แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รายงานการประชุม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รายงานการประชุม แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สรุปการประชุมวันจันทร์ที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ MO Memoir : Wednesday 16 June 2553

บ่ายวันจันทร์ที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ นับว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้ที่ยังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา ๒๕๕๓ มาพบพร้อมหน้าพร้อมตากันหมด

อย่างที่กล่าวเอาไว้ในที่ประชุมคือเดือนนี้คงจะยังเป็นการเรียนและการสอบเพียงอย่างเดียว เพราะทุกคนติดเรียนหมด แต่พอเดือนหน้าก็จะเริ่มมีคนว่าทำงานแล้ว

สำหรับนิสิตรหัส ๕๒ สิ่งที่ต้องเตรียมในขณะนี้คือกำหนดการส่งบทคัดย่อฉบับขยาย (Extended abstract) เป็นภาษาอังกฤษสำหรับเข้าร่วมการประชุม RSCE ในปีนี้ ซึ่งตามข้อกำหนดของคณะแล้ว การประชุมที่ยอมรับคือการประชุมที่มีการจัดทำบทความฉบับเต็ม (Full paper) ไม่ใช่การประชุมที่มีเฉพาะบทคัดย่อฉบับขยาย

สิ่งที่ต้องมีในบทคัดย่อฉบับขยายคือเริ่มตั้งแต่ บทนำ วิธีการทดลอง ผลการทดลอง และข้อสรุป โดยอาจเน้นไปเป็นรูปแบบการบรรยายโดยย่อให้เห็นภาพ เพื่อให้เนื้อหาทั้งหมดอยู่ในหน้ากระดาษ A4 เพียงหน้าเดียว ถ้ายังไม่รู้ว่าจะย่อยังไง ก็ให้ลองเขียนขึ้นมาก่อน (ไม่ควรเกินสองหน้า) แล้วค่อยเอามาพิจารณาอีกทีว่าจะย่นย่ออย่างไร


บ่ายวันหนึ่งในสัปดาห์ที่แล้วมีนิสิตผู้หนึ่งมาปรึกษาเรื่องจะเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษา โดยเขาบอกว่าอยากจะขอเปลี่ยนมาทำวิจัยอยู่กับผม ถ้าหากไม่สามารถเปลี่ยนได้ก็จะไปลาออก

เรื่องเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษานี่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่อยากบอกว่าเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป และการจะไปอ้างอิงกรณีก่อนหน้าก็ต้องระวังให้มาก เพราะมันเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับอาจารย์แต่ละคนด้วย เพราะในการคัดเลือกนิสิตเข้าศึกษานั้น ภาควิชาของเราใช้ระบบที่อาจารย์แต่ละคนรับนิสิตเข้าโดยตรง โดยนิสิตต้องเป็นผู้เลือกอาจารย์ที่จะเรียนด้วย ดังนั้นอาจารย์คนดังกล่าวต้องเป็นผู้รับผิดชอบนิสิตที่ตนเองคัดเลือกเข้ามา

เท่าที่ทราบมา ที่ผ่านมานั้นเคยมีกรณีเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาเนื่องจาก นิสิตทำงานเข้ากับอาจารย์เดิมไม่ได้ มีความขัดแย้งกันสูง อาจารย์ก็เลยให้นิสิตไปหาอาจารย์คนใหม่ หรือนิสิตพบว่าไม่ชอบสาขางานวิจัยที่ตัวเองทำอยู่ ต้องการเปลี่ยนสาขาวิจัย และอาจารย์ที่ปรึกษาเดิมก็อนุญาต หรือกรณีที่นิสิตไม่รับผิดชอบงานเลย อาจารย์คนเดิมก็เลยบอกไปตรง ๆ เลยว่าจะไม่อนุญาตให้สอบโครงร่าง ถ้าอยากจะสอบก็ให้ไปหาอาจารย์คนอื่น

แต่กรณีที่มาปรึกษานั้นเป็นกรณีที่แตกต่างออกไป เขาเป็นนิสิตที่ได้รับทุนเรียนด้วย และก็ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องความขัดแย้งในการทำงานร่วมกับอาจารย์ ปัญหาเขาเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไป เท่าที่ผมพอจะสรุปได้คือมีปัญหาคือ "ไม่มีคนให้คำแนะนำ"

อาจารย์บางคนทำวิจัยกับนิสิตในรูปแบบที่ "ให้นิสิตไปคิดเอาเองทั้งหมด" ว่าอยากทำอะไร โดยไม่ได้ให้คำแนะนำอื่น ๆ เพิ่มเติม นั่นอาจเป็นรูปแบบการสอนของอาจารย์คนนั้น หรืออาจารย์คนนั้นยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี นิสิตบางคนก็ชอบอาจารย์แบบนี้ เพราะเขาถือว่าเป็นการให้อิสระทางความคิดของเขา แต่สำหรับนิสิตไทยแล้ว เท่าที่ผ่านมาพบว่าน้อยมากที่จะเจอนิสิตแบบนี้ เพราะระบบการเรียนการสอนของไทยนั้นแทบจะไม่เอื้ออำนวยในการฝึกผู้เรียนให้ฝึกคิดหรือค้นคว้าอย่างอิสระด้วยตนเอง (คงเป็นเพราะมันไม่ใช้ในการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย)

ปัญหาของนิสิตคนดังกล่าวไม่เพียงแต่เขาไปพบกับรูปแบบการทำงานเช่นนี้ แต่นิสิตคนอื่นในทีมวิจัยเดียวกันก็ยังไม่ช่วยเหลืออะไรด้วย

คือเวลาที่แต่ละคนทำวิจัยนั้น ก็จะสนแต่งานวิจัยของตัวเองเพื่อให้ตัวเองเรียนจบ ดังนั้นจึงไม่สนใจว่าคนอื่นจะทำอะไรอยู่ ถ้าคนอื่นมีปัญหาก็ไม่รู้ว่าจะไปช่วยทำไม เพราะคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับงานของฉัน มันไม่ได้ช่วยให้ฉันทำวิจัยได้เร็วขึ้น ดังนั้นเมื่อมีคนอื่นมาถามปัญหา ก็เลยตอบแบบขอไปที เช่น ฉันไม่รู้เรื่อง ฉันไม่ถนัดด้านนี้ ก็ลองทำตามที่รุ่นพี่เคยทำไปซิ ฉันไม่รู้เหมือนกันแต่ตอนนี้ฉันใช้ตัวนี้อยู่ ฯลฯ

พอเจออย่างนี้เข้าไปเรื่อย ๆ ก็ทำให้รู้สึกว่าเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีคนคุยด้วย ไม่มีใครสนใจช่วยเหลือเลย เห็นเพื่อนที่อยู่กลุ่มอื่นงานกำลังเดินหน้าไป ก็เลยเกิดความท้อถอย


อย่าว่าแต่เรื่องงานวิทยานิพนธ์เลย ในแลปเราก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ทั่วไปหมด แค่งานดูแลรักษาเครื่องมือส่วนกลางหรือความสะอาดห้องทำงานก็เห็น ๆ กันอยู่ บางรายร้ายหนักเข้าไปอีก ไม่ใช่ไม่เพียงแต่ไม่ดูแลรักษาอุปกรณ์ ยังเอาชิ้นส่วนบางชิ้นไปเก็บไว้กับตัวเอง เพื่อที่คนอื่นจะได้ใช้งานเครื่องไม่ได้ ฉันจะได้มาใช้งานเครื่องดังกล่าวได้ทุกเวลาที่ฉันโผล่หัวเข้ามาใช้เครื่องมือ


ผมก็เล่าให้เขาฟังว่าตอนเรียนอยู่เมืองนอก ไม่มีการเรียนสัมมนา มีแต่พักกินกาแฟ และการพักกินกาแฟนั่นแหละคือการสัมมนา เป็นการคุยกันในบรรยากาศที่ไม่เป็นทางการ คนเราจึงนำเสนอแนะอะไรออกมาได้ดีกว่า เพราะไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะรังเกียจ ดูถูก หรือหัวเราะเยาะความคิดที่เสนอออกมา วันนี้เราไปฟังเพื่อนบ่นเรื่องงาน เราก็นั่งคุยกับเขา ช่วยคิด เสนอแนะ แก้ปัญหา แม้ว่าเรื่องนั้นจะไม่ใช่งานของเรา แต่ก็เป็นการ "ฝึก" ให้เราดึงความรู้ที่เรามีอยู่มาใช้ในการแก้ปัญหาที่เราไม่ได้รู้ตัวเอาไว้ล่วงหน้า วันนี้เพื่อนเป็นคนบ่นเรื่องงานให้เราฟัง วันหน้าก็เป็นเราบ้างที่บ่นเรื่องงานให้เพื่อนฟัง บรรยากาศการทำงานที่โน่นมันเป็นอย่างนั้น

หลังจากที่เขาได้คุยกับผมไปพักใหญ่ ๆ ก็ดูเหมือนว่าเขาคงได้แนวทางหรือแนวความคิดใด ๆ ในการทำวิจัยบ้างแล้ว ท่าทางดูเหมือนว่าเขาจะใจเย็นมากขึ้น ผมก็บอกเขาไปว่าถ้ามีปัญหาอะไรก็มาถามได้ ยินดีช่วยเท่าที่ช่วยได้ ตอนนี้ก็ทราบว่าเปลี่ยนใจยังไม่ลาออก จะขอทำต่อไปก่อน


เรื่องสำคัญเรื่องสุดท้ายที่ได้จากการประชุมในวันดังกล่าวคือ เราจะจัดปาร์ตี้ทอดไข่เจียวในวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ มิถุนายนนี้ บริเวณห้องแลป (สถานที่เมื่อถึงวันงานจะยืนยันอีกครั้ง) โดยจะเริ่มตั้งแต่ประมาณ ๑๑.๓๐ น เป็นต้นไป สำหรับผู้ที่พึ่งจบ ระหว่างรอรับปริญญาอยู่ถ้าว่างก็ขอเชิญมาร่วมงานด้วย (จะได้แสดงฝีมือให้น้อง ๆ ได้เห็น แต่แบบที่ต้องโยนทิ้งแบบครั้งที่แล้วไม่เอานะ เรายังจำได้ว่าเป็นฝีมือใคร หวังว่าคนมาแก้ตัวในครั้งนี้ด้วยนะ) ทางผมจะเตรียมอุปกรณ์ (กะทะไฟฟ้า จาน ช้อน น้ำมันพืช ไข่ น้ำปลา) เอาไว้ให้ ส่วนข้าวกล่องที่จะกินกับไข่เจียวและ "ฝีมือ" การทอดไข่เจียวขอให้เตรียมมากันเอง

แล้วอย่าลืมมาพบกันในปาร์ตี้ทอดไข่เจียว

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

สรุปการประชุมใหญ่ปีการศึกษา ๒๕๕๒ MO Memoir : Monday 15 March 2553

เป็นที่น่าเสียดายว่าจากสถานการณ์บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยการข่มขู่ต่าง ๆ จากกลุ่มคนที่ไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาล และได้พยายามกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้บ้านเมืองไม่สงบสุข จึงทำให้สมาชิก ๒ รายของกลุ่มไม่สามารถเดินทางไปร่วมการประชุมใหญ่ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๒ ของกลุ่มได้ ในฐานะที่เดินทางกลับมาก่อนก็ขอสรุปเพื่อเป็นบันทึกไว้ว่าเราได้ไปทำอะไรกันบ้าง เพื่อให้คนที่ไม่ได้ไปเกิดความ ... :)


พุธที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๓


ช่วงบ่าย ผู้ที่เดินทางโดยรถไฟเดินทางถึง จ. เชียงใหม่

เข้าที่พัก ณ โรงแรมท่าแพเพลส ถ.ท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

พักผ่อนตามอัธยาศัย ด้วยการไปนมัสการวัดต่าง ๆ ในบริเวณตัวเมือง (เข้าใจว่าเจ้าแม่เป็นคนนำ)

๑๗.๐๐ น ผู้ที่เดินทางโดยเครื่องบินเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่

๑๘.๐๐ น พบกันพร้อมหน้าที่โรงแรมท่าแพเพลส

จากนั้นไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน ณ ตลาดอนุสาร บริเวณไนท์บาร์ซ่า (อาหารธรรมดา รสชาติจืด ๆ แต่ราคาแพง โดยเฉพาะปลาหมึกนึ่งมะนาว)

จับจ่ายใช้สอยตามอัธยาศัย เริ่มด้วยการซื้อหมวก และแว่นตา โดยสาวญี่ปุ่นและหนุ่มเกาหลี (เกิดจากความเข้าใจผิดของแม่ค้าแผงลอยในตลาดอนุสาร)

ซื้อของฝากจากร้านข้างทาง (เน้นเสื้อยืดลายหมีแพนด้าเป็นหลัก)

สาวญี่ปุ่นแวะถอนเงินที่ตู้ ATM ธนาคารไทยพาณิชย์ โชคดีที่ถอนเงินเสร็จก่อนที่ไฟฟ้าจะดับเพียงเสี้ยววินาที

จากนั้นเดินทางกลับที่พัก

ส่วนหนึ่งนอนดูละครจนถึง ๕ ทุ่ม (แต่มีคนรอดูอยู่คนเดียว ที่เหลือหลับไปแล้ว)

อีกส่วนหนึ่งเข้านอนตั้งแต่ ๔ ทุ่มเพื่อจะตื่นมาดูบอลระหว่างแมนยูกับเอซีมิลานตอนตีสามครึ่ง (เปิดมาเจอยิงนำไปแล้ว ๓ ประตูต่อ ๐ ก็เลยปิดเลย)


พฤหัสบดีที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๓


๗.๐๐ น รับประทานอาหารเช้าร่วมกัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม (หัวละ ๖๐ บาท) ที่กินกันคุ้มที่สุดเห็นจะเป็นไข่ดาว

หลังอาหารเช้า เดินทางด้วยรถยนต์เช่าเหมา (โตโยต้าวีออส) ออกจากโรงแรมที่พักเพื่อไปร่วมประชุม ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก่อนออกจากตัวเมืองได้แวะชมบริเวณประตูท่าแพ (คือเจอกับถนนวันเวย์ เลยต้องไปหาจุดตั้งต้นก่อน) ก่อนที่จะหาทางออกไปยังสามแยกแม่โจ้ได้

๘.๓๐ น เดินทางถึงมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สิ่งแรกที่ทำเมื่อลงจากรถคือถ่ายรูปคู่กับแปลงดอกไม้ต่าง ๆ ที่อยู่ข้างลานจอดรถ จากนั้นจึงไปลงทะเบียน ติดโปสเตอร์ เข้าร่วมพิธีเปิด และร่วมประชุม

๑๓.๐๐ น เสร็จสิ้นการรับประทานอาหารกลางวัน ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (นิสิตไปกินข้าวกล่อง ส่วนอาจารย์ไปกินที่อาคารคาวบอยของมหาวิทยาลัย)

เดินทางออกจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขับรถผ่าอากาศร้อนกว่า ๓๐ องศาเซลเซียส ไปตามทางหลวงสาย ๑๐๘ สายเชียงใหม่-จอมทอง มุ่งหน้าไปยังอุทยานแห่งชาติอินทนนท์

แวะพักซื้อของกินที่ห้างโลตัสเอ็กเพรส ก่อนมุ่งหน้าเข้าทางหลวงสาย ๑๐๐๙ เพื่อไปยังดอยอินทนนท์

ประมาณ ๑๕.๓๐ น เดินทางถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติอินทนนท์ เข้าพักที่บ้านพักอินทนน์ ๑๐๖ (บ้านขนาด ๘ เตียงนอน แต่มีคนนอนเพียง ๕ คน)

ประมาณ ๑๖.๐๐ น เดินทางออกจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติอินทนนท์ มุ่งหน้าขึ้นดอยอินทนนท์

แวะนมัสการ (จริง ๆ แล้วคือแวะถ่ายรูปในสวนดอกไม้ โดยต้องเสียค่าผ่านประตูคนละ ๔๐ บาท) พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริและพระมหาธาตุนภเมทนีดล ที่อยู่ระหว่างกม ๔๑-๔๒

ระหว่างเส้นทางต้องเผชิญกับเส้นทางที่ไหล่ทางทรุดบางช่วง และมีจุดหนึ่งที่เส้นทางขาด เหลือช่องทางให้รถวิ่งได้เพียงช่องทางเลียบผาเพียงช่องทางเดียว (อีกด้านเป็นเหวไปแล้ว)

ก่อน ๑๗.๐๐ น เล็กน้อย ก็ขึ้นถึงยอดดอยอินทนน์ สัมผัสกับอากาศสดชื่นและสายลมเย็นที่อุณหภูมิ ๑๒ องศาเซลเซียส (ถือโอกาสโทรศัพท์รายงานสภาพอากาศมายังแลปด้วย)

เดินทางศึกษาธรรมชาติตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาบนยอดดอยอินทนนท์

จากนั้นแวะมารอชมพระอาทิตย์ตกลับเหลี่ยมภูเขา ณ ลานหินของจุดชมวิวกม. ๔๑ พร้อมกับทดสอบความอดทนด้วยการสู้กับสายลมหนาวที่พัดผ่านมาตลอดเวลา

รูปที่ ๑ (ซ้าย) อุณหภูมิขณะเดินทางถึงยอดดอย (ขวา) ชมพระอาทิตย์ตก ณ จุดชมวิวกม. ๔๑


จากนั้นกลับมารับประทานอาหารเย็น ณ ร้านอาหารหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติ (บทเรียนคืออย่าสั่งผัดไท เพราะคนสั่งกระเพราไข่ดาวกินอิ่มไปตั้งนานแล้ว แต่ผัดไทยยังไม่ได้ทำเลย)

หลังอาหารเย็น กลับเข้าที่พัก ทำธุระส่วนตัว (โหลดภาพจากกล้องเข้าคอม) ประชุมกันต่อถึง ๕ ทุ่ม ก่อนแยกย้ายกันเข้านอนพร้อมกับนัดว่าจะตื่นตอนตี ๕ เพื่อย้ายที่นอน


ศุกร์ที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓


ประมาณ ๕.๐๐ น ตื่นนอน รีบทำธุระส่วนตัว ขนผ้าห่มและผ้าเช็ดตัว (ที่แห้ง) ขึ้นรถ (มีผมเพียงคนเดียวที่มีเสื้อกันหนาว) เพื่อย้ายที่นอนไปยังจุดชมวิวกิ่วแม่ปานกม. ๔๒ สัมผัสกับอากาศหนาวเย็นระดับ ๕ องศาเซลเซียสเพื่อชมดวงดาวบนท้องฟ้าก่อนที่ดวงอาทิตย์จะโผล่พ้นจากทิวเขาเบื้องหน้า (จริง ๆ แล้วมีอยู่ ๓ คนนั่งห่มผ้านอนหลับกันอยู่ที่เบาะหลัง ไม่ยอมโผล่ออกมารับอากาศบริสุทธิ์ตอนเช้า) มีรถไปจอดอยู่เพียงคันเดียวตั้งแต่ตอนมืด จนกระทั่งดวงอาทิตย์ใกล้โผล่จึงมีรถตู้โผล่มาร่วมอีกคัน

หลังพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เดินทางไปกินนมอุ่นแก้หนาว ณ ร้านกาแฟบนยอดดอย (อุณหภูมิสูงขึ้นเป็น ๙ องศาเซลเซียสแล้ว) และถ่ายรูปนกป่าแสนสวยที่มากินกล้วยน้ำว้าที่เจ้าของร้านกาแฟปอกวางให้นกกินบนกิ่งไม้ข้างร้านกาแฟ

ระหว่างขึ้นไปยอดดอยนั้น ไอน้ำเกาะที่กระจกหน้าด้านในเต็มไปหมด พยายามมองหาปุ่มเปิดแอร์ไล่ฝ้ากระจกหน้าก็ไม่เจอ พึ่งจะรู้ว่ารถรุ่นที่เช่ามานั้นในส่วนของเครื่องปรับอากาศติดตั้งปุ่มต่าง ๆ ไว้ไม่ครบ

จากนั้นเดินทางกลับลงมากินมาม่าร้อน ๆ เป็นอาหารเช้า ณ ร้านสวัสดิการที่ทำการอุทยานแห่งชาติ (ถ้วยละ ๒๐ บาท)

หลังอาหารเช้า กลับเข้าที่พัก ทำธุระส่วนตัว และเก็บข้าวของเตรียมเดินทางต่อ (คนขับรถถือโอกาสพักสักงีบ)

ประมาณ ๑๐.๐๐ น เดินทางออกจากอุทยานแห่งชาติ แวะถ่ายรูปน้ำตกสิริภูมิที่อยู่ใกล้ที่พัก (เก็บค่าเข้าคนละ ๒๐ บาท ก็เลยไม่ได้เข้าไปข้างใน แต่เห็นน้ำตกตกลงจากหน้าผาได้อย่างชัดเจนจากข้างนอก) จากนั้นเดินทางตามเส้นทางที่ไม่อยู่ในคู่มือท่องเที่ยวใด ๆ แต่มีอยู่ในแผนที่ถนนแสดงรายละเอียดจ.เชียงใหม่ คือถนนสาย ๑๒๘๔ ไปตามแนวเทือกเขาของดอยอินทนนท์ มุ่งหน้าไปยังบ้านขุนวาง (ระยะทาง ๑๖ กม) เพื่อตัดทางไปยังอ. แม่วาง (อีกประมาณ ๓๕ กม)

ประมาณ ๑๐.๔๐ น แวะถ่ายรูปที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์บนเส้นทาง ๑๒๘๔

แวะถ่ายรูป ณ น้ำตกที่ยังไม่มีชื่อ (แต่ตั้งชื่อให้แล้วว่าน้ำตกแม่แอน) ที่อยู่ริมถนนข้างทาง จากนั้นเดินทางต่อไปตามถนนที่กว้างบ้างแคบบ้างก่อนเดินทางไปถึง บ้านขุนวาง ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ในเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น

แวะถ่ายรูปเป็นระยะตามเส้นทางธรรมชาติที่สวยงาม ระหว่างเดินทางจากบ้านขุนวางมายังอ.แม่วาง จนถึงอ.แม่วางหลังเที่ยงเล็กน้อย (แทบไม่รู้เลยว่าเป็นอำเภอ ขับรถผ่านเข้าและผ่านออกไปเหมือนกับผ่านไปตามนาข้าว)

รูปที่ ๒ (ซ้าย) ตอน ๖ โมงเช้าเราอยู่ที่หลักกิโลนี้ (ขวา) ตอน ๑๑ โมงเช้าเราไปอยู่ที่หลักกิโลนี้


ประมาณ ๑๓.๐๐ น แวะกินข้าวซอยไก่เป็นอาหารเที่ยงที่อ.สันป่าตอง (สั่งไป ๕ ชามแต่มีพอทำแค่เพียง ๔ ชาม ผมเลยต้องไปกินเส้นเล็กต้มยำแทน)

จากนั้นมุ่งหน้าตรงไปยังสวนสัตว์เชียงใหม่ เพื่อพาคนอยากเห็นหมีแพนด้าไปดูหมีแพนด้า ปรากฏว่าดูรอบบ่ายสามไม่ทัน เลยต้องรอดูรอบ ๑๕.๔๕ แทน ระหว่างนั้นก็เลยเดินไปส่วนแสดงปลาที่เรียกว่า Aquarium พอเห็นว่าต้องเก็บค่าเข้าผู้ใหญ่คนละ ๒๕๐ บาทก็เลยเปลี่ยนใจคิดว่ามาดูที่กรุงเทพดีกว่า เปลี่ยนไปดูหมีโคอาลาและนกฝาแฝดที่ว่ายน้ำได้ (นกเพ + นกวิน) ก่อนที่จะนั่งรถกลับมาดูหมาแพนดี้รอบ ๑๕.๔๕ (ค่าเข้าชมคนละ ๑๐๐ บาท)

ส่วนหมาแพนดี้จะแสดงอะไรบ้างนั้นต้องถามคนที่เข้าไปชม เพราะผมไม่ได้เข้าไป (ดูมาแล้วสองรอบ)

จากนั้นออกจากสวนสัตว์เพื่อไปยังที่พัก ณ กฤษฎาดอย ที่ตั้งอยู่บนทางหลวงสาย ๑๒๖๙ (ประมาณ ๑๕ กมจากไนท์ซาฟารี) เก็บของเข้าที่พักและมีบางรายยังมีแรงเหลือออกมาเดินถ่ายรูปกับดอกไม้ยามเย็นและปั่นจักรยานเล่น

ตกเย็นนำรถออกมาเติมน้ำมันและแวะพักกินหมูกะทะที่ร้าน smile pig ริมทางหลวงสาย ๑๐๘ ใกล้กับห้างโลตัส และก่อนเข้าที่พักก็มีการแวะซื้อของ ณ ห้างโลตัวเอ็กซ์เพรซบริเวณทางแยกสาย ๑๒๑ ตัดสาย ๑๒๖๙

กลับถึงที่พักเวลาเท่าใดจำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าวันนี้เข้านอนกับเร็ว


เสาร์ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๓


ช่วงเช้าตื่นตอนตามอัธยาศัย ก่อนที่จะไปรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน (แบบอเมริกัน ๔ ที่และแบบไทย ๑ ที่) จากนั้นจึงถ่ายรูปหมู่ร่วมกันบริเวณหน้าน้ำตกและสวนดอกไม้ ซึ่งถือว่าเป็นการปิดการประชุม จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปถ่ายรูปในสวนดอกไม้ตามอัธยาศัย

วันนี้พึ่งจะรู้ว่ามีคนมีฉายาว่า "ปลาหมึก" ด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเรียกสาวสวยคนนั้นว่าปลาหมึกได้ ทราบแต่ว่าคนเรียกนั้นชอบกินปลาหมึก (ก่อนหน้านี้ก็เคยเจอสาวสวยที่เพื่อนตั้งฉายาให้ว่า "ปลวก" มาแล้ว)

ประมาณ ๑๐.๓๐ น ออกเดินทางจากที่พัก มุ่งตรงไปยัง อ.สะเมิง เพื่อศึกษาการเกษตรภาคปฏิบัติ

ประมาณ ๑๑ โมงเศษ ถึงไร่สตอเบอรี่วงศ์วาน จากนั้นแยกย้ายกันไปฝึกการเกษตรภาคปฏิบัติด้วยการเดินเก็บสตอเบอรี่ในไร่ เสียค่าเข้าไปในไร่เพื่อเดินเก็บและถ่ายรูปคนละ ๒๐ บาท ส่วนค่าสตอเบอรี่คิดกิโลละ ๑๐๐ บาท แต่เนื่องจากไม่สามารถขนสตอเบอรี่สดที่มีรสชาติหวานฉ่ำกลับมาฝากได้ ก็เลยมีการซื้อแบบตากแห้งกลับมา (แต่จะเอามาฝากใครนั้นให้ไปถามคนซื้อเอาเอง ผมซื้อแบบสดมา ๒ กิโล เอามานั่งกินกับวิปครีมที่บ้าน)

รูปที่ ๓ (ซ้าย) ที่พัก ณ กฤษฎาดอย (ขวา) เส้นทางจาก อ.สะเมิง ไป อ.ปาย


ตอนผ่าน อ.สะเมิง แวะสำรวจเส้นทางไป อ.ปาย เป็นเส้นทางที่ไม่ปรากฎในแผนที่ เป็นถนนสาย ๑๓๔๙ เริ่มจาก อ.สะเมิง ไปยังอุทยานแห่งชาติขุนขาน บ.วัดจันทร์ และอ.ปาย ระยะทางทั้งสิ้น ๑๗๐ กม จากการตรวจสอบแผนที่และสอบถามผู้คนท้องถิ่นทำให้ทราบว่าเป็นเส้นบนเขาตลอด โดยเป็นทางลูกรังประมาณ ๔๒ กม หวังว่าจะมีโอกาสเดินทางไปสำรวจเส้นทางนี้สักวัน

เที่ยงเศษออกเดินทาง อ.สะเมิง มากินอาหารเหนือ ณ ร้านริมทางแถวอำเภอแม่ริม ก่อนที่จะเดินทางเข้าที่พัก ณ โรงแรมท่าแพเพลส (ที่เดิมที่พักในวันแรก)

ประมาณ ๑๔.๔๕ พาตัวแทนกลุ่มที่กลับชุดหลังไปซื้อตั๋วรถทัวร์ที่ท่ารถ ปรากฎว่าได้ตั๋วรถวันอาทิตย์เที่ยง (รถออกหลังจากเวลานั้นเต็มหมด) ซึ่งจะถึงกรุงเทพประมาณสี่ทุ่ม พยายามจะพาไปส่งคืนยังโรงแรมที่พัก ปรากฎว่ารถติดลาดยางมะตอยบนสะพานนวรัตน์ ก็เลยปล่อยตัวแทนที่ออกมาซื้อตั๋วลงแถวสะพานเหล็กที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วให้หาทางกลับกันเอง ส่วนผมก็รีบบึ่งมาคืนรถที่เช่ามาและขึ้นเครื่องที่สนามบิน

โชคดีที่มีเช็คอินช้า ที่นั่งธรรมดาถูกจองเต็มไปหมด เขาก็เลยให้ไปนั่งยังแถวพิเศษอยู่ตรงประตูฉุกเฉิน (ได้เดินขึ้นเครื่องเป็นคนแรกด้วย) ทั้งแถวนั้นมีเก้าอี้ ๖ ตัวแต่มีผมนั่งอยู่คนเดียว เดินทางกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตอน ๑๙.๐๐ น

ขากลับบ้านแทนที่จะเดินไปขึ้นรถแท๊กซี่ตามป้ายที่เขาบอก ซึ่งต้องเสียเงินเพิ่ม ๕๐ บาท ก็เดินไปขึ้นรถที่เขามาส่งผู้โดยสารตรงชั้นผู้โดยสารขาออกแทน ไม่ต้องต่อคิวรอรถและไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ๕๐ บาทด้วย ระหว่างทางนั่งฟังวิทยุสวพ. ๙๑ มาตลอดทาง รู้แต่ว่าตอนทุ่มเศษเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงก็บอกว่าไม่มีขบวนเคลื่อนผ่านมาแล้ว (หมดคนแลัวนั่นแหละ) แถวลานพระรูปก็มีแต่รถจอดแต่ไม่มีการชุมนุม


ส่วนพวกที่เหลือนั้น ทราบภายหลังว่าวันนั้นได้ไปเดินเที่ยวถนนคนเดินกัน และวันอาทิตย์ก็ได้ไปเลื่อนตั๋วกลับเป็นสามทุ่มวันจันทร์ (คงถึงกรุงเทพเช้าวันพรุ่งนี้) จากการโทรสอบถามตอนประมาณทุ่มครึ่งได้ความว่าช่วงเช้าได้ไปทัศนาศึกษาต่อยังดอกสุเทพ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวช และหมู่บ้านม้งดอยปุย ตอนกลางคืนก็มาเดินยังถนนคนเดินต่อ ส่วนวันจันทร์นั้นเขาจะทำอะไรกันบ้างก็ต้องรอถามเอาเอง


ส่วนการประชุมใหญ่ครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นที่ไหน เวลาใด ก็ยังบอกไม่ได้เหมือนกัน แต่หวังว่าความสนุกสนานคงไม่แพ้คราวนี้