แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ BST แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ BST แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561

UVCE case 4 BST 2555(2012) MO Memoir : Tuesday 11 September 2561

"... พังหมด พังหมดคือ พนักงานทั้งกะไปหมดแล้ว เหลือไอ้น้องคนเดียวที่ ที่บอกให้เฝ้าอยู่ที่ที่ ในห้อง control room เนี่ย ซึ่งตอนนี้เขาสติแตกแล้ว ..."
 
วันเสาร์ที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๑๕.๑๓ น. เกิดการระเบิดที่โรงงานผลิตยางสังเคราะห์ของบริษัท BST ระเบิด ภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงงานข้างเคียงและความเสียหายจากแรงระเบิดที่เกิดกับอาคารที่อยู่ห่างจากจุดระเบิดกว่า ๑ กิโลเมตรแสดงว่าการระเบิดดังกล่าวเป็นการระเบิดแบบ Unconfined Vapour Cloud Explosion (UVCE) และจัดเป็น UVCE ครั้งที่ ๔ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จากรายงานข่าว อุบัติเหตุครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตรวมกันทั้งสิ้น ๑๑ ราย (ตัวเลขยอดผู้เสียชีวิตของแต่ละแหล่งข่าวไม่เหมือนกัน ในที่นี้ขออิงตัวตัวเลขที่ปรากฏในรูปที่ ๑ ข้างล่าง)
 
เท่าที่ผมได้รับฟังมาคือ อุบัติเหตุครั้งนี้มีทีมสอบสวน ๓ ทีมที่มีวัตถุประสงค์ในการสอบสวนต่างกัน ทีมแรกเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องหาว่าใครเป็นผู้กระทำผิดเพราะมันทำให้มีการเสียชีวิตและบาดเจ็บ และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกโรงงานได้รับความเสียหาย ทีมที่สองเป็นของบริษัทต่างชาติเจ้าของเทคโนโลยีที่เข้ามาสอบสวนว่าอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการออกแบบโรงงานหรือไม่ และทีมที่สามที่ได้รับการว่าจ้างมาต่างหากที่เข้ามาสอบสวนว่าทำไมระบบการทำงานจึงมีความผิดพลาดหรือเปิดช่องว่างให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ ที่ผมทราบว่ามี ๓ ทีมก็เพราะได้รับฟังจากวิศวกรท่านหนึ่งที่เป็นหนึ่งในทีมที่สามนี้

รูปที่ ๑ ภาพสไลด์ที่ได้จากการฟังการบรรยายในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖
 
รายงานการสอบสวนนั้นออกมาเป็นอย่างไรและมีการเปิดเผยหรือไม่นั้น ทางผมเองก็ไม่ทราบ และถึงแม้จะมีการเปิดเผยแต่จะไปหาข้อมูลได้จากไหนก็ไม่ทราบเหมือนกัน แม้แต่ข้อมูลที่ได้รับฟังมานั้นแม้ว่าฟังเผิน ๆ จะดูดี แต่ถ้าพิจารณาให้ละเอียดจะเห็นว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไป ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการที่ผู้เล่าไม่ทราบข้อมูลโดยละเอียดหรือไม่ประสงค์จะบอกรายละเอียด แต่ถึงกระนั้นก็ยังเห็นว่าด้วยข้อมูลพอหาได้นั้น ยังพอที่จะนำมาใช้เป็นบทเรียนในการตั้งคำถามเพื่อใช้ศึกษาการวิเคราะห์หาสาเหตุของอุบัติเหตุ และการหาทางป้องกันไม่ให้มันเกิด 
  
ในการวิเคราะห์นั้นจะพยายามแยกข้อมูลออกเป็น "สิ่งที่เกิดขึ้นจริง" และ "สิ่งที่อนุมาน (คือการคาดคะเน) ขึ้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง" และจากข้อมูล "สิ่งที่เกิดขึ้นจริง" ที่มีปรากฏนั้นอาจทำให้เราสามารถตั้งสมมุติฐานได้หลายข้อ ซึ่งแม้ว่าตอนนี้จะไม่มีคำตอบว่าสมมุติฐานข้อไหนถูกข้อไหนผิดเนื่องจากไม่มีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดที่ถูกต้องของเหตุการณ์ แต่ก็เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาการวิเคราะห์หาสาเหตุของอุบัติเหตุและการหาทางป้องกัน

เราลองมาดูกันก่อนว่าเรามีข้อมูลอะไรบ้างที่มีการเปิดเผยและออกข่าวที่น่าจะได้รับการจัดเป็น "สิ่งที่เกิดขึ้นจริง" ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่ามีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกันดังนี้
 
๑. คลิปจากกล้องวงจรปิดของโรงงานข้างเคียงแสดงให้เห็นว่ามีการระเบิดที่มีขนาดใหญ่และรุนแรง มีลักษณะของเปลวไฟที่เกิดจากบริเวณหนึ่งและลามไปยังอีกตำแหน่งหนึ่งที่เป็นตำแหน่งที่เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง (ดูคลิปวิดิทัศน์และรูปที่ ๕-๑๒ ประกอบ) และรายงานความเสียหายที่เกิดกับโรงงานที่อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุกว่า ๑ กิโลเมตร ก็ยืนยันความรุนแรงของการระเบิดดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการระเบิดน่าจะเป็นแบบ UVCE
 
๒. ภาพข่าวขณะเกิดเพลิงไหม้และภาพความเสียหายที่ปรากฏนั้นไม่มีการแสดงให้เห็นถึงรูปแบบเปลวเพลิงที่เกิดจากการรั่วไหลออกเชื้อเพลิงออกจากระบบที่มีความดันสูง (ที่ควรมีลักษณะที่ฉีดพุ่งออกมา) แต่เป็นลักษณะเหมือนกับไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่รั่วจากระบบความดันต่ำหรือไม่มีความดัน และเชื้อเพลิงที่แผ่กระจายไปบนพื้น
 
๓. เพลิงไหม้นั้นมีโทลูอีน (Toluene C6H5-CH3 หรือที่นักเรียนมัธยมในปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ methyl benzene) เกี่ยวข้องด้วย
 
จากข้อมูลที่มี เราจะลองพิจารณากันไปเรื่อย ๆ โดยเริ่มจากโทลูอีนก่อน คำถามก็คือโทลูอีนมันมาปรากฏอยู่ในเหตุการณ์ได้อย่างไร ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ก็ได้มาจากหน้าเว็บของบริษัท (รูปที่ ๒ ที่ได้มาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา) ที่กล่าวว่าบริษัทดังกล่าวมีการผลิตยางสังเคราะห์อยู่ ๒ ชนิด ชนิดแรกคือยาง Sytrene Butadiene Rubber หรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า SBR และชนิดที่สองคือยางบิวทาไดอีนที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า BR (หรืออาจเรียกว่ายาง polybutadiene rubber ก็ได้)
 
ยาง SBR นั้นใช้สไตรีน (styrene C6H5-CH=CH2) และบิวทาไดอีน (butadiene H2C=CH-CH=CH2) เป็นสารตั้งต้น กระบวนการผลิตยาง SBR นั้นหน้าเว็บของบริษัทไม่ได้ให้รายละเอียดไว้เป็นการทำปฏิกิริยาในเฟสอะไร แต่เท่าที่ค้นข้อมูลได้จากสิทธิบัตรต่าง ๆ มักจะกล่าวว่าเป็นการทำปฏิกิริยาใน emulsion phase กล่าวคือใช้น้ำเป็นตัวกลางในการทำปฏิกิริยา เนื่องจากน้ำเป็นโมเลกุลมีขั้วในขณะที่ทั้งสไตรีน (ของเหลวที่อุณหภูมิห้อง) และบิวทาไดอีน (ทำให้เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้องได้ด้วยการใช้ความดันช่วย) เป็นโมเลกุลไม่มีขั้ว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการใช้สารลดแรงตึงผิวหรือ surfactant ช่วย เพื่อที่จะดึงโมเลกุลสารตั้งต้นทั้งสองเข้าไปในเฟสน้ำเพื่อทำปฏิกิริยากัน ดังนั้นปริมาณสารตั้งต้นที่ละลายเข้าไปในเฟสน้ำได้จึงมีจำกัด
 
ในส่วนของการสังเคราะห์ยางบิวทาไดอีนนั้นการทำปฏิกิริยาเกิดในเฟสสารละลายหรือ solution phase กล่าวคือใช้ตัวทำละลายไฮโดรคาร์บอนที่เฉื่อยซึ่งในที่นี้คือโทลูอีนเป็นตัวกลางในการทำปฏิกิริยาของบิวทาไดอีน โดยบิวทาไดอีนจะลายเข้าไปในโทลูอีนก่อน จากนั้นบิวทาไดอีนก็จะเกิดปฏิกิริยาพอลิเมอร์ไรซ์กลายเป็นพอลิเมอร์ด้วยการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาช่วยในการเกิดปฏิกิริยา เนื่องจากทั้งโทลูอีนและบิวทาไอดีนต่างเป็นโมเลกุลไม่มีขั้ว บิวทาไดอีนจึงสามารถละลายเข้าไปในโทลูอีนได้มากจนถึงระดับความดันไออิ่มตัว (สมดุลระหว่างอัตราการละลายและอัตราการระเหย) ซึ่งเป็นค่าที่มากกว่าการละลายเข้าไปในเฟสน้ำ

รูปที่ ๒ แผนผังกระบวนการผลิตยางบิวทาไดอีน (Butadiene rubber - BR) และยางสไตรีน-บิวทาไดอีน (Styrene-Butadiene rubber - SBR) (จาก http://bst.co.th/product.aspx?cate=2)

ตรงนี้ขอยกตัวอย่างเพิ่มเติมนิดนึงเพื่อให้เห็นภาพสมดุลระหว่างการละลายกับการระเหยออก ลองนึกภาพกรณีของเอทานอลกับน้ำที่แม้ว่าจะสามารถผสมเป็นเนื้อเดียวกันได้ทุกสัดส่วน โดยเอทานอลเป็นสารที่มีจุดเดือดต่ำกว่าน้ำ (ประมาณ 78ºC) ที่ระดับความเข้มข้นเอทานอลต่ำนั้นเรียกได้ว่าเอทานอลระเหยออกมาจากเฟสของเหลวได้ต่ำมาก แต่พอความเข้มข้นเอทานอลสูงขึ้นระดับหนึ่ง เอทานอลจะระเหยออกจากเฟสน้ำได้ดีขึ้น จนไอระเหยของเอทานอลที่อยู่เหนือผิวหน้าน้ำมีความเข้มข้นสูงมากพอจนเราสามารถจุดไฟติดได้
 
ถ้าว่ากันตามข้อมูลที่มี ก็น่าจะเชื่อได้ว่ากระบวนการที่เกิดอุบัติเหตุนั้นคือกระบวนการผลิตยางบิวทาไดอีน 
  
ประเด็นถัดมาคือการระเบิดที่เป็นแบบ UVCE นั้นแสดงว่าต้องมีการรั่วไหลไอเชื้อเพลิงออกมาในปริมาณมาก ซึ่งภาพคลิปวิดิทัศน์จากกล้องวงจรปิดก็แสดงให้เห็นถึงการเกิดเปลวไฟลุกไหม้จากตำแหน่งหนึ่งก่อนทำให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่อีกตำแหน่งหนึ่งในเวลาถัดมา ซึ่งบ่งบอกถึงการที่กลุ่มหมอกไอเชื้อเพลิงนั้นพบกับแหล่งพลังงานจุดระเบิด ทำให้เกิดหน้าคลื่นเผาไหม้ (ที่เรียกว่า flash fire) วิ่งจากจุดนั้นออกมายังจุดรั่วไหล และด้วยความเร็วของหน้าคลื่นเผาไหม้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็เลยทำให้กลายเป็นการระเบิด (detonation หรือ blast) ที่เกิดเป็นลูกไฟดวงใหญ่ลอยขึ้นบน (ดูในคลิป) ตรงนี้มีประเด็นที่เป็นคำถามก็คือไอเชื้อเพลิงที่รั่วไหลออกมาในปริมาณมากและแพร่ไปได้ไกลนั้นคือสารอะไร
 
สิ่งหนึ่งที่ทราบก็คือก่อนหน้านั้นมีโทลูอีนอยู่ในถัง และมีการใช้น้ำล้าง ตรงนี้แสดงว่าทั้งน้ำและโทลูอีนนั้นต่างอยู่ในเฟสของเหลว โทลูอีนมีจุดเดือดประมาณ 110ºC ซึ่งสูงกว่าจุดเดือดของน้ำ นั่นแสดงว่าที่อุณหภูมิเดียวกัน โทลูอีนจะระเหยเป็นไปได้น้อยกว่าน้ำ ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามว่าการที่โทลูอีนจะแพร่กระจายออกมาเป็นหมอกไอเชื้อเพลิงปกคลุมบริเวณกว้างได้นั้น การรั่วไหลต้องเกิดจากระบบที่มีอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิจุดเดือดของโทลูอีนที่ความดันบรรยากาศ คือต้องสูงเกินกว่า 110ºC ซึ่งถ้าเกิดการรั่วไหลออกสู่บรรยากาศก็จะกลายเป็นไอฟุ้งกระจายออกไปเหมือนกับเวลาที่เราเปิดแก๊สหุงต้ม (ที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้องภายใต้ความดัน)

รูปที่ ๓ แผนที่จากรายงานของบริษัทแห่งหนึ่งที่รายงานความเสียหายของอาคารสำนักงานที่อยู่ห่างจากจุดระเบิดประมาณ ๑.๓๖ กิโลเมตร (จุดระเบิดอยู่ทางด้านล่างของภาพ)
 
ในกรณีของการระเบิดที่โรงงาน HDPE ของบริษัท TPI เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๑ นั้น (ดู UVCE case 1) เฮกเซนที่อยู่ใน reactor นั้นมีการใช้ความดันช่วยทำให้เฮกเซนเป็นของเหลวที่อุณหภูมิสูง (จุดเดือดเฮกเซนที่ความดันบรรยากาศคือ 68ºC แต่อุณหภูมิภายใน reactor อยู่ที่ประมาณ 80ºC) พอรั่วไหลออกมาสู่บรรยากาศก็เลยกลายเป็นไอฟุ้งกระจายออกไปโดยรอบอย่างรวดเร็ว แต่ในกรณีของโรงงานบริษัท BST นี้ ด้วยว่าไม่มีข้อมูลว่าอุณหภูมิของเหลวในถังก่อนรั่วไหลนั้นมีค่าเท่าใด แต่จากการค้นข้อมูลเทคนิคการผลิตที่ปรากฏในสิทธิบัตรบางฉบับกล่าวเอาไว้ว่า อุณหภูมิการทำปฏิกิริยาสำหรับการสังเคราะห์ยางบิวทาไดอีนนั้นช่วงที่เหมาะสมอยู่ในช่วงประมาณ 70-80ºC ซึ่งจะว่าไปแล้วต่ำกว่าจุดเดือดของโทลูอีนอีก และด้วยการที่มีการป้อนน้ำเข้าไปในระบบในสภาพที่เป็นของเหลวเพื่อการล้างถังนั้น บ่งบอกเป็นนัยว่าอุณหภูมิของถังที่มีการรั่วไหลนั้นไม่น่าจะสูงนัก (การล้างทำไปเพื่อกำจัดสารละลายโทลูอีนเก่าที่อยู่ในถังจากการทำงานก่อนหน้า)
 
ก่อนเกิดการรั่วไหลนั้น หน่วยดังกล่าวอยู่ในระหว่างการล้างถังที่มีโทลูอีนอยู่ (โดยความเห็นส่วนตัวคิดว่าคงมีบิวทาไดอีนละลายอยู่ในโทลูอีนด้วย) ซึ่งขั้นตอนการล้างถังเพื่อกำจัดสิ่งที่ตกค้างจากการผลิตก่อนหน้านี้ก็เป็นขั้นตอนการปฏิบัติงานตามปรกติ แต่วิธีการปฏิบัติ (หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า procedure) นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งวิธีการเดิมนั้นเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ถ้าให้เดาก็ขอเดาว่าคงประกอบด้วยขั้นตอนของ (ดูรูปที่ ๔ ข้างล่างประกอบ)
 
() ระบายของเหลวเดิมที่ค้างอยู่ในถัง (คือโทลูอีนและสิ่งต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในโทลูอีน) ออกทางท่อก้นถัง
(ข) ระบายแก๊สที่อยู่ในถังออก flare
(ค) เติมน้ำเข้ามาให้เต็มถัง ทำการปั่นกวน และระบายน้ำนั้นทิ้งไป
(จ) ทำซ้ำขั้นตอน (ค) ใหม่จนถังสะอาด
 
ถ้าทำตามนี้ หลังการล้างด้วยน้ำสุดท้ายแล้ว ในถังก็ไม่ควรมีแก๊สเชื้อเพลิงอะไรเหลืออยู่ (ถ้ามีการเติมน้ำเข้าไปจนเต็มถังและ/หรือมีการใช้แก๊สเฉื่อยเช่นไนโตรเจนช่วยไล่แก๊สเก่าที่ตกค้างอยู่ออกไปทางท่อ vent) แต่ดูจากกระบวนการแล้วก็น่าจะใช้เวลาอยู่เหมือนกัน

แต่กระบวนการที่ใช้ในวันที่เกิดเหตุนั้นแตกต่างไปจากข้างบน กล่าวคือมีการเปิดวาล์วให้น้ำเข้าถังและเปิดวาล์วก้นถังเพื่อระบายของเหลวในถังออกไป พร้อมกับการเปิดใบพัดกวน โดยคาดว่าถ้าให้น้ำไหลเข้ามากพอถังก็จะสะอาดเหมือนกัน โดยปริมาตรน้ำที่คำนวณไว้ก็คือ 3 เท่าของปริมาตรถัง

รูปที่ ๔ แผนผังของถังที่เกิดการรั่วไหล (อิงจากรูปที่ ๑ และข้อมูลการบรรยายที่ได้รับฟังมา)
 
วิธีการปฏิบัติใหม่นั้นไม่ได้ใช้เป็นครั้งแรกในวันที่เกิดเหตุ แต่มีการใช้มาเป็นระยะหนึ่งแล้ว คือโดยธรรมชาติการทำงานของคนนั้น มักจะพยายามทำให้งานที่ทำอยู่นั้นมันง่ายขึ้น มันเสร็จเร็วขึ้น ดังนั้นขั้นตอนไหนที่เขาเห็นว่าเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุหรือสามารถใช้วิธีการอื่นที่ทัดเทียมกันแต่ทำได้รวดเร็วกว่า ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติเดิม ซึ่งตรงจุดนี้เห็นว่ามีประเด็นที่น่านำไปคิดอยู่บางประเด็นคือ
 
๑. ผู้ปฏิบัติงานทราบวัตถุประสงค์ของแต่ละขั้นตอนของวิธีการเดิมหรือไม่ว่าทำไปทำไม
๒. เมื่อมีการนำเสนอวิธีการปฏิบัติใหม่นั้น มีการพิจารณาความเหมาะสมหรือไม่ การพิจารณานั้นมีการคำนึงถึงประเด็นใดบ้าง ซึ่งส่งผลต่อไปว่าวิธีการปฏิบัติใหม่นั้นได้รับการรับรองให้ใช้ทำงานจริงหรือไม่
๓. ใครเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมและรับรองให้นำไปใช้ปฏิบัติ
๔. กลุ่มผู้ที่พิจารณาความเหมาะสมของวิธีปฏิบัติใหม่นั้น มีความรู้และประสบการณ์เพียงพอหรือไม่

"... สิ่งที่เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็คือ procedure เหลืออยู่ แต่เนื่องจาก process engineer กับ maintance engineering อยู่ในกลุ่ม ๑๑ คนที่ไปแล้ว ..." (๑๑ คนในที่นี้ก็คือกลุ่มผู้เสียชีวิต)

สิ่งที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุคือ มีการเติมน้ำเข้าถัง ซึ่งอาจเปิดให้น้ำเข้าก่อนเปิดให้ของเหลวไหลออกทางก้นถัง เนื่องจากโทลูอีนไม่ละลายน้ำและน้ำมีความหนาแน่นมากกว่าโทลูอีน ดังนั้นเมื่อเปิดให้น้ำไหลเข้าไปในถัง น้ำจึงลงไปนอนอยู่ที่ก้นถังโดยโทลูอีนลอยอยู่บนผิวหน้าน้ำ พอไปเปิดวาล์วที่ก้นถัง ของเหลวที่ไหลออกมาจึงเป็นน้ำ ไม่ใช่โทลูอีน (ที่คงมีสารอื่นละลายอยู่ด้วย) อย่างที่คาดหวัง ประกอบกับมีการปั่นกวนเพื่อช่วยในการทำความสะอาด จึงก่อให้เกิดการระเหยของชั้นไฮโดรคาร์บอนมากขึ้น ไอระเหยของไฮโดรคาร์บอนจึงมาสะสมยังที่ว่างด้านบนของถัง

ตรงประเด็นเรื่องการปั่นกวนแล้วทำให้เกิดการระเหยมากขึ้นนี้ โดยส่วนตัวมองเห็นว่าถ้าเป็นกรณีของโทลูอีนเพียงอย่างเดียว มันไม่ควรจะเกิด ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเราเอาน้ำมาใส่แก้วแล้วเอาช้อนคน น้ำก็ไม่ได้ระเหยออกมาได้เร็วขึ้น เพราะในระบบปิดนั้นมันจะระเหยได้มากน้อยเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับค่าความดันไอที่ภาวะสมดุล ณ อุณหภูมิหนึ่ง แต่ในกรณีของเหลวที่มีแก๊สละลายอยู่ การปั่นกวนสามารถทำให้แก๊สระเหยออกมาจากของเหลวได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือน้ำอัดลมที่มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ละลายอยู่ ถ้าเราเอาน้ำอัดลมที่บรรจุอยู่ในขวดหรือกระป๋องมาเขย่า เราจะพบว่าพอเปิดขวดหรือกระป๋องก็จะมีแก๊สรั่วออกมามากกว่าการที่ขวดหรือกระป๋องน้ำอัดลมนั้นไม่โดนเขย่า ดังนั้นโดยความเห็นส่วนตัวจึงคาดว่าคงมีแก๊สละลายอยู่ในโทลูอีนที่ค้างอยู่ในถัง และการปั่นกวนนั้นก็ไปทำให้แก๊สนั้นระเหยออกมาจากโทลูอีนมาอยู่ในเฟสแก๊สแทน

วิธีปฏิบัติใหม่ที่นำมาใช้นั้นมีการทำกันหลายครั้งโดยไม่เกิดเรื่องราวใด ๆ แต่ในวันที่เกิดเหตุนั้นมีเหตุการณ์ระบบใบพัดกวน (agitator หรือ stirrer) ขัดข้อง ต้องหยุดการทำงานและนำเอาระบบใบพัดกวนออก ซึ่งระบบใบพัดกวนนี้ก็คงเป็นระบบที่มอเตอร์ขับเคลื่อนอยู่ด้านบนของ vessel และในขณะที่ทำการถอดเอาระบบใบพัดกวนออกนั้นเอง ก็เกิดการรั่วไหลของไฮโดรคาร์บอนออกมาในปริมาณมาก สิ่งนี้แสดงว่าทันทีที่ตรวจพบการรั่วไหล ผู้ปฏิบัติงานที่กำลังทำหน้าที่ถอดระบบใบพัดออกนั้นคงไม่สามารถปิดสิ่งที่กำลังถอดออกมาได้ ทำให้การรั่วไหลแผ่ออกไปเป็นบริเวณกว้างจนมีสัญญาณเตือนจากหลายบริเวณดังขึ้น โอเปอร์เรเตอร์ที่อยู่ในห้องควบคุม (control room) จึงออกมาเพื่อจะระงับเหตุการณ์ โดยเหลือเอาไว้เพียงคนเดียวที่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าระบบควบคุมในห้องควบคุม ในการบรรยายนั้นกล่าวว่านับจากเวลาที่สัญญาณดังจนถึงเวลาที่เกิดการระเบิดนั้นกินเวลาเพียงแค่สิบวินาทีเศษ
 
สิ่งหนึ่งที่ควรตั้งข้อสังเกตตรงนี้ก็คือ ทำไมก่อนที่จะทำการเปิดตัว vessel (ซึ่งคงเป็นหน้าที่ของฝ่ายซ่อมบำรุง) จึงไม่มีการตรวจสอบว่าใน vessel นั้นมีความดันอยู่หรือไม่ก่อนที่จะลงมือทำงาน
 
อีกเรื่องที่ผมเองยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนก็คือ ตกลงว่าเป็นสารอะไรกันแน่ที่มีการรั่วไหลออกมาในปริมาณมากในรูปของไอที่แผ่กระจายกว้างออกไป แม้ว่าจะเชื่อได้ว่าในขณะนั้นมีโทลูอีนอยู่มากก็จริง แต่การที่ของเหลวที่มีจุดเดือดสูงกว่าอุณหภูมิห้องมากอย่างโทลูอีนจะรั่วไหลออกมาในสภาพเป็นหมอกไอได้นั้น จำเป็นต้องมีอุณหภูมิที่สูงกว่าอุณหภูมิจุดเดือดของมันที่ความดันบรรยากาศ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่มีข้อมูลว่าในการล้างถังนั้นทำการล้างที่อุณหภูมิเท่าใด

รูปที่ ๕ ภาพช่วงจังหวะเวลาก่อนเกิดการระเบิด ลูกศรชี้บริเวณที่จะสังเกตเห็นเปลวไฟเกิดขึ้นโดยเคลื่อนที่จากทางด้านขวาไปด้านซ้าย

รูปที่ ๖ ช่วงจังหวะนี้จะเห็นเปลวไฟเกิดขึ้นและเคลื่อนที่ในระดับต่ำจากลูกศรทางด้านขวาไปทางด้านซ้าย 

รูปที่ ๗ จุดที่เริ่มเกิดการระเบิดครั้งใหญ่

รูปที่ ๘ เห็นการขยายตัวของลูกไฟ ช่วงนี้เป็นช่วงที่เกิดคลื่นแรงอัดหรือ blast แผ่ขยายออกมา

ผมสงสัยว่าการล้างถังนั้นคงกระทำที่อุณหภูมิห้อง เพราะถ้าระบบอยู่ที่อุณหภูมิสูง ฝ่ายซ่อมบำรุงก็คงไม่คิดจะไปถอดอุปกรณ์ออกจาก vessel ทั้ง ๆ ที่อุณหภูมิในตัว vessel นั้นสูงอยู่ แต่เป็นไปได้ไหมว่าก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดเรื่องที่ต้องถอดใบพัดกวน แต่นั่นเป็นตอนที่ยังใช้วิธีปฏิบัติแบบเดิมอยู่ ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องสารไวไฟและมีความดันค้างในถัง จึงไม่พบปัญหาเรื่องมีความดันตกค้างอยู่ในถัง
 
แต่พอเปลี่ยนวิธีปฏิบัติแบบใหม่ที่ทำให้มีสารไวไฟตกค้างในถัง และการปั่นกวนยังทำให้มีสารที่ระเหยได้ง่ายที่ละลายอยู่ในโทลูอีน (ซึ่งอาจเป็นบิวทาไดอีน) ระเหยออกมาจากตัวทำละลายในปริมาณมาก ทำให้ในถังมีความดันสูง พอทำการเปิด vessel จึงเกิดการรั่วไหลออกมาในปริมาณมากอย่างรุนแรงจนไม่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ที่กำลังถอดออกมานั้นกลับคืนเพื่อปิดการรั่วไหลได้ทันเวลา โศกนาฏกรรมก็เลยเกิดขึ้น

รูปที่ ๙ ที่ลูกศรชี้ดูเหมือนจะมีบางสิ่งปลิวออกมาเนื่องจากแรงระเบิด

รูปที่ ๑๐ ดูจากลักษณะการเคลื่อนที่ ที่ลอยขึ้นแล้วตกลง ที่ลูกศรชี้คงเป็นวัตถุบางชิ้นที่ถูกแรงระเบิดอัดปลิว

รูปที่ ๑๑ การขยายตัวของลูกไฟและวัตถุที่ปลิวออกมา

รูปที่ ๑๒ กลุ่มควันของการระเบิดที่กำลังขยายตัว

ปรกติโรงงานแบบนี้ตอนปฏิบัติงานก็ไม่ค่อยจะมีคนอยู่ใน process area เท่าใดนัก ในกรณีนี้ดูเหมือนว่ามีการทำการซ่อมบำรุงหน่วยผลิตอื่นในบริเวณที่อยู่ใกล้เคียงกัน จึงทำให้ยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนั้นสูงรวมกันแล้วกว่า ๑๐๐ ราย

คลิปการบรรยาย
 
คลิปจากกล้องวงจรปิด

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เชื้อเพลิงและการเผาไหม้ (๓) การเผาไหม้และการระเบิด (อีกครั้ง) MO Memoir : Monday 21 May 2555


ช่วงเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น ของคืนวันพุธที่ ๖ กรกฎาคม ปีพ.ศ. ๒๕๓๑ (ค.ศ. ๑๙๘๘) ได้เกิดการระเบิดบนแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลเหนือนอกชายฝั่งสกอตแลนด์ชื่อ Piper Alpha ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ๑๖๗ ราย (เป็นผู้ที่อยู่บนแท่นขุดเจาะ ๑๖๕ รายและลูกเรือกู้ชีพที่เข้าไปช่วยผู้ที่กระโดดจากแท่นลงทะเลอีก ๒ ราย) เรื่องนี้ผมเคยเกริ่นเอาไว้ครั้งหนึ่งแล้วใน Memoir ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๑ วันอังคารที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๑ เรื่อง "เชื้อเพลิงและการเผาไหม้ (2) การเผาไหม้และการระเบิด"

บน Piper Alpha มีเชื้อเพลิงอยู่หลายชนิด อาทิ
- เมทานอลที่บรรจุอยู่ในถัง ใช้สำหรับฉีดอัดด้วยปั๊มความดันสูงเข้าไปในแก๊สก่อนส่งขึ้นฝั่งเพื่อป้องกันการเกิด gas hydrate (ก้อนน้ำแข็งในแก๊ส)
- น้ำมันดีเซลที่บรรจุอยู่ในถัง ใช้สำหรับเครื่องปั่นไฟฟ้า
- แก๊สและน้ำมันจากแท่นผลิต ที่ถูกส่งมายัง Piper Alpha เพื่อทำการแยกส่วนเป็นแก๊สและของเหลวก่อนจะส่งต่อไปยังบนฝั่ง
- ส่วนที่เป็นแก๊สที่ได้จากการแยก ที่ถูกอัดด้วยคอมเพรสเซอร์ความดันสูงเพื่อส่งขึ้นฝั่ง
- ส่วนที่เป็นน้ำมันที่ได้จากการแยก ที่ถูกอัดด้วยปั๊มความดันสูงเพื่อส่งขึ้นฝั่ง

เหตุการณ์ดังกล่าวช่องโทรทัศน์ National Geographic เคยนำไปทำสารคดีชุด Seconds from disaster เผยแพร่ออกอากาศในปีพ.ศ. ๒๕๔๗ (ค.ศ. ๒๐๐๔) ซึ่งลองไปดูย้อนหลังได้จาก Youtube ในหัวข้อ "seconds from disaster piper alpha" สารคดีดังกล่าวมีความยาวประมาณ ๑ ชั่วโมง

สิ่งที่น่าสนใจจากรายการดังกล่าวคือการวิเคราะห์ต้นตอของเพลิงไหม้ที่ตำแหน่งต่าง ๆ ของแท่นโดยอาศัยรูปถ่ายเหตุการณ์ตั้งแต่การเกิดเพลิงไหม้ ผู้สืบสวนได้ใช้ลักษณะของเปลวเพลิงที่เกิดและนำไปเทียบกับแผนผังของแท่นเจาะว่าในบริเวณดังกล่าวมีถัง/ท่อของเชื้อเพลิงใดในบริเวณนั้นบ้าง ทั้งนี้เพราะรูปแบบเปลวไฟที่เกิดจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อเพลิงที่เกิดการเผาไหม้ และลักษณะการรั่วไหลของเชื้อเพลิง เช่นน้ำมันหนักจะให้เปลวไฟที่แดงและมีควันดำมากกว่าแก๊ส เปลวไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่รั่วออกจากถัง/ท่อบรรจุที่ความดันสูงจะแตกต่างไปจากเปลวไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่หกราดอยู่บนพื้น

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าข่าวการระเบิดตามด้วยการเกิดเพลิงไหม้ของโรงงานบริษัทกรุงเทพซินเทติกส์เมื่อวันเสาร์ที่ ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมาจะเงียบหายไปแล้ว จากการสอบถามคนรู้จักที่ทำงานอยู่ในบริเวณนั้น หรือคนที่ได้พูดคุยกับผู้ที่ทำงานอยู่ในบริเวณนั้นดูเหมือนว่าข้อมูลที่ได้นั้นจะไม่ตรงกัน ที่ตรงกันมีเพียงมีการใช้โทลูอีนในการล้างถัง ตามด้วยการเกิดการรั่วไหลของโทลูอีน
ที่ไม่ตรงกันคือผู้เสียชีวิตนั้นเป็นพนักงานของหน่วยงานใดบ้าง

และที่ไม่มีใครบอกได้เลยก็คือ ทำไมโทลูอีนถึงรั่วออกมาได้ รั่วออกมาในปริมาณเท่าใด และต้นตอของการจุดระเบิดคือแหล่งใด ผู้เสียชีวิตนั้นเสียชีวิตจากแรงระเบิดหรือจากไฟคลอก ซึ่งผมถือว่าตรงนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่จะทำให้เราหาทางป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในทำนองเดียวกันนี้ซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก

บางคนที่คุยด้วยก็บอกว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากความบกพร่องของพนักงาน (Human error) แต่ผมก็แย้งว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น เพราะมีก็มีเหมือนกันที่ผู้ปฏิบัติงานทำงานตาม "ขั้นตอนที่ได้กำหนดเอาไว้" ทุกประการ แต่ก็ยังเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เพราะ "ขั้นตอนที่ได้กำหนดเอาไว้" นั้นมีข้อผิดพลาด หรือการออกแบบตัวอุปกรณ์เองมีจุดบกพร่องที่เปิดช่องให้คนทำผิดพลาดได้ ดังนั้นการสอบสวนหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุจึงไม่ควรเพ่งเล็งไปที่การหาผู้กระทำผิด แต่ควรมีการพิจารณาด้วยว่าสภาพแวดล้อมของการทำงานนั้นส่งเสริมหรือเปิดโอกาสให้เขากระทำผิดพลาดนั้นได้

ในเช้าวันจันทร์ที่ ๑๒ ธันวาคมปีพ.ศ. ๒๕๓๑ (ค.ศ. ๑๘๙๘) เวลา ๘.๑๐ น ได้เกิดการชนกันของขบวนรถไฟที่ชุมทางชื่อ Clapham junction ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ จากการสอบสวนของทางการพบว่าสาเหตุเกิดจากเจ้าหน้าที่ที่ทำการปรับปรุงระบบสัญญาณนั้น "ต่อสายไฟผิด" ทำให้สัญญาณแสดงว่าทางข้างหน้าว่างทั้ง ๆ ที่มีรถไฟจอดอยู่ รถไฟขบวนที่วิ่งตามหลังมาจึงวิ่งเข้าชนท้ายรถไฟขบวนที่จอดรอเข้าสถานีอยู่

ผลการพิจารณาของทางการนั้น "ไม่ได้" ลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ต่อสายไฟผิด เพราะการสอบสวนแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานดังกล่าวต้องทำงาน "ติดต่อกันเป็นเวลา ๗ วันต่อสัปดาห์โดยไม่มีการหยุดพักเป็นเวลาติดต่อกันหลายเดือน" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของทางการรถไฟที่ไม่จัดให้มีเจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเพียงพอ การทำงานติดต่อกันเช่นนี้เป็นการเพิ่มโอกาสให้คนทำงานผิดพลาดได้มากขึ้นจากความเหนื่อยล้าและความเครียด (เหมือนคนพิมพ์ดีด จะพิมพ์เก่งยังไงก็ต้องมีการพิมพ์ผิดอยู่ดีถ้าต้องพิมพ์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน) ใครสนใจรายละเอียดเรื่องนี้ก็ลองไปหาอ่านจากอินเทอร์เน็ตก่อนก็แล้วกัน

รูปที่ ๑ ภาพถ่ายดาวเทียมของโรงงานที่เกิดเหตุ บริเวณที่เกิดเหตุคือกรอบสีเหลือง กรอบสี่เหลี่ยมฟ้าคือ cooling tower ส่วนที่เป็นกากบาทเขียวเดาว่าเป็นจุดที่ผู้ที่ถ่ายภาพที่แสดงในรูปที่ ๒ ถ่ายภาพที่เกิดเหตุ ทิศเหนืออยู่ทางด้านบนของรูป

การทำงานต่อเนื่องติดต่อกันจนเกิดอุบัติเหตุได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการทำงานติดต่อกันหลายวัน การทำงานในวันเดียวแต่ติดต่อกันหลายชั่วโมงจนไม่มีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอก็สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือพนักงานขับรถที่อาจต้องขับรถทางไกลต่อเนื่องกันหลายชั่วโมงโดยไม่มีระยะเวลาการพักผ่อนระหว่างการทำงานที่เหมาะสม ส่วนพวกคุณเองบางคนก็คงมีประสบการณ์มาแล้วในช่วงที่เร่งปิดการทดลองเมื่อต้องทำการทดลองติดต่อกัน ๔๘ ชั่วโมง แม้ว่าจะมีระยะเวลาพักผ่อนระหว่างการรอเก็บตัวอย่างแต่ละครั้ง แต่มันก็เทียบไม่ได้กับการที่ได้พักผ่อนยาว ผมถึงได้ย้ำว่าในการทำวิจัยนั้นเพื่อนร่วมงานก็สำคัญ เพราะเราอาจต้องขอให้เขามาช่วยเราทำงานของเรา (ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่งานของเขา) ในส่วนการเก็บตัวอย่างหรือเฝ้าดูว่าเครื่องมือของเราทำงานเรียบร้อยหรือไม่

กลับมายังเรื่องไฟไหม้โรงงานกันต่อ จากภาพข่าวที่ผมเห็นทางโทรทัศน์ในวันที่เกิดเหตุและจากที่มีผู้นำมาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตในเวลาหลังเกิดเหตุไม่นานนักทำให้ผมคิดว่าข่าวที่ออกมาว่าเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้คือโทลูอีนนั้นอาจจะเป็นจริง เพราะจากภาพต่าง ๆ ที่เห็นนั้นจะเห็นแต่ภาพควันดำกลุ่มใหญ่พวยพุ่งมาจากโรงงาน โดยไม่เห็นเปลวไฟที่มีลักษณะฉีดพุ่งซึ่งเป็นลักษณะของแก๊สรั่วออกจากท่อ/ถังที่ความดันสูง

รูปที่ ๒ รูปนี้เป็นภาพแรก ๆ ที่มีคนเผยแพร่ เข้าใจว่าน่าจะถ่ายจากภายในโรงงานที่เกิดเหตุจากตำแหน่งกากบาทเขียวในรูปที่ ๑ โดยคาดว่าเป็นการมองจากทางทิศตะวันออกไปทางตะวันตก จากรูปนี้ยังไม่สามารถมองเห็นเปลวไฟใด ๆ ทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ คิดว่าคงเป็นเพราะเปลวไฟนั้นอยู่ต่ำ (เช่นเกิดจากการหกรดบนพื้น) และไม่ได้เกิดจากการรั่วไหลที่มีลักษณะฉีดออกมาเป็นพวยพุ่งจากความดันที่สูง

โดยปรกติแล้วในบริเวณที่เป็น hazardous area นั้นจะควบคุมการนำอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถจุดติดไฟหรือทำให้เกิดประกายไฟได้เข้าไปในบริเวณนั้น บางแห่งแม้แต่รองเท้าหนังที่ตอกเกือกเหล็กที่ส้นกันส้นสึกก็ไม่อนุญาตให้ใส่เข้าไป เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดประกายไฟขณะที่เดินไปตามพื้นคอนกรีตได้ อุปกรณ์สื่อสารเช่นโทรศัพท์มือถือหรือวิทยุติดตามตัวแบบธรรมดาก็ไม่อนุญาตให้นำเข้าไป

ผมเอารูปที่ ๒ ที่แสดงไว้ข้างบนนี้ไปถามเล่น ๆ กับคนที่เคยทำงานในฝ่ายผลิตว่า "ปรกติเขาอนุญาตให้เอาโทรศัพท์มือถือส่วนตัวติดตัวเข้าไปใน hazardous area ด้วยเหรอ" คำตอบที่ได้ก็คือ "ปรกติก็ไม่อนุญาตหรอก แต่คราวนี้ที่ทำได้คงเป็นเพราะมันไม่ปรกติ :)" 

รูปที่ ๓ รูปนี้เป็นรูปที่มีการเผยแพร่กันในวันแรกเช่นกัน เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงงานที่อยู่ข้างเคียง (ผู้นำภาพมาเผยแพร่ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพนี้จากหน้าจอมอนิเตอร์ของกล้องวงจรปิดอีกที) จะเห็นควันดำพวยพุ่งขึ้นจากบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่สามารถมองเห็นเปลวไฟที่ลุกไหม้ ส่วนวงเขียวทางด้านขวาเป็นเปลวไฟของระบบ flare ที่ลุกไหม้ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ทางทิศตะวันตกของโรงงานที่เกิดเหตุ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นของโรงงานที่เกิดเหตุหรือเปล่า เพราะภาพระบบท่อจากภายถ่ายดาวเทียม (รูปที่ ๑) มันไม่ชัด แต่มันก็ไม่มี flare stack ตัวอื่นอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนั้นอีก

วาล์วระบายความดัน (Safety valve หรือ Relief valve) นั้นมักจะออกแบบมาเพื่อระบายความดันในภาชนะรับความดัน (pressure vessel) ที่สูงเกินไปที่เกิดจากความผิดพลาดในการทำงาน (เช่นเปิดท่อจ่ายแก๊สเข้าถังแต่ท่อด้านให้แก๊สไหลออกมันอุดตัน หรือปั๊มของเหลวเข้าถังเร็วเกินไปจนไหลออกจากถังไม่ทัน) แต่มักจะไม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อระบายความดันที่เกิดจากภาชนะรับความดันนั้นถูกไฟคลอก

ความดันที่สูงเกินไปที่เกิดจากความผิดพลาดในการทำงานนั้นมักจะเกิดที่อุณหภูมิที่ใช้งานปรกติหรือไม่ก็ใกล้เคียง อุณหภูมิที่ใช้งานปรกติ ซึ่งที่อุณหภูมิที่ใช้งานปรกตินั้นความแข็งแรงของโลหะที่ใช้สร้างภาชนะรับความดันนั้นยังเป็นไปตามที่ออกแบบเอาไว้อยู่

แต่ในกรณีที่ภาชนะรับความดันนั้นถูกไฟคลอก ความร้อนจากเปลวไฟจะทำให้ความดันในถังเพิ่มสูงขึ้น และในขณะเดียวกันก็จะทำให้ความแข็งแรงของโลหะนั้นลดลงไปด้วย (โลหะจะสูญเสียความแข็งแรงเมื่อร้อน) จึงทำให้เกิดโอกาสที่โลหะที่เป็นผนังของภาชนะรับความดันนั้นเกิดการฉีกขาดทั้ง ๆ ที่ความดันภายในภาชนะนั้น "ต่ำกว่า" ความดันที่กำหนดให้วาล์วระบายความดันเปิดออก ดังนั้นในกรณีนี้จึงจำเป็นต้องมีการติดตั้งวาล์วระบายความดันในกรณีที่ภาชนะรับความดันนั้นถูกไฟคลอก ซึ่งการเปิดวาล์วดังกล่าวจะอาศัยการสั่งการจากผู้ปฏิบัติงานแทนที่จะใช้ความดันในภาชนะรับความดันนั้นเป็นตัวกำหนด

รูปที่ ๔ เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดต่อจากรูปที่ ๓ ที่ซูมเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุในวงสีเขียวต่าง ๆ คิดว่าเป็นเปลวไฟที่เกิดจากการระบายสารที่อยู่ในอุปกรณ์ออกทางวาล์วระบายความดันเพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์เกิดการระเบิด ผมไม่คิดว่าจะเป็น ground flare

ในภาวะฉุกเฉินนั้นจะยอมให้ทำการระบายเชื้อเพลิงที่บรรจุอยู่ในภาชนะความดันต่าง ๆ ออกสู่บรรยากาศโดยตรงโดยไม่ต้องส่งไปเผาที่ flare stack เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินนั้น flare stack อาจจะรับการระบายแก๊สจำนวนมากจนอาจรับไม่ไหว (ไม่เพียงแต่โรงงานที่เกิดเพลิงไหม้ต้องระบายเชื้อเพลิงทิ้ง โรงงานที่อยู่ข้างเคียงก็อาจต้องทำเช่นเดียวกันเผื่อเอาไว้ก่อนถ้าหากเหตุการณ์มันควบคุมไม่อยู่) หรือท่อที่ส่งไปยังระบบ flare เสียหายจากการระเบิดทำให้ไม่สามารถระบายเชื้อเพลิงไปเผาที่ flare stack ได้ ด้วยเหตุนี้จึงยอมให้ทำการระบายแก๊สเชื้อเพลิงที่อยู่ในระบบออกสู่บรรยากาศโดยตรง เชื้อเพลิงที่ระบายออกมาจะเกิดการลุกติดไฟซึ่งจะทำให้เปลวไฟที่เกิดขึ้นวิ่งย้อนกลับไปเผาไหม้อยู่ที่ท่อทางออกของวาล์วระบายความดัน (ดูรูปที่ ๔)

บางรายบอกว่ามีการใช้โทลูอีนล้างยางที่เกาะติดผนังของถัง ซึ่งตรงนี้ผมตั้งข้อสังเกตว่าโทลูอีนนั้นมีจุดเดือดสูงกว่าน้ำ (จุดเดือดโทลูอีนคือประมาณ 110ºC) ดังนั้นถ้าโทลูอีนที่รั่วออกมานั้นมีอุณหภูมิห้อง แม้ว่าความดันไอของโทลูอีน ณ อุณหภูมิห้องจะมากพอที่จะทำให้เกิดการลุกติดไฟได้ แต่การลุกติดไฟนั้นน่าจะเป็นลักษณะ flash fire เว้นแต่ว่าโทลูอีนที่รั่วออกมานั้นมีอุณหภูมิที่สูงกว่าอุณหภูมิห้อง ทำให้โทลูอีนที่รั่วออกมานั้นเกิดไอจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว (ผมคิดว่าน่าจะยังมีบางส่วนที่เป็นของเหลวอยู่ด้วย) กลายเป็นส่วนผสมที่สามารถระเบิดได้ง่ายขึ้น

แต่สิ่งสำคัญที่ต้องระบุให้ได้ก็คือ "รั่วออกมาได้อย่างไร" ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีโอกาสได้รับรู้หรือเปล่า

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ระเบิดในที่โล่ง-ระเบิดในที่ปิด MO Memoir : Tuesday 15 May 2555


เนื้อหาในบันทึกฉบับนี้ใช้ความรู้พื้นฐานที่เคยเล่าไว้ในบันทึกก่อนหน้านี้ ๓ ฉบับคือ

ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๐ วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เรื่อง "เชื้อเพลิงและการเผาไหม้ (1) คุณสมบัติทั่วไป"

ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๑ วันอังคารที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เรื่อง "เชื้อเพลิงและการเผาไหม้ (2) การเผาไหม้และการระเบิด" และ

ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๔๐ วันพุธที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เรื่อง "Electrical safety for chemical processes"

ในการระเบิดของเชื้อเพลิง (ที่ไม่ใช่วัตถุระเบิดและไม่ใช่สารที่สามารถสลายตัวด้วยตนเอง) นั้นจะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วยกัน ๓ ปัจจัยคือ (ก) สารออกซิไดซ์ (ข) เชื้อเพลิง และ (ค) พลังงานกระตุ้น
การระเบิดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการผสมกันระหว่างสารออกซิไดซ์และเชื้อเพลิงในสัดส่วนที่พอเหมาะ ที่เรียกว่าอยู่ในช่วง explosive limit
ช่วง explosive limit เป็นตัวบอกว่าความเข้มข้นของเชื้อเพลิงในอากาศต้องมีค่าไม่น้อยกว่าเท่าไร (lower explosive limit - lel) และต้องสูงไม่เกินเท่าไร (upper explosive limit - uel)

ที่ความเข้มข้นของเชื้อเพลิงต่ำกว่า lower explosive limit ปริมาณ "เชื้อเพลิง" จะไม่มากพอที่จะทำให้การเผาไหม้เชื้อเพลิงนั้นเกิดต่อเนื่องได้ (มันเริ่มจากการลุกไหม้และปฏิกิริยาการลุกไหม้นั้นเร่งตัวเองจนกลายเป็นการระเบิด)

ในทางกลับกัน ที่ความเข้มข้นของเชื้อเพลิงสูงกว่า upper explosive limit ปริมาณ "สารออกซิไดซ์" จะไม่มากพอที่จะทำให้การเผาไหม้เชื้อเพลิงนั้นเกิดต่อเนื่องได้

ในกรณีของโรงงานปิโตรเคมีนั้นสารออกซิไดซ์ที่มีอยู่ทั่วไปก็คืออากาศ ส่วนเชื้อเพลิงก็คือสารเคมีต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบ ท่อ ถัง ต่าง ๆ ของโรงงาน และเนื่องจากหน่วยผลิตส่วนใหญ่ของโรงงานมักจะทำงานที่ความดันสูงกว่าบรรยากาศ ดังนั้นการรั่วของอากาศภายนอกเข้าไปในระบบการผลิตและเกิดการระเบิดภายในอุปกรณ์ของหน่วยผลิตนั้นจึงมักไม่เกิด (ถ้าจะเกิดก็มักเกิดจากสาเหตุอื่น)

ดังนั้นการระเบิดหรือเพลิงไหม้ในโรงงานปิโตรเคมีจึงมักเกิดจากการที่เชื้อเพลิงที่อยู่ในระบบเกิดการรั่วไหลออกมาภายนอก จนผสมกับอากาศในสัดส่วนที่เหมาะสม และได้รับพลังงานกระตุ้นให้เกิดการลุกไหม้/ระเบิด
พลังงานกระตุ้นในโรงงานนั้นมีอยู่ทั่วไปเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นพื้นผิวที่ร้อน (เช่นท่อไอน้ำ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า) มอเตอร์ไฟฟ้าต่าง ๆ (แม้ว่าจะเป็นชนิด explosion proof ก็ตาม) เปลวไฟ (ในพวก furnace และ cracker ต่าง ๆ) หรือเกิดจากการที่เชื้อเพลิงนั้นเองมีอุณหภูมิสูงกว่า autoignition temperature อยู่แล้ว พอเจอกับอากาศก็ลุกไหม้ทันที ซึ่งถ้าเป็นกรณีหลังสุดนี้มันก็จะเกิดการลุกไหม้/ระเบิดได้ทันทีที่รั่วออกมาสัมผัสกับอากาศ (ไม่จำเป็นต้องรั่วมากด้วย)
ไอ้ที่จะมีปัญหาก็คือตัวเชื้อเพลิงเองนั้นมีอุณหภูมิต่ำกว่า autoignition temperature ของตัวมันเอง พอเกิดการรั่วไหลออกมาจึงยังไม่เกิดการระเบิด ถ้าหากสภาพแวดล้อมของสถานที่ที่เกิดการรั่วไหลนั้นมีการถ่ายเทอากาศที่ดี และไม่มีแหล่งที่จะจุดระเบิดเชื้อเพลิงนั้นได้ เชื้อเพลิงที่รั่วออกมาก็จะฟุ้งกระจายออกไปจนไม่สามารถรวมตัวจนมีความเข้มข้นสูงถึง lower explosive limit ได้ ก็จะไม่เกิดการระเบิด ดังเช่นกรณีของรถบรรทุก LPG คว่ำที่บริเวณแยกวงแหวนตะวันออกที่ อำเภอลำลูกกาเมื่อเช้าวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา
ดังนั้นถ้าเกิดการรั่วไหลในปริมาณน้อย ๆ ในโรงงาน เขาก็จะทำการไล่ด้วยการเอาไอน้ำฉีดไล่ (ต้องไม่ใช่ไอน้ำร้อนจัดนะ) เพราะไอน้ำจะทำให้เชื้อเพลิงระเหยกลายเป็นไปฟุ้งออกไปไม่ให้เกิดไอความเข้มข้นสูง (ใช้ได้ดีกับพวกที่รั่วออกมาเป็นของเหลว) และไอน้ำยังช่วยเจือจางอากาศบริเวณที่รั่วไหลนั้นให้ลดลง

เมื่อไอเชื้อเพลิงเกิดการผสมกับอากาศแล้วเกิดการลุกไหม้ เปลวไฟจะวิ่งจากจุดที่เกิดการทำให้เกิดการลุกไหม้และแผ่ออกไป ถ้าไอผสมเชื้อเพลิงกับอากาศยังมีปริมาณไม่มากจนทำให้ไอเชื้อเพลิงก็เผาไหม้หมดก่อนหรือวิ่งย้อนไปถึงจุดที่เกิดการรั่วไหลและลุกติดไฟต่อที่นั่น เปลวไฟที่เกิดขึ้นก็จะยังไม่ทันเร่งความเร็วได้สูงมาก (ยังต่ำกว่าความเร็วเสียง) ปรากฏการณ์เช่นนี้จะเรียกว่า Flash fire (ยังไม่ถึงขั้นการระเบิด) ความเสียหายที่เกิดจาก flash fire จะเป็นจากการแผ่รังสีความร้อนเป็นหลัก แต่ flash fire ก็อาจเป็นต้นเหตุให้เกิดความเสียหายอื่นที่รุนแรงกว่าตามมาอีก

แต่ถ้าหน้าคลื่นความเผาไหม้เร่งความเร็วได้สูงขึ้นไปอีกก็จะกลายเป็นการระเบิด ซึ่งก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่ามีอยู่ ๒ แบบคือ deflagration และ detonation ซึ่งแบ่งโดยใช้เกณฑ์ความรุนแรง แต่มาคราวนี้จะแนะนำให้รู้จักอีก ๒ แบบซึ่งแบ่งโดยใช้เกณฑ์รูปแบบพื้นที่ที่เกิดการรั่วไหลคือ การระเบิดของกลุ่มไอในพื้นที่ปิด (Confined vapour cloud explosion) และ การระเบิดของกลุ่มไอในพื้นที่เปิด (Unconfined vapour cloud explosion)

ปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดว่าเชื้อเพลิงที่รั่วไหลออกมากลายเป็นไอผสมกับอากาศจนสามารถที่จะเกิดการระเบิดได้นั้น คือต้องผสมในสัดส่วนที่พอเหมาะ โดยเริ่มต้นในอากาศจะมีความเข้มข้นของเชื้อเพลิงเป็นศูนย์ เมื่อเชื้อเพลิงรั่วไหลออกมากลายเป็นไอผสมกับอากาศ ความเข้มข้นของเชื้อเพลิงในอากาศก็จะเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อถึงระดับ lower explosive limit เมื่อใดส่วนผสมนั้นก็พร้อมที่จะระเบิดได้ถ้าได้รับพลังงานกระตุ้นที่เพียงพอ

ถ้าเป็นในบริเวณพื้นที่ปิด เช่นอุปกรณ์ที่ตั้งในอาคาร หรือในพื้นที่อับลม ไม่มีการระบายอากาศที่ดีพอ ไอเชื้อเพลิงที่รั่วออกมาก็จะไม่ฟุ้งกระจายไปไหน ดังนั้นแม้ว่าจะมีเชื้อเพลิงรั่วไหลไม่มาก เชื้อเพลิงที่รั่วไหลออกมาก็จะผสมกับอากาศรอบ ๆ จนมีความเข้มข้นสูงถึงระดับ lower explosive limit ได้เร็ว
แต่ถ้าเป็นบริเวณพื้นที่โล่งหรือพื้นที่ที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดี ไอเชื้อเพลิงที่รั่วออกมาจะฟุ้งกระจายออกไป โอกาสที่จะสะสมจนมีความเข้มข้นถึงระดับ lower explosive limit จะมีน้อย เว้นแต่จะมีการรั่วไหลในปริมาณมากในเวลาอันสั้น

ดังนั้นถ้าจะเปรียบเทียบกันระหว่างการระเบิดของกลุ่มไอในพื้นที่ปิดและการระเบิดของกลุ่มไอในพื้นที่เปิดแล้วจะเห็นว่า ในแง่ของโอกาสที่จะเกิด ถ้าเป็นพื้นที่ปิดจะมีโอกาสเกิดสูงกว่า แต่ถ้าพิจารณาในแง่ของความรุนแรงแล้ว ถ้าเป็นพื้นที่เปิดจะรุนแรงมากกว่า เพราะต้องมีการรั่วไหลออกมาเป็นจำนวนมากจึงจะเกิดการระเบิดได้ ตัวอย่างการระเบิดที่กลายมาเป็นบทเรียนหลักของหลักสูตรวิศวกรรมเคมีคือการระเบิดของโรงงานที่เมือง Flixborough ประเทศอังกฤษเมื่อเดือนมิถุนายน ปีค.ศ. ๑๙๗๔ (พ.ศ. ๒๕๑๗) ซึ่งในครั้งนั้นมีการประมาณว่ามีการรั่วไหลของ cyclohexane อยู่ในช่วง 2-40 ตันก่อนที่จะเกิดการระเบิด (ดู Memoir ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๑๓ วันศุกร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๓ เรื่อง "Flixborough explosion")

การระเบิดที่เมือง Flixborough นั้นเป็นตัวอย่างสำคัญสำหรับการศึกษาต้นตอของสาเหตุการระเบิด โดยมีการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ หาทิศทางของแรงระเบิดจากความเสียหายของอุปกรณ์ต่าง ๆ (เช่นการล้มพับของเสาโคมไฟ การขยับตำแหน่งของอุปกรณ์ ซึ่งจะเคลื่อนไปในทิศทางที่แรงมากระทำ) หาขนาดของแรงระเบิดที่ต้องใช้ในการทำให้สิ่งของต่าง ๆ เสียหาย (เช่นฝาท่อระบายน้ำที่เป็นคอนกรีตแตกหัก หรือเสาโคมไฟเกิดการล้มพับ แต่ในกรณีโครงสร้างที่เป็นโลหะต้องพิจารณาด้วยว่าความเสียหายที่เห็นนั้นเกิดจากแรงระเบิดหรือเกิดจากความร้อนเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นตามมา เพราะเมื่อโลหะมีอุณหภูมิสูงขึ้น ความแข็งแรงจะลดลง จนรับน้ำหนักตัวมันเองหรือสิ่งที่มันแบกรับอยู่ไม่ได้) และยังนำไปสู่แนวปฏิบัติใหม่ที่ควรนำมาใช้ในการออกแบบโรงงานภายหลังจากนั้นด้วย



 

รูปที่ ๑ก (บน) และ ๑ข (ล่าง) บริเวณนี้คาดว่าน่าจะเป็นจุดศูนย์กลางของการระเบิด ดูจากภาพความเสียหายที่มีเศษชิ้นส่วนโลหะบิดเบี้ยวและท่อบางท่อที่โก่งโค้ง (ลูกศรสีเหลือง) ที่อาจเป็นเพราะแรงระเบิดดันให้โก่ง คราบดำที่เป็นบนโครงสร้างต่าง ๆ แสดงว่าบริเวณนี้อยู่ใต้เปลวไฟ และโดนควันไฟรมดำ (รูปสองรูปนี้ต้องขออภัยเจ้าของภาพ เพราะผมไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเจ้าของภาพนั้นคือใคร เห็นมีการนำไปโพสหลายแห่งเหลือเกิน)


รูปที่ ๒ก (บน) และรูปที่ ๒ข (ล่าง) นำมาจากภาพข่าวของช่อง ๗ เป็นภาพถ่ายทางอากาศซูมให้เห็นบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ ในรูปบนที่วงไว้สงสัยว่าเป็นผลจากแรงระเบิด ส่วนพวกท่อ-โครงสร้างเหล็กที่ยุบตัวลงมาน่าจะเป็นผลจากการได้รับความร้อนจากเปลวไฟจนโลหะสูญเสียความแข็งแรงและรับน้ำหนักตัวเองไม่ได้


รูปที่ ๓ ภาพ Cooling tower นำมาจากภาพข่าวช่อง ๗ เช่นเดียวกัน ช่องว่าง ๆ บริเวณผนังคาดว่าน่าจะเกิดจากการรับแรงระเบิด



รูปที่ ๔ ภาพถ่ายอีกมุมหนึ่งแสดงให้เห็นพื้นที่น่าจะถูกแรงระเบิดดันยกขึ้นไป (บริเวณที่วงในรูป ๒ก) และอุปกรณ์ที่ถูกควันรมจนดำไปหมด แสดงว่าไฟน่าจะไหม้อยู่ที่ด้านล่างมาทางด้านขวาของบริเวณนี้

ตอนนี้จากข้อมูลที่ได้ดูเหมือนว่าการระเบิดจะเกิดจากการรั่วของโทลูอีน แต่สิ่งที่ยังต้องพิจารณาคือจากภาพความเสียหายที่เห็นนั้นโทลูอีนจะต้องรั่วออกมาในปริมาณที่มาก และต้องเกิดเป็นไอผสมเข้ากับอากาศในปริมาณมาก แต่เนื่องจากโทลูอีนมีจุดเดือดสูงถึง 110ºC ซึ่งสูงกว่าน้ำอีก ดังนั้นในความคิดของผมผมสงสัยว่าก่อนเกิดการรั่วนั้น โทลูอีนอยู่ในสภาพที่เป็นของเหลวภายใต้ความดันที่อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิจุดเดือดที่ความดันบรรยากาศ กล่าวคืออุณหภูมิของโทลูอีนก่อนรั่วสูงกว่า 110ºC เมื่อเกิดการรั่วออกมาจึงทำให้กลายเป็นไอฟุ้งกระจายผสมกับอากาศทันที แต่อุณหภูมิก่อนรั่วอาจจะสูงกว่า 110ºC ไม่มากนั้นเพราะไม่เช่นนั้นการรั่วไหลจะเป็นแบบเดียวกับการรั่วไหลของ LPG คือกระจายออกไปเป็นบริเวณกว้างได้อย่างรวดเร็ว

แต่คำถามที่ผมยังไม่มีคำตอบที่เชื่อถือได้ (ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีวันได้หรือไม่) ก็คือ "มันรั่วออกมาข้างนอกได้อย่างไร" (แต่จากคำพูดบอกเล่าที่บอกกันปากต่อปากมันทำให้คิดว่ามันคล้าย ๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๑) มีคนพูดกันว่ามีการเอาโทลูอีนไปล้างยางที่เกาะเป็นคราบในระบบ และก็เหมือนกับจะพอใจกับคำอธิบายแค่นั้น แต่มันก็ไม่ตอบคำถามว่า "แล้วมันรั่วออกมาได้อย่างไร" เพราะถ้ามีการปฏิบัติงานดังกล่าวเป็นประจำ แล้วทำไมก่อนหน้านั้นจึงไม่เกิดเหตุเช่นนี้ ทำไมต้องมาเกิดเอาครั้งนี้

บทเรียนหนึ่งที่ได้จากการระเบิดที่ Flixborough คือในบรรดาผู้เสียชีวิตนั้นส่วนใหญ่อยู่ในห้องควบคุม ห้องควบคุมของโรงงานดังกล่าวมีสองชั้นโดยฝ่ายเดินเครื่องโรงงานอยู่ชั้นล่าง (เป็นห้องที่มีหน้าต่างกระจกรอบ) ฝ่ายห้องแลปวิเคราะห์อยู่ชั้นบน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการที่อาคารดังกล่าวพังถล่มลงมาทับ และจากเศษกระจกหน้าต่างปลิวบาด

หลังเหตุการณ์ดังกล่าวจึงมีคำแนะนำว่าห้องควบคุมที่จะสร้างขึ้นใหม่นั้นควรมีเพียงชั้นเดียว ออกแบบให้รับแรงระเบิดได้ในระดับหนึ่ง และไม่ควรมีหน้าต่าง ซึ่งที่เคยเห็นนั้นก็มีการสร้างในรูปแบบดังกล่าว โดยสร้างทางเข้าออกเป็นประตูสองชั้น ภายในห้องควบคุมจะดูดอากาศจากด้านนอก (บนหลังคา) อัดความดันเข้ามาในห้องควบคุมให้ความดันในห้องควบคุมสูงกว่าบรรยากาศข้างนอกเล็กน้อย (เวลาเปิดประตูจะมีลมพัดออกมา) ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้แก๊สที่อยู่ภายนอกรั่วเข้าไปในห้องควบคุมได้ และหน่วยงานใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเดินเครื่อง ก็ควรที่จะออกไปอยู่นอกบริเวณหน่วยผลิต

แนวปฏิบัติดังกล่าวถูกนำไปใช้กับห้องควบคุมที่ตั้งอยู่ในหน่วยการผลิต แต่ไม่ครอบคลุมไปถึงอาคารสำนักงานที่ตั้งอยู่นอกหน่วยการผลิต ดังนั้นจึงเกิดรายการที่บรรดาหน้าต่างกระจกต่าง ๆ ของอาคารสำนักงานนั้นไม่ได้ใช้กระจกนิรภัย ดังนั้นแม้ว่าจะอยู่ห่างจากจุดระเบิดเป็นระยะทางไกล (อาคารในรูปที่ ๕ อยู่ห่างจากจุดระเบิดกว่า ๑๓๐๐ เมตร แต่ขออนุญาตไม่เอ่ยแล้วกันว่าเป็นสำนักงานไหน) แต่จะเห็นประตู-หน้าต่างที่เป็นกระจกนั้นแตกกระจาย ซึ่งถ้าหากเหตุเกิดในวันธรรมดาในระหว่างทำงานคงจะมีคนบาดเจ็บจากเศษกระจกบาดในอาคารสำนักงานรอบข้างมากกว่านี้อีก

แต่ก็มีเหมือนกันนะที่ห้องควบคุมได้รับการออกแบบให้รับแรงระเบิดได้ ไม่มีหน้าต่างใด ๆ การสร้างผนังอาคารกับเสาใช้การผูกเหล็กเส้นเชื่อมต่อกัน และตีแม่แบบเทคอนกรีตหล่อเป็นชิ้นเดียวกันเลย (อาคารทั่วไปจะหล่อเสาก่อนแล้วค่อยก่ออิฐทำผนัง) มีการอัดความดันภายในด้วย แต่มีการสร้างเป็นสองชั้น โดยชั้นบนเป็นห้องแลปวิเคราะห์ (ใช้แนวความคิดที่ว่าพอวิเคราะห์เสร็จจะได้ส่งผลแลปให้กับฝ่ายเดินเครื่องผลิตได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง) แถมห้องแลปที่อยู่บนชั้นสองยังมีกระจกหน้าต่างรอบด้านอีก

แบบที่ได้รับความเห็นชอบนั้นอาจจะไม่ใช่แบบที่ปลอดภัยที่สุด แต่เป็นแบบที่ใช้งบประมาณต่ำที่สุด และผู้ที่ตัดสินใจเลือกว่าจะใช้แบบไหนในการก่อสร้างนั้นมักจะไม่ใช่ผู้ที่ต้องมาปฏิบัติงานประจำในสถานที่ดังกล่าว (เผลอ ๆ จะไม่ได้ทำงานประจำในจังหวัดดังกล่าวด้วย) อันนี้ก็เลยสงสัยว่าเป็นที่มาของห้องควบคุมในย่อหน้าข้างบน



รูปที่ ๕ก (บน) และ ๕ข (ล่าง) กระจากแตกจากแรงระเบิด ณ อาคารสำนักงานของบริษัทหนึ่งที่อยู่ห่างจากจุดระเบิดประมาณ ๑๓๐๐ เมตร ในรูปบนจะเห็นว่ากระจกบานใหญ่แตกแต่บานเล็กด้านล่างไม่แตก และกระจกด้านที่ไม่ได้หันเข้าหาแรงระเบิด (วงม่วง) ไม่แตก