แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประชาธิปไตย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประชาธิปไตย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

จึงเป็นวิธีการเดียวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๒๙) MO Memoir : Monday 24 April 2560

การอ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์นั้นจำเป็นที่ต้องเริ่มด้วยการอ่าน "ผู้เขียน" ก่อน เพราะจะทำให้ผู้อ่านสามารถประเมินได้ว่าเนื้อความในเอกสารนั้นมีอคติหรือตรงไปตรงมาแค่ไหน ตัวอย่างประเด็นที่มักจะมีการหยิบยกมาใช้ในการพิจารณาตัวผู้เขียนเพื่อใช้ประเมินความน่าเชื่อถือของบันทึกนั้นได้แก่
(ก) ตัวผู้เขียนนั้นเป็นผู้ที่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่บันทึกเอาไว้หรือไม่ 
 
(ข) ตัวผู้เขียนนั้นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่เป็นผู้ที่มีชีวิตร่วมสมัยอยู่ในเหตุการณ์นั้น (กล่าวคือได้รับข่าวสารข้อมูลจากทางด้านอื่น เช่นเรื่องเล่าโดยปากต่อปาก หรือจากข่าวสาร เป็นต้น) 
 
(ค) ตัวผู้เขียนนั้นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น ไม่ได้เป็นผู้ที่มีชีวิตร่วมสมัยอยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่ได้รับฟังเรื่องจากจากบุคคลที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยในเหตุการณ์ที่เกิด
 
(ง) ตัวผู้เขียนนั้นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น ไม่ได้เป็นผู้ที่มีชีวิตร่วมสมัยอยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่ได้รับฟังเรื่องจากจากบุคคลที่บอกว่าได้รับฟังมาจากบุคคลอื่น ที่ได้รับฟังจากบุคคลอื่นอีกที (ซึ่งไม่ใช่ผู้ที่มีชีวิตร่วมสมัยอยู่ในเหตุการณ์นั้น)
 
(จ) ตัวผู้เขียนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเหตุการณ์ที่เกิดนั้นหรือไม่ ถ้าใช่ ตัวผู้เขียนนั้นอยู่ฝ่ายไหน

บันทึกด้วยผู้เขียนในข้อ (ก) จัดได้ว่าเป็น "หลักฐานชั้นต้น" ที่สำคัญ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมนำเอาประเด็นในข้อ (จ) มาประกอบการพิจารณาด้วย เพราะมันช่วยให้ประเมินได้ว่าข้อความที่บันทึกเอาไว้นั้นแฝงไว้ด้วยอคติหรือมีความตรงไปตรงมาแค่ไหน และในกรณีที่ผู้เขียนเป็นชาวต่างประเทศ ก็ยังต้องมีการพิจารณาเรื่องความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมด้วย เพราะสิ่งที่เป็นที่ยอมรับในสังคมหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ยอมรับในอีกสังคมหนึ่ง การอ่านบันทึกตรงนี้จึงควรต้องพิจารณาว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ผู้เขียนประสบมา และสิ่งใดเป็นสิ่งที่เป็นความคิดเห็นของเขา
 
เรื่องราวของการปฏิวัติเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ มักจะมีการหยิบยกมาอ้างกันอยู่เสมอ แต่สิ่งหนึ่งที่มักจะขาดหายไป แทบจะไม่ถูกกล่าวถึงเห็นจะได้แก่รายละเอียดของสาเหตุต่าง ๆ ที่นำไปสู่การปฏิวัติครั้งนั้น และจะว่าไปแล้วก่อนหน้า ๒๐ ปี (เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๕๕ นับปีแบบเดิมที่ขึ้นปีใหม่เดือนเมษายน) ก็มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กลายเป็นสิ่งที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า "กบฏ ร.ศ. ๑๓๐"
 
กรณีของ "กบฏ ร.ศ. ๑๓๐" เกิดขึ้นหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ตุลาคม ๒๔๕๓) เพียงแค่ไม่ถึง ๒ ปี ตรงนี้ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าการบริหารบ้านเมืองก่อนหน้านั้น (ซึ่งน่าจะครอบคลุมช่วงตอนท้ายของสมัยรัชกาลที่ ๕ ด้วย) มีปัญหาอย่างไร จึงนำมาซึ่งความคิดที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง 
 
สิ่งที่ไม่ได้เกิดจากความแค้นส่วนตัว ต้องมีผู้เข้าร่วมกระทำเป็นจำนวนมาก น่าจะบ่งบอกให้เห็นถึงความไม่พอใจที่สะสมต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และเกิดขึ้นกับคนจำนวนไม่น้อย จนกระทั่งถึงจุดที่ผู้ได้รับผลกระทบนั้นจำนวนหนึ่งทนไม่ได้ จึงต้องลุกขึ้นมาต่อสู้
 
การตีความเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ในหลาย ๆ เรื่องนั้นไม่สามารถตีความได้โดยตรง อาจเป็นเพราะไม่มีการบันทึกข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร หรือข้อมูลที่มีการบันทึกเอาไว้นั้นสูญหายหรือถูกทำลาย หรือถูกบิดเบือน แต่เราก็อาจใช้สภาพแวดล้อมของเหตุการณ์หรือสภาพสังคมในขณะนั้นเข้ามาช่วยในการตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น



หนังสือเรื่อง "บันทึกของฑูตญี่ปุ่นผู้เห็นเหตุการณ์ปฏิวัติ ๒๔๗๕ การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม" เป็นหนังสือที่แปลมาจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นเรื่อง "การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม" ที่เขียนโดย ยาสุกิ ยาตาเบ หนังสือนี้จัดพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาญี่ปุ่นในปีพ.ศ. ๒๔๗๙ ก่อนจะมีการพิมพ์ซ้ำอีก ๒ ครั้ง (เป็นภาษาญี่ปุ่น) ในปีพ.ศ. ๒๔๘๔ และ ๒๕๔๕ ยาสุกิ ยาตาเบ ผู้นี้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัครราชฑูตผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศสยาม และได้เดินทางมายังกรุงเทพในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๒๘ (พ.ศ. ๒๔๗๑) ก่อนจะพ้นจากตำแหน่งในเดือนมกราคม ค.ศ. ๑๙๓๖ (พ.ศ. ๒๔๗๘ - นับปีพ.ศ. แบบเก่าที่ขึ้นปีใหม่ในเดือนเมษายน) ดังนั้นด้วยช่วงระยะเวลากว่า ๗ ปีที่ประจำอยู่ในประเทศสยาม โดยเฉพาะการได้เข้ามาประจำเป็นเวลาประมาณ ๔ ปีแรกก่อนเกิดการปฏิวัติ ทำให้คาดได้ว่าเขาควรมีความรู้ความเข้าใจเหตุการณ์ทั่วไปในประเทศสยามในระดับที่ดีพอสมควร และในฐานะที่ผู้บันทึกนั้นไม่ได้เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ดังกล่าว บันทึกฉบับนี้จึงอาจจัดได้ว่าเป็นเอกสารชั้นต้นที่สำคัญฉบับหนึ่งในการทำความเข้าใจการเมืองการปกครองของไทยก่อนการปฏิวัติ พ.ศ. ๒๔๗๕ 
  
ที่น่าเสียดายคือหนังสือเล่มนี้กว่าจะมีการแปลเป็นภาษาไทยก็ล่วงมาจนถึงพ.ศ. ๒๕๔๗ หรือ ๖๘ ปีหลังการตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาญี่ปุ่น และก็ทำเป็นเพียงแค่เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ ก่อนที่จะมีการตีพิมพ์เป็นหนังสือครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์มติชนในปีพ.ศ. ๒๕๕๐ (เล่มที่ผมมีเป็นฉบับที่ตีพิมพ์ครั้งแรก เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ แปลเป็นภาษาไทยโดย เออิจิ มูราซิมา และ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์)
 
เรื่องราวในหนังสือนั้นเป็นอย่างไรนะคงจะไม่ขอเล่า ถ้าใครสนใจก็ขอแนะนำให้ไปซื้อมาอ่านหรือสะสมเอาไว้ก็ดีครับ อาจทำให้เห็นภาพว่าทำไม ในตอนท้ายของบทที่ ๑ สถานการณ์ก่อนการปฏิวัติ ในหน้า ๑๖ ในหัวข้อเรื่อง "บรรยากาศที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงนั้น" ยาสุกิ ยาตาเบ ได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวเอาไว้ว่า

" .....โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนทั่วไปก็ไม่ได้รับการฝึกฝนทางด้านการเมือง ไม่มีอิสระภาพในการพูด ฉะนั้นการอาศัยวิธีการปฏิรูป คือทำตามกระบวนการกฎหมายด้วยวิธีการสันติ โดยการปลูกฝังที่จะให้มีการแสดงประชามติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่า รอไปอีกหนึ่งร้อยปีก็ไม่มีวันสำเร็จ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีวิธีการใดนอกจากการลุกขึ้นกระทำการโดยตรงและขับไล่บรรดาเจ้านายอนุรักษนิยมสุดขั้วให้ออกจากตำแหน่ง ....."

และในหน้าสุดท้ายของบทที่ ๑ (หน้า ๑๙) ยาสุกิ ยาตาเบ ก็ได้ทิ้งท้ายไว้ด้วยข้อความที่สแกนมาให้ดูในรูปข้างล่าง


อยากจะแนะนำให้ใครที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงก่อนการปฏิวัติ พ.ศ. ๒๔๗๕ หาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ส่วนเมื่ออ่านแล้วจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความเห็นดังกล่าวก็คงเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่คงต้องมีการนำมาถกเถียงทางวิชาการกันต่อไป

ในยุคสมัยหนึ่ง หนังสือที่ระลึกงานศพนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยคำกล่าวไว้อาลัยผู้ตาย แต่อาจเป็นเรื่องราวความรู้ที่พิมพ์แจกเป็นวิทยาทานเผยแพร่ (ยุคสมัยที่การพิมพ์หนังสือยังไม่แพร่หลายในปัจจุบัน) หรือเป็นบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของผู้เสียชีวิตที่ได้บันทึกเอาไว้ให้คนรุ่นหลังรับทราบ
 
ประวัติของคนธรรมดา ๆ คนหนึ่งนั้น เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงมองไม่เห็นว่ามันมีความสำคัญอย่างไร แต่ถ้ามองในแง่มุมที่ว่าเป็นการบันทึกเรื่องราวการดำเนินชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงานของคนทั่วไป ที่คงไม่มีหน่วยงานราชการหน่วยไหนคิดจะบันทึกเอาไว้ และถ้าเป็นของผู้ที่ต้องทำงานกับชาวบ้านธรรมดา ข้าราชการชั้นผู้น้อย ไปจนถึงชนชั้นปกครอง เราก็อาจได้เห็นเรื่องราวอีกแง่มุมหนึ่งที่อาจมีการพยายามปิดซ่อนเอาไว้ในประวัติศาสตร์หลัก
 
"เล่าให้ลูกฟัง" เป็นบันทึกที่เขียนโดย พระยาสัจจาภิรมย์ อุดมราชภักดี (สรวง ศรีเพ็ญ) กระทรวงมหาดไทยพิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพท่านผู้เขียน ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๔ พฤศิกายน พ.ศ. ๒๕๐๒ (เป็นการจัดพิมพ์ครั้งที่สอง) พระยาสัจจาฯ เขียนไว้ในคำนำ โดยลงวันที่ ๒๘ ธันวามคม ๒๔๙๘ แสดงว่าเล่มการพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกน่าจะอยู่ราว ๆ นั้น หนังสือเล่มนี้สำนักพิมพ์มติชนนำมาจัดพิมพ์จำหน่ายใหม่ครั้งแรกในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ และจัดพิมพ์ครั้งที่สองในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน
 
นอกจากหนังสือเล่มนี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีชื่อพระยาสัจจาฯ ปรากฏคือ "ถนนพระยาสัจจา" ที่เป็นถนนหลักด้านเลียบชายฝั่งทะเลของตัวอำเภอเมือง ชลบุรี

การเมืองสักเมืองจะนำชื่อใครสักคนมาตั้งเป็นชื่อถนนแสดงว่าเป็นการระลึกถึงคุณงานความดีและคุณประโยชน์ที่ผู้นั้นได้กระทำไว้ให้กับเมืองนั้น

พระยาสัจจาฯ ท่านเกิดในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๒๗ (น่าจะเป็นการนับปีพ.ศ. แบบเก่า) ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เข้ารับราชาการตั้งแต่อายุ ๑๕ ปีจนถึง ๗๐ ปี เรียกได้ว่าเป็นคน ๕ แผ่นดิน ทำงานต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด เริ่มงานตั้งแต่เป็นเสมียนจนสอบได้เป็นเนติบัณฑิต มีประสบการณ์ทำงานตั้งแต่กับชาวบ้านในท้องถิ่นต่างจังหวัด (ในสถานที่ที่แม้แต่ข้าราชการยังไม่มีใครอยากไป) ไปจนถึงการทำงานร่วมกับชนชั้นปกครองชั้นสูง ผมเคยอ่านบันทึกนี้ตอนที่นิตยสารศิลปวัฒนธรรมคัดเลือกบางตอนนำมาตีพิมพ์ พอเห็นมีการตีพิมพ์ใหม่เป็นเล่มก็อดไม่ได้ที่จะซื้อมาเก็บเอาไว้
 
บันทึกของพระยาสัจจาฯ ทำให้เห็นว่าการทำงานของข้าราชการต่างจังหวัดในสมัยนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ชาวบ้านต่างจังหวัดนั้นดำเนินชีวิตอยู่กันอย่างไร แตกต่างหรือเหมือนกับชีวิตในกรุงเทพมากน้อยแค่ไหน เรื่องเหล่านี้นอกจากบันทึกของข้าราชการระดับสูงเพียงไม่กี่รายที่เขียนเอาไว้ ก็เห็นจะมีแต่บันทึกของชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย (จะโดยการว่าจ้างของรัฐบาลหรือของบริษัทต่างชาติ) หรือเป็นนักเดินทางที่เดินทางผ่านมาทางนี้ เท่านั้นที่เขียนบันทึกเอาไว้ สำนักพิมพ์มติชนถึงกับให้คำจำกัดความเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ว่าเป็น "ภาพสะท้อนของชีวิตข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ในสมัยใกล้อวสานของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์"
 
ถึงแม้ว่าจะเขียนมาจากมุมมองที่แตกต่างไปจาก ยาสุกิ ยาตาเบ แต่บันทึกที่แสดงความอัดอั้นตันใจในการทำราชการของพระยาสัจจาฯ ก็ได้ให้ภาพเหตุการณ์ในทิศทางเดียวกัน ในตอนท้ายของหน้า ๒๔๖ ของหนังสือ "เล่าให้ลูกฟัง" ที่สำนักพิมพ์มติชนจัดพิมพ์ครั้งที่ ๒ นั้น คาดเป็นข้อความที่บอกเล่าเรื่องราวก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน และดูเหมือนจะเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจที่รุนแรงเสียด้วย ถึงขั้นกล่าวว่า "ถ้าบ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้ไม่ช้าก็ฉิบหาย" ลองอ่านดูในรูปข้างล่างก็ได้ครับ



การเหมารวมเอาการกระทำของกลุ่มบุคคลใดก็ตามที่เห็นในปัจจุบัน ว่าในอดีตไม่ว่าจะย้อนไปนานแค่ไหนคนกลุ่มนั้นก็มีพฤติกรรมเป็นเช่นนั้น หรือในทางกลับกันก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องที่อันตราย โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้มีการพิจารณาบริบทของสังคมในช่วงเวลานั้นประกอบ
 
ทิ้งท้ายในสองรูปสุดท้าย เป็นหน้าฉบับเต็มจากหนังสือที่คัดลอกเอาข้อความที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าอยากทราบรายละเอียดอะไรมากกว่านั้นก็คงต้องไปหาหนังสือดังกล่าวมาอ่านเองแล้วครับ


วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ยังมีสื่อต่างชาติที่เข้าใจประเทศไทย MO Memoir : Tuesday 18 October 2559

เมื่อเกือบ ๓๐ ปีที่แล้วตอนเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของชาติตะวันตกที่รังเกียจนักศึกษาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ว่าเป็นพวกยากจน มาจากโลกคอมมิวนิสต์ ไม่มีเสรีภาพในการทำอะไรต่อมิอะไร เมื่อได้โอกาสออกมานอกประเทศจีนแล้วคงจะไม่หวนกลับไปประเทศตัวเองอีก ส่วนนักท่องเที่ยวชาวจีนหรือครับ อย่าไปคาดหวังเลยว่าจะมี
 
ตอนนั้นใกล้เวลาที่อังกฤษจะต้องคืนฮ่องกงให้จีนแล้ว สิ่งที่อังกฤษทำก็คือการปั่นหัวชาวฮ่องกงให้หวาดกลัวการปกครองของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้คนฮ่องกงที่มีฐานะจำนวนไม่น้อยหาทางโยกย้ายทรัพย์สินและครอบครัวไปตั้งหลักแหล่งในประเทศอื่น รวมทั้งไปถือสัญชาติอื่น ในขณะที่นักศึกษาจากฮ่องกงเองหวาดกลัวความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นจากการโหมกระพือข่าวของสื่ออังกฤษ แต่เพื่อนนักศึกษาจากจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยกันกลับมองตรงข้ามกัน คือจีนแผ่นดินใหญ่ไม่มีทางทำร้ายฮ่องกงหรอก เพราะฮ่องกงเป็นแหล่งทำรายได้ให้กับจีน และยังมีเงินสะสมเป็นจำนวนมาก ผู้ที่ต้องการทำลายฮ่องกงที่แท้จริงก็คืออังกฤษ เพราะไม่ต้องการให้จีนแผ่นดินใหญ่มีแหล่งรายได้และได้ทรัพย์สินของฮ่องกงไปครอบครอง
 
ปัจจุบันประเทศจีนก็ยังคงปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์อยู่ แล้วประชากรชาวจีนเป็นยังไงหรือครับ ตอนนี้รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ออกไปเที่ยวต่างประเทศนั้นกลายเป็นหนึ่งในรายได้หลักของหลาย ๆ ชาติตะวันตก (รวมทั้งชาติตะวันออก) ที่เรียกตัวเองว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เป็นประเทศอุตสาหกรรม เป็นประเทศประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ แต่คนในชาติเหล่านั้นกลับต้องอาศัยเม็ดเงินเพื่อการดำรงชีวิตจากประเทศที่ปัจจุบันก็ยังดูถูกประเทศเขาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย
การทำให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพในบางภูมิภาคหรือทำให้ประเทศเพื่อนบ้านนั้นเกิดความระแวงต่อกัน เป็นเทคนิคหนึ่งที่โลกตะวันตกใช้ในการเข้าไปแทรกแซงและครอบงำกิจการภายใน (ซึ่งนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์จากภูมิภาคเหล่านั้น) และทำให้เกิดการสะสมอาวุธ (ที่เป็นรายได้หลักสำคัญอย่างหนึ่งของชาติตะวันตก)
 
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักมีการรายงานข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยที่แตกต่างกันออกไป จากที่อ่านก็พบว่าสำนักข่าวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกหลายสำนักนั้นมีการรายงานที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงมาก จะเป็นด้วยอคติของผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวนั้นหรือด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ แต่ก็พบว่ายังมีผู้สื่อข่าวที่ทำข่าวให้กับสำนักข่าวบางสำนักที่เข้าใจประเทศไทยดี ก็เลยขอนำบทความที่เขาเขียนเผยแพร่ไว้นั้นมาบันทึกเอาไว้หน่อย (๓ รูปแรก) ต้นฉบับบทความดังกล่าวอยู่ที่ http://journal-neo.org/2016/10/16/why-is-the-passing-of-thailands-king-a-big-deal/
 
สิ่งที่เขาเขียนนั้นจะว่าไปแล้วไม่ใช่สิ่งที่คนไทยไม่มีใครรู้ เชื่อว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เห็นภาพเดียวกับผู้เขียนข่าวนั้น เพียงแต่เจ้าหน้าที่ในระดับรัฐบาลและด้วยมารยาททางการฑูตนั้นคงไม่สามารถออกมาพูดตรง ๆ ได้แค่นั้นเอง และพฤติกรรมดังกล่าวก็ใช่ว่าเพิ่งจะเริ่มเกิด เพียงแต่ว่ามันชัดเจนขึ้นมากในช่วงประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมานี้เอง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทำให้เราสามารถรับข้อมูลได้จากแหล่งข่าวอื่น ๆ นอกเหนือไปจากชาติตะวันตกได้มากขึ้น

ส่วนสำนักข่าวไหนรายงานข่าวผิดเพี้ยนไปมากหรือครับ ผมยกตัวอย่างมาให้ดูในสองรูปสุดท้าย ผมไม่อยากเอาเนื้อหาข่าวมาให้ดู เอาเป็นแต่พาดหัวข่าวก็แล้วกัน แค่นี้เราก็คงจะเห็นแล้วว่าพฤติกรรมปัจจุบันของสำนักข่าวนั้นเป็นอย่างไร ที่ต้องเอามาบันทึกไว้ก็เพื่อไม่ให้ลืม





วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เปตอง บาสเก็ตบอล และ Dambusters MO Memoir 2557 Feb 26 Wed

การหมุนรอบตัวเองของวัตถุในขณะที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ในของไหล (เช่นในอากาศ) ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อรูปแบบการเคลื่อนที่ของวัตถุในของไหลนั้น แต่ยังส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุเมื่อตกกระทบพื้นผิวของแข็งด้วย
  
นักฟุตบอลเวลาที่ต้องการให้ลูกฟุตบอลเคลื่อนที่แบบโค้งทางด้านข้าง (จะเลี้ยวซ้ายหรือขวาก็ตาม) ในขณะที่ลอยอยู่ในอากาศนั้น ก็ต้องพยามเตะลูกบอลให้มีการหมุนรอบตัวเอง โดยให้แนวแกนหมุนนั้นทำมุม (เช่นมุมฉาก) กับทิศทางการเคลื่อนที่ และทำมุมที่ไม่ใช่นอนราบเมื่อเทียบกับพื้น หัวกระสุนปืนที่ออกจากลำกล้องที่มีเกลียวจะมีการหมุนรอบตัวเองโดยแกนหมุนจะในทิศทางเดียวกันกับการเคลื่อนที่ เพื่อทำให้หัวกระสุนแหวกอากาศและทรงตัวได้ดีขึ้น ทำให้วิถีกระสุนราบเรียบขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความแม่นยำในระยะไกลเพิ่มขึ้น
  
นักกีฬาโบว์ลิ่งเวลาโยนลูกโบว์ลิ่งออกไป ลูกโบว์ลิ่งจะมีการหมุนรอบตัวเอง โดยที่แนวแกนหมุนนั้นตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่และวางตัวขนานไปกับพื้น (หรือประมาณว่าขนานไปกับพื้นถ้าต้องการให้ลูกวิ่งโค้ง) โดยทิศทางการหมุนนั้นจะเป็นไปในลักษณะเคลื่อนที่ "ไปข้างหน้า" ดังนั้นเมื่อลูกโบว์ลิ่งตกกระทบพื้น ลูกโบว์ลิ่งก็จะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าต่อไปอีกได้ไกล (รูปที่ ๑ บนซ้าย)
  
เช่นเดียวกัน นักกีฬาเปตองเวลาโยนลูกเปตอง ก็ต้องทำให้ลูกเปตองที่โยนออกไปนั้นมีการหมุนรอบตัวเอง โดยที่แนวแกนหมุนนั้นตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่และวางตัวขนาน ไปกับพื้น (หรือประมาณว่าขนานไปกับพื้นถ้าต้องการให้ลูกวิ่งโค้ง) แต่ทิศทางการหมุนจะเป็นไปในลักษณะเคลื่อนที่ "ถอยหลัง" ดังนั้นเมื่อลูกเปตองตกกระทบพื้น ลูกเปตองอาจมีการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เพียงเล็กน้อยก่อนที่จะหยุด (รูปที่ ๑ บนขวา) หรืออาจจะหยุดอยู่กับที่ ณ ตำแหน่งที่ตกกระทบก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมตกกระทบและความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของลูกเปตอง

รูปที่ ๑ ผลการหมุนรอบตัวเองของวัตถุต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้นเมื่อปะทะเข้ากับพื้นผิว : บนซ้าย - เมื่อทิศทางการหมุนเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทิศทางการเคลื่อนที่ และตกลงบนพื้นราบ : บนขวา - เมื่อทิศทางการหมุนเป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับทิศทางการเคลื่อนที่ และตกลงบนพื้นราบ : ล่าง - เมื่อทิศทางการหมุนเป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับทิศทางการเคลื่อนที่ แต่เข้าปะทะกับผนังที่ตั้งฉาก
  
นักกีฬาบาสเก็ตบอล เวลาชู๊ตลูกบาสให้กระทบแป้นแล้วกระดอนเข้าห่วงนั้น จำเป็นต้องปั่นให้ลูกบาสมีการหมุนแบบเดียวกับนักกีฬาเปตอง โดยให้ลูกบาสหมุนในทิศทางยที่แนวแกนหมุนนั้นตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่และวางตัวขนาน ไปกับพื้น (หรือประมาณว่าขนานไปกับพื้นถ้าต้องการให้ลูกวิ่งโค้ง) และทิศทางการหมุนจะเป็นไปในลักษณะเคลื่อนที่ "ถอยหลัง" ดังนั้นเมื่อลูกบาสกระทบกับแป้น (ที่วางตั้งฉาก) ลูกบาสจะมีแนวโน้มที่จะกลิ้งหรือกระดอนลงด้านล่างเข้าหาห่วง แทนที่จะกระดอนขึ้นไป (รูปที่ ๑ ล่าง)
  
การที่การหมุนรอบตัวเองของวัตถุส่งผลต่อทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้นเมื่อวิ่งเข้ากระทบผนัง ถูกนำมาใช้ในสงครามโลกครั้งที่สองในปฏิบัติการที่เรียกว่า Operation Chastise ของกองทัพอากาศอังกฤษ

รูปที่ ๒ หนังสือเรื่อง The Dambusters Raid โดย John Sweetman (ซ้าย) และแนวความคิดในการโดยระเบิดให้กระดอนไปบนผิวน้ำ ก่อนปะทะเข้ากับตัวเขื่อนและกลิ้งไต่ลงมาตามผนังเขื่อนและมาระเบิดใต้น้ำ (ขวา) เล่มที่ผมมีเป็นฉบับพิมพ์ในปีค.ศ. ๒๐๐๒ โดยสำนักพิมพ์ Cassell Military Paperbacks

ในปีค.ศ. ๑๙๔๓ (พ.ศ. ๒๔๘๖) เพื่อที่จะทำลายอุตสาหกรรมสนับสนุนการรบของประเทศเยอรมัน กองทัพอากาศอังกฤษได้วางแผนการณ์ทำลายเขื่อนกั้นน้ำสองแห่งที่เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าให้กับเขตอุตสาหกรรม โดยคาดหวังว่าเมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้า อุตสาหกรรมก็จะดำเนินต่อไปไม่ได้ และน้ำที่จะท่วมเมื่อเขื่อนพัง ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เขตอุตสาหกรรมได้ เขื่อนที่ถูกเลือกเป็นเป้าหมายคือเขื่อน Möhne และเขื่อน Eder
  
โดยธรรมชาติของแรงระเบิดนั้น แรงระเบิดจะกระจายไปในทิศทางที่แรงต้านทานน้อยที่สุด ดังนั้นถ้าทิ้งระเบิดลงที่ผนังด้านหลังของเขื่อน แรงระเบิดส่วนใหญ่จะกระจายออกสู่อากาศ (สมัยนั้นยังไม่มีจรวดที่จะยิงทะลุผนังคอนกรีตเข้าไปแล้วค่อยระเบิดเหมือนสมัยนี้) แต่ถ้าทำให้เกิดการระเบิดใต้น้ำด้านหน้าของเขื่อนได้ แรงต้านของน้ำจะช่วยทำให้ปริมาณแรงระเบิดที่กระทำต่อโครงสร้างของเขื่อนเพิ่มมากขึ้น
  
ด้วยเหตุนี้การป้องกันเขื่อนจึงกระทำโดยการวางตาข่ายใต้น้ำเพื่อป้องกันการโจมตีด้วยตอร์ปิโดที่ทิ้งจากเครื่องบิน ให้พุ่งเข้าชนเขื่อนใต้ระดับผิวน้ำ การทิ้งระเบิดจากเครื่องบินโดยตรงให้ลงไปทางผนังด้านหน้าของเขื่อนด้วยเทคโนโลยีสมัยนั้นก็จัดว่าเป็นเรื่องของโชคมากกว่า ทางเลือกที่มีการพิจารณากันก็คือ การทิ้งให้ลูกระเบิดแฉลบไปบนผิวน้ำ จนเข้าปะทะผนังด้านหน้าของเขื่อน แล้วกลิ้งไต่ผนังลงมา พอจมลึกใต้น้ำถึงระดับที่ตั้งไว้ ก็ให้ระเบิดทำงาน
  
วัตถุที่มีความหนาแน่นมากกว่าน้ำ ถ้าปล่อยให้ตกน้ำลงไปตรง ๆ ก็จะจมลงสู่ใต้น้ำ แต่ถ้าให้ตกกระทบผิวน้ำโดยไม่ทำมุมกับผิวน้ำมากเกินไป และด้วยความเร็วที่พอเหมาะ วัตถุนั้นก็จะแฉลบ (หรือกระดอน) ไปบนผิวน้ำได้ และเมื่อความเร็วตกลง เมื่อวัตถุนั้นตกกระทบผิวน้ำอีกที ก็จะจมลงสู่ใต้น้ำ และนี่ก็คือวิธีการส่งลูกระเบิดให้วิ่งเข้าหาผนังเขื่อน โดยการปล่อยลูกระเบิด (ที่มีรูปร่างที่เหมาะสม) ออกจากเครื่องบินที่บินขนานไปกับผิวน้ำด้วยความเร็วที่พอเหมาะ ก็จะทำให้ลูกระเบิดที่ตกลงสู่ผิวน้ำด้านหน้าเขื่อนนั้นกระดอนไปบนผิวน้ำ กระโดดข้ามแผงตาข่ายป้องกันตอร์ปิโดที่จมอยู่ใต้น้ำได้ และลอยเข้าปะทะกับผนังเขื่อน (ดูรูปที่ ๒)
  
ปัญหาถัดมาคือทำอย่างไรเพื่อที่จะทำให้ลูกระเบิดที่เข้าปะทะกับผนังเขื่อนนั้นจมลงสู่ใต้ผิวน้ำโดยให้ไต่ลงมาตามผนังเขื่อนแทนที่จะกระดอนถอยหลังออกมา วิธีการที่ใช้ก็คือการหมุนปั่นลูกระเบิดให้หมุนรอบตัวเอง โดยให้มีแกนหมุนตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ และหมุนไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ด้วยรอบการหมุนที่พอเหมาะ แบบเดียวกับการหมุนปั่นลูกบาสเก็ตบอล ที่ต้องการใช้ลูกบาสเก็ตบอลกระดอนถอยหลัง "ลงล่าง" ลงสู่ห่วงเมื่อกระทบแป้นบาส
ปฏิบัติการทำลายเขื่อนที่มีชื่อเรียกขานว่า Dambusters raid นั้นประสบความสำเร็จ ที่น่าเสียดายคือทหารอากาศที่เข้าร่วมกับฝูงบินในปฏิบัติการดังกล่าว แม้ว่าจะรอดชีวิตจากปฏิบัติการครั้งนั้น แต่ก็เสียชีวิตทุกนายก่อนสงครามสิ้นสุด

ในทางกลับกัน ถ้าวัตถุที่เคลื่อนที่เข้ามาในอากาศนั้นมีการหมุนในทิศทางเดียวกันกับทิศทางการเคลื่อนที่เสมือนกับว่าวัตถุนั้นกลิ้งตัวไปข้างหน้า เมื่อวัตถุดังกล่าวปะทะกับผนังที่ตั้งฉาก วัตถุนั้นก็มีแนวโน้มที่จะกลิ้งไต่ผนังขึ้นข้างบน และเมื่อหมดแรงส่งก็จะตกกลับลงมาด้านล่าง ถ้าจังหวะที่วัตถุนั้นหมดแรงส่งขึ้นไปข้างบน วัตถุยังแนบชิดติดผนังอยู่ วัตถุนั้นก็จะหมุนตัวย้อนกลับไต่ลงมาตามผนัง แต่ถ้าวัตถุนั้นไม่ได้แนบชิดติดผนัง (มีการสะท้อนถอยหลัง) ทิศทางการหมุนก็จะยังคงเดิม

รูปในชุดถัดไปนั้นผมนำเอามาจากคลิปวิดิโอ "ตำรวจเตะระเบิด" ที่มีการเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตในสัปดาห์ที่แล้ว เป็นของเหตุการณ์เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศในวันอังคารที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา คลิปวิดิโอดังกล่าวถ่ายไว้ด้วยอัตรา ๓๐ ภาพต่อวินาที ดังนั้นถ้าเราหยุดดูภาพทีละเฟรมก็จะเห็นภาพนิ่งการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นห่างกัน ๑/๓๐ วินาที

ภาพที่จับเอามาให้ดูนี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างวินาทีที่ ๙ ถึงวินาทีที่ ๑๐ ส่วนตัวเลขที่อยู่ข้างหลังเป็นตัวเลขบอกว่าเป็นภาพที่เท่าไรในระหว่างช่วงวินาทีที่ ๙ ถึงวินาทีที่ ๑๐ นั้น เช่นเลข ๙ ก็เป็นภาพที่ ๙ เลข ๑๔ ก็เป็นภาพที่ ๑๔ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ลูกระเบิด (ในกรอบสีเหลืองหรือที่ลูกศรสีเหลืองชี้) ที่ลอยเข้าใส่กลุ่มตำรวจนั้นปรากฏเป็นครั้งแรกในคลิป (ภาพ9-09 ในกรอบ) โดยจะเห็นเป็นแค่เงาเนื่องจากลูกระเบิดเคลื่อนที่เร็ว แต่เมื่อเข้าปะทะกับโล่ของตำรวจในภาพที่ 9-14 จะเห็นว่าลูกระเบิดเกือบจะหยุดอยู่ตรงบริเวณดังกล่าว (แทบจะไม่กระดอนออกหรือตกลงข้างล่างทันที) ไปจนถึงภาพที่ 9-18 ที่เห็นลูกระเบิดพลิกกลิ้งลงล่างอย่างชัดเจน




จากคลิปที่เห็น พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายประเด็น ประเด็นหนึ่งคือระยะเวลาที่ระเบิดเข้ามาปรากฏตัวในคลิปจนถึงเวลาที่ระเบิดนั้นยาวประมาณ ๓.๐ - ๓.๕ วินาที ซึ่งระเบิดขว้างที่เคยเห็นเป็นข่าวทั่วไปในบ้านเรานั้นมักจะเป็นชนิดที่ใช้ชนวนถ่วงเวลาประมาณ ๔ วินาที ตามความเห็นส่วนตัวจึงเห็นว่าตำแหน่งของผู้ขว้าง (หรือทอย) ลูกระเบิดนั้นจะต้องสามารถขว้าง (หรือทอย) ลูกระเบิดให้เข้ามาปรากฏในกล้องได้โดยลูกระเบิดใช้เวลาเดินทางไม่เกิน ๑ วินาที ส่วนจะขว้าง (หรือทอย) มาจากที่ใดหรือใครเป็นคนกระทำนั้น ก็คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป และหวังว่าจะดำเนินการกับทุก ๆ คดี โดยเฉพาะคดีที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นผู้เสียหาย












สองภาพสุดท้ายเป็นภาพที่ผมไปถ่ายมาจากสถานที่เกิดเหตุจริง ภาพแรกเป็นภาพจุดระเบิดตรงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยเลือกมุมมองให้ใกล้เคียงกับมุมภาพที่ปรากฏในคลิป (ใช้มุมมองที่ทำให้เห็นการบังกันของป้ายบอกทางสีเขียวที่อยู่ข้างหลังใกล้เคียงกัน) แต่ไม่ได้ใช้ซูมเพราะต้องการให้เห็นภาพมุมกว้างของบริเวณ

ส่วนภาพที่สองเป็นจุดที่ลูกระเบิด M-79 จากเครื่องยิงลูกระเบิดตกบริเวณหน้าห้างบิ๊กซีราชดำริ ส่งผลให้เด็กเล็กสองพี่น้องเสียชีวิต ๒ รายและผู้ใหญ่อีก ๑ ราย ที่เอามาลงที่นี้ก็เพื่อไว้เป็นเครื่องเตือนความจำว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะสามารถหาคนผิดที่ทำร้ายได้แม้กระทั่งเด็กเล็ก ๆ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรได้หรือไม่
ท้ายนี้ก็ต้องขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทุกราย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม

สถานที่เกิดเหตุที่เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศในวันอังคารที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ลูกศรชี้ตรงตำแหน่งที่เกิดระเบิด

สถานที่เกิดเหตุลูกระเบิด M-79 ตงลงที่หน้าห้างบิ๊กซีราชดำริในเย็นวันอาทิตย์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ที่ทำให้เด็กเสียชีวิต ๒ รายและสุภาพสตรีอีก ๑ ราย ลูกศรแสดงตำแหน่งที่ลูกระเบิดตก

วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557

ใครควรเข้าใจตะวันตก MO Memoir : Sunday 19 January 2557

"ใครอยากเข้าใจตะวันตก ผมไม่รู้
แต่ใครควรเข้าใจตะวันตก, ผมว่าได้แก่คนไทยทุกคนเป็นที่สุด"

นั่นคือประโยคเริ่มต้นบทที่ ๑ ในหนังสือ "ตะวันตกวิกฤต คริสต์ศาสนา" เขียนโดย ไมเคิล ไรท์
  
ในยุคที่การสื่อสารผ่านทางอินเทอร์เน็ตแพร่หลายไปทั่วโลก แต่ก็ยังเป็นเรื่องน่าแปลกที่ทำไมเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยของเราเอง หรือเกิดขึ้นในเขตที่เราอาศัยอยู่เอง คนไทยส่วนหนึ่งกลับไม่เข้าไปสัมผัส ไม่เข้าไปตรวจสอบ ไม่เชื่อถือและตั้งข้อสงสัยรายงานข่าวสารที่สื่อในประเทศนำเสนอ แต่คนไทยจำนวนนั้น (ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย) กลับ "เชื่ออย่างหัวปักหัวปำ" กับข้อมูลที่สื่อทางชาตินำเสนอ
  
เขียนถึงจุดนี้บางคนก็คงจะอธิบายว่าทำไมคนไทยจึงตั้งข้อสงสัยกับรายงานข่าวของสื่อเมืองไทย ด้วยเหตุผลที่ว่าสื่อเมืองไทยนั้น "ซื้อได้" คือสามารถจ้างให้รายงานให้เชียร์ใคร หรือบิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสีใครก็ได้ ถ้าเช่นนั้นมันก็มีคำถามตามมาเช่นกันก็คือ แล้วสื่อต่างชาติล่ะ มัน "ซื้อไม่ได้เลยหรือไง"

เมื่อไม่นานมานี้ระหว่างขับรถ ผมได้ฟังรายการวิทยุที่ส่งกระจายเสียงเป็นภาษาไทยมาจากต่างประเทศ ตอนท้ายของรายการก็มีการคุยกันระหว่างผู้ดูแลรายการในประเทศไทย (ที่ถ่ายทอดสัญญาณจากสถานีวิทยุต่างประเทศภาคภาษาไทยนั้น) กับคนไทยผู้จัดรายการอยู่ต่างประเทศ คำถามหนึ่งที่ผู้จัดรายการฝั่งไทยถามก็คือ เขารู้สึกว่ารายงานข่าวของทางต่างประเทศนั้นมันไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในเมืองไทย คำถามก็คือเป็นเพราะอะไร


รูปที่ ๑ หนังสือที่ใช้ในการเขียน Memoir ฉบับนี้ นับจากซ้าย (๑) "ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพระราชพงศาวดารอยุธยา" โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๔๓ (๒) "ตะวันตกวิกฤต คริสต์ศาสนา" โดย ไมเคิล ไรท์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๔๖ (๓) "พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิต พ.ศ. ๒๑๘๒ " โดย วนาศรี สามนเสน แปลเป็นภาษาไทยจากภาษาอังกฤษ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. ๒๕๔๘ และ (๔) "กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้" โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช สำนักพิมพ์ดอกหญ้า พิมพ์ครั้งที่ห้า พ.ศ. ๒๕๔๔
  
สิ่งที่ผู้รายงานข่าวภาคภาษาไทยจากต่างประเทศอธิบายมานั้นผมพอจะสรุปได้ดังนี้คือ ต้องเข้าใจว่านักข่าวต่างประเทศของสำนักข่าวต่าง ๆ นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท เช่น
  
- จ้างเพียงคนเดียว แต่ทำข่าวทั้งภูมิภาค ขึ้นอยู่กับว่าในภูมิภาคนั้นประเทศใดคิดว่าจะมีข่าวเด่น ก็จะให้นักข่าวคนนั้นไปประจำในประเทศนั้น โดยที่นักข่าวคนนั้นไม่ใช่คนที่เกิดในภูมิภาคที่เข้าไปทำงาน
  
- ในกรณีที่เห็นว่าประเทศใดประเทศหนึ่งมีความสำคัญ ก็จะจ้างเอาไว้ประจำประเทศนั้น โดยที่นักข่าวคนนั้นไม่ใช่คนของประเทศนั้น
  
- จ้างคนของประเทศที่ต้องการทำข่าว ให้ทำข่าวในประเทศของตัวเอง และส่งให้สำนักข่าวต่างประเทศ
  
แต่ที่แน่ ๆ ก็คือถ้าเป็นนักข่าวต่างประเทศ ก็เชื่อได้ว่าคงไม่มีใครไปอ่านกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะเข้าใจผิด เพราะเขาไม่รู้ว่าปัญหานั้นมันเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายอย่างไร และถ้าเป็นกรณีที่เป็นนักข่าวประจำภูมิภาคที่จะเข้าไปทำข่าวในประเทศใดประเทศหนึ่งในกรณีที่มีเหตุสำคัญ (เช่นความรุนแรง) ก็เป็นการยากที่เขาจะเข้าใจสาเหตุที่เป็นต้นตอของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งมักเป็นเรื่องสืบเนื่องติดต่อกันมานาน
  
และที่สำคัญก็คือ นักข่าวก็สามารถ "ถูกซื้อตัว" ได้เช่นเดียวกัน

ไมเคิล ไรท์ ยังเขียนต่อในบทที่ ๑ หน้าที่ ๑ ในหนังสือของเขาว่า
  
"การที่ชาวสยาม ปฏิเสธ คริสต์ศาสนา เป็นสิทธิของเขา (และผมว่าสาธุ ๆ ดี ๆ) แต่การที่ชาวสยาม ไม่ศึกษา คริสต์ศาสนา เท่ากับเป็นการหลับตารับเปลือกนอกของตะวันตกโดยไม่รู้ถึงขั้วหัวใจของฝรั่งว่า เขาคิดอย่างไร, ฝันอย่างไร, กลัวอะไร, และพ่ายแพ้อย่างไร ชาวสยามโดยมากมักมองเฉพาะความสำเร็จและหรูหราของชาวยุโรป, ไม่สนใจความสับสน, ยุ่งยากและความบกพร่องทางปัญญาของตะวันตก, ที่ล้วนเป็นบทเรียนที่สำคัญไม่แพ้ความรุ่งโรจน์ของยุโรปและอเมริกา"

ในหน้าที่ ๕-๖ ของบทที่ ๑ ไมเคิล ไรท์ ยังเขียนต่อว่า
  
"ศาสนาคริสต์สามารถอธิบายตะวันตกได้ทั้งหมด, ไม่ใช่สิ่งดีงามเพียงอย่างเดียว เพราะแม้ชาวตะวันตกจะทำผิดพระศาสนาอย่างร้ายแรงเพียงใด, ก็มักจะอ้างคริสต์ศาสนาเพื่อสนับสนุนความผิดนั้น ๆ ได้เสมอ เช่นเมื่อจะสู้รบกันก็จะอ้างทฤษฎี "สงครามยุติธรรม" (Just War); จะจับมิจฉาทิฐิไปทรมานฆ่าเสีย (Inquisition) ก็จะอ้าง "พระธรรมคำสอนที่ถูกต้อง" (Orthodoxy); หรือจะล่าเมืองขึ้น (Colonialism) ก็อ้างว่า "เพื่อเผยแพร่ศาสนานำคนป่าเถื่อนเข้าสู่ศีลธรรมและสวรรค์"
.....
แม้เรื่องที่ดูไม่เกี่ยวกับศาสนา, เช่นระบบทุนนิยมและระบบมาร์กซิสต์, ยังงอกออกมาจากศาสนาคริสต์ :- ฝ่ายนายทุนอ้างว่า "พระผู้เป็นเจ้าย่อมประทานรางวัลแก่ผู้ที่ขยันสร้างสรรค์ทำประโยชน์", ฝ่ายมาร์กซิสต์อ้างว่า "ผู้มีอำนาจวาสนาจะตกต่ำ, ผู้ยากไร้และผู้ต่ำต้อยจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" คำอ้างเหล่านี้ล้วนมีพระคัมภีร์คริสต์ศาสนาสนับสนุน"

ที่มีเครื่องหมาย "," หรือ ";" ตามตำแหน่งต่าง ๆ นั้น ผมลอกตามหนังสือของ ไมเคิล ไรท์ มาโดยตรง

"ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพระราชพงศาวดารอยุธยา" เป็นหนังสือที่ผมซื้อมาเพราะชื่อของมัน สิ่งสำคัญที่ผมได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ก็คือเราจำเป็นต้อง "อ่านคนเขียน" ก่อน ว่าเขาเป็นใคร ตอนที่เขาเขียนเรื่องต่าง ๆ นั้นเขาผ่านประสบการณ์ใดมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาเขียน แต่มันส่งผลถึงมุมมองและการแปลความหมายเหตุการณ์ที่เขาเขียนถึง หรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาเขียน แต่เป็นมุมมองที่เขามองมาจากมุมไหน ดังนั้นในบทแรกในหน้าที่ ๔ ของหนังสือเล่มนี้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ จึงเขียนไว้ว่า
  
"... แม้ว่าประวัติศาสตร์ในยุคนี้จะมีหลักฐานของชาติตะวันตกเพิ่มพูนขึ้นมาก แต่ความสนใจของนักเดินทาง พ่อค้า และนักสอนศาสนาตะวันตกมีอยู่จำกัด และไม่ช่วยให้เราเข้าใจภูมิภาพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากทัศนะของประชาชนในภูมิภาคนี้เลย การศึกษาประวัติศาสตร์ของภูมิภาคโดยอาศัยหลักฐานภายนอกจึงไม่ทำให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ได้ดีไปกว่าการสังเกตุการณ์ "จากกราบเรือหรือเมืองป้อมที่เป็นโรงเก็บสินค้า" ของฝรั่ง"

ตอนที่ผมศึกษาอยู่ทางประเทศนั้น เวลาที่ต้องศึกษาเกี่ยวกับแนวทฤษฎีใด สิ่งหนึ่งที่อาจารย์ที่ปรึกษาถามก็คือได้ไปอ่านบทความต้นฉบับแล้วหรือยัง ทั้งนี้เป็นเพราะการอ่านแนวความคิดที่คนอื่นนำมาเล่าต่อกันเป็นทอด ๆ นั้นมันทำให้แนวความคิดเดิมที่คนแรกนำเสนอเอาไว้นั้นมันผิดเพี้ยนไปได้ 
   
หนังสือสองเล่มที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้น ผมได้ให้นิสิตป.เอก คนแรกของผม (และก็เพียงคนเดียวที่ได้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและจบไปทำงานแล้ว) ไปอ่านให้หมด ก่อนที่จะเริ่มเรียนกับผม

วัน วลิต เป็นชาวฮอลันดาชื่อ "เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremisa Van Vliet)" แต่เป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วไปว่า "วันวลิต" เขาผู้นี้เข้ามาทำงานในกรุงศรีอยุธยาในช่วงปีพ.ศ. ๒๑๗๖-๒๑๘๕ หรือใช้เวลา ๙ ปีอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เขาได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเมืองไทยอย่างละเอียดและยังเรียนรู้ภาษาไทยได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญก็คือได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเมืองไทยไว้ถึง ๓ เล่ม (แต่เป็นภาษาฮอลันดา)
  
"พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิต พ.. ๒๑๘๒" นั้น พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ เขียนไว้ในบทคำนำเสนอของหนังสือดังกล่าวว่า
  
"โดยเฉพาะคุณลักษณะของกษัตริย์แต่ละพระองค์ที่วันวลิตระบุไว้เป็นแบบฉบับในการเขียนเลยนั้น แทบจะไม่มีปรากฏในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับของคนไทยเลย ....
ข้อความส่วนนี้ทำให้พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิตแตกต่างไปจากการเขียนพงศาวดารของคนไทยอย่างชัดเจน ...
อย่างไรก็ดี แม้ วันวลิต จะไม่มีข้อจำกัดในด้านนี้ แต่ก็ควรพิจารณาว่าทั้งหมดเป็นความคิดเห็นของวันวลิต ผู้เป็นปุถุชนคนหนึ่ง ที่มองจากด้านของตนเองผู้มีประโยชน์เฉพาะตนเป็นอย่างหนึ่ง หรือด้านที่เป็นข่าวสารที่ได้รับมาทางหนึ่งทางใด ดังจะพบว่าในบางรัชกาลที่วันวลิตกล่าวถึงความดีไม่ดีของพระมหากษัตริย์อยุธยา จะมีความแตกต่างไปบ้างจากการรับรู้ที่ได้จากการอ่านพงศาวดารที่คนไทยเขียน"

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็เป็นบุคคลท่านหนึ่งที่เขียนหนังสือและบทความไว้หลากหลาย หนึ่งในหนังสือที่ท่านเขียนได้แก่ "กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้" ที่เขียนขึ้นโดยอิงจากหนังสือของ วันวลิต และก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาเรื่องราวที่เขียนขึ้นโดย วันวลิต นั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ได้เกริ่นนำเอาไว้ว่า
"ในการอ่านเรื่องที่จะได้แปลต่อไปนี้ ผู้อ่านควรทำใจไว้ก่อนว่า ผู้ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้น เป็นฝรั่ง ถึงจะอ่านหนังสือไทยออกขนาดอ่านจดหมายเหตุต่าง ๆ ในกรุงศรีอยุธยาได้ และพูดภาษาไทยขนาดที่จะซักถามข้อความต่าง ๆ จากคนไทยได้ แต่จิดใจก็ยังเป็นฝรั่ง เพราะฉะนั้นที่จะให้เข้าใจคนไทยและเข้าใจถึงจิตใจคนไทยอย่างแท้จริง ตลอดจนวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยได้อย่างถ่องแท้นั้น จึงเป็นของยาก แม้หนังสือต่าง ๆ ที่ฝรั่งเขียนขึ้นเกี่ยวกับเมืองไทยในปัจจุบันนี้ก็อยู่ในลักษณะเช่นเดียวกัน จะเชื่อถือไปหมดทุกข้อทุกกระทงไม่ได้ ทั้งนี้เป็นข้อสังเกตข้อแรก"

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในปีพ.ศ. ๒๕๑๙ หรือเมื่อ ๓๘ ปีที่แล้ว

เมื่อตอนเรียนมัธยมปลายนั้น ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา (ต้องกราบขออภัยที่ผมจำชื่อของท่านไม่ได้ จำได้แต่ว่าท่านเป็นคนตัวอ้วน ร่างใหญ่) กล่าวเอาไว้ประโยคหนึ่งว่า "วิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เป็นวิชาท่องจำ แต่เป็นวิชาที่ต้องใช้เหตุผลในการทำความเข้าใจ" ซึ่งกว่าที่ผมจะเข้าใจประโยคที่ท่านกล่าว ก็ล่วงเลยเวลามาจนหลังเรียนจบปริญญาตรี
  
สภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของชุมชนนั้น ถูกกำหนดโดยลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนใด ก็อิงอยู่กับภูมิประเทศและภูมิอากาศของสังคมนั้นด้วย กฎเกณฑ์ใด ๆ ที่ไม่สามารถทำให้คนในชุมชนนั้นสามารถดำรงชีพอยู่ได้ ก็ไม่แปลกที่คนในชุมชนนั้นจะปฏิเสธ
  
เรื่องนี้ผมเคยคุยกับผู้ที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้เคร่งศาสนาพุทธผู้หนึ่ง ที่คิดว่าศาสนาพุทธนั้นดีที่สุด ในหัวข้อที่ว่าการฆ่าสัตว์นั้นเป็นบาป ผมก็เลยย้อนถามกลับไปว่าถ้าไปบอกพวกเอสกิโมที่อาศัยอยู่ตามขั้วโลกในภูมิประเทศที่เย็นจัด พื้นเป็นน้ำแข็ง (เกือบ) ตลอดทั้งปี ที่ปลูกอะไรกิน (แทบ) ไม่ได้ หรือชนเผ่าที่เร่ร่อนอยู่ในทะเลทายในตะวันออกกลาง ว่าอย่าฆ่าสัตว์ เพราะมันบาป แล้วจะให้คนเหล่านั้นเขากินอะไร แล้วเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ช่วงเวลาที่ศาสนาพุทธเกิดขึ้นและเผยแผ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้นั้น คนในภูมิภาคแถบนี้อยู่ในดินแดนที่ปลูกพืชผักกินได้ทั้งปี หรือไม่ก็มีเทคโนโยลีที่จะถนอมพืชผัก (หรือแม้กระทั่งเนื้อสัตว์) เก็บไว้กินได้ตลอดทั้งช่วงฤดูหนาว แต่ในเวลาเดียวกันนั้นคนทางยุโรปยังไม่รู้จักการถนอมพืชผัก (หรือเนื้อสัตว์) ไว้กินเช่นคนเอเชีย ดังนั้นศาสนาที่ห้ามการฆ่าสัตว์เช่นศาสนาพุทธ จึงยากที่จะได้รับการยอมรับจากผู้คนที่อาศัยอยู่ทางด้านตะวันตกของประเทศอินเดีย คนเอเชียมีเทคโนโลยีในการถนอมอาหารมาเป็นเวลานับพันปีแล้ว แต่เรากลับมาเรียนหนังสือยกย่อง ฟรานซิส เบคอน ว่าเป็นผู้คนพ้นว่าความเย็นจากหิมะช่วยเก็บเนื้อไก่ไว้ได้นานขึ้น ซึ่งเป็นการค้นพบของชาวตะวันตกเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมานี่เอง


เรื่องที่คนไทยเห็นว่าคำพูดฝรั่งถูกต้องไปเสมอนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว เรื่องหนึ่งก็ได้เคยเล่าเอาไว้แล้วใน Memoir ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๕๖๔ วันพุธที่ ๑๖ มกราคม พ.. ๒๕๕๖ เรื่อง "กระสุน Siamese type 66 (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๓๔)" ลองย้อนกลับไปอ่านดูได้