หมายเหตุ
:
เนื้อหาในบทความชุดนี้อิงจากมาตราฐาน
API 2000 7th
Edition, March 2014. Reaffirmed, April 2020
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจ
ดังนั้นถ้าจะนำไปใช้งานจริงควรต้องตรวจสอบกับมาตรฐานฉบับล่าสุดที่ใช้ในช่วงเวลานั้นก่อน
สำหรับตอนนี้ก็จะเป็นส่วนที่เหลือของ
Annex ฺC
(informative) โดยเกี่ยวข้องกับ
Pilot operated
relief valve แต่ก่อนที่จะเข้าเรื่องนี้
ลองมาทำความรู้จักกับ Pilot
operated relief valve (หรือ Pilot
operated vent valve) กันสักหน่อยก่อนดีกว่า
ว่ามันแตกต่างจากวาล์วระบายความดัน
(Safety valve
หรือ Relief
valve) ก่อนหน้านี้อย่างไร
อุปกรณ์ระบายความดันก่อนหน้านี้จะใช้น้ำหนักหรือแรงกดจากสปริง
กดชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ปิดกั้นช่องทางการระบาย
(เช่นอาจเป็นแผ่น
disc หรือ
piston)
ต้านกับความดันภายในถัง
แต่ Pilot
operated relief valve
จะใช้ความดันภายในถังเองเป็นตัวกดชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ปิดกั้นช่องทางการระบายให้ปิด
เพื่อให้เห็นภาพลองดูรูปที่
๑ ข้างล่างประกอบ
ในขณะที่วาล์วปิด
(รูปที่
๑ ซ้าย)
ความดันในถัง
(สีเขียว)
จะพยายามดัน
(จากทางด้านล่าง)
ให้ตัว piston
ยกตัวขึ้นจาก
valve seat
แต่ fluid
ในถังส่วนหนึ่งจะไหลไปตามท่อ
(สีเขียว)
ผ่านตัว pilot
(ที่อยู่ทางด้านขวา)
เข้าไปในตัว
dome และกดตัว
piston
(จากทางด้านบน)
ลงล่าง
แม้ว่าความดันทางด้านบนและด้านล่างของตัว
piston
จะเท่ากัน
แต่พื้นที่ด้านบนนั้นจะมากกว่าด้านล่าง
ทำให้แรงกดจากทางด้านบนสูงกว่าทางด้านล่าง
piston
ก็เลยอยู่ในตำแหน่งปิด
(แรงกดเท่ากับผลคูณระหว่างความดันกับพื้นที่ที่ความดันนั้นกระทำ)
รูปที่ ๑
การทำงานของ Pilot
operated relief valve รูปซ้ายเป็นขณะเมื่อวาล์วปิด
รูปขวาเป็นขณะเมื่อวาล์วเปิด
ตัว
pilot
(ที่อยู่ทางด้านขวาบน)
จะใช้แรงสปริงกดให้
piston ของตัว
pilot (สีฟ้า)
ปิดช่อง blowdown
เอาไว้
ถ้าความดันในถังเพิ่มขึ้นจนถึงจุดที่เอาชนะแรงกดจากสปริงของตัว
pilot ได้
ตัว piston
ของตัว pilot
ก็จะยกตัวขึ้นเพื่อเปิดช่อง
blowdown
และในขณะเดียวกันก็จะปิดช่องทางไม่ให้ความดันในถังเข้าไปกดตัว
piston
ของวาล์วระบายความดันจากทางด้านบนได้
ทำให้ความดันที่กดอยู่ทางด้านบนของตัว
piston
ของวาล์วระบายความดันระบายออกสู่บรรยากาศผ่านทางช่อง
pilot discharge
แรงกดจากทางด้านบนก็จะลดลง
ความดันในถังก็จะสามารถดันให้ตัว
piston
ของวาล์วระบายความดันยกตัวขึ้นจาก
valve seat
ซึ่งเป็นการเปิดช่องทางให้ความดันในถังนั้นระบายออกไป
และเมื่อความดันในถังลดลงจนตัว
piston ของตัว
pilot ปิดช่อง
blowdown
ก็จะเปิดช่องทางให้ความดันในถังสามารถไหลเข้าไปกดตัว
piston
ของวาล์วระบายความดันได้
การระบายความดันก็จะยุติ
รูปที่ ๒
เริ่มหัวข้อ C.3
เรื่องของ Pilot
operated relief valve
รูปที่ ๓
โครงสร้างของ Pilot
operated relief valve
ที่ป้องกันทั้งความดันสูงเกินและการเกิดสุญญากาศในถังเก็บ
หัวข้อ
C.3 (รูปที่
๒)
เป็นเรื่องเกี่ยวกับวาล์วระบายความดันชนิด
Pilot operated
โดยหัวข้อ C.3.1
ที่เป็นคำบรรยายเริ่มต้นกล่าวกว่าวาล์วระบายความดันชนิด
Pilot operated
มีทั้งชนิดที่ใช้ระบายความดันสูงเกิน,
ป้องกันการเกิดสุญญากาศในถัง
และทำได้ทั้งสองหน้าที่
และด้านขาออกของวาล์วชนิดนี้บางรูปแบบจะมีหน้าแปลน
เพื่อไว้สำหรับต่อท่อเพื่อระบายไอที่ระบายออกมานั้นให้ระบายออกไปไกล
ๆ สิ่งที่ไม่เหมือน direct
acting vent valve (คือพวกใช้สปริงกดหรือใช้น้ำหนักกด)
คือวาล์วชนิด Pilot
operated นี้ใช้ช่องทางระบายเดียวกันในการระบายความดันออก
(เพื่อป้องกันความดันในถังสูงเกิน)
และยอมให้อากาศไหลเข้า
(เพื่อป้องกันความดันในถังต่ำเกิน)
และอ้างอิงไปยังรูป
C.6 (รูปที่
๓ หมายเหตุ :
ในเนื้อหานั้นมีการอ้างถีงรูป
C.6 ก่อน
C.5)
รูปที่ ๔
หัวข้อ C.3.2
หัวข้อ
C.3.2 (รูปที่
๔)
กล่าวถึงหลักการทำงาน
โดยย่อหน้าแรกกล่าวว่า
Pilot operated vent
valve สำหรับใช้ระบายความดันนั้นใช้ความดันภายในถัง
ไม่ใช่น้ำหนักหรือสปริง
ในการกดให้ช่องระบายความดันปิด
ตัว seat
plateจะถูกปิดด้วยความดันภายในถังที่กระทำต่อไดอะแฟรมที่มีพื้นที่มาก
(เลข
6 ในรูปที่
๓)
ความดันภายในถังจะกดลงบนพื้นที่ที่ใหญ่กว่าพื้นที่ปิดกั้นของตัว
seat plate
ทำให้แรงรวมอยู่ในทิศทางที่ทำให้วาล์วปิด
ปริมาตรเหนือแผ่นไดอะแฟรมเรียกว่าโดม
(ที่ว่างเหนือแผ่นไดอะแฟรม
6 ในรูปที่
๓)
ถ้าตัวแผ่นไดอะแฟรมได้รับความเสียหาย
ความดันภายในโดมจะลดลง
วาล์วก็จะเปิด
ย่อหน้าที่สองกล่าวว่า
pilot
คือวาล์วควบคุมขนาดเล็กที่ทำหน้าที่ตรวจวัดความดันในถังตลอดเวลา
เมื่อความดันในถังสูงถึงค่าที่ตั้งไว้
pilot
ก็จะทำงานเพื่อลดความดันของปริมาตรที่ว่างในโดม
แรงที่กดให้ seat
plate ปิดนั้นก็จะลดลง
ทำให้แผ่น seat
plate ยกตัวขึ้นเพื่อยอมให้ความดันในถังระบายผ่านวาล์วระบาย
เมื่อความดันในถังลดลง
pilot ก็จะปิดตัว
ความดันของปริมาตรที่ว่างในโดมก็จะเพิ่มขึ้น
ตัว seat
plate ก็จะปิดเข้ากับ seat
อีกครั้ง pilot
ที่ใช้งานกันอยู่นั้นมีรูปแบบการทำงานสองรูปแบบคือ
"modulating"
และ "snap"
รูปแบบ moderating
นั้นตัววาล์วระบายความดันจะค่อย
ๆ
เปิดมากขึ้นตามความดันในถังที่เพิ่มสูงขึ้นจนถึงอัตราการระบายสูงสุดที่ค่าความดันระบายที่กำหนดไว้
วาล์วชนิด modulating
นั้นจะปิดตัวที่ความดันใกล้เคียงกับค่าความดันระบายที่กำหนดไว้
ในกรณีของวาล์วแบบ snap
นั้น
วาล์วจะเปิดอย่างรวดเร็วที่ค่าความดันที่ตั้งไว้และให้อัตราการระบายสูงถึงค่าที่กำหนดที่ค่าความดันระบายที่กำหนดไว้
ย่อหน้าที่สามกล่าวว่า
Pilot operated
relief valve จะเปิดเต็มที่ที่ค่าความดันสูงเกินหรือต่ำกว่าค่านี้
10% (ดู
Figure C.5
หรือรูปที่ ๕)
รูปแบบการยกตัวแบบนี้ทำให้การป้องกันความดันสูงเกินสามารถทำได้ด้วยการใช้อุปกรณ์ระบายความดันที่มีขนาดเล็กกว่าหรือด้วยจำนวนที่น้อยกว่า
นอกจากนี้เมื่อเทียบกับวาล์วชนิด
direct acting แล้ว
Pilot operated
relief valve
สามารถทำให้ถังเก็บทำงานที่ความดันใกล้เคียงกับค่าความดันที่ตั้งไว้
หมายเหตุ
:
ในกรณีที่วาล์วระบายความดันเพียงตัวเดียวไม่สามารถระบายได้ทัน
(คือถ้าจะใช้วาล์วเพียงตัวเดียวระบายความดันได้ทัน
วาล์วต้องมีขนาดใหญ่มาก)
ก็จะใช้การติดตั้งวาล์วระบายความดันหลายตัวโดยให้ค่อย
ๆ เปิดทีละตัวเป็นลำดับเมื่อความดันในถังเพิ่มสูงขึ้น
และด้วยการที่การระบายความดันเป็นการทำให้สารที่บรรจุอยู่ในถังรั่วไหลออกสู่บรรยากาศ
การที่ถังสามารถทำงานที่ความดันใกล้เคียงกับค่าความดันที่ตั้งไว้ก็จะช่วยลดการสูญเสียตรงนี้
รูปที่ ๕
Pilot operated
relief valve ที่มีไดอะแฟรมเพียงแผ่นเดียว
ย่อหน้าที่สี่กล่าวว่า
Pilot operated
relief valve สำหรับการป้องกันสุญญากาศในถังจะใช้ความดันบรรยากาศกดให้
seat plate
ปิดเข้ากับตัว seat
แรงที่กดให้ seat
plate ปิดนั้นจะเท่ากับพื้นที่ของตัวแผ่น
disc
คูณกับผลต่างความดันที่กระทำต่อตัว
seat plate
ผลต่างความดันนี้เท่ากับความดันบรรยากาศบวกกับความดันสุญญากาศภายในถัง
เมื่อความดันในถังเท่ากับค่าความดันที่ตั้งไว้ของ
pilot ตัว
pilot
ก็จะเปิดเพื่อให้ปริมาตรที่ว่างขนาดใหญ่เหนือแผ่นไดอะแฟรมนั้นมีความดันเท่ากับความดันสุญญากาศในถัง
ความดันบรรยากาศที่กระทำทางด้านล่างของแผ่นไดอะแฟรมก็จะทำให้แผ่นไดอะแฟรมยกตัวขึ้น
ทำให้ seat
plate ยกตัวขึ้นจาก seat
และ seat
plate
และไม่จำเป็นต้องให้ความเป็นสุญญากาศในถังเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยหรือไม่ก็อยู่ที่ค่าความดันสุญญากาศที่ตั้งไว้เพื่อให้
seat plate ยกตัวจาก
seat เต็มที่
และเมื่อความเป็นสุญญากาศลดต่ำลง
ตัว pilot
ก็จะปิดและยอมให้ความดันบรรยากาศเข้าไปในโดมเพื่อกด
seat plate ให้ปิด
ย่อหน้าที่ห้าของหัวข้อ
C.3.32
กล่าวว่าในกรณีที่แผ่นไดอะแฟรมได้รับความเสียหาย
ความดันบรรยากาศจะเข้าไปในตัวโดมและป้องกันไม่ให้ความดันสุญญากาศในถังสร้างผลต่างของแรกที่จะไปยกตัว
seat plate
ในท้องตลาดมีวาล์วระบายความดันที่มีไดอะแฟรมสองชิ้นที่สามารถป้องกันความเสียหายดังกล่าว
(รูป
C.6 หรือรูปที่
๓)
โดยไดอะแฟรมตัวหนึ่งทำหน้าที่ป้องกันความดันสูงเกินและไดอะแฟรมอีกตัวหนึ่งทำหน้าที่ป้องกันความดันสุญญากาศ
ไดอะแฟรมแต่ละชิ้นจะอยู่แยกจากกันและได้รับการป้องกันจากการไหลของ
fluid
และได้รับการรองรับไว้เต็มที่เพื่อลดความเค้นให้เหลือน้อยสุด
แผ่นไดอะแฟรมสำหรับการป้องกันสุญญากาศนั้นจะเคลื่อนตัวก็ต่อเมื่อต้องทำหน้าที่ป้องกันความดันสุญญากาศ
ซึ่งเป็นการยืดอายุการทำงานของแผ่นไดอะแฟรม
รูปที่ ๖
หัวข้อ C.3.3
และ C.3.4
หัวข้อ
C.3.3 (รูปที่
๖)
เป็นเรื่องของการปิดสนิทและการระบายความดัน
ย่อหน้าแรกกล่าวว่า Pilot
operated relief valve ที่ใช้งานที่ความดันต่ำนั้นตัว
seat
จะทำจากวัสดุที่มีความอ่อนเพื่อให้สามารถมั่นใจว่าปิดได้สนิท
สิ่งที่ไม่เหมือนกับวาล์วระบายความดันชนิด
direct acting คือ
การปิดแน่นของ Pilot
operated relief valve จะเพิ่มขึ้นตามความดันที่เพิ่มขึ้น
แรงกดนี้จะเพิ่มสูงสุดจนถึงขณะก่อนที่วาล์วจะเปิด
ทำให้ไม่เกิดการรั่วไหลแม้ว่าความดันภายในถังจะเพิ่มขึ้นหรือเมื่อความดันในถังถูกรักษาไว้ให้ใกล้เคียงกับค่าความดันที่จะให้วาล์วระบายความดันทำงาน
แรงที่กระทำเพื่อให้วาล์วเปิดก็จะมีค่าสูงสุดเนื่องจากแรงที่กดให้วาล์วปิดนั้นถูกกำจัดให้หมดไปหรือลดน้อยลงไปเมื่อค่าความดันเพิ่มสูงถึงค่าที่ต้องการให้วาล์วเปิด
แรงที่กระทำนั้นจะเท่ากับผลคูณของพื้นที่ของ
seat plate
(ที่ความดันกระทำ)
คูณกับค่าความดันภายในถังที่กระทำต่อพื้นที่ดังกล่าว
หมายเหตุ
:
วาล์วระบายความดันชนิด
direct acting
จะใช้แรงสปริงกดให้วาล์วปิด
ซึ่งแรงกดของสปริงนี้ไม่ขึ้นกับค่าความดันในถัง
เมื่อความดันในถังเพิ่มสูงขึ้น
ผลต่างระหว่างแรงกดของสปริงกับค่าความดันในถังก็จะลดลง
และเมื่อวาล์วเริ่มเปิด
สปริงจะมีการหดตัว แรงต้านจะสูงขึ้น
ทำให้การดันให้วาล์วเปิดมากขึ้นต้องใช้แรงมากขึ้น
หมายเหตุ
:
วัสดุที่มีความอ่อนในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นวัสดุพวกอิลาสโตเมอร์
อาจเป็นโลหะที่มีความแข็งน้อยกว่าตัว
seat plate ก็ได้
ย่อหน้าที่สองของหัวข้อ
C.3.3
กล่าวว่าการระบายออกของ
Pilot operated
relief valve จะน้อยกว่าวาล์วชนิด
direct acting
(การระบายออกหรือ
blowdown
ในที่นี้คือช่วงเวลาตั้งแต่ความดันในถังลดต่ำลงถึงค่าความดันที่ตั้งให้วาล์วเปิด
จนถึงค่าความดันในถังเมื่อวาล์วปิด
ซึ่งค่าความดันในถังเมื่อวาล์วปิดนั้นจะต่ำกว่าค่าความดันที่ตั้งให้วาล์วเปิด)
สำหรับวาล์วชนิด snap
action โดยทั่วไปค่าความดันที่วาล์วปิดจะต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ประมาณ
7%
และในกรณีของวาล์วชนิด
modulating
ก็จะมีค่าน้อยกว่านี้
หัวข้อ
C.3.4 (รูปที่
๖)
เป็นเรื่องของการหาขนาดและการตั้งค่าความดัน
หัวข้อนี้กล่าวว่าขนาดของ
Pilot operated
relief valve ที่ใช้งานที่ความดันต่ำโดยทั่วไปจะมีขนาดอยู่ระหว่าง
50 mm (2")
ถึงประมาณ 600
mm (24") ช่วงค่าความดันที่สามารถตั้งให้เปิดมีตั้งแต่
103.4 kPa (gauge)
(15 psig) ถึง -101.3
kPa (gauge) (-14.7 psig) (ความดันติดลบในที่นี้คือความดันสุญญากาศ
ค่าติดลบบ่งบอกว่าต่ำกว่าความดันบรรยากาศมากน้อยเท่าใด)
โดยทั่วไปความดันต่ำสุดที่ทำให้วาล์วเปิดจะอยู่ในช่วง
0.5 kPa (gauge) (2
in. H2O) ถึง -0.5
kPa (gauge) (-2 in. H2O ) (ความดันสุญญากาศ)
รูปที่ ๗
หัวข้อ C.3.5
รูปที่
๗ เป็นตัวข้อ C.3.5
ซึ่งเป็นหัวข้อสุดท้ายของ
Annex C
เป็นเรื่องของตัวเลือกเพิ่มเติม
โดยย่อหน้าแรกกว่าว่าเพื่อทดสอบยืนยันค่าความดันที่ตั้งเอาไว้
อาจมีจุดเชื่อมต่อสำหรับการทดสอบหน้างานที่ยอมให้สามารถทำการตรวจสอบค่าความดันที่ตั้งไว้
โดยที่วาล์วระบายความดันยังคงติดตั้งอยู่ในตำแหน่งและทำการให้ความดัน
ย่อหน้าที่สองกล่าวว่าอาจมีการติดตั้งวาล์วสำหรับทำให้
Pilot operated
relief valve ที่ใช้เป็นอุปกรณ์ระบายความดันทำงาน
ถ้าต้องการระบายความดันภายในถัง
วาล์วนี้อาจทำงานด้วยมือที่ตัววาล์วระบายความดัน
หรือด้วยการสั่งการควบคุมระยะไกลจากห้องควบคุม
สำหรับการติดตั้งที่ทำให้การสูญเสียความดันในท่อด้านขาเข้าอาจส่งผลให้วาล์วนั้นมีการปิดเปิดอย่างรวดเร็วเป็นวงรอบ
(เช่นในกรณีที่ต้องเดินท่อเพื่อยกตัววาล์วให้สูงขึ้นจากตัวถังที่ต้องการระบายความดัน)
ในกรณีนี้ก็อาจให้ตัว
pilot
รับความดันจากตำแหน่งด้านขาเข้าของท่อที่ต่อมายังตัววาล์ว
(คือด้านที่อยู่ใกล้ถัง
ไม่ใช่ด้านที่อยู่ใกล้วาล์ว)
วิธีการนี้ช่วยลดโอกาสที่วาล์วจะเกิดการปิดเปิดอย่างรวดเร็วเป็นวงรอบ
แต่ก็จะทำให้ความสามารถในการระบายลดลงเพราะความสามารถในการระบายขึ้นกับค่าความดันที่ทางเข้าตัววาล์ว
หมายเหตุ
:
ในบางกรณีอาจต้องต่อท่อเพื่อยกตัววาล์วระบายความดันใหัสูงขึ้น
เพื่อให้ไอระเหยที่ระบายออกมานั้นฟุ้งกระจายออกไปอย่างปลอดภัย
เมื่อวาล์วระบายความดันเปิด
ความดันด้านขาเข้าของท่อหรือด้านที่ติดกับถังเก็บจะมีค่าสูงกว่าความดันด้านปลายท่อหรือด้านขาเข้าของวาล์วระบายความดัน
จึงทำให้วาล์วระบายความดันอาจปิดเร็วกว่าเมื่อเทียบกับการติดตั้งวาล์วระบายความดันเข้ากับถังเก็บโดยตรง
ย่อหน้าที่กล่าวว่าในกรณีทีฝุ่นผงในถังอาจก่อให้เกิดปัญหาได้
ก็อาจติดตั้งไส้กรองละเอียดภายนอกให้กับท่อตรวจวัดความดัน
และในกรณีที่ไอระเหยของสารในถังเก็บสามารถเกิดการพอลิเมอร์ไรซ์เป็นของแข็งได้
ก็อาจใช้แก๊สเฉื่อย purge
ไล่เข้าไปในท่อตรวจวัดความดัน
เพื่อป้องกันไม่ให้ไอระเหยของสารในถังเก็บเข้ามาในท่อตรวจวัดความดันได้
ย่อหน้าสุดท้ายของหัวข้อ
C.3.5
กล่าวว่าอาจมีการติดตั้งคานสำหรับยกตัว
pilot ให้เปิด
(ดูรูปที่
๘ ประกอบ)
และอุปกรณ์ระบุตำแหน่ง
(ว่าวาล์วเปิดหรือปิด)
ให้กับตัว Pilot
operated relief valve
ตัวคานสำหรับยกนั้นทำให้สามารถทำการตรวจด้วยมือว่าวาล์วระบายความดันยังสามารถทำงานได้อย่างอิสระหรือไม่
การทำงานของคานนี้จะไปเปิดตัววาล์วหลักถ้าหากในถังเก็บมีความดัน
ส่วนตัวระบุตำแหน่งเป็นสวิตช์วัดผลต่างความดันที่สามารถส่งสัญญาณให้ห้องควบคุมทราบว่าวาล์วเปิดหรือปิดอยู่
สำหรับ
Annex C
ก็จบลงเพียงแค่นี้
รูปที่ ๘
วาล์วระบายความดันที่มีคาน
(ลูกศรสีแดงชี้)
ซึ่งเมื่อทำการดึงคานนี้วาล์วก็จะเปิด