครับคือเหตุผลที่ผมเขียนไว้ใน Memoir ฉบับหนึ่งก่อนหน้านี้ว่า

"อยู่ดี ๆ จะให้ผมไปสอนคุณธรรม จริยธรรม ให้กับนิสิต ผมว่ามันตลกนะ ผมมองว่าการกระทำของเด็กเป็นผลจากการลอกเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ถ้าเราคิดว่าพฤติกรรมของเด็กนั้นมีปัญหา สิ่งแรกที่ควรต้องแก้ไขก่อนก็คือพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ไม่ใช่พฤติกรรมของเด็ก ถ้าอาจารย์มองว่าพฤติกรรมของเด็กมีปัญหา อาจารย์ก็ควรมองว่าพฤติกรรมของอาจารย์เองมีปัญหาหรือเปล่า เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้เขาลอกเลียนแบบหรือเปล่า จะไปสอนเขา จะไปให้เขาแก้ไข พฤติกรรม การกระทำ ที่เราเห็นว่าไม่ดี ไม่ชอบนั้น สิ่งแรกที่เราควรทำคือ "ต้องกลับมาพิจารณาตัวเอง" ก่อนว่าเรามีพฤติกรรมและการกระทำดังกล่าวให้เขาลอกเลียนแบบหรือเปล่า ไม่ใช่คิดว่าเด็กต้องมีพฤติกรรมไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วจะจัดการเขาอย่างไร จะวัดผลการพัฒนาด้านคุณธรรมและจริยธรรมของเด็กอย่างไร"

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

ตัวเลขไม่ได้ผิดหรอก คุณเข้าใจนิยามไม่สมบูรณ์ต่างหาก (การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติ ตอนที่ ๖๗) MO Memoir : Sunday 21 September 2557


หลังจากไปเข้าร่วมประชุมที่กระทรวงพาณิชย์ในตอนเช้า ก็กลับมานั่งสัปหงกตอนเที่ยงเพื่อฟังการนำเสนองานของนิสิตปริญญาเอกรายหนึ่งในวิชาสัมมนา หลังจากที่ผู้นำเสนอเสร็จสิ้นการนำเสนอ ก็ได้เวลาเปิดโอกาสให้ซักถามคำถามต่าง ๆ จากผู้เข้าร่วมรับฟัง (ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่เขาถาม ๆ กันนั้นเพราะอยากรู้จริงหรือเพื่อคะแนนการมีส่วนร่วม) แต่มีคำถามหนึ่งที่เห็นมีการถกเถียงกันมากคือตัวเลขค่า ๆ หนึ่งที่ผู้นำเสนอนำมาแสดงในตาราง คือค่า "Tamman temperature"
  
แล้ว Tamman temperature คืออะไร นั่นคือคำถามจากผู้เข้ารับฟัง คำตอบที่ได้จากผู้บรรยายก็คือค่า "ครึ่งหนึ่ง" ของอุณหภูมิจุดหลอมเหลวของสารนั้น แต่พอดูตัวเลขในตารางที่เขานำมาเสนอแล้วปรากฏว่ามันไม่ใช่ ค่าที่เขานำมาแสดงนั้นมัน "น้อยกว่า" ค่าครึ่งหนึ่งของอุณหภูมิจุดหลอมเหลวของสารอยู่มาก (กว่า 100ºC) ตรงนี้ผู้บรรยายก็ชี้แจงว่าเขาก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมมันเป็นเช่นนั้น ตัวเลขเหล่านี้เขานำมาจากบทความ และเขาเองก็ไม่สามารถไปแก้ไขบทความดังกล่าวได้ ก็เลยมีการถกเถียงกันพักหนึ่ง รวมทั้งมีข้อเสนอแนะว่าตัวเลขที่นำมาแสดงนั้นอาจเป็นตัวเลขโดย "ประมาณ" ก็ได้
  
ตอนแรกก็ว่าจะนั่งฟังไปเงียบ ๆ แต่พอตอนท้ายชั่วโมงมีคนโยนมาให้ว่าให้ช่วยถามคำถามอะไรหน่อย ผมก็เลยถามกลับไปว่าข้อมูลตัวเลขในตารางที่เข้านำมาแสดง (คือค่า Tamman temperature) นั้นมันมีปัญหาอะไร (เพราะผมเห็นใครต่อใครถกเถียงกันใหญ่) ส่วนตัวผมเองนั้นไม่เห็นว่ามันมีปัญหาอะไร ตัวเลขเหล่านั้นมัน "ถูกต้อง" อยู่แล้ว
  
เท่านั้นแหละ ดูเหมือนในบรรดาผู้เข้าร่วมประชุมบางรายจะเริ่มสะกิดใจ เริ่มหยิบโทรศัพท์มาเปิดโปรแกรมเครื่องคิดเลข และคำนวณดูเลย ซึ่งดูเหมือนว่าบางรายนั้นเขาเห็นแล้วว่าที่ผมเปรยขึ้นมานั้นมันหมายถึงอะไร
  
จากหน้าเว็บของ Science Dictionary (http://thesciencedictionary.org/tammans-temperature/) ให้คำนิยามของ Tamman temperture เอาไว้ว่า "The temperature at which the mobility and reactivity of the molecules in a solid become appreciable. It is approximately half the melting point in kelvin." ซึ่งก็เป็นคำตอบเดียวกันกับที่ผู้บรรยายนั้นตอบคำถามผู้เข้าร่วมฟัง เพียงแต่ผู้บรรยายนั้นไม่ได้นำเอาคำสองคำสุดท้ายคือ "in kelvin" มากล่าวด้วย ทีนี้พอไปเอาตัวเลขในบทความที่เขาใช้อุณหภูมิในหน่วย Deg C มันก็เลยกลายเป็นว่าตัวเลขในบทความมันไม่ตรงกับคำนิยาม แต่ถ้าเปลี่ยนหน่วยตัวเลขในบทความให้กลายเป็นองศา K แล้ว จะพบว่ามันตรงกับคำนิยามทุกตัว
  
เรื่องแบบอ่านอะไรมาไม่หมด หยิบข้อความมาไม่ครบ นำมาเพียงบางส่วนแล้วไปพูดต่อ ผลที่ตามมาก็คือทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันยกใหญ่นี่ เห็นมาหลายครั้งแล้ว พฤติกรรมนี้อาจเกิดขึ้นจากความจงใจ (เหตุการณ์ทำนองนี้มักพบเห็นกันในหมู่นักวิชาการหรือสื่อที่ต้องการใช้ข้อมูลในการสร้างข่าว) หรือด้วยความเข้าใจไม่ดีพอ พอได้เห็นสิ่งที่ตัวเองต้องการก็รีบตัดส่วนที่เหลือทิ้งทันที (เห็นบ่อยครั้งในหมู่ผู้ทำวิจัย)
  
เคยมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นกับนิสิตที่ทำวิจัย คืออาจารย์ให้ไปอ่านบทความ แล้วเขาอ่านมาไม่ครบถ้วน แปลความหมายไม่ถูกต้อง ไม่ได้พิจารณาถึงข้อจำกัดของข้อสรุปที่ได้ (สำหรับคนที่เริ่มทำวิจัยคงพอจะรู้นะครับว่าบทความวิชาการนั้นชอบที่จะเขียนให้อ่านยาก ใช้ภาษาที่ซับซ้อน ไม่เหมือนกับที่เขาใช้ในหนังสือพิมพ์หรือวารสารภาษาอังกฤษทั่วไป คนที่เพิ่งเคยอ่านแรก ๆ รับรองได้ว่ามึนไปเหมือนกัน) พอมาเล่าให้อาจารย์ฟังว่าบทความนั้นบอกว่าทำอย่างนี้แล้วจะได้ผลดีขึ้น ก็เลยคิดว่าจะเอาสิ่งนั้นมาประยุกต์ใช้ในหัวข้อวิจัยของตัวเองที่ทำงานที่ (เขาคิดว่า) เหมือนกับบทความนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาก็เชื่อและบอกให้ทำไปตามนั้น แต่พอนิสิตลงมือทำไปแล้วปรากฏว่าไม่ได้ผลตามที่บทความนั้นอ้างไว้ มันก็เลยเกิดเรื่องวุ่นกันเหมือนกันเพราะทั้งตัวนิสิตและอาจารย์เองไปปักใจเชื่อแล้วว่าสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีนั้นมันถูกต้อง เพียงแต่คงจะทำอะไรผิดพลาดในการทดลอง พอพยายามค้นหาว่าการทดลองมีอะไรผิดพลาดมันก็หาไม่เจอ (เพราะมันไม่มี) งานนี้คนรับกรรมคือนิสิต
  
โดยตัวผมเองนั้นเวลานิสิต (โดยเฉพาะผู้ที่เข้าเรียนใหม่ ๆ) ไปอ่านบทความและนำมาเสนอ ผมมักจะขอดูบทความต้นฉบับด้วย เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นพบว่าสำหรับผู้ที่เริ่มอ่านบทความวิจัยใหม่ ๆ นั้นมักจะตีความหมายและแปลความหมายผิดเป็นประจำ เพราะมักจะเขียนโดยใช้ไวยากรณ์ที่ให้อ่านยากและเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคต่าง ๆ ที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรม ถ้าเห็นว่าเขาอ่านจับใจความได้ถูกต้องแล้ว จึงค่อยไม่ขอดูต้นฉบับ
  
สำหรับรายที่เกิดเรื่องนี้ ผ่านการเรียนปริญญาโทมาแล้ว และนี่ก็ไม่ใช่ปีแรกของการเรียนปริญญาเอก