หมายเหตุ
:
เนื้อหาในบทความชุดนี้อิงจากมาตราฐาน
API
2000 7th Edition, March 2014. Reaffirmed, April 2020
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจ
ดังนั้นถ้าจะนำไปใช้งานจริงควรต้องตรวจสอบกับมาตรฐานฉบับล่าสุดที่ใช้ในช่วงเวลานั้นก่อน
สำหรับตอนนี้จะเป็นส่วนของภาคผนวก
F (รูปที่
๑)
ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางสำหรับการใช้แก๊สเฉื่อยปกคลุมเพื่อป้องกันเปลวไฟวิ่งย้อนกลับเข้ามาในถังเก็บ
สำหรับของเหลวที่มีอุณหภูมิจุดวาบไฟสูงกว่าอุณหภูมิห้อง
บรรยากาศเหนือผิวของเหลวในถังสามารถเต็มไปด้วยอากาศโดยความเข้มข้นเชื้อเพลิงนั้นไม่สูงมากพอที่จะลุกติดไฟได้
แต่ในกรณีที่ถังถูกไฟคลอกจนทำให้อุณหภูมิของเชื้อเพลิงในถังเพิ่มสูงขึ้น
การระเหยกลายเป็นไอก็จะมากขึ้นจนอาจทำให้ความเข้มข้นของเชื้อเพลิงนั้นสูงถึงระดับ
Lower
Explosive Limit ได้
ดังนั้นไอระเหยที่ระบายออกมาทางช่องระบายจึงเป็นไอระเหยที่สามารถลุกติดไฟได้
เมื่อไอระเหยนี้พบกับเปลวไฟที่ไหม้อยู่ภายนอก
ก็จะเกิดการเปลวไฟไหม้วิ่งย้อนกลับ
(Flashback)
เข้าไปในถัง
ทำให้เกิดการระเบิดในถังได้
ดังนั้นถ้าไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
ก็ต้องหาทางลดความเข้มข้นออกซิเจนภายในถัง
ซึ่งวิธีการทำทั่วไปก็คือการป้อนแก๊สเฉื่อน
(ปรกติก็คือไนโตรเจน)
เข้าไปในถังเวลาที่ความดันในถังลดต่ำลงกว่าบรรยากาศภายนอก
เพื่อลดการไหลเข้าของอากาศภายนอกเข้ามาในถัง
รูปที่
๑ เริ่มภาคผนวก F
หัวข้อ
F.1 เป็นเรื่องทั่วไป
โดยกล่าวว่าภาคผนวกนี้บรรยายระดับการออกแบบการใช้แก๊สเฉื่อยปกคลุมถัง
3 ระดับด้วยกัน
โดยทุกระดับให้ความสามารถในการป้องกันเปลวไฟวิ่งย้อนกลับได้ทัดเทียมกัน
ระดับที่ 1
นั้นมีความต้องการใช้แก๊สเฉื่อยในการปกคลุมที่ต่ำที่สุดร่วมกับการใช้การกำหนดประเภท
flame-arrester
(อุปกรณ์ดักเปลวไฟ)
ที่เฉพาะเจาะจง
ระดับที่ 2
มีความต้องการใช้แก๊สเฉื่อยในการปกคลุมที่เข้มงวดมากขึ้นร่วมกับการใช้การกำหนดประเภท
flame-arrester ที่แตกต่างออกไป
และระดับที่ 3
มีความต้องการใช้แก๊สเฉื่อยในการปกคลุมโดยไม่ต้องใช้
flame-arrester
รูปที่
๒ เริ่มหัวข้อ F.2
การระบายอากาศเข้าถังเก็บ
หัวข้อ
F.2
เป็นเรื่องของการระบายอากาศเข้าภายในถังเก็บ
(Inbreathing)
การระบายอากาศ
(ในที่นี้ขอให้คำว่าอากาศแม้ว่าจะเป็นการป้อนแก๊สเฉื่อยเข้าถังเก็บเพื่อรักษาความดันภายในถัง)
ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศหรือการสูบของเหลวออกจากถังจะกระทำด้วยการใช้แก๊สเฉื่อย
สำหรับการป้อนแก๊สเฉื่อยนั้น
จำเป็นต้องทราบค่าอัตราการไหลโดยปริมาตรที่ต่ำสุดของแก๊สเฉื่อย
(V(dot)I)
และปริมาตรของแก๊สเฉื่อยที่สำรองไว้
(VI)
ค่าเหล่านี้ควรได้รับการระบุไว้ว่าเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการคำนวณค่าอัตราการไหลสูงของกรณีการระบายอากาศออกจากถังและการยอมให้อากาศไหลเข้าในถังตามหัวข้อ
3.3.2
พร้อมกับระดับการจำแนก
3
ระดับที่ให้ไว้ร่วมกับการใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยและเฝ้าติดตาม
ในการที่จะระบุปริมาณของแก๊สเฉื่อยที่ต้องสำรองเอาไว้
ควรต้องพิจารณาปริมาตรของส่วนต่าง
ๆ ในระบบท่อที่เกี่ยวข้องด้วย
(กล่าวคือไปจนถึงหน่วยแยกอากาศ)
การคำนวณค่าอัตราการไหลที่ต้องการและปริมาตรแก๊สเฉื่อยที่ต้องใช้
สำหรับระดับการป้องกัน 3
ระดับมีดังนี้
a)
สำหรับการป้องกันระดับที่
1
คำนวณค่าอัตราการไหลที่ต้องการ
(ในหน่วยลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง)
ด้วยสมการ
(F.1)
และค่าปริมาตรของแก๊สเฉื่อยที่สำรองไว้
(VI)
ด้วยสมการ
(F.2)
(ดูสมการทั้งสองในรูปที่
๒)
โดยที่
C
คือค่าแฟคเตอร์ที่ขึ้นอยู่กับ
ความดันไอ,
อุณหภูมิเก็บรักษาเฉลี่ย
และตำแหน่งละติดจูด (ดู
Table
2)
Ri
คือแฟคเตอร์ค่าการลดสำหรับการหุ้มฉนวน
โดยที่
Ri
มีค่าเท่ากับ
1
ถ้าไม่มีการหุ้มฉนวน
Ri
มีค่าเท่ากับ
Rin
สำหรับถังที่มีการหุ้มฉนวนสมบูรณ์
(ดูสมการที่
11)
Ri
มีค่าเท่ากับ
Rinp
สำหรับถังที่มีการหุ้มฉนวนบางส่วน
(ดูสมการที่
12)
Vtk
คือปริมาตรของถัง
V(dot)pc คืออัตราการดึงเอาของเหลวออกจากถังสูงสุด
VI
= 0.04Vtk
การป้อนแก๊สเฉื่อยนั้นควรได้รับการเฝ้าติดตาม
(กล่าวคือวัดความดันและความเข้มข้นออกซิเจนภายในถัง)
ควรมีการติดสัญญาณเตือนเมื่อความดันสุญญากาศถึงค่าที่ตั้งเอาไว้
ที่ระดับการปกคลุมด้วยแก๊สเฉื่อยระดับนี้
(คือระดับที่
1)
บรรยากาศภายในถังเก็บถือได้ว่าเป็น
ZONE
1 ตามมาตรฐาน
IEC
60079-10 ควรมีการติดตั้ง
flame
arrester ที่ปลายท่อ
(คือด้านที่เปิดออกสู่บรรยากาศ)
ที่ได้รับการทดสอบสำหรับ
deflagration
ของเปลวไฟและความทนทานต่อการเผาไหม้ตามมาตรฐาน
IEC
explosion group IIA (NEC Group D) สำหรับไอ
หมายเหตุ
:
(ก)
การเผาไหม้แบบ
deflagration
นั้นความเร็วในการเคลื่อนที่ของเปลวไฟยังต่ำกว่าความเร็วเสียง
ถ้าถึงความเร็วเสียงเมื่อใดจะกลายเป็น
detonation
ที่มีความรุนแรงมากกว่า
(ข)
IEC และ
NEC
เป็นมาตรฐานการจำแนกพื้นที่อันตราย
(Hazardous
area classification) โดย
IEC
เป็นของทางยุโรป
และ NEC
เป็นของทางสหรัฐอเมริกา
group
IIA และ
Group
D คือกลุ่มของแก๊ส
มีเทน โพรเพน และบิวเทน
b)
สำหรับการป้องกันระดับที่
๒ (รูปที่
๓)
คำนวณค่าอัตราการไหลที่ต้องการ V(dot)I (ในหน่วยลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง)
ด้วยสมการ
(F.3)
และค่าปริมาตรของแก๊สเฉื่อยที่สำรองไว้
(VI)
ด้วยสมการ
(F.4)
(ดูสมการทั้งสองในรูปที่
๓)
โดยที่สัญลักษณ์ต่าง
ๆ เป็นเหมือนดังของสมการ
(F.1)
สัญญาณเตือนที่ระบุไว้ภายใต้การปกคลุมด้วยแก๊สเฉื่อยขั้นตอนที่
1
ควรกระตุ้นการปิดการไหลของของเหลวออกจากถัง
ที่ระดับการปกคลุมด้วยแก๊สเฉื่อยระดับนี้
(คือระดับที่
2)
บรรยากาศภายในถังเก็บถือได้ว่าเป็น
ZONE
2 ตามมาตรฐาน
IEC
60079-10 ควรมีการติดตั้ง
flame
arrester ที่ปลายท่อ
(คือด้านที่เปิดออกสู่บรรยากาศ)
ที่ได้รับการทดสอบสำหรับ
deflagration
ของเปลวไฟและความทนทานต่อการเผาไหม้ตามมาตรฐาน
IEC
explosion group IIA (NEC Group D) สำหรับไอ
c)
สำหรับการป้องกันระดับที่
๓ (รูปที่
๓)
คำนวณค่าอัตราการไหลที่ต้องการ V(dot)I (ในหน่วยลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง)
ด้วยสมการ
(F.5)
และค่าปริมาตรของแก๊สเฉื่อยที่สำรองไว้
(VI)
ด้วยสมการ
(F.6)
(ดูสมการทั้งสองในรูปที่
๓)
โดยที่สัญลักษณ์ต่าง
ๆ เป็นเหมือนดังของสมการ
(F.1)
สัญญาณเตือนที่ระบุไว้ภายใต้การปกคลุมด้วยแก๊สเฉื่อยขั้นตอนที่
1
ควรกระตุ้นการปิดการไหลของของเหลวออกจากถัง
ที่ระดับการปกคลุมด้วยแก๊สเฉื่อยระดับนี้
(คือระดับที่
2)
บรรยากาศภายในถังเก็บถือได้ว่าเป็น
ZONE
2 ตามมาตรฐาน
IEC
60079-10 ควรมีการติดตั้ง
flame
arrester ที่ปลายท่อ
(คือด้านที่เปิดออกสู่บรรยากาศ)
ที่ได้รับการทดสอบสำหรับ
deflagration
ของเปลวไฟและความทนทานต่อการเผาไหม้ตามมาตรฐาน
IEC
explosion group IIA (NEC Group D) สำหรับไอ
ความดันในถังควรได้รับการรักษาไว้ให้สูงกว่าความดันบรรยากาศ
และระบบเฝ้าตรวจควรได้รับการออกแบบให้มีระบบสำรอง
แหล่งป้อนแก๊สเฉื่อยควรมีความดันสูงกว่าความดันภายในถัง
และอัตราการไหลที่ต้องการ V(dot)I) ควรสามารถทำให้ความดันในถึงมีค่าอย่างน้อยเท่ากับความดันบรรยากาศ
ความดันสั่งตัดการทำงานการสูบของเหลวออกจากถังควรตั้งให้มีค่าสูงกว่าความดันบรรยากาศ
สัญญาณเตือนควรเริ่มการทำงานเมื่อความดันอยู่ที่ความดันสั่งตัดการทำงาน
(ดู
Figure
F.1 ในรูปที่
๕)
ที่ระดับการปกคลุมด้วยแก๊สเฉื่อยระดับนี้
(คือระดับที่
3)
บรรยากาศภายในถังเก็บถือได้ว่าเป็น
ZONE
2 ตามมาตรฐาน
IEC
60079-10 ที่ระดับการปกป้องด้วยแก๊สเฉื่อยระดับ
3
นี้
ไม่จำเป็นต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์ป้อนกันเปลวไฟวิ่งย้อนกลับเข้าไปในถัง
(เพราะความดันภายในถังจะสูงกว่าความดันบรรยากาศภายนอกตลอดเวลา)
รูปที่
๓ หัวข้อ F.2
(ต่อ)
ต่อไปเป็นหัวข้อ
F.3 (รูปที่
๔)
ซึ่งเป็นกรณีของระบบป้อนแก๊สเฉื่อยร่วม
เมื่อมีถังเก็บหลายใบใช้ระบบป้อนแก๊สเฉื่อยร่วมกัน
ความต้องการแก๊สเฉื่อยคำนวณได้จากผลรวมของอัตราการไหลรวมที่ต้องการของถังแต่ละใบ
และปริมาณแก๊สเฉื่อยคำนวณได้จากผลรวมของปริมาตรที่ต้องการของถังแต่ละใบ
ถ้าถังหลายใบที่ใช้ท่อจ่ายแก๊สเฉื่อยร่วมกันนั้นถูกแบ่งแยกจนทำให้ไม่มีถังใดถังหนึ่งต้องการการจ่ายแก๊สสูงเกินกว่า
20%
ของความต้องการทั้งหมดของถังทุกใบรวมกัน
อาจลดค่าการคำนวณที่ได้ลง
50%
ปริมาณการใช้งานปรกติที่คาดการณ์ไว้ควรนำมาพิจารณาร่วมด้วยเพื่อระบุความสามารถทั้งหมดของระบบจ่ายแก๊สเฉื่อย
รูปที่
๔ หัวข้อ F.3
และ F.4
หัวข้อ
F.4 (รูปที่
๔)
เป็นกรณีของที่ว่างของไอเหนือผิวของเหลวที่มีการเชื่อมต่อกัน
(คือถังหลายใบมีท่อเชื่อมต่อที่ว่างเหนือผิวของเหลวเข้าด้วยกัน)
สำหรับการระบายอากาศของถังโดยที่มีถังอย่างน้อย
5
ถังที่ที่ว่างของไอเหนือผิวของเหลวมีการเชื่อมต่อกัน
ไม่จำเป็นต้องมีการพิจารณาอัตราการสูบของเหลวออก
กล่าวคืออาจไม่ต้องพิจารณาค่า
ในสมการที่ (F.1),
(F.3) และ (F.5)
เมื่อคำนวณค่า
รูปที่
๕ เป็นหัวข้อสุดท้ายของภาคผนวก
F โดยเป็นหัวข้อ
F.5
ที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งของช่องระบายสุญญากาศ
หัวข้อนี้กล่าวว่าในทางปฏิบัติควรให้ตำแหน่งของช่องระบายสุญญากาศอยู่ใกล้กับจุดป้อนแก๊สเฉื่อยเข้าถังเก็บ
เพื่อเป็นการลดความเข้มข้นของออกซิเจน
ณ ตำแหน่งที่อากาศภายนอกสามารถไหลเข้ามาในถังเก็บ
ส่วนรูป
Figure F.1
แสดงค่าระดับการตั้งค่าความดันสำหรับตัดการทำงานในกรณีของการใช้แก๊สไนโตรเจนปกคลุมในกรณีของการป้องกันระดับที่
๓ (คือไม่มีการติดตั้ง
flame arrester
แต่จะรักษาความดันภายในถังให้สูงกว่าความดันบรรยากาศตลอดเวลา)
โดยที่
patm
คือค่าความดันบรรยากาศ
ptrip
คือค่าความดันที่หยุดการสูบของเหลวออกจากถัง
pvent,
set vacuum
คือค่าความดันสุญญากาศที่ต้องมีการระบายแก๊สเข้าภายในถัง
pcontrol,
nitrogen คือค่าความดันที่จะทำการป้อนไนโตรเจน
pvent,
set pressure คือค่าความดันที่ต้องมีการระบายแก๊สออกจากถัง
pdesign
คือค่าความดันออกแบบของถัง
สำหรับฉบับนี้ก็เป็นฉบับสุดท้ายของปีที่
๑๘ ซึ่งมีทั้งสิ้น ๕๖
บทความรวมทั้งสิ้น ๒๒๔ หน้า
ฉบับต่อไปก็จะเป็นการขึ้นปีที่
๑๙
รูปที่
๕ หัวข้อ F.5
และ Figure
F.1