แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามเวียดนาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สงครามเวียดนาม แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ถนนยุทธศาสตร์บางคล้า-สัตหีบ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๓๗) MO Memoir : Monday 25 February 2556

ลุงสุวรรณแกทำงานมาหลายที่ ก่อนที่จะมารับงานเป็นยามเฝ้าคอนโดที่บางแสน ในตอนเช้ามืดแกก็จะรับจ้างทำงานล้างรถให้กับผู้ที่พักอาศัยอยู่ในคอนโดนั้น ก่อนที่จะเข้าเวรเป็นยามกลางวัน ส่วนป้าที่เป็นภรรยาของแกเองนั้นก็รับจ้างเป็นแม่บ้านทำความสะอาดทั่วไป
   
แกเคยเล่าให้ผมฟังถึงชีวิตวัยหนุ่มของแก ที่ตระเวณทำงานไปหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นการไปขายของที่ตราด การเข้ามารับจ้างเป็นพนักงานขับรถเมล์ในกรุงเทพ และเป็นคนขับรถรับจ้างให้กับทหารอเมริกันขนอาวุธจากสัตหีบไปยังโคราช

ในช่วงสงครามเวียดนามนั้น กองทัพสหรัฐได้เข้ามาตั้งฐานทัพและใช้ฐานทัพในประเทศไทยหลายแห่ง เช่นที่สนามบินในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสานเป็นหลัก เช่นที่ ตาคลี จ.นครสวรรค์ จ.อุดรธานี จ.นครราชสีมา สนามบินอู่ตะเภาและฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี และในกรุงเทพเองก็มีการตั้งศูนย์วิจัยทางทหารขึ้น แต่จะวิจัยอะไรบ้างนั้นผมก็ไม่ทราบ รู้แต่ว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่คือซอยที่แยกจาก ถ.เพชรบุรี เข้าไปยังศูนย์วิจัยนั้นยังมีชื่อเรียกว่า "ซอยศูนย์วิจัย" มาจนถึงทุกวันนี้
   
สนามบินอยู่ตะเภานั้นอยู่ในเขตจ.ชลบุรี (ติดเส้นแบ่งเขตจ.ชลบุรีและระยอง) แต่ชุมชนที่อยู่ใกล้สนามบินมากที่สุดคือ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ภรรยาผมที่เคยอาศัยอยู่แถวนี้ตอนเด็ก ๆ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนบริเวณนี้เป็นชุมชนใหญ่ชุมชนหนึ่งในสมัยนั้น ทหารอเมริกันพอกลับจากการรบแต่ละครั้ง (ที่เขาเรียกว่า On tour) พอได้รับเงินค่าจ้างก็จะใช้เงินเหล่านั้นกันเต็มที่แบบไม่คิดจะเหลือเก็บ ทั้งนี้เพราะไม่รู้ว่าพอออกไปปฏิบัติหน้าที่ครั้งต่อไปแล้วจะได้กลับมาใช้เงินที่เก็บเอาไว้หรือไม่ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่บริเวณดังกล่าวจะเต็มไปด้วยสถานบริการต่าง ๆ มากมาย และเมื่อสหรัฐถอนทัพออกไปในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ เศรษฐกิจของชุมชนดังกล่าวก็ซบเซาลง ผู้คนก็น้อยลงไป เพิ่งจะกลับมามีคนอยู่มากขึ้นใหม่ก็ตอนที่เริ่มมีนิคมอุตสาหกรรมมาตั้งที่มาบตาพุด
   
การขนยุทโธปกรณ์จากท่าเรือสัตหีบไปยังฐานทัพทางภาคอีสานนั้นจะใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓๑ ที่เริ่มจากแยกถนนสุขุมวิทที่ชาวบ้านเรียกว่า "แยกกิโล ๑๐" ถนนสุขุมวิทจากอ.สัตหีบออกมาทางระยองนั้นเวลาบอกตำแหน่งคนท้องถิ่นเขาจะบอกเป็นหลักกิโลว่าห่างจากอ.สัตหีบกี่กิโล แยกกิโล ๑๐ ก็คือแยกที่ห่างออกมาจากอ.สัตหีบ ๑๐ กิโลเมตร ถนนเส้นดังกล่าวจะตัดตรงไปทางเหนือเฉียงไปทางตะวันออกเล็กน้อย ไปถึงอ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา และสามารถไปยังโคราชได้โดยใช้เส้นทางด้านอ.กบินทร์บุรี-อ.วังน้ำเขียว และตรงต่อไปยัง โคราช ขอนแก่น และอุดรธานี ถนนเส้นนี้เดิมจะเรียกกันติดปากว่า "ถนนยุทธศาสตร์"
   
ถนนที่เรียกว่า "ถนนยุทธศาสตร์" นี้ในบ้านเรามีอยู่หลายเส้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่เคยมีการสู้รบไม่ว่าจะเป็นการสู้รบสมัยการรบกับกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือกับกองกำลังต่างชาติ ถนนเหล่านี้ตัดขึ้นเพื่อการลำเลียงทหารและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เข้า-ออกพื้นที่สำคัญได้อย่างรวดเร็วและใช้เป็นเส้นทางตรวจการณ์ หลายเส้นทางโดยเฉพาะในเขตการสู้รับมักจะสร้างโดยทหาร ถ้าสังเกตดูเส้นทางหลวงในประเทศจะเห็นว่าในหลาย ๆ ท้องที่นั้นมีการตัดถนนเลียบชายแดน และถ้าได้ขับรถไปตามถนนเส้นดังกล่าวก็จะพบด่านทหารตั้งอยู่เป็นระยะ เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป ความรับผิดชอบของถนนเหล่านี้ก็เปลี่ยนมือจากทหารมาเป็นหน่วยงานอื่น ชื่อที่เคยเรียกกันโดยอาศัยวัตถุประสงค์ของการสร้างหรือจุดเริ่มต้น-สิ้นสุดก็กลายเป็นการเรียกชื่อตามตัวเลขแทน
  
รูปที่ ๑ ป้ายบอกทางริมถนนสุขุมวิทมุ่งจากพัทยาใต้ไปยังบางเสร่ บริเวณสี่แยกฝั่งตรงข้ามสำนักงานอัยการภาค ๒ ยังคงบอกว่าเลี้ยวไปทางซ้ายอีก ๑๑ กิโลเมตรจะไปออกถนนยุทธศาสตร์ (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 331)

ลุงสุวรรณแกเสียไปหลายปีแล้ว แต่ป้าที่เป็นภรรยาของแกยังมีชีวิตอยู่แม้ว่าสุขภาพจะไม่ค่อยดีนักเพราะอายุมากแล้ว ป้ายบอกทางที่ผมถ่ายมาให้ดูในรูปที่ ๑ นั้นผมเห็นมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมีโอกาสจอดรถแวะถ่ายรูปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เอง ดูเหมือนจะเป็นป้ายที่ยังเหลืออยู่เพียงป้ายเดียวบนถนนสุขุมวิทช่วงแถวนาจอมเทียนที่ยังปรากฎชื่อ "ถนนยุทธศาสตร์ (331)" อยู่ คิดว่าเมื่อไรที่ป้ายนี้มันถูกรื้อถอนออกไป ชื่อ "ถนนยุทธศาสตร์ (331)" ก็คงจะค่อย ๆ เลือนหายไปตามจำนวนผู้คนที่เคยเรียกชื่อดังกล่าวที่ลดน้อยลงไปทุกวัน
  
รูปที่ ๒ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา อำเภอบ้านโพธิ์ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และอำเภอพานทอง อำเภอเมืองชลบุรี อำเภอศรีราชา และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๑๒ เพื่อสร้างทางรถไฟ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๘๖ ตอนที่ ๑๑๔ วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ถนนยุทธศาสตร์ ๓๓๑ คือเส้นที่อยู่ทางขวามือของรูป

รูปที่ ๓ รูปต่อจากรูปที่ ๒ (รูปจริงมันยาวมาก) ปลายทางถนนเส้นนี้ที่สัตหีบที่วงสีแดงเอาไว้คือทางแยกเข้าท่าเรือน้ำลึกสัตหีบ (ชาวบ้านเรียกแยกกิโล ๑๐ คือนับระยะทางจากสัตหีบมาทางจังหวัดระยองว่าออกมากี่กิโลเมตร) แผนที่ส่วนนี้ยังเรียกชื่อถนนดังกล่าวว่า "ถนนยุทธศาสตร์สายบางคล้า-สัตหีบ" และพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ยังบอกให้เรารู้ว่าการคิดสร้างทางรถไฟจากฉะเชิงเทรามายังสัตหีบนั้นมีมาก่อนความคิดที่จะสร้างนิคมมาบตาพุดเสียอีก เหตุผลในตอนนั้นน่าจะเป็นเพราะเพื่อความมั่นคง เพราะในช่วงเวลานั้นเรายังไม่รู้ว่าเรามีบ่อแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทย แต่กว่าเส้นทางดังกล่าวจะได้สร้างก็เมื่อมีการสร้างนิคมอุตสหกรรมที่แหลมฉบังและที่มาบตาพุดแล้ว
 
รูปที่ ๔ หน้านี้เอามาจาก http://th.wikipedia.org/wiki/ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข_331 (วันจันทร์ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖) จะเห็นความผิดพลาดในเว็บดังกล่าวในกรอบสีแดงที่บอกว่า "ถนนเส้นนี้ก่อสร้างขึ้นและเปิดเมื่อในปีพ.ศ. 2517 ในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร" เพราะในความเป็นจริงนั้นถนนเส้นนี้มีมาก่อนหน้านั้นแล้ว ดังรูปในพระราชกฤษฎีกาปีพ.ศ. ๒๕๑๒ (รูปที่ ๒ และ ๓) ที่ปรากฎถนนเส้นนี้ในแผนที่ และในปีพ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นช่วงของรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เพราะจอมพลถนอม กิตติขจรพ้นจากตำแหน่งไปตั้งแต่เหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

My Lai MO Memoir : Tuesday 13 March 2555


สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในวันอาทิตย์ที่ ๑๑ มีนาคมมีข่าวเกี่ยวกับทหารสหรัฐในอาฟกานิสถานยิงประชาชนเสียชีวิตไป ๑๖ ราย ในจำนวนนี้ ๙ รายเป็นเด็ก สำนักข่าว BBC ของอังกฤษรายงานว่าเด็กอย่างน้อย ๓ รายถูกยิงเพียงนัดเดียวเข้าที่ศีรษะ (http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-17334646)

จะว่าไปเหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ได้เกิดเป็นครั้งแรก

ในวันเสาร์ที่ ๑๖ มีนาคม ปีค.ศ. ๑๙๖๘ (พ.ศ. ๒๕๑๑) เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวบ้านเวียดนามใต้ทั้งหมู่บ้านที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อ My Lai และ My Khe แต่กว่าจะเป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนก็ล่วงเข้าปีค.ศ. ๑๙๖๙ (พ.ศ. ๒๕๑๒) 
 
เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักในชื่อ "My Lai masscare" จำนวนผู้เสียชีวิตที่ทางกองทัพสหรัฐระบุคือ ๓๔๗ ราย แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ทางรัฐบาลเวียดนามใต้ระบุคือ ๕๐๔ ราย

รูปที่ ๑ ภาพนี้เป็นภาพหนึ่งที่โด่งดังไปทั่วโลก เป็นภาพผู้หญิงและเด็กเวียดนามใต้ในหมู่บ้าน My Lai ก่อนถูกสังหารหมู่เพียงไม่กี่วินาที ภาพนี้ถ่ายเอาไว้โดยช่างภาพ Ronald L. Haeberle (จาก http://en.wikipedia.org/wiki/My_Lai_Massacre)

รายละเอียดเหตุการณ์ต่าง ๆ ถ้าสนใจก็ลองหาดูในเน็ตเอาเองก็แล้วกัน หลายภาพเป็นภาพที่สยดสยองที่ช่างภาพคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ได้บันทึกเอาไว้ นับถึงวันศุกร์ที่ ๑๖ มีนาคมนี้ก็เป็นการครบรอบ ๔๔ ของเหตุการณ์ดังกล่าวพอดี

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

The Deer Hunter MO Memoir : Tuesday 8 February 2554 ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๓

สงครามเวียดนามยุติเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘ (ค.ศ. ๑๙๗๕) เมื่อกองทัพเวียดนามเหนือบุกเข้ากรุงไซ่ง่อนได้ ภาพประวัติศาสตร์ในวันนั้นคือภาพรถถังเวียดนามเหนือบุกเข้าสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงไซ่ง่อน ส่วนภาพในเวลาก่อนหน้านั้นคือภาพที่ชาวเวียดนามพยายามจะปีนข้ามรั้วเข้าไปในสถานฑูตสหรัฐอเมริกาเพื่อที่จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลี้ภัยไปยังประเทศอื่น และฉากผู้อพยพเดินขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่จอดบนหลังคาสถานฑูต รูปภาพต่าง ๆ ที่กล่าวมาในย่อหน้านี้ไม่ขอเอามาลงใน Memoir นี้ ใครสนใจก็ลองค้นดูเอาเองจาก google ได้โดยใช้คำค้นหาว่า "fall of Saigon"

บาดแผลจากสงครามเวียดนามบาดลึกลงไปในจิตใจของผู้คนในประเทศสหรัฐอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในส่วนของนโยบายต่างประเทศสหรัฐเรื่องเกี่ยวกับการส่งทหารไปรบนอกประเทศ นอกจากนี้ยังมีการสร้างภาพยนต์เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จากมุมมองของบุคคลต่าง ๆ ในสงครามเวียดนามหลากหลายเรื่องราว ภาพยนต์เรื่องแรก ๆ ที่สร้างและมีการฉายหลังสงครามเวียดนามสงบคือเรื่อง "The Deer Hunter" ซึ่งนำออกฉายในปีค.ศ. ๑๙๗๘ หรือพ.ศ. ๒๕๒๑ (หาดูได้ใน Youtube นะ) ซึ่งเป็นเวลาเพียง ๓ ปีหลังสงครามสงบ แต่อย่าแปลกใจว่าคนมักเรียกเรื่องนี้ว่า "Deer Hunter" เฉย ๆ เพราะในใบโฆษณาหนังนั้นคำว่า The จะพิมพ์ไว้ขนาดเล็กกว่าคำว่า Deer Hunter มาก

ฉากที่มีชื่อเสียงและทำให้ภาพยนต์เรื่องนี้เป็นที่รู้จักและถูกบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์คือฉากการเล่น Russian roulette ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการเลียนแบบฉากในภาพยนต์หลายรายในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ถ้าใครไม่รู้จักว่าการเล่นดังกล่าวเป็นอย่างไรก็ลองไปค้นอ่านเอาเองก็แล้วกัน แต่ห้ามเลียนแบบเป็นอันขาด

ที่วันนี้ยกเรื่องนี้มาก็ไม่ใช่อะไรหรอก คือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้ดูสารคดีเรื่อง ๕๕ วันก่อนไซง่อนแตก ซึ่งเป็นเรื่องราวในเวลา ๕๕ วันสุดท้ายก่อนกองทัพเวียดนามเหนือบุกเข้ากรุงไซง่อนได้ พอเห็นสารคดีเรื่องนี้ก็เลยทำให้นึกถึงภาพยนต์เรื่อง The Deer Hunter เพราะหนังเรื่องดังกล่าวมีการเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยในหลายสถานที่เช่น ที่พัฒน์พงศ์ที่ใช้เป็นฉาก red light area ในกรุงไซง่อน และใช้โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครเป็นฉากสถานฑูตสหรัฐอเมริกา

ภาพสองภาพข้างล่างเป็นฉากในภาพยนต์ดังกล่าวตอนที่ชาวเวียดนามใต้พยายามบุกผ่านประตูหน้าเข้าไปในสถานฑูต

สิ่งที่อยากจะถามก็คือ บอกได้ไหมว่าโรงเรียนที่ถูกใช้เป็นฉากในรูปข้างบนนั้นคือโรงเรียนอะไร คำถามอาจจะยากหน่อยเพราะหนังเรื่องนี้สร้างก่อนพวกคุณเกิดหลายปี แต่รูปประตูโรงเรียนยังเหมือนเดิม

บอกใบ้ให้นิดนึงก็ได้ว่าเป็นโรงเรียนที่ผมจบมาด้วย