แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาวุธนิวเคลียร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาวุธนิวเคลียร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2567

แคลเซียม, แมกนีเซียม และบิสมัท กับการผลิตอาวุธทำลายล้างสูง MO Memoir : Tuesday 17 December 2567

โลหะอัลคาไลน์และอัลคาไลน์เอิร์ธเป็นตัวรีดิวซ์ที่แรง อย่างเช่นโซเดียม (Na) ที่สามารถรีดิวซ์อะตอมไฮโดรเจนในโมเลกุลน้ำให้กลายเป็นแก๊สไฮโดรเจนได้ แมกนีเซียม (Mg) เองก็ถูกใช้เป็นโลหะกัดกร่อนหรือ (เรียกว่า sacrificial anode หรือ galvanic anode) โดยตัวมันเองจะจ่ายอิเล็กตรอนออกไปเพื่อป้องกันไม่ให้เหล็กถูกกัดกร่อน ในอุตสาหกรรมเช่นการถลุงโลหะ (เช่นเหล็ก) ก็มีการใช้แคลเซียม (Ca) ในการรีดิวซ์สารประกอบออกไซด์ของโลหะ เพื่อรีดิวซ์ไอออนโลหะให้กลายเป็นอะตอมโลหะ โดยแคลเซียมจะกลายเป็นสารประกอบออกไซด์แทน

แต่ทั้งแคลเซียมและแมกนีเซียม (ที่มีความบริสุทธิ์สูงมาก) ถูกจัดให้เป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Item หรือ DUI) โดยอยู่ในหัวข้อ 1C227 และ 1C228 (รูปที่ ๑)

รูปที่ ๑ โลหะแคลเซียม, แมกนีเซียม และบิสมัท ที่มีความบริสุทธิ์สูง ถูกจัดเป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทางในหมวด 1C227, 1C228 และ 1C229 ตามลำดับ

ถ้าดูจากหมวดหมู่ที่โลหะเหล่านี้ถูกจัดเอาไว้ เลข "1" ตัวแรกหมายถึง "Special Materials and Related Equipment" ตัวอักษร "C" ถัดมาหมายถึง Materials และตัวเลข "2" ตัวถัดมาหมายถึงถูกกำหนดโดย Nuclear Supplier Group (NSG) Dual-Used List จึงเป็นจุดที่น่าสนใจคือโลหะแคลเซียมและแมกนีเซียมนี้มันเกี่ยวข้องกับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างไร

235U เป็นองค์ประกอบสำคัญของระเบิดนิวเคลียร์แบบ Fission แต่ยูเรเนียมส่วนใหญ่ในธรรมชาตินั้นเป็น 238U โดยมี 235U เพียงเล็กน้อย อีกธาตุหนึ่งที่สามารถนำมาทำระเบิดนิวเคลียร์ได้ก็คือ 239Pu ซึ่งเตรียมจากการระดมยิงนิวตรอนให้ 238U ดูดซับไว้แล้วค่อยสลายตัวกลายเป็น 239Pu จากนั้นจึงค่อยแยกยูเรเนียมและพลูโตเนียมออกจากกัน แล้วจึงค่อยเปลี่ยนสารประกอบพลูโตเนียมที่ได้ (ที่อาจอยู่ในรูปของ PuO2 หรือ PuF4) ให้กลายเป็นโลหะพลูโตเนียมอีกที

การเปลี่ยน Pu4+ ให้กลายเป็นโลหะพลูโตเนียมมีด้วยกันหลายวิธี แต่ส่วนหนึ่งที่เหมือนกันคือการใช้โลหะแคลเซียมหรือแมกนีเซียมที่มีความบริสุทธิ์สูง (ดูรูปที่ ๑) เป็นตัวรีดิวซ์ โดย Pu4+ จะถูกรีดิวซ์ให้กลายเป็น Pu0 ส่วน Ca และ Mg ก็จะกลายไปเป็น Ca2+ และ Mg2+ ตัวอย่างของวิธีการรีดิวซ์แสดงไว้ในรูปที่ ๒-๔

 
รูปที่ ๒ กระบวนการรีดิวซ์สารประกอบพลูโนเนียมไดออกไซด์ (PuO2) ให้กลายเป็นโลหะพลูโตเนียมด้วยการใช้โลหะแคลเซียมเป็นตัวรีดิวซ์ (จากบทความเรื่อง "Plutonium Processing at Los Alamos" เผยแพร่โดย Los Alamos National Laboratory, Actinide Research Quarterly, 3rd Quarter 2008)

ในการเกิดปฏิกิริยา Nuclear fission นั้น นิวตรอนจำนวนหลายตัวที่เกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสของอะตอมตัวแรก อย่างน้อยหนึ่งตัวจะต้องพุ่งเข้าชนนิวเคลียสของอะตอมถัดไป ปฏิกิริยาจึงจะเกิดอย่างต่อเนื่องได้ แต่เนื่องจากนิวเคลียสมีขนาดเล็กกว่าขนาดอะตอมมาก โอกาสที่นิวเคลียสของอะตอมถัดไปจะถูกชนจึงมีไม่มาก เว้นแต่จะเพิ่มจำนวนเชื้อเพลิงที่ล้อมรอบนิวเคลียสที่แตกตัวให้มากขึ้น จำนวนที่น้อยที่สุดที่ทำให้การแตกตัวเกิดอย่างต่อเนื่องได้เรียกว่า "มวลวิกฤต" หรือ critial mass ขนาดของมวลวิกฤตนี้ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของอะตอมที่สามารถแตกตัวได้ ถ้าอะตอมนั้นอยู่ในรูปสารประกอบ มันก็จะอยู่ห่างกัน แต่ถ้าอยู่ในรูปของโลหะ มันก็จะอยู่ใกล้กัน ทำให้โอกาสที่จะรับนิวตรอนที่เกิดจากการแตกตัวจะสูงขึ้น ขนาดของมวลวิกฤตก็จะลดลง ทำให้ปริมาตรของเชื้อเพลิงก็ลดตามไปด้วย ซึ่งสำคัญกับขนาดอาวุธ)

รูปที่ ๓ อีกตัวอย่างหนึ่งของการสังเคราะห์โลหะพลูโตเนียมด้วยการรีดิซซ์ Pu4+ ในสารประกอบ PuO2 ด้วยโลหะแคลเซียม (จากบทความเรื่อง "Direct Reduction of 238PuO2 and 239PuO2 to Metal" โดย L.J. Mullins และ C.L. Foxx, February 1982)

รูปที่ ๔ สิทธิบัตรการรีดิวซ์สารประกอบ PuO2 ให้แลายเป็นโลหะพลูโดยเนียม ด้วยการใช้โลหะแมกนีเซียมเป็นตัวรีดิวซ์

บิสมัท (Bismuth - Bi) เป็นโลหะอีกตัวหนึ่งที่ถูกระบุว่าเป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทางในหัวข้อ 1C229 (รูปที่ ๑) โลหะบิสมัทความบริสุทธิ์สูงสามารถป้องกันรังสีแกมม่าได้ดี ในขณะที่ยอมให้อนุภาคนิวตรอนผ่านไปได้ (รูปที่ ๕) จึงเหมาะสำหรับงาน Neutron bombardment (การระดมยิงธาตุด้วยนิวตรอน) ที่ต้องการป้องกันการรบกวนจากรังสีแกมม่าโดยที่ยอมให้นิวตรอนผ่านได้

รูปที่ ๕ บิสมัทความบริสุทธิ์สูง 7N5 N ในที่นี้ย่อมาจาก Nine หรือเลข 9 ดังนั้นความหมายของ 7N5 คือมีความบริสุทธิ์ระกับเลข 9 จำนวน 7 ตัวคือ 99.99999 และปิดท้ายด้วยเลข 5 ซึ่งรวมเป็น 99.999995% แต่ในหัวข้อ 1C229 กำหนดความบริสุทธิ์ของบิสมัทไว้เพียงแค่ 99.99% เท่านั้นเอง

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ไทยเราก็มี ... อาวุธนิวเคลียร์ MO Memoir : Sunday 10 February 2556

ราว ๆ ๑๕ ปีที่แล้วต้องไปรับหน้าที่เป็นกรรมการตรวจนับพัสดุของหน่วยงาน ซึ่งเป็นเหมือนกับงานเล่นซ่อนหา โดยเราเป็นฝ่ายหาของ และหน่วยงานต่าง ๆ เป็นคนซ่อนของ แต่เกมส์นี้ดีอย่างตรงที่ถ้าคนหาหาของได้ไม่ครบ คนที่ซ่อนของเอาไว้จะเป็นผู้เดือดร้อน ต้องชี้แจงให้ได้ว่าของนั้นหายไปได้อย่างไร

พัสดุของหน่วยงานราชการนั้นอาจแบ่งออกได้เป็นพวกที่ใช้แล้วหมดไปซึ่งจะเรียกว่าเป็น "วัสดุสิ้นเปลือง" (เช่น กระดาษ หมึกพิมพ์ เครื่องเขียน หลอดไฟ ฯลฯ) และพวกที่อยู่ทนถาวรที่เรียกว่า "ครุภัณฑ์" (เช่น โต๊ะ ตู้ เครื่องพิมพ์ดีด คอมพิวเตอร์ ฯลฯ) พวกที่เป็นวัสดุสิ้นเปลืองนั้นแต่ละปีก็ต้องมานับว่ามีคงเหลืออยู่เท่าใด ส่วนพวกที่เป็นครุภัณฑ์นั้นก็ต้องไปตรวจว่ายังคงอยู่หรือไม่ ถ้ายังคงอยู่ยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้หรือไม่ได้ รอซ่อม หรือรอจำหน่าย (จำหน่ายก็คือโยนทิ้งนั่นแหละ เพียงแต่ว่าจะมีคนมาซื้อซากเอาไป)
 
การตรวจครุภัณฑ์นั้นจะต้องตรวจตามเลขหมายกำกับ คือครุภัณฑ์แต่ละชิ้นจะมีการลงเลขหมายเอาไว้ เช่นโรงเรียนหนึ่งซื้อเก้าอี้มาใหม่ ๑๐๐๐ ตัว เก้าอี้แต่ละตัวจะมีหมายเลขที่เรียกว่า "เลขครุภัณฑ์" ที่ไม่ซ้ำกันเลยอยู่บนตัวมัน ส่วนจะใช้วิธีการเขียนด้วยสีที่ติดถาวร พ่นสี หรือทำรอยบนพื้นผิวนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละหน่วยงานจะเลือกวิธีการของตัวเอง 
 
แต่เดิมการให้เลขครุภัณฑ์นั้นก็ไม่ค่อยมีระบบเท่าใดนัก หลัก ๆ ก็มีเพียงระบุปีพ.ศ.ที่ได้รับมากับชื่อหน่วยงานที่เป็นเจ้าของ ดังนั้นในหน่วยงานใหญ่หน่วยงานหนึ่ง ระบบเลขครุภัณฑ์ในหน่วยงานย่อยในระดับเดียวกันก็อาจไม่เหมือนกัน (เช่นในระดับคณะ ระบบการให้เลขครุภัณฑ์ของแต่ละภาคอาจแตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง)
  
ภายหลังรู้สึกว่าจะเริ่มมีการปรับปรุง คือมีการกำหนดเลขหมายให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ว่า แต่ละหน่วยงานมีเลขหมายอะไร ดังนั้นหมายเลขพัสดุจึงประกอบด้วยรหัสที่บ่งบอกหน่วยงาน ปีพ.ศ. ที่ได้รับพัสดุนั้น และประเภทของพัสดุ
  
หมายเลขของประเภทพัสดุแต่ละประเภทนั้นทางหน่วยงานผมเคยได้รับจากต้นสังกัดส่งมาในแผ่นดิสก์ ผมเคยเอาแผ่นดิสก์นั้นมาเปิดดูก็ไม่คิดว่าสำนักนายกฯจะมีหมายเลขพัสดุของสิ่งของเช่นนี้ด้วย แถมเป็นหมายเลขอยู่ในกลุ่มต้น ๆ ด้วย พัสดุนั้นคือ "อาวุธนิวเคลียร์"
  
นอกจากอาวุธนิวเคลียร์แล้ว สำนักนายกฯยังเตรียมหมายเลขพัสดุให้กับอาวุธเคมีและชีวภาพด้วย ในส่วนอาวุธเคมีนั้นผมเคยได้ยินจากนายทหารจากหน่วยงานหนึ่งพูดในที่ประชุมที่จัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อเกือบ ๒๐ ปีที่แล้วว่าประเทศไทยเราก็เคยมีอาวุธเคมี แต่นำไปทิ้งทะเลตั้งนานแล้ว ตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม แต่จะว่าไปถ้าไทยจะมีอาวุธเคมีก็ไม่น่าแปลก เพราะแก๊สคลอรีนที่ใช้ฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปาก็จัดเป็นอาวุธเคมีเหมือนกัน
 
แผ่นดิสก์ที่ผมเคยเอามาเปิดดูนั้นหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่ที่เอามาให้ดูในที่นี้เอามาจากเว็บระบบบัญชีสามมิติของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดังนี้
https://acc3d.ku.ac.th/web_procurement/fsn_edit/pm_fsn_t.php?g=11
https://acc3d.ku.ac.th/web_procurement/fsn_edit/pm_fsn_t.php?g=13

การที่มีหมายเลขพัสดุนั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องมีพัสดุชิ้นนั้น แต่ที่สงสัยก็คือถ้าเราไม่คิดจะมีพัสดุชิ้นนั้นเอาไว้ในครอบครอง แล้วเราจะมีหมายเลขดังกล่าวไปทำไม