แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขนาด tube แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขนาด tube แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ท่อ - Pipe - Tube MO Memoir : Wednesday 29 May 2556

คำว่า pipe และ tube ในภาษาอังกฤษ ถ้าแปลเป็นไทยก็คือ "ท่อ" และในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะท่อที่ทำจากโลหะ
 
ในทางวิศวกรรม pipe และ tube นั้นแม้ว่าจะเป็นท่อ แต่ก็สร้างขึ้นตามข้อกำหนดที่แตกต่างกัน มันมีความแตกต่างกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการผลิต การระบุขนาด วิธีการเชื่อมต่อ ฯลฯ

tube นั้นผลิตขึ้นโดยมีข้อกำหนดเรื่องความคลาดเคลื่อนที่เข้มงวดมากกว่า pipe และตัว tube เองก็จะมีความอ่อนตัวมากกว่า pipe ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปรกติที่เราจะทำการดัด tube ให้โค้งเพื่อเปลี่ยนทิศทางการวางท่อได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการใช้ข้องอหรือข้อต่อโค้งต่าง ๆ ช่วย 
   
ตัวอย่างการใช้ tube ที่เห็นได้ชัดตามบ้านเรือนคือท่อน้ำยาแอร์ จะเห็นว่าช่างสามารถดัดท่อทองแดงดังกล่าวให้โค้งไปมาตามแนวผนังอาคารได้โดยไม่ต้องใช้ข้อต่อช่วย ท่อแก๊ส CNG ในรถยนต์ที่เคยเห็นก็ใช้ tube ทำจาก stainless สำหรับ pipe ถ้าถามว่าสามารถดัดมันให้โค้งได้ไหม คำตอบก็คือพอทำได้เช่นท่อไอเสียรถยนต์ที่ทำจากท่อผนังบาง แต่รัศมีความโค้งต้องมากหน่อย แต่โดยปรกติก็จะไม่ทำกัน จะนิยมใช้ข้องอแบบต่าง ๆ ช่วยในการเปลี่ยนทิศทางการวางท่อมากกว่า เช่นท่อประปาที่เป็นท่อผนังหนา

การระบุขนาดนั้นถ้าเป็น tube จะใช้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก (Outside diameter - OD) และความหนา กล่าวคือถ้าบอกว่า tube ขนาด 1/2 นิ้ว ถ้าเอาเวอร์เนียร์มาวัด OD ของ tube นี้ก็จะได้ 1/2 นิ้ว ส่วนจะมีความหนาเท่าไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าจะให้มันรับความดันเท่าใดที่อุณหภูมิเท่าใด การระบุความหนาของ tube จะระบุไปเลยว่าหนากี่นิ้วหรือกี่มิลลิเมตร ตัวอย่างขนาด tube และความหนาดูได้จากรูปที่ ๑

การระบุขนาดของ pipe นั้นจะใช้ Nominal pipe size (NPS) ตัวเลขนี้มักทำให้ใครหลายต่อหลายคนสับสน
 
ค่า NPS เป็นค่าประมาณของเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน (Inside diameter - ID) ของ pipe ที่ผนังท่อมีความหนามาตรฐาน (Schedule number 40 เดี๋ยวจะอธิบายอีกทีว่ามันคืออะไร) ค่า ID = OD - (2 x t) เมื่อ t คือความหนาของผนังท่อ ถ้าลองเอาตัวเลขขนาด NPS ของ pipe ในรูปที่ 2 มาคำนวณดูโดยใช้ช่องความหนาตรงช่อง Schedule 40 หรือ 40S/STD สำหรับ pipe ขนาด NPS ตั้งแต่ 1 ถึง 12 นิ้วก็จะพบว่าเป็นไปตามนี้ สำหรับ pipe ขนาดตั้งแต่ 14 นิ้วขึ้นไป ตัวเลข NPS จะเท่ากับขนาด OD ของ pipe นั้น
 
การระบุความหนาของ pipe นั้นไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ แต่จะใช้ตัวเลขที่เรียกว่า Schedule number (Sch. no.) ค่า Schedule number คือค่าประมาณที่คำนวณได้จากสมการ

Sch. no. = 1000(P/S)

เมื่อ P = ความดันใช้งานภายใน (internal working pressure หน่วยเป็นแรงต่อพื้นที่ เช่น psig kg/cm2)
S = ความเค้นสูงสุดที่ยอมให้ได้สำหรับวัสดุที่ใช้ทำ ณ ภาวะที่ใช้งาน (allowable stress for the material of construction at the conditions of use มีหน่วยเดียวกันค่า P 

รูปที่ ๑ ตารางแสดงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกและความหนาของ tube (จากคู่มือของ Swagelok) พึงสังเกตอย่างหนึ่งนะว่าไม่มีการผลิต tube ขนาดใหญ่มากเหมือน pipe (ขนาด pipe ดูในรูปที่ ๒ ถัดไป)




รูปที่ ๒ ตารางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกและเส้นผ่านศูนย์กลางภายในของ steel pipe ขนาดต่าง ๆ และน้ำหนักต่อหน่วยความยาว จะเห็นว่าสำหรับ pipe ขนาด OD ตั้งแต่ 14 นิ้วขึ้นไป ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกจะเท่ากับขนาดท่อที่เรียก แต่สำหรับ pipe ขนาดตั้งแต่ 12 นิ้วลงมา ขนาด OD จะใหญ่กว่าขนาดท่อที่เรียก แต่ขนาดท่อที่เรียกนั้นจะประมาณใกล้เคียงกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน (ID) ของท่อที่มีความหนา Sch. 40 (ID = OD - (2 x ความหนา)) ยกเว้นพวก pipe ขนาดเล็กกว่า 2 นิ้ว จะมีความแตกต่างกันมากหน่อย

ตามมาตรฐาน ANSI (The American National Standards Institute) แบ่ง Sch. no. เอาไว้ 11 ค่าด้วยกันคือ 5, 10, 20, 30, 40, 60, 80, 100, 120, 140, และ 160
  
ที่ผมเคยเจอนั้นสำหรับท่อที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากส่วนใหญ่จะเริ่มใช้ที่ Sch. no. 40 (บางทีเขาเรียกท่อสเก็ต 40) แม้ว่าจะสามารถใช้ท่อที่บางกว่านี้ได้ก็ตาม และถ้าต้องรับความดันมากขึ้นก็จะขยับไปใช้ท่อที่ Sch. no. 80 หรือ 160 เลย เหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะจะได้ลดความวุ่นวายในการก่อสร้างและเก็บสำรอง
  
ชื่อเดิมสำหรับท่อที่มีความหนา Sch. no. 40 คือ "standard" สำหรับท่อที่มีความหนา Sch. no. 80 จะเรียกว่า "strong" และสำหรับท่อที่มีความหนา Sch. no. 160 จะเรียกว่า "extra strong"

ข้อต่อของ pipe และ tube นั้นมีทั้งที่เหมือนกัน (เช่นเชื่อม หน้าแปลน) และที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วข้อต่อของ tube จะไม่ไปยุ่งอะไรกับผนังของ tube มากนั้น เราพอจะประมาณได้ว่าความหนาของผนังท่อที่ทำหน้าที่รับแรงก็คือความหนาของ tube นั่นเอง แต่สำหรับ pipe นั้นถ้ามีการใช้ข้อต่อเกลียว ที่ตัวข้อต่อเป็นเกลียวตัวเมีย และต้องมาขึ้นรูปเกลียวตัวผู้บนตัว pipe การขึ้นรูปเกลียวตัวผู้จะทำให้ผนังของ pipe บางลงตรงตำแหน่งร่องเกลียว ดังนั้นความหนาของผนังตรงตำแหน่งร่องเกลียวนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า pipe นั้นจะรับความดันได้ไม่เกินเท่าใด (รูปที่ ๓)


รูปที่ ๓ ในกรณีของ pipe ถ้าใช้ข่อต่อเกลียว จะมีการทำเกลียวบนผิวนอกของ pipe ความหนาของผนัง pipe ส่วนที่รับความดันนั้นต้องหักความลึกของเกลียวออกไปก่อน ดังนั้นความหนาที่เป็นตัวกำหนดความดันที่รับได้จะน้อยกว่าความหนาที่แท้จริงของ pipe

สำหรับผู้ที่ผ่านวิชา mechanics of materials มาแล้วคงจะได้เรียนมาแล้วว่าเวลาที่ภาชนะทรงกระบอกนั้นต้องรับความดัน จะเกิดความเค้น (stress) บนพื้นผิวในสองทิศทางด้วยกัน คือในทิศทางเส้นรอบวงหรือที่เรียกว่า Hoop stress และในทิศทางความยาวหรือที่เรียกว่า Longitudinal stress ที่ค่าความดันภายในใด ๆ นั้น Hoop stress จะมีค่าเป็นสองเท่าของค่า Longitudinal stress ดังนั้นถ้าภาชนะทรงกระบอก (เช่นท่อ) รับความดันไม่ได้ ผนังก็จะฉีกออกตามแนวยาวก่อน (เพราะ Hoop stress ดึงให้ผนังแยกออกจากกัน) ไม่ได้ขาดเป็นสองท่อนออกจากกันตามแนวเส้นรอบวง
 
รอยเชื่อมนั้นจะมีความแข็งแรงต่ำกว่าผิวโลหะปรกติ ดังนั้นถ้าต้องการรับความดันสูงก็มักจะใช้ท่อที่ไม่มีรอยเชื่อมที่เรียกว่า seamless ที่จะรับความดันได้ดีกว่าท่อที่ขึ้นรูปจากการนำเอาแผ่นโลหะมาม้วนเป็นรูปท่อแล้วใช้การเชื่อมไฟฟ้าเชื่อมต่อรอยชนของแผ่นโลหะนั้น


รูปที่ ๔ ความเค้นที่เกิดขึ้นในภาชนะทรงกระบอกเมื่อมีความดันอยู่ภายใน
เมื่อพูดถึงpipe แล้วก็มีอีกคำหนึ่งที่ก่อความวุ่นวายคือ rating หรือ class ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการรับความดันของหน้าแปลน (flange)
 
pipe ส่วนใหญ่ที่ใช้กันในโรงงาน (ยกเว้นพวก pipe ขนาดเล็กหรือสำหรับสารไม่อันตราย เช่น น้ำ อากาศ) มักจะต่อด้วยข้อต่อชนิดเชื่อม และเพื่อให้สามารถถอดแยกจากกันได้ก็จะใช้ข้อต่อชนิดหน้าแปลน (flange) ซึ่งมีหลายแบบ ระบบท่อแบบนี้ถ้าจะเกิดปัญหาการรั่วไหลที่ความดันสูงก็มักจะเกิดตรงตำแหน่งหน้าแปลนที่ประกบกันอยู่ก่อนที่ท่อจะฉีกขาด ดังนั้นจึงมีการกำหนดตัวเลขที่เป็นตัวบ่งบอกว่าหน้าแปลนนั้นรับความดันได้สูงสุดเท่าใด ตัวเลขนี้คือ flange rating
  
flange rating มีหน่วยเป็น "ปอนด์" ที่เห็นกันทั่วไปคือ 150 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุด ถัดไปก็เป็น 300 400 600 900 1500 และ 2500 ปอนด์

ที่มันเกิดปัญหาก็คือคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าตัวเลข rating นี้บอกว่ามันรับความดันได้สูงสุดเท่าใด ซึ่งไม่ใช่ เพราะในความเป็นจริงนั้นมันมีเรื่องของอุณหภูมิและวัสดุที่ใช้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย


รูปที่ ๕ Pressure-Temperature rating สำหรับ Carbon steel และ Stainless steel flange class ต่าง ๆ
  
มีคนให้นิยมของ flange rating ไว้ว่า "maximum allowable non-shock pressure at the tabulated temperatures" ซึ่งก็บอกไว้ชัดเจนว่าค่า flange rating หนึ่งนั้นจะรับความดันได้เท่าใดให้ไปดูค่าในตารางที่อุณหภูมิต่าง ๆ ตัวอย่างของตารางนี้แสดงไว้ในรูปที่ ๕ จะเห็นว่าสำหรับค่า flange rating เดียวกัน โลหะต่างชนิดกันก็รับความดันได้ไม่เท่ากัน และที่อุณหภูมิสูงขึ้นความดันที่รับได้ก็จะลดลง ส่วนจะใช้งานได้ที่อุณหภูมิสูงเท่าใดนั้นก็ขึ้นกับชนิดของโลหะ
  
ลองพิจารณาค่า flange rating ค่าใดค่าหนึ่งในรูปที่ ๕ จะเห็นว่าในช่วงอุณหภูมิต่ำนั้น carbon steel จะรับความดันได้สูงกว่า stainless steel แต่พอเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นกลับพบว่าตัวเลขความดันของ carbon steel หายไปดื้อ ๆ แต่ของ stainless steel ยังคงมีอยู่ นั่นแสดงว่าที่อุณหภูมิสูงขึ้นไม่ควรใช้ carbon steel (เป็นเรื่องปรกติที่โลหะจะอ่อนตัวที่อุณหภูมิสูง แต่จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับชนิดโลหะ)

วิศวกรรุ่นพี่คนหนึ่งอธิบายผมเอาไว้ว่า flange rating คือความดันสูงสุดที่หน้าแปลนยังรับเอาไว้ได้ ณ อุณหภูมิสูงสุดที่มันยังคงใช้งานได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็เข้าเค้าอยู่ แต่ถ้าดูจากตัวเลขในตารางแล้วก็จะเห็นว่าแสดงว่ามีการใช้งานที่อุณหภูมิที่สูงจนกระทั่งความดันที่หน้าแปลนรับได้นั้นมีค่าต่ำกว่าตัวเลข ratinge ของหน้าแปลน

ที่เขียนมานี้ก็หวังว่าผู้ที่เป็นวิศวกรเคมีที่จะเข้าไปทำงานเกี่ยวกับงานท่อต่าง ๆ ของโรงงานจะได้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องพื้นฐานบางเรื่องของงานท่อบ้าง
  
เว็บหนึ่งที่เห็นว่าอธิบายเรื่องระบบ piping ไว้ง่าย ๆ และอ่านเข้าใจได้ดีคือ http://www.wermac.org ใครสนใจก็ลองไปอ่านต่อเอาเองก็แล้วกัน

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

มันไม่เท่ากันนะ MO Memoir : Thursday 28 January 2553

Memoir นี้ก็เป็นเรื่องต่อจากฉบับเมื่อวานที่เกริ่นไว้ว่าจะเล่าเรื่อง "การตัดต่อแก๊สไฮโดรเจน" ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับ "สาวน้อยหน้าใสใส่แว่นยิ้มได้ทั้งวัน" และเพื่อน ๆ (ซึ่งประกอบด้วย "สาวน้อยคมเข้มผมหยิกนัยน์ตาสวย (ซึ่งความสูงไม่สัมพันธ์กับความยาวของจังหวัดบ้านเกิดเลย)" "สาวน้อย 150 เซนติเมตร (จากอำเภอที่ถนนต้องมีเขื่อนกันน้ำทะเลท่วมตอนน้ำขึ้นของเมืองคนดุ)" "หนุ่มหล่อผิวขาวร่างสูงสไตล์เกาหลี (จากเขตที่คนไม่ชอบไปจดทะเบียนสมรสเพราะคิดว่าชื่อมันไม่เป็นมงคล แต่คนจากเขตนี้นิสัยดีนะ ต้องขอชมสักหน่อยเพราะผมก็อาศัยอยู่ที่นี่เหมือนกัน)" และ "หนุ่มสูงโปร่งคมเข้มชอบใส่กางเกงขาลีบ ๆ มีไรหนวดเหนือริมฝีปากเล็กน้อย (รายนี้มาจากไหนก็ไม่รู้)"


หลังจากที่ได้อธิบายเรื่องวิธีฉีดตัวอย่างที่เป็นแก๊สไปในช่วงเช้าแล้ว งานต่อมาที่ดำเนินการกันก็คือเตรียมอุปกรณ์สำหรับวัดความเป็นกรดของตัวอย่างโดยใช้เทคนิคการดูดซับไพริดีน (ตามวิธีการที่กล่าวไว้ใน Memoir ฉบับวันพุธที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๓) เรื่องมันดูเหมือนง่าย ๆ แต่ก็วุ่นวายดีเหมือนกัน

เริ่มแรกจากผมบอกให้ถอดคอลัมน์ที่อยู่ใน oven ของ GC ออกก่อน และติดตั้งคอลัมน์สำหรับบรรจุตัวอย่างเข้าไป ฟังดูก็เหมือนง่าย ๆ แต่พอกลับมาตรวจพบว่า ... สาวนั้นเธอต่อคอลัมน์ผิด... โดยปลายด้านขาเข้าของคอลัมน์นั้นต่อเข้ากับ Injector port ของ GC ซึ่งถูกต้องแล้ว แต่ปลายด้านขาออกของคอลัมน์ก็ต่อเข้ากับ Injector port อีก port หนึ่งของ GC (เครื่อง GC มี Injector port อยู่ 2 port) แล้วมันจะวัดองค์ประกอบของแก๊สที่ออกได้อย่างไร

หลังจากที่ต่อคอลัมน์ถูกต้องและเริ่มเปิดเครื่องแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็เป็นการจุดไฟให้กับ detector ของ GC (ซึ่งเป็นชนิด FID) ซึ่งหลังจากบอกให้ทำแล้วผมก็เดินไปทำอย่างอื่น พอกลับมาดูอีกทีก็เห็นสาวน้อยและผองเพื่อนยืนล้อมวงรอบ pressure regulator ที่ถอดออกมาจากหัวถังแก๊สไฮโดรเจน และบอกว่ามันเสียเพราะไม่สามารถปรับความดันด้านขาออกได้

พอผมรับมาดูก็รู้ปัญหาทันทีว่าเกิดจากอะไร สาเหตุเป็นเพราะหมุนคลายวาล์วปรับความดันออกมามากเกินไป ทำให้มันหลุดออกจากแกน ดังนั้นถ้าตั้งด้ามหมุนไม่ตรงกับแกนก็จะไม่สามารถขันวาล์วปรับความดันเพื่อปรับความดันด้านขาออกได้ พอลองขยับเล็กน้อยและตั้งด้ามจับให้ตั้งตรงกับตำแหน่งรู (ซึ่งต้องใช้ความรู้สึกในการวางตำแหน่ง) ก็สามารถขันวาล์วปรับความดันเพื่อปรับความดันด้านขาออกได้ (มันไม่ได้เสียสักหน่อย ก็ไปกล่าวหาว่ามันเสีย) งานนี้จะไปว่า "สาวน้อยหน้าใสใส่แว่นยิ้มได้ทั้งวัน" ก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้สอนไว้ แต่สำหรับ "สาวน้อย 150 เซนติเมตร" พึ่งจะสอนไปเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้าซึ่งพึ่งจะผ่านไปแค่ ๕ วันเองก็ลืมซะแล้ว

พอดูเหมือนอะไรมันจะเข้าที่เข้าทางก็สังเกตเห็นอีกว่าทำไมปลายท่อนำแก๊สไปยัง GC ถึงไม่มีข้อต่อสำหรับต่อเข้ากับ pressure regulator พอรู้เหตุผลว่ามันหายไปไหนก็เลย ... (บรรยายไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกอย่างไร บอกไม่ถูกว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี) ... รู้แต่ว่าสาวน้อยหน้าใสใส่แว่นและผองเพื่อน (ทุกคนที่กล่าวมาในย่อหน้าแรกนั่นแหละ) ยืนยิ้มให้โดยไม่พูดอะไร พวกท่านทั้งหลายช่วยเหลือกันได้ดีเหลือเกิน พอคิดว่า pressure regulator เสียก็เลยทำการถอดออก แถมสังเกตเห็นด้วยว่ามีถังแก๊สไฮโดรเจนอีกถังหนึ่งอยู่ข้าง ๆ ก็เลยจะย้ายท่อจากถังที่คิดว่า pressure regulator เสียไปยังถังที่อยู่ข้าง ๆ แต่ข้อต่อท่อด้านขาออกของ pressure regulator อีกถังหนึ่งนั้น (ซึ่งเป็นแบบ swagelok) มันไม่เหมือนกับข้อต่อที่ใช้กับ pressure regulator ตัวที่คิดว่าเสีย (ซึ่งเป็นแบบของบริษัท Shimadzu) ก็เลยมีการ "ตัด" ข้อต่อท่อเดิมเพื่อที่จะเอาข้อต่อ swagelok มาใส่แทน นับว่าเป็นการประสานการทำงานที่ดีมาก แต่ .....

โดยปรกติในแลปเรานั้นเมื่อตั้งเครื่อง GC ที่ตำแหน่งใดแล้วก็มักจะไม่มีการย้ายที่ มีการเดินท่อนำแก๊สต่าง ๆ จากตัวเครื่องไปยังถังแก๊ส พอแก๊สในถังหมดก็ทำเพียงแค่ถอด pressure regulator ออกจากถังแก๊สที่หมด นำเอาถังแก๊สที่หมดออกไปและนำเอาถังแก๊สใบใหม่ที่มีแก๊สมาวางแทน แต่ประกอบ pressure regulator เข้ากับถังแก๊สใบใหม่นั้น จะเห็นว่าขั้นตอนการเปลี่ยนถังแก๊สนั้นไม่จำเป็นต้องมีการถอดท่อนำแก๊สออกจาก pressure regulator เลย

ปัญหามันเกิดเพราะระบบท่อ (tube) ส่วนใหญ่ที่ใช้ในบ้านเรานั้นเป็นระบบนิ้ว แต่ทางญี่ปุ่นนั้นใช้ระบบมิลลิเมตร (ท่อระบบเมตริก) ตอนที่เราติดตั้งเครื่อง GC Shimadzu เครื่องใหม่ที่ได้มานั้น (มีอยู่ประมาณ ๑๐ เครื่อง) ระบบท่อนำแก๊สที่เชื่อมต่อระหว่างเครื่อง GC กับ pressure regulator นั้นเป็นท่อระบบมิลลิเมตร ส่วนท่อระบบอื่น (รวมทั้งระบบเครื่อง GC ตัวเก่าบางตัว) เป็นท่อระบบนิ้ว พอผมขอชิ้นส่วนข้อต่อท่อที่เขาตัดมานั้น (ดูรูปที่ 1 ข้างล่าง) มาทดลองสอดเข้าไปในข้อต่อ swagelok ขนาด 1/8" ก็เห็นช่องว่างระหว่างผิวท่อกับ front ferrule แต่พอลองเอาท่อขนาด 1/8" มาสวมก็ไม่สามารถมองเห็นว่ามีช่องว่างระหว่างผิวท่อกับ front ferrule ผมก็เลยบอกให้สาวน้อยหน้าใสใส่แว่นไปหาเวอร์เนียร์มาวัดขนาดท่อทั้งสองดู

รูปที่ 1 ท่อด้านบนเป็นท่อสแตนเลสขนาด 1/8" ส่วนท่อด้านล่างเป็นข้อต่อที่ถูกตัดออกมาจากท่อไฮโดรเจนที่ต่อเข้ากับ pressure regulator ที่หัวถังแก๊ส มองด้วยตาเปล่าคงบอกไม่ได้ว่าท่อทั้งสองมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกันหรือไม่ แต่ถ้าเอาเวอร์เนียร์มาวัดจะเห็นว่าท่อทั้งสองมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่แตกต่างกัน


ตอนแรกที่เอาเวอร์เนียร์มาวัดก็ยังสังเกตไม่เห็นอะไร ผมเลยบอกให้ลองอ่านขนาดเปรียบเทียบกันดู ซึ่งทำให้เห็นว่าท่อสแตนเลสที่เป็นท่อสำรองในแลปนั้นเป็นท่อขนาด 1/8" (ขีดเวอร์เนียร์ชี้ตรงนี้พอดี) แต่ข้อต่อที่ตัดออกมาจากท่อไฮโดรเจนนั้นขีดเวอร์เนียร์ชี้เกือบถึง 1/8" อยู่เล็กน้อย แต่ชี้ตรงที่ 3 มิลลิเมตรพอดี นั่นเป็นเพราะท่อไฮโดรเจนของเครื่อง GC นั้นเป็นท่อระบบเมตริกขนาด 3 มิลลิเมตรซึ่งเล็กกว่าท่อ 1/8" ในระบบนิ้วอยู่เล็กน้อย

งานนี้ทำได้แค่บอกให้ไปซื้อ union ขนาด 3 มิลลิเมตรมาต่อชิ้นส่วนที่ตัดออกมากลับคือเข้ากับท่อนำแก๊สดังเดิม


ตกเย็นมีโทรศัพท์มาแจ้งปัญหาอีกว่า oven ไม่ทำงานโดยอุณหภูมิไม่เพิ่มขึ้น แต่อุณหภูมิของ injector และ detector เพิ่มขึ้นเป็นปรกติ เนื่องจากกลับมาบ้านแล้วก็เลยได้แต่แนะนำไปว่าลองปิดเครื่องและเปิดใหม่ดู

สักพักก็มีโทรศัพท์มาแจ้งว่าเครื่อง GC ทำงานเป็นปรกติแล้ว งานนี้อย่าถามเหตุผลนะว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น และทำไมพอปิดเครื่องและเปิดใหม่มันก็แก้ปัญหาได้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไรเพราะไม่ได้รู้ไปซะทุกเรื่อง รู้แต่ว่าในบางครั้งการปิดเครื่องและเปิดใหม่มันก็แก้ปัญหาได้เหมือนกัน


เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับนึกในใจว่า เดี๋ยวพอไปที่แลปแล้วจะเจออะไรอีกไหม ที่คาดไว้ก็คือคงเจอสาวน้อยหน้าใสใส่แว่นยิ้มได้ทั้งวันรออยู่ที่เครื่อง GC แล้ว