แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอบสัมภาษณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สอบสัมภาษณ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559

เมื่อต้องเป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์เอนทรานซ์ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๐๑) MO Memoir 2559 Apr 1 Fri

อันที่จริงเรื่องนี้โพสเอาไว้ใน facebook เมื่อช่วงเช้าวันนี้แล้ว แต่ขอเอามาบันทึกไว้ที่นี้หน่อย กันลืม (มีการแก้ไขเพิ่มเติมจากที่โพสไว้ใน facebook บ้างบางส่วน)

กว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมาเป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์ผู้สอบผ่านข้อเขียนเข้ามหาวิทยาลัยมาแทบจะปีเว้นปี นับตั้งแต่สมัยมีเอนทรานซ์ที่มีการสอบสัมภาษณ์เพียงครั้งเดียว มาจนถึงปัจจุบันที่มีการสอบสัมภาษณ์ถึง ๓ ครั้ง คือ นักเรียนโครงการพิเศษ รับตรง และแอดมิดชัน ปีนี้ไม่ได้เป็นกรรมการสอบ ก็เลยอยากจะเล่าเรื่องประสบการณ์ให้ฟัง (จากเฉพาะในหน่วยงานที่ผมสังกัดอยู่)

สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเห็นจากการสอบสัมภาษณ์ก็คือ "มีคนสอบสัมภาษณ์ไม่ผ่าน"

ในกรณีของด้านวิชาการนั้นถือได้ว่าผู้สอบผ่านข้อเขียนได้ผ่านการทดสอบมาอย่างหลากหลายแล้ว ดังนั้นจะมาถือว่าการตอบคำถามทางด้านวิชาการของกรรมการสอบสัมภาษณ์เพียงไม่กี่ข้อ (ที่คำถามเอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะอาจารย์เองก็มาจากหลากหลายภาควิชา มีความถนัดที่แตกต่างกัน) มาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่านักเรียนผู้นั้นควรจะผ่านหรือไม่ผ่านการสอบสัมภาษณ์นั้นมันก็ไม่ถูก แถมกรรมการสอบสัมภาษณ์ยังมีอีกตั้งหลายชุดที่หามาตรฐานใด ๆ ก็ไม่ได้ (ก็มีผู้เข้าสอบตั้งหลายร้อย แต่มีเวลาสอบสัมภาษณ์เพียงแค่ ๓ ชั่วโมง เรียกว่ากรรมการแต่ละชุดจะสัมภาษณ์เพียงแค่ประมาณ ๒๐ คนเท่านั้นเอง)
 
จะว่าไป สิ่งที่ทางคณะเขาอยากให้กรรมการสอบสัมภาษณ์หาข้อมูลคือเรื่อง สภาพจิต ความเดือดร้อนด้านการเงินของผู้สอบผ่าน (เช่นต้องการทุนไหม) นักเรียนที่มาจากต่างจังหวัดต้องการหอพักไหม มีเพื่อนจากจังหวัดเดียวกันมาด้วยหรือเปล่า (เพราะถ้ามาคนเดียวอาจมีปัญหาเรื่องเหงา และคิดถึงบ้าน) และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม (เช่น การโอ้อวด การไม่รู้จักกาละเทศะ เป็นต้น) ทางคณะเขาไม่ได้ต้องการให้กรรมการสอบสัมภาษณ์คัดนักเรียนออก
 
เรื่องสภาพจิตนั้นก็ดูกันเพียงแค่พูดจากันรู้เรื่องหรือเปล่า (คืออยู่ในสภาพที่เรียนหนังสือได้) ถ้ากรรมการสอบสัมภาษณ์คิดว่านักเรียนผู้นั้นมีปัญหา สิ่งที่กรรมการจะทำก็คือบอกให้นักเรียนผู้นั้นรอก่อน แล้วส่งต่อให้กรรมการกลางของคณะ ถ้ากรรมการกลางของคณะเห็นด้วยกับกรรมการสอบสัมภาษณ์ กรรมการกลางของคณะก็จะส่งต่อให้กับกรรมการของมหาวิทยาลัยพิจารณาอีกทีว่าเป็นจริงตามที่กรรมการสอบสัมภาษณ์แจ้งหรือไม่ (ตรงนั้นจะมีจิตแพทย์ตรวจสอบ) ซึ่งจะเห็นว่าต้องผ่านกรรมการถึง ๓ ชุด โดยชุดสุดท้ายจะมีจิตแพทย์ตรวจ และที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีการส่งตัวดังกล่าว 
  
แต่ถ้าถามว่าเคยเจอนักเรียนมีปัญหาเรื่องสภาพจิตไหมก็คงต้องบอกว่าเคยเจอ แต่สิ่งที่ทำกันก็คือบันทึกส่งให้กับทางส่วนกลางว่าให้อาจารย์ที่ปรึกษาดูแลเป็นพิเศษ อย่างเช่นกรณีที่หนักที่สุดคือ พูดจากันรู้เรื่อง ถามอะไรตอบได้หมด แต่พฤติกรรมการแสดงออกนั้นมีปัญหา (เหม่อลอย เวลาพูดจาไม่สบตาหรือมองคู่สนทนา มองแต่เพดานห้อง) รายนี้ดูประวัติแล้วพ่อแม่มีระดับการศึกษาสูง พี่อีก ๒ คนของเขาก็เรียนเก่ง ได้เป็นนักเรียนทุน ในขณะที่นักเรียนผู้นี้ที่เป็นน้องคนสุดท้อง ทำได้แค่สอบติด "วิศวจุฬา" รายนี้พอสัมภาษณ์เสร็จ อาจารย์ผู้ใหญ่ที่เป็นหัวหน้าทีมก็เขียนลงไปว่า "อาจารย์ที่ปรึกษาควรให้การดูแลเป็นพิเศษ"



นักเรียนบางคนเครียดมาก กลัวการสอบสัมภาษณ์มาก กลัวจะสอบไม่ผ่าน (ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกดดันตัวเองด้วยเกรงว่าจะทำให้ผู้อื่นผิดหวัง หรือถูกกดดันมาจากทางบ้าน) อาการเครียดแสดงออกทางกิริยาท่าทางและการพูดจาจนเห็นได้ชัด นักเรียนเครียดมากจนกระทั่งกรรมการสอบต้องบอกว่า "ไม่ต้องวิตกกังวลอะไร พวกผมไม่ได้มาคัดคุณออก ถ้าผมบอกว่าสอบเสร็จแล้ว คุณกลับไปได้ นั่นหมายความว่าคุณผ่านแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร (เพราะถ้ามีปัญหาก็จะบอกให้รอก่อน แล้วส่งให้ส่วนกลาง)" เพียงเท่านี้นักเรียนผู้นั้นก็ถึงกับร้องไห้โฮออกมาในระหว่างการสอบ

อีกเรื่องหนึ่งที่มักมีคนสงสัยก็คือ Portfolio จำเป็นแค่ไหน อันนี้จะว่าไปแล้วเอาแน่เอานอนไม่ได้
แต่ถ้าถามว่ามันเกี่ยวข้องกับการสอบสัมภาษณ์ผ่านหรือไม่ผ่าน คำตอบก็คือมันไม่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผลที่อธิบายไว้ข้างต้น เพราะเกณฑ์การผ่านข้อเขียน เขาดูวิชาการ ไม่ได้ดูกิจกรรม
 
เคยเจอเหมือนกันที่แทนที่จะถือแฟ้มมา ถือคอมพิวเตอร์ Notebook มาเลย พอกรรมการสอบบอกให้แนะนำตัวให้ฟังหน่อยก็เปิดคอมพิวเตอร์โชว์ผลงาน
 
แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวในส่วนของกรรมการสอบชุดที่ผมเคยร่วมงานด้วย (กรรมการแต่ละชุดพฤติกรรมไม่เหมือนกันนะ) คงต้องบอกว่าส่วนใหญ่จะ "ไม่สน" Portfolio จะนั่งคุยกันมากกว่า ไม่ขอดูด้วยซ้ำ (ดูแต่ใบประวัติที่นักเรียนกรอกมาให้ มันบอกอะไรต่อมิอะไรได้หลายอย่าง) แต่กรรมการบางท่านอาจจะขอเอามาพลิกเปิดเล่น ๆ เพื่อไม่ให้นักเรียนเสียกำลังใจ เพราะเห็นนักเรียนอุตส่าห์เตรียมมาแล้ว
 
เคยเจอนักเรียนบางรายถึงกับถามกรรมการสอบกลับเลยว่า "จะไม่ดู Portfolio ที่เขาทำมาเลยหรือ" กรรมการสอบก็เลยเอามาเปิดดูพอเป็นพิธี และถามคำถามย้อนกลับที่มักจะทำให้นักเรียนเหล่านี้อึ้งเป็นประจำก็คือ

"ถามจริง ๆ เถอะ ถ้าทำแล้วไม่ได้ใบประกาศมาใส่แฟ้ม จะทำไหม"

คำถามข้างบน กรรมการสอบไม่ต้องการคำตอบ เพียงแค่สังเกตอาการก็ทราบแล้วครับ 
  
เคยสอบตั้งแต่สมัยที่กรรมการสอบแต่ละชุดประกอบด้วยอาจารย์ ๓ คน จนปัจจุบันเหลือเพียง ๒ คน และโดยปรกติแล้วเวลาเขาจัดกรรมการสอบนั้น ในชุดหนึ่งจะมีอาจารย์อาวุโส (ทำงานมานาน) อยู่ด้วย ๑ คน จะไม่ให้กรรมการชุดใดชุดหนึ่งประกอบด้วยอาจารย์ที่เพิ่งบรรจุใหม่ทั้งชุด ผมเองมาทำงานใหม่ ๆ ก็ได้เรียนรู้ปัญหาต่าง ๆ กับนักเรียนรูปแบบต่าง ๆ จากอาจารย์อาวุโสหลายท่านที่มีประสบการณ์ จากการสอบสัมภาษณ์นี้

จากประการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถ้าเป็นการรับตรง ก็มักเจอกับนักเรียนที่มาจากโรงเรียนใหญ่ ๆ ในกรุงเทพและต่างจังหวัดบางจังหวัด แต่ถ้าเป็นช่วงแอดมิชันก็จะเจอนักเรียนที่มาจากโรงเรียนเล็ก ๆ จากหลากหลายจังหวัด ถ้าเป็นนักเรียนจากโรงเรียนใหญ่ ๆ มักจะพบว่าเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถผ่าด่านการรับตรงเข้ามาได้
 
พวกที่สมัยเป็นนักเรียนทำกิจกรรมซะหนัก ก็จะเตือนให้ระวังเรื่องการแบ่งเวลา (แทบจะไม่เจอ)
พวกที่สมัยเป็นนักเรียนก็เรียนอย่างเดียว ก็จะบอกให้ทำกิจกรรมบ้าง จะได้ทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็น (อันนี้เจอเยอะ)
 
นักเรียนที่มาจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะมาจากที่ไกลและทั้งจังหวัดมาเพียงคนเดียว ก็ต้องสอบถามว่าเคยจากบ้านไปอยู่ไกล ๆ เป็นเวลานานหรือเปล่า ให้คำแนะนำเรื่องการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย (เช่นแนะนำให้เข้าร่วมชมรม เพื่อจะได้มีเพื่อนฝูงและกิจกรรมทำ จะได้คลายเรื่องการคิดถึงบ้าน)
 
เรื่องการแต่งกาย สำหรับผู้ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนก็มักจะแต่งชุดนักเรียนมา ถ้าเป็นนักเรียนหญิงก็ไม่เคยพบปัญหาอะไร จะมีบ้างก็พวกนักเรียนชาย (ประเภทจงใจให้ชายเสื้อหลุดรุ่ยออกมานอกกางเกงจะเจอได้ง่ายสุด) กรรมการบางท่านก็จะว่ากล่าวตักเตือนเลยตั้งแต่ตอนสอบ แต่ถ้ากรรมการเขาไม่ได้พูดว่าอะไรก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ว่าอะไรนะ เขาอาจจะไม่พูด แต่เขาอาจ "เขียน" เพื่อเป็นข้อสังเกตให้กับทางคณะได้ (ว่าเป็นคนไม่รู้จักวางตัวให้เหมาะสมกับกาลเทศะ)

ที่เล่ามาก็เป็นบันทึกความทรงจำของงานในหน้าที่ส่วนหนึ่งที่เคยปฏิบัติมา :) :) :)

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิธีคัดเลือกผู้สมัครเข้าเรียนต่อโท-เอก MO Memoir : Thursday 1 July 2553

เปิดภาคการศึกษาใหม่ได้เพียงยังไม่ถึงเดือน ปรากฏว่าเทศกาลประชาสัมพันธ์หลักสูตรหาผู้สมัครเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท-เอกก็เริ่มกันแล้ว Memoir ฉบับนี้ก็เลยขอเล่าเรื่องความเป็นมาของวิธีการคัดเลือกผู้สมัครเข้าเรียนต่อต่อโท-เอกของภาควิชาเรานั้นว่ามีที่มาอย่างไร และมีเหตุผลใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนมีรูปแบบดังปัจจุบัน


พวกคุณอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องเล่าให้ฟังทั้ง ๆ ที่พวกคุณก็ได้เข้ามาเรียนแล้ว เหตุผลการมีอยู่หลายประการด้วยกัน อย่างแรกก็คือเป็นการบันทึกเรื่องราวประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของผมให้พวกคุณได้รับทราบ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับพวกคุณในอนาคต อย่างที่สองก็คือเป็นการแก้ไขข่าวลือต่าง ๆ ที่มีผู้ปล่อยออกมาเป็นระยะ ทั้งจากในภาควิชาเองและจากนอกภาควิชา และอย่างที่สามก็คือเพื่อให้ผู้ที่สนใจจะเข้ามาเรียนต่อที่นี้ ได้ทราบวิธีการคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนต่อ (ถ้าบังเอิญเขาแวะมาอ่านบทความนี้ใน blog ของกลุ่มนะ)

ภาควิชาของเรานั้นรับผู้สมัครที่จบทางสาขาวิศวกรรมเคมี (ที่เราเรียกว่านิสิตสายตรง) และผู้ที่จบทางด้านวิศวกรรมศาสตร์สาขาอื่นและผู้จบทางด้านวิทยาศาสตร์ (ที่เราเรียกว่านิสิตสายอ้อม) ในยุคแรกของการรับสมัครนั้นจะใช้การสอบข้อเขียนเพื่อคัดเลือก ซึ่งจะสอบกันสองวิชาคือคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ โดยการออกข้อสอบนั้นจะใช้กรรมการกลางเป็นคนออกข้อสอบ จากนั้นจึงนำเอาผู้สอบผ่านข้อเขียนมาเข้ารับการสอบสัมภาษณ์อีกครั้งหนึ่งโดยใช้กรรมการกลางเป็นคนสัมภาษณ์เช่นเดียวกัน จำนวนที่จะรับจะมีการกำหนดเป็นตัวเลขเอาไว้ และเมื่อได้นิสิตใหม่เข้ามาแล้ว นิสิตใหม่จะต้องหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่จะทำวิทยานิพนธ์ด้วยภายในระยะเวลาที่กำหนด (คือ ๒ ปี) ไม่เช่นนั้นจะต้องพ้นสภาพนิสิตไป

วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่ในสมัยนั้นใคร ๆ เขาก็ทำกันแบบนี้ และในปัจจุบันก็อาจกล่าวได้ว่าส่วนใหญ่ (หรือเกือบทั้งหมด) ก็ยังทำแบบนี้อยู่ แต่ในภาควิชาของเรานั้นพบว่าวิธีการดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาหลายประการ

ปัญหาประการแรกคือการออกข้อสอบที่ไม่เป็นกลาง โดยเฉพาะในส่วนของวิชาคณิตศาสตร์ กล่าวคือเราประกาศรับสมัครผู้จบจากหลากหลายสาขาวิชา ดังนั้นข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์จึงควรเป็นข้อสอบที่ทุกสาขาวิชาที่ประกาศรับสมัครนั้นได้เรียนมาเหมือนกัน (จะว่าไปแล้วควรเป็นระดับเพียงแค่คณิตศาสตร์ปี ๑ เท่านั้นเอง) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือกรรมการผู้ออกข้อสอบนั้นจบมาทางด้านวิศวกรรมเคมี และบ่อยครั้งที่ผู้ออกข้อสอบออกข้อสอบซึ่งต้องใช้ความรู้ที่ทางวิศวกรรมเคมี (หรือวิศวบางสาขา) เท่านั้นที่ใช้ ทำให้ผู้ที่จบมาทางด้านสาขาอื่นไม่สามารถทำข้อสอบเหล่านั้นได้เพราะไม่ได้เรียนมา ตรงนี้อาจมีคนแย้งว่า "ก็ในเมื่อเราต้องการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาต่อทางด้านวิศวกรรมเคมี ทำไมจะออกข้อสอบรูปแบบเช่นนี้ไม่ได้"

ข้อโต้แย้งดังกล่าวนั้นฟังไม่ขึ้นเพราะไปขัดกับประกาศรับสมัครที่บอกว่ารับผู้จบทางด้านวิศวกรรมศาสตร์สาขาอื่นและวิทยาศาสตร์ด้วย ถ้าต้องการผู้สมัครที่มีความรู้โดดเด่นทางด้านวิศวกรรมเคมีเท่านั้นก็ควรไประบุไว้ที่ประกาศรับสมัครเลยว่ารับเฉพาะผู้ที่จบทางด้านวิศวกรรมเคมีเท่านั้น การไปประกาศว่ารับทุกสาขาแต่ท้ายสุดแล้วกลับออกข้อสอบให้ผู้สมัครที่จบมาทางสาขาที่ไม่ใช่วิศวกรรมเคมีทำข้อสอบไม่ได้มันเหมือนกับไปหลอกให้เขามาสมัครเพื่อเอาเงินค่าสมัคร แล้วใช้การออกข้อสอบที่เขาทำไม่ได้เพื่อให้เขาสอบตกไป ดังนั้นจึงมีอยู่หลายครั้งที่การคัดเลือกผู้สอบผ่านข้อเขียนจึงต้องใช้คะแนนวิชาภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว หรือถ้าผู้สมัครเข้ามามีจำนวนไม่มากก็จะให้ผ่านการสอบข้อเขียนทุกคน
แต่ในท้ายที่สุดแล้วเราก็ยกเลิกการสอบข้อเขียนด้วยเหตุผลที่จะอธิบายต่อไป

ปัญหาประการที่สองคือเกณฑ์ผ่านการสอบสัมภาษณ์ของกรรมการกลาง ซึ่งต้องยอมรับกันว่ามันไม่มีมาตรฐาน เป็นเพียงแค่ความพอใจหรือมุมมองของกรรมการแต่ละคน ในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย (หรือที่เรียกว่าเอนทรานซ์นั้น) ถ้ากรรมการสอบชุดแรกให้ผู้เข้าสอบผ่านการสอบก็จะไม่มีปัญหาใด แต่ถ้าจะให้ผู้เข้าสอบนั้นไม่ผ่านการสอบสัมภาษณ์ กรรมการสอบชุดแรกจะต้องเขียนเหตุผลแสดงรายละเอียดว่าทำไมถึงไม่ให้ผ่าน และส่งต่อให้กรรมการชุดใหญ่พิจารณาและเรียกผู้เข้าสอบนั้นมาสอบใหม่อีกครั้งกับกรรมการชุดใหม่อีกชุด เพื่อตรวจสอบเหตุผลของกรรมการชุดแรกว่าเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ ก่อนที่จะพิจารณาว่าผู้สมัครผู้นั้นผ่านการสอบสัมภาษณ์หรือไม่

การรับผู้เข้าศึกษาต่อระดับโท-เอกนั้นจะยากกว่าการรับผู้เข้าศึกษาต่อป.ตรีตรงที่ เรื่องที่จะเรียนหรือทำวิจัยในระดับโท-เอกนั้นมีความหลากหลายมาก ขึ้นกับอาจารย์แต่ละคน ดังนั้นอาจารย์แต่ละคนจึงมีความต้องการนิสิตที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน การสอบสัมภาษณ์โดยใช้กรรมการกลางจึงเป็นการสอบที่มองจากมุมมองของกรรมการกลางแต่ละคนเท่านั้น ตรงนี้จึงทำให้เกิดเรื่องขึ้นมาว่ามีการบ่นจากอาจารย์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์ว่าทำไมจึงให้คนนี้สอบผ่านมาได้ ส่วนคนที่น่าจะรับเข้ามากลับสอบไม่ผ่าน

ปัญหาประการที่สามคือจำนวนนิสิตที่จะรับไม่ตรงกับความต้องการของอาจารย์ในแต่ละปีและก็บอกไม่ได้ว่าทำไปจึงประกาศรับไปเท่านั้น กล่าวคือบางปีอาจารย์อาจมีหัวข้อทำวิจัยมาก แต่จำนวนที่รับเข้ามาไม่เพียงพอต่อความต้องการ ก็มีการบ่นว่าทำไปรับมาน้อย บางปีอาจารย์ก็ไม่ค่อยอยากทำงานหรือไม่ก็ไม่มีหัวข้อวิจัย ก็เลยไม่ค่อยอยากรับนิสิต ทำให้นิสิตหาอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้ ก็มีคนบ่นอีกว่าทำไปรับเข้ามาเยอะ (ทั้ง ๆ ที่รับเข้ามาเท่ากับปีก่อนหน้า) ดังนั้นใครเป็นคนรับเข้ามาก็ต้องรับผิดชอบหาหัวข้อให้นิสิตเหล่านั้น เรียกว่ากรรมการสอบคัดเลือกโดนด่าทั้งขึ้นทั้งล่อง

สุดท้ายทางภาควิชาก็เลยมีมติยกเลิกการสอบข้อเขียน เหลือแต่เพียงการสอบสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว ภาควิชาทำหน้าที่เพียงแค่งานธุรการเกี่ยวกับการประกาศรับสมัคร การเตรียมการสอบ และการส่งผลสอบเท่านั้น จำนวนนิสิตที่จะรับใช้วิธีสอบถามความต้องการของอาจารย์แต่ละคน และนำตัวเลขเหล่านั้นมารวมกัน ส่วนการสอบสัมภาษณ์นั้นอาจารย์คนไหนอยากได้นิสิตแบบไหนก็ให้มาสอบสัมภาษณ์เอง จะได้ไม่ต้องบ่นเรื่องคุณภาพนิสิต ถ้าไม่มาสอบสัมภาษณ์หรือไม่ฝากให้อาจารย์คนอื่นสอบแทน แล้วไม่ได้นิสิตเข้ามาทำวิจัยด้วยก็อย่าว่ากัน พอคัดเลือกนิสิตได้แล้วก็ส่งชื่อให้กับภาควิชาเพื่อเดินเรื่องงานธุรการประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านต่อไป ส่วนอาจารย์คนนั้นก็ต้องรับนิสิตที่ตัวเองส่งรายชื่อนั้นไปทำวิจัยด้วย

เราใช้วิธีนี้ในการแก้ปัญหาสามประการที่กล่าวมาข้างต้นอยู่หลายปี แต่ท้ายสุดก็มีปัญหาใหม่เกิดขึ้นอีก ทำให้ต้องมีการปรับปรุงรูปแบบการคัดเลือกใหม่ ปัญหาดังกล่าวคือ "รูปแบบการสอนของอาจารย์และรูปแบบการเรียนที่นิสิตต้องการนั้นมันไม่ตรงกัน" หรือที่ผมมักเรียกว่า "ความถี่ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนไม่ตรงกัน" และปัญหาเรื่อง "ไม่ชอบหัวข้อทำวิจัย"

กล่าวคือหลังจากที่เปลี่ยนมาใช้การสอบสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว ในช่วงเช้าของวันสอบสัมภาษณ์ก็จะให้ผู้สมัครเข้ามารับทราบข้อมูลว่าแต่ละกลุ่มวิจัยหรืออาจารย์แต่ละคนนั้นทำวิจัยเรื่องอะไรอยู่ และรับนิสิตเข้าทำวิจัยกี่คน จากนั้นก็จะทำการสอบสัมภาษณ์ในช่วงบ่าย ผลที่ตามมาคือผู้สมัครนั้นไม่มีเวลาที่จะพิจารณาข้อมูลที่ได้รับหรือหาข้อมูลเพิ่มเติม จำนวนไม่น้อยที่เลือกกลุ่มวิจัยโดยดูจากจำนวนที่กลุ่มนั้นรับเป็นหลัก กล่าวคือถ้ากลุ่มไหนรับมากก็จะเลือกกลุ่มนั้น (เพราะคิดว่ามีโอกาสได้สูง) แทนที่จะเลือกจากหัวข้อที่ตนเองชอบ แต่งานนี้จะไปโทษผู้สมัครก็ไม่ได้ เพราะเสียเงินค่าสมัครสอบมาแล้ว ยังไงก็ต้องหาทางเข้าเรียนให้ได้ก่อน ปัญหาที่จะเกิดตามมาค่อยแก้กันทีหลัง ขืนไปเลือกหัวข้อที่ตนเองชอบแต่มีการรับเข้าน้อยมาก โอกาสได้เรียนต่อก็จะต่ำ เหมือนกับเสียเงินค่าสมัครไปฟรี ๆ (เรื่องการหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่จะเลือกเรียนด้วยที่จัดเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง ขอยกไปเป็นหัวข้อ Memoir ต่างหากที่จะออกเป็นฉบับต่อไป)

สุดท้ายเราก็เลยแก้ปัญหาด้วยการจัดการส่งอาจารย์ออกไปประชาสัมพันธ์หลักสูตรและจัดงาน "เปิดบ้าน" หรือที่นิยมเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "Open House" เพื่อให้ผู้สนใจเข้าสมัครได้มีเวลาสืบหาข้อมูล ได้พบกับผู้ที่เรียนอยู่แล้วและอาจารย์ผู้สอน และมีเวลาพิจารณาตัดสินใจเลือกกลุ่มวิจัยที่จะเรียนด้วย

การจัดการประชาสัมพันธ์หลักสูตรและจัดงาน Open House นั้นเรียกว่าแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพของนิสิตที่อาจารย์รับเข้าไป และรูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างอาจารย์กับนิสิตได้เยอะเหมือนกัน (แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่นะ คอยอ่านต่อในเรื่องการหาอาจารย์ที่ปรึกษาก็แล้วกัน) แต่ต่อมาก็มีผู้ที่ไม่พอใจกับรูปแบบดังกล่าว เพราะมันไปทำให้ "เกรดเฉลี่ย" ของนิสิตที่รับเข้ามาทั้งหมดนั้นมันดูไม่ดี

กล่าวคือในช่วงแรก ๆ นั้นเรารับผู้ที่จบปริญญาตรีด้วยเกรดเฉลี่ย ๒.๐๐ ขึ้นไป (ก็ทุกคนที่จบนั่นแหละ) อาจารย์บางคนก็ดูเกรดเพียงอย่างเดียว (คือเลือกเกรดสูงไว้ก่อน หรือไม่ก็เลือกเกรดต่ำไว้ก่อน) บางคนก็ดูสถาบันที่ผู้สมัครจบมากกว่าเกรด บางคนก็ดูหลาย ๆ อย่างรวมกัน ซึ่งทำให้เราได้นิสิตที่จบมาด้วยเกรดป.ตรีหลากหลายมาก (ตั้งแต่ ๒.๐๐ ไปจนถึงเกียรตินิยมอันดับ ๑) ทีนี้เวลาที่ผู้บริหารเขาเอาไปคุยข่มกัน หรือเอาไปโฆษณาคนข้างนอก หรือเวลาที่เขาประเมินการทำงานของผู้บริหาร เขาก็จะคุยช่มกันว่าคนที่มาเรียนกับเขานั้นมีเกรดเฉลี่ยสูงเท่านั้นเท่านี้ (แต่ไม่ยอมบอกว่ากำหนดเกรดขั้นต่ำที่จะรับสมัครอยู่ที่ใด หรือรับทั้งหมดกี่คน) ก็เลยมีการคิดหาวิธีทำให้ค่าเกรดเฉลี่ยของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามานั้นสูงขึ้น และวิธีการง่าย ๆ ก็คือการกำหนดเกรดป.ตรีขั้นต่ำที่จะสมัครได้

ปีแรกที่มีการกำหนดเกรดนั้น ก็มีการคัดค้านกันอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดก็ออกมาทำนองเป็นว่าขอให้ลองใช้ดูก่อนแล้วค่อยปรับแก้กันอีกที การเพิ่มเกรดขั้นต่ำครั้งแรกนั้นตั้งไว้ที่ ๒.๗๕ ผลที่ตามมาก็คือ "เกรดเฉลี่ย" ของผู้ที่รับเข้ามานั้นสูงขึ้น มีการคุยกันใหญ่ว่าผลงานของเขาทำให้ได้นิสิตคุณภาพสูงขึ้น แต่เกรดเฉลี่ยที่สูงขึ้นนั้นก็สูงกว่าสมัยที่กำหนดเกรดเฉลี่ยขั้นต่ำไว้ที่ ๒.๐๐ เพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ยังไม่สามารถรับนิสิตได้ครบจำนวนตามต้องการ (ดูเหมือนว่าจะขาดไปประมาณ ๒๐-๓๐ คน) ทำให้ต้องมีการเปิดรับเพิ่มในภาคการศึกษาปลาย สุดท้ายก็ต้องนำเอาเกรดขั้นต่ำมาพิจารณากันใหม่ ก่อนที่จะได้ข้อสรุปอยู่ตรงที่ ๒.๕๐ ดังเช่นปัจจุบัน

ตอนนี้ได้ยินคนปล่อยข่าวว่าระบบนี้ทำให้ได้นิสิตที่มีคุณภาพไม่ดีเพราะไม่มีการสอบข้อเขียน จริง ๆ แล้วนิสิตที่รับเข้ามานั้นจะมีคุณภาพอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์ผู้รับ เพราะเป็นคนรับเข้ามาเอง ตัวเองเลือกคนมีคุณภาพไม่ตรงความต้องการของตัวเองแล้วไปโทษระบบได้อย่างไร พอโต้แย้งตรงนี้ไม่ขึ้นก็ไปโวยต่อว่าผลการเรียนวิชาต่าง ๆ นั้นออกมาไม่ดี ซึ่งการที่นิสิตมีผลการเรียนออกมาไม่ดีนั้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ไม่ใช่โยนความผิดทั้งหมดไปที่นิสิต และอีกอย่างคืออาจารย์ผู้สอนก็ต้องรับผิดชอบผลการเรียนที่ให้แก่นิสิตแต่ละคน ถ้าคิดว่าเขาไม่เหมาะสมที่จะสอบผ่านก็ต้องให้เขาสอบตก หรือถ้าต้องพ้นสภาพนิสิตก็ต้องยอมรับความจริงเพื่อการควบคุมคุณภาพ (แต่ต้องชี้แจงได้นะว่าการสอบนั้นเป็นการสอบที่มีมาตรฐาน เทียบเคียงกับก่อนหน้าได้ ไม่ใช่ใช้ความไม่พอใจส่วนตัวแกล้งนิสิต) ไม่ใช่ให้เหตุผลว่าต้อง "จำใจให้ผ่าน" เพราะกลัวว่าจะมีปัญหา ตรงนี้ถ้าคิดว่าการให้นิสิตสอบตกนั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบและถูกต้องแน่นอนแล้วทำไมจึงต้องกลัวว่าจะมีปัญหา

ฉบับต่อไปจะเล่าเรื่องการเลือกอาจารย์ที่ปรึกษา เผื่อว่าพวกคุณมีน้อง ๆ หรือเพื่อน ๆ สนใจจะมาเรียนต่อที่ภาควิชานี้ จะได้ให้คำแนะนำที่อาจเป็นประโยชน์แก่เขาได้

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

แต่งตัวไปสอบสัมภาษณ์งาน MO Memoir : Sunday 25 April 2553

เมื่อสักประมาณ ๑๐ ปีที่แล้วมีนิสิตหญิงผู้หนึ่ง (กำลังจะจบป.เอก) ผ่านการสอบสัมภาษณ์งานรอบแรกของโรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งที่สำนักงานในกรุงเทพ ทางบริษัทก็ให้ไปทำการสอบสัมภาษณ์รอบที่สองที่ตัวโรงกลั่นเองที่อยู่ต่างจังหวัด เขาก็มาปรึกษาผมว่าจะแต่งตัวอย่างไรดีในการไปสอบสัมภาษณ์ครั้งนี้


ผมก็บอกเขาว่า "ให้โทรไปถามเขาซิ แต่อย่าถามว่าให้แต่งตัวอย่างไร ให้ถามคำถามอื่นแทน"


อย่าแปลกใจถ้าคุณต้องไปสอบสัมภาษณ์แล้วถามเขาว่าต้องแต่งตัวอย่างไร แล้วเขาตอบกลับมาว่า "แต่งยังไงก็ได้" เพราะนั่นเป็นข้อสอบข้อแรกที่เขาต้องการสอบวิจารณญานในการคิดของคุณ คุณควรแต่งตัวอย่างไรนั้นควรต้องใช้ความรู้สึกของคนที่คุณจะต้องไปคุยกับเขาด้วย (ซึ่งตรงนี้ยาก เพราะคุณไม่รู้ว่าคนคนนั้นเป็นใคร แต่น่าจะพอเดาได้จากตำแหน่งหน้าที่และอายุของเขา) ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกของเพื่อนฝูงว่าอย่างนี้ก็ใช้ได้ เพราะบ่อยครั้งที่การแต่งตัวของผู้เข้าสอบนั้นดูดีในหมู่เพื่อนฝูงที่เป็นวัยรุ่นด้วยกัน แต่คนที่มาสัมภาษณ์ (ซึ่งมีวัยอาวุโสมากกว่านั้น) รับการแต่งกายแบบนั้นไม่ได้

การไปสอบสัมภาษณ์ที่สำนักงานในกรุงเทพ (ก็ชัดเจนว่าเป็นการพูดคุยกันในห้องทำงาน) คุณก็คงคิดเองได้ว่าควรแต่งกายอย่างไร แต่การให้ไปสอบสัมภาษณ์ที่โรงงาน (สถานที่ที่ต้องไปทำงานจริง และผู้ที่มาสอบสัมภาษณ์ก็เป็นผู้ที่ต้องการคนไปทำงานด้วย) นั้นอาจเป็นการสอบสัมภาษณ์ ณ อาคารสำนักงานของโรงงาน หรือมีการนำไปเข้าเยี่ยมชมโรงงานจริง หรือทั้งสองอย่าง รูปแบบการแต่งตัวที่พวกที่ทำงานในสำนักงานนั้นชอบ (ซึ่งมักจะเป็นรูปแบบที่ดูหล่อดูสวยไว้ก่อน) มักจะไม่เหมาะสมกับการทำงานในโรงงาน (ที่ต้องรัดกุมปลอดภัยไว้ก่อน และมักจะดูไม่ได้เรื่องในสายตาของคนทำงานสำนักงาน) แต่ปัญหาก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการสอบนั้นจะเป็นรูปแบบไหน ซึ่งจะรู้ได้โดยการ "ถาม"


คำถามที่ผมแนะนำให้นิสิตผู้นั้นโทรไปถามทางบริษัทคือ "มี ข้อห้ามหรือข้อจำกัดใดบ้าง ของการแต่งตัวเข้าโรงงาน" กล่าวคือให้โทรไปถามระเบียบการแต่งกายเข้าโรงงานว่ามีข้อห้ามใดบ้าง โดยลองถามเขาว่าห้ามนำอุปกรณ์ใดไปบ้างหรือเปล่า (เช่นพวกอุปกรณ์สื่อสาร) และถามเขาต่อไปว่าในการเข้าไปในเขตโรงกลั่นมีข้อห้ามใดบ้างหรือเปล่า ถ้าเขาตอบมาว่าไม่มีการเข้าไปโรงกลั่นคุณก็พอจะเดาได้เลยว่าน่าจะเป็นเพียงแค่การคุยกันที่อาคารสำนักงานเท่านั้น แต่ถ้าเขาบอกข้อจำกัดมาให้ก็น่าจะเดาไว้ก่อนว่าต้องมีการพาเข้าโรงกลั่น

นิสิตชายไม่ค่อยมีปัญหาเท่าใดในการแต่งตัวเพราะมักจะต้องใส่รองเท้าหนังและเสื้อเชิ้ตอยู่แล้ว (แต่คงไมใช่กางเกงยีนส์) ส่วนนิสิตหญิงมักจะมีปัญหาว่าควรสวมกระโปรงหรือกางเกง ถ้าสอบสัมภาษณ์ในสำนักงานการสวมกระโปรงไปสอบก็ดูดีกว่า แต่ถ้าเข้าโรงงานการสวมกางเกงก็จะเหมาะสมกว่า แต่ในกรณีนี้ต้องไปทั้งสองที่แล้วจะให้ทำอย่างไร

ผมก็บอกเขาให้สวมกางเกงไป (กางเกงสแล็คแบบของผู้หญิง) รองเท้ารัดกุม (ไม่ใช่ชนิดส้นสูงจนเดินโรงงานไม่ได้) สวมเชิ้ตโดยอาจมีเสื้อนอกสวมทับ แบบสาวทำงานออฟฟิต เก็บผมให้ดูไม่รก เครื่องประดับ (โดยเฉพาะตุ้มหู) อย่าให้ดูรกรุงรัง ส่วนเรื่องการแต่งหน้าก็ไม่ได้แนะนำอะไรมากเพราะผู้หญิงน่าจะรู้ดีกว่าผู้ชายอยู่แล้ว ก็คือให้เหมาะกับอาชีพที่ไปสมัครงาน


ในการสอบวันนั้นมีผู้เข้าสอบ ๕ คน เขาพาไปดูโรงงานก่อนแล้วให้กลับมานั่งเขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษความยาวไม่เกิน ๒ หน้ากระดาษ A4 เกี่ยวกับสิ่งที่เข้าไปเห็นในโรงงาน จากนั้นก็เรียกเข้าสัมภาษณ์ทีละคน โดยเรียกคนที่มีเกรดมากที่สุดเข้าไปคุยก่อน นิสิตหญิงผู้นี้เกรดต่ำสุด (ในบรรดา ๕ คนนั้น) เลยถูกเรียกเข้าไปสอบสัมภาษณ์เป็นคนหลังสุด และบทความภาษาอังกฤษนั้นก็เขียนไปเพียงแค่ครึ่งหน้ากระดาษ A4 เท่านั้นเอง ในขณะที่อีก ๔ คนที่เหลือเขียนกันเต็มสองหน้า A4


ผลสอบออกมาปรากฏว่าจากที่เรียกไปสัมภาษณ์ที่โรงงาน ๕ คนนั้น เขาเป็นผู้เดียวที่ทางบริษัทรับเข้าทำงาน เขายังกลับมานั่งคุยกับผมเรื่องสิ่งที่เขาเขียนไปเพียงแต่ครึ่งหน้า ในขณะที่คนอื่นเขียนไปถึงสองหน้าเต็ม ทำให้เราพอเดาได้ว่าสิ่งที่ผู้สอบเขาดูในสิ่งที่เขียนนั้น เขาไม่ได้ดูภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว แต่เขาดูเนื้อหาและความคิดที่เขียนลงไป อีก ๔ คนที่เขาไม่รับนั้นดูเหมือนจะเขียนประเภทว่าได้ไปเห็นอะไร มีอะไรบ้าง (ตามโจทย์ที่เขาบอก) แต่นิสิตหญิงผู้นี้กลับเขียนในทำนองว่าเรื่องทางเทคนิคนั้นทางโรงกลั่นก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วและน่าจะรู้ดีกว่าเขาด้วย เขาก็เลยเขียนเรื่องวิจารณ์โรงกลั่นเรื่องอื่นแทน


เรื่องนี้นำมาเล่าให้ฟังเป็นประสบการณ์ ไม่ได้หมายความว่าถ้าคุณทำตามแบบนี้อีกแล้วจะได้งาน คิดเสียว่าเป็นประสบการณ์การสอบที่ทำให้ได้งานทำของคนคนหนึ่งเมื่อสัก ๑๐ ปีที่แล้ว