วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

GC-2014 ECD & PDD ตอนที่ ๒๐ Helium เข้า PDD MO Memoir : Saturday 3 March 2555


Memoir ฉบับนี้เกี่ยวข้องกับบันทึกฉบับก่อนหน้านี้ ๓ ฉบับด้วยกันคือ 
 
ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๗๙ วันพุธที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เรื่อง "GC-2014 ECD & PDD ตอนที่ ๑ แผนผังระบบเก็บแก๊สตัวอย่าง"
ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๘๖ วันอาทิตย์ที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เรื่อง "GC-2014 ECD & PDD ตอนที่ ๓ ข้อสังเกตเกี่ยวกับ PDD (Pulsed Discharge Detector)"
ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๙๒ วันจันทร์ที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เรื่อง "GC-2014 ECD & PDD ตอนที่ ๑๔ ตำแหน่งพีค N2O"

ช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนว่าเรามีปัญหาเรื่องความแรงของสัญญาณ PDD นั้นเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือแม้ว่าเส้น base line นั้นจะอยู่ที่ระดับเดิม แต่พื้นที่พีคที่ได้นั้นเปลี่ยนแปลงไปแม้ว่าจะฉีดตัวอย่างที่มีความเข้มข้นเดียวกันเข้าไป ซึ่งผมได้ตั้งสมมุติฐานเอาไว้ว่า

(ก) mass flow controller ทำงานปรกติ แต่ตัว PDD ให้การตอบสนอง (response) ที่เปลี่ยนแปลงไป หรือ
(ข) PDD ทำงานปรกติ แต่ปัญหาอยู่ mass flow controller คุมการไหลได้ไม่นิ่ง ทำให้ความเข้มข้นที่แท้จริงของแก๊สเปลี่ยนไปจากที่คิดเอาไว้

ในกรณี mass flow controller ทำงานผิดปรกตินั้นผมคิดว่าอาจจะไม่ใช่ (แต่ก็ยังไม่ตัดทิ้งไป) ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

๑. ที่ผ่านมาเรายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแนวท่อของระบบ และแนวท่อที่ใช้อยู่นั้นก็ให้การไหลที่นิ่งที่เราเห็นมาตั้งแต่ช่วงที่ใช้ NOx analyser

๒. ถ้า mass flow controller ทำงานไม่นิ่ง เราก็ควรที่จะเห็นพีคที่ได้นั้นมีขนาดเอาแน่เอานอนไม่ได้แม้ว่าจะฉีดตัวอย่างเดียวกันในการวิเคราะห์ต่อเนื่องกันก็ตาม (เช่นครั้งแรก ได้พื้นที่ 170000 ครั้งที่สองได้พื้นที่ 120000 ครั้งที่สามได้พื้นที่ 200000) แต่สิ่งที่เห็นก็คือเมื่อเปิดเครื่องแต่ละครั้งแล้วทดลองฉีดตัวอย่าง พบว่าแม้ว่าจะตั้ง mass flow controller ค่าเดียวกันกับการทดลองก่อนหน้า แต่พื้นที่พีคที่ได้ก็แตกต่างไปจากการทดลองก่อนหน้า (เช่นวันก่อนหน้าวัดติดต่อกัน 3 ครั้งได้พื้นที่อยู่ที่ระดับ 170000 ตลอด แต่พอวันถัดมาวัดติดต่อกัน 3 ครั้งได้พื้นที่ 140000 ตลอด) หรือในการทดลองเดียวกันที่เปิดเครื่องติดต่อกันข้ามวัน พอกลับมาวัดองค์ประกอบของแก๊สเริ่มต้นใหม่ กลับพบว่าสัญญาณมีการเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นในขณะนี้จึงมุ่งไปที่ประเด็นการตอบสนองของ PDD เปลี่ยนแปลงไป

บังเอิญเมื่อวันศุกร์ผ่านไปเห็นสาวน้อยร้อยแปดสิบเซนต์ทำการทดลองอยู่ ซึ่งเขาได้มาปรึกษาปัญหาเรื่องสัญญาณ PDD ที่เปลี่ยนไป ผมลองเปิดดูแผนผังการไหลของแก๊สก็เลยสงสัยว่าเป็นไปได้ไหมว่า PDD สกปรกด้วยสาเหตุที่อัตราการไหลของฮีเลียมที่ใช้เป็น purge gas นั้นต่ำเกินไป ก็เลยลองถามดูว่าตั้งอัตราการไหลของฮีเลียมที่ใช้เป็น purge gas นั้นไว้ที่เท่าไร คำตอบที่ได้ทำเอาผม .... ไปเหมือนกัน

เราพลาดไปเรื่องหนึ่ง

รูปที่ ๑ แผนผังการไหลของแก๊ส (เอามาแสดงใหม่อีกครั้ง)

ผมยืนดูแผนผังการไหลของแก๊สจากคู่มือที่วางไว้ข้างเครื่อง เห็น APC5 เป็นตัวคุมอัตราการไหลของแก๊สเข้า PDD ก็เลยถามสาวน้อยร้อยแปดสิบเซนต์ว่าปรกติตั้ง APC5 ไว้ที่ค่าเท่าไร ก็เลยได้คำตอบกลับมาว่า "0" kPa พอกลับไปตรวจกับข้อมูลการตั้งค่าความดัน APC ที่ผมบันทึกไว้เองใน memoir ฉบับที่ ๓๙๒ ก็พบว่าผมจดเอาไว้เป็น "0" kPa และเมื่อตรวจสอบกับ method ที่ทางเจ้าหน้าที่ของทางบริษัทตั้งเอาไว้ก็พบว่าเขาตั้งค่าความดันของ APC5 และ APC6 เป็น "0" kPa 
 
ผมเลยย้อนไปตรวจสอบที่คู่มือ PDDพบว่า PDD นั้นต้องมีแก๊สฮีเลียมเข้า purge ตัว detector โดยทำหน้าที่เป็น discharge gas และคอยปกป้องบริเวณ ground pin อัตราการไหลของแก๊สดังกล่าวกำหนดไว้ที่อย่างน้อย 30 ml/min ผมเลยให้สาวน้อยร้อยแปดสิบเซนต์ตรวจสอบก่อนว่าท่อฮีเลียมของเครื่องเรานั้นต่อเอาไว้อย่างไร และก็พบว่าฮีเลียมจากถังแก๊สต่อเข้า He purifier ก่อนที่จะแยกไปยัง APC ต่าง ๆ

 รูปที่ ๒ รูปโครงสร้าง PDD จากรูปที่ ๑ ของคู่มือ Pulsed Discharge Detector Model D-4-I-SH17-R ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้กับเครื่อง GC-2014 ECD & PDD ของเรา จะเห็นว่าต้องมีแก๊สฮีเลียม purge ground pin ด้วย แก๊สจากคอลัมน์จะไหลตามเส้นสีเขียวเข้ามาใน discharge region แล้วไหลวกกลับออกทาง Vent และต้องมีฮีเลียมเข้าทางด้านบนเพื่อทำหน้าที่เป็น discharge gas และคอยป้องกันส่วน ground pin เอาไว้

รูปที่ ๓ วิธีการต่อท่อแก๊สที่แสดงในรูปที่ ๕ ในคู่มือ PDD จะเห็นว่ามีการต่อฮีเลียมเข้า purge ที่ตัว PDD และมีการกำหนดอัตราการไหลขั้นต่ำไว้ที่ 30 ml/min

รูปที่ ๔ แนวเส้นประสีเหลืองคือท่อฮีเลียม make up gas เข้า PDD

รูปที่ ๕ การตั้งความดันให้กับ APC ต่าง ๆ ในรูปนี้ได้เปลี่ยนค่าความดันของ APC5 จากเดิม 0 เป็น 40 kPa ส่วนของ APC1 APC2 และ APC3 ซึ่งใข้กับ ECD นั้นมีการปรับลดลงเหลือ 20 kPa (เพราะในขณะนี้เราไม่ได้ใช้ ECD) เพื่อประหยัดแก๊สไนโตรเจน

เมื่อตรวจสอบตัวเครื่องก็พบว่ามีการต่อท่อแก๊สฮีเลียมเข้าที่ PDD โดยตรง (รูปที่ ๔) นั่นแสดงว่าที่ผ่านมานั้นเราใช้ฮีเลียมที่เป็น carrier gas ทำหน้าที่เป็น discharge gas ไปพร้อมกัน ส่วน ground pin ไม่ได้รับการป้องกันจากตัวอย่างที่มากับ carrier gas ตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าไปทำให้เกิดปัญหาเรื่องความสะอาดของ PDD จนทำให้การตอบสนองเปลี่ยนไปหรือเปล่า ก็เลยให้เขาทดลองตั้ง APC5 เป็น 40 kPa ก่อน ส่วนค่าความดันของ APC1 APC2 และ APC3 ที่เป็นของ ECD นั้นได้ลดลงเหลือ 20 kPa ก่อนเพื่อเป็นการประหยัดแก๊สไนโตรเจน เพราะในขณะนี้เรายังไม่ใช้ ECD เพียงแค่เปิดเพื่อให้มีแก๊สไหลผ่านคอลัมน์และ ECD เท่านั้นในระหว่างการวิเคราะห์ด้วย PDD (ก่อนหน้านี้เราต้องเปลี่ยนถังไนโตรเจนทุกสัปดาห์ ตอนนี้ก็รอดูก่อนว่าจะเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน)

ค่าความดันของ APC5 ควรเป็นเท่าไรเพื่อให้ได้อัตราการไหลอย่างน้อย 30 ml/min นั้นก็บอกไม่ได้เหมือนกัน เพราะเราไม่ได้วัด (ถ้าจะวัดกันจริงก็ต้องถอดท่อที่ต่อเข้า PDD และเอา bubble flow meter วัด) ก็เลยให้ตั้งไว้คร่าว ๆ ที่ 40 kPa ก่อน จากนั้นก็ทดสอบโดยการดูความแรงสัญญาณและวัดตัวอย่าง ที่พบคือระดับเส้น base line ยังคงอยู่ที่เดิม ส่วนความแรงสัญญาณนั้นดูเหมือนจะยังคงอยู่ที่เดิม (เมื่อวันศุกร์สาวน้อยร้อยแปดสิบเซนต์ได้ค่าสัญญาณแรงเป็นพิเศษตอนที่เปิดเครื่อง) สิ่งที่ต้องตามกันต่อไปคือ "เสถียรภาพ" ของการตอบสนองของ PDD ว่าจะคงเดิมตลอดไปหรือไม่

รูปที่ ๖ ข้อความนี้ผมคัดมาจากหน้า ๙ ของคู่มือ (ตามเลขหน้าในคู่มือ) เขาเขียนไว้ว่าให้ตั้งความดันฮีเลียมไว้ที่ 60 psi (หรือ 4 bar) ซึ่งผมคิดว่าตัวเลขนี้ไม่น่าจะเป็นความดันที่เราต้องตั้งที่ตัวเครื่อง แต่น่าจะเป็นความดันที่ต้องตั้งที่ pressure regulator ที่ถังแก๊ส

รูปที่ ๗ ตามแผนผังการไหลของแก๊ส เข้าใจว่าท่อพวกนี้น่าจะเป็นของ APC3 และ APC6 สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเป็นท่อแก๊สสำหรับ purge sampling valve หรือเปล่า

อีกจุดหนึ่งที่ผมเคยตั้งคำถามเอาไว้สมัยที่เราทดสอบการทำงานของ ECD คือท่อแก๊สที่มันต่อเข้าอีกทางด้านหนึ่งของ sampling valve นั้นคืออะไร ตรวจดูแล้วมันไม่ใช่ท่ออากาศที่ใช้ขยับวาล์ว ถ้าดูตามแผนผังการไหลของแก๊สพบว่า ท่อดังกล่าวสำหรับวาล์ว 1 และวาล์ว 2 (ท่อสีน้ำเงินในรูปที่ ๗) จะเป็นท่อไนโตรเจนที่ใช้เป็น carrier gas และควบคุมอัตราการไหลด้วย APC3 ท่อสำหรับวาล์ว 3 และวาล์ว 4 (ท่อสีเขียวในรูปที่ ๗) จะเป็นท่อฮีเลียมที่ใช้เป็น carrier gas และควบคุมอัตราการไหลด้วย APC6 ผมสงสัยว่าท่อเหล่านี้เป็น purge gas ป้องกันการรั่วไหลเข้าปนเปื้อนเวลาที่วาล์วขยับตัว แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่คิดเอาไว้ถูกต้องหรือไม่ เพราะไม่มีแบบโครงสร้างของตัววาล์วและก็ไม่สามารถอดวาล์วออกมาตรวจสอบได้ (เกรงว่าตอนประกอบกลับจะมีชิ้นส่วนเหลือ)

เอาเป็นว่าตอนนี้ขอให้เปิด APC5 ในระหว่างการวิเคราะห์ด้วย แล้วค่อยดูกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

ฝนชะช่อมะม่วง ฝนชะลาน MO Memoir : Friday 2 March 2555


ฝนชะช่อมะม่วง น. ฝนที่ตกเล็กน้อยประปรายในเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระยะที่มะม่วงออกช่อพอดี, ฝนชะลาน ก็เรียก.

ฝนชะลาน น. ฝนชะช่อมะม่วง ชาวนาเรียก ฝนชะลาน เพราะมักตกในเวลาที่ยังนวดข้าวไม่เสร็จ.

นิยมของคำทั้งสองผมเอามาจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๕๖๘
ตอนเด็ก ๆ เวลาเรียนวิชาภูมิศาสตร์นั้น คุณครูจะสอนว่าในหน้าหนาวประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากประเทศจีน ในหน้าฝนจะได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากทะเลอันดามัน

แต่เวลาที่มีพายุดีเปรสชั่นเข้าประเทศทีไร มันมาทางตะวันออกทุกที แล้วตำราก็ไม่เห็นกล่าวถึงเลย

เรื่องพายุมาทางตะวันออกนี้ขอพักเอาไว้ก่อน กลับมาเรื่องฝนที่จั่วหัวเรื่องเอาไว้ก่อนดีกว่า

ในช่วงหน้าหนาว (เริ่มเดือนพฤศจิกายน) แกนของโลกด้านซีกโลกเหนือจะเอนออกจากดวงอาทิตย์ กลางวันจะสั้นกว่ากลางคืน แสงอาทิตย์จะตกเฉียงกับพื้นผิวโลกมากขึ้น ทำให้ซีกโลกด้านเหนือมีอากาศเย็นลง ในแถบบ้านเราจะมีการเกิดหย่อมความกดอากาศสูง (พวกที่มีความดันสูงกว่าความดันบรรยากาศปรกติ) ขึ้นในประเทศจีน ซึ่งถ้ามีกำลังแรงมากก็จะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศที่อยู่ต่ำกว่า เช่นประเทศไทย ได้

หย่อมความกดอากาศสูงนี้เป็นอากาศที่แห้งและเย็น

ในช่วงหน้าร้อนแกนของโลกด้านซีกโลกเหนือจะเอาเข้าหาดวงอาทิตย์ กลางวันจะยาวกว่ากลางคืน แสงอาทิตย์ตกทำมุมใกล้กับมุมฉากมากขึ้น อากาศก็เลยร้อน

เวลาพื้นดินร้อนจากแสงแดดที่ตกกระทบ มันก็เพียงแค่ทำให้เกิดอากาศร้อนลอยตัวขึ้น แต่เวลาทะเลหรือมหาสมุทรได้รับความร้อนจากแสงแดด น้ำจะระเหยขึ้นเป็นไอน้ำลอยขึ้นไปสะสมในชั้นบรรยากาศ
พอมันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ มันก็รวมกันเป็นก้อนเมฆ พอได้ขนาดมากพอมันก็เลยตกกลายเป็นฝน ซึ่งกว่าจะสะสมได้มากพอก็ต้องรอจนถึงตอนเย็น

รูปที่ ๑ (ซ้าย) หน้าหนาวของซีกโลกด้านเหนือ ขั้วโลกด้านเหนือหันออกจากดวงอาทิตย์ (ขาว) แต่พอถึงหน้าร้อนของซีกโลกด้านเหนือ โลกจะหันขั้วโลกด้านเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์

ดังนั้นจึงอย่าแปลกใจที่ว่าในบางช่วงของปี ตอนเช้าจะดูอากาศดี แต่ตอนบ่ายหรือค่ำจะมีฝนตก เพราะต้องใช้เวลาทั้งกลางวันในการต้มน้ำทะเลให้กลายเป็นไอด้วยแสงอาทิตย์ ซึ่งกว่าจะได้ไอน้ำมากพอเป็นเมฆฝนได้ ก็ตกเย็นพอดี

ลมที่พัดจากทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้เป็นลมที่ร้อนชื้น ในขณะที่ลมที่พัดมาจากจีนเป็นลมที่แห้งและเย็น เมื่อลมทั้งสองมาปะทะกันก็จะเกิดเป็นพายุฝนฝ้าคะนองหรือมีลูกเห็บตก (ไอน้ำพอเจอความเย็นมันก็กลายเป็นหยดน้ำแค่นั้นเอง)

ในช่วงเปลี่ยนจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาวนั้น ช่วงแรก ๆ จะเกิดขึ้นทางตอนเหนือของประเทศไทยก่อน แต่พอหย่อมความกดอากาศสูงมีกำลังแรงขึ้นเรื่อย ๆ แนวปะทะระหว่างลมตะวันออกเฉียงเหนือและลมตะวันตกเฉียงใต้ก็จะเคลื่อนลงใต้ จนไปทำให้เกิดเป็นแนวฝนตกหนักและคลื่นลมแรงในภาคใต้ของประเทศ

แต่พอเปลี่ยนจากฤดูหนาวเป็นฤดูร้อน หย่อมความกดอากาศสูงจากประเทศจีนมีกำลังอ่อนลง แนวปะทะระหว่างลมตะวันออกเฉียงเหนือและลมตะวันตกเฉียงใต้ก็จะเคลื่อนขึ้นเหนือ ทำให้เกิดเป็นพายุฤดูร้อนและพายุลูกเห็บ ซึ่งมักเกิดขึ้นประมาณช่วงนี้ของทุกปี

บังเอิญช่วงนี้มะม่วงกำลังออกดอกซะด้วย ที่หวาดเสียวคือกลัวว่ากิ่งมะม่วงจะหัก ทำให้อดกินมะม่วง
ดอกมะม่วงนั้น บางทีมันออกทั้งต้นและอาจไม่เป็นผลเลย กลายเป็นใบไปหมด

แต่ก่อนจะเห็นชาวสวน (หรือที่บ้านผมเอง) เวลาจะทำให้มะม่วงออกดอกเป็นผลเยอะ ๆ ก็จะใช้วิธี "รมควัน" ต้นมะม่วง โดยการเอาใบไม้มาสุมกองใต้โคนต้น และก่อไฟเผาให้เป็นควัน (อย่าให้เป็นเปลวไฟร้อนนะ แทนที่จะได้กินจะกลายเป็นว่ามะม่วงจะตายซะก่อน) เลือกทิศทางลมให้ควันลอยเข้าหาต้นมะม่วง

ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นการให้ปุ๋ยทางใบหรือเปล่า เพราะคิดว่าในควันคงมีคาร์บอนไดออกไซด์เยอะ และยังอาจมีแก๊สตัวอื่นที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ที่อาจมีผลต่อการติดผลของมะม่วงก็ได้ (ที่ผมรู้ก็คือเอทิลีนกับอะเซทิลีนเร่งการสุกของผลไม้) แต่ที่รู้แน่ ๆ ก็คือมันใช้ได้ผล

ตอนเด็ก ๆ ก็เคยได้ผู้ใหญ่อธิบายว่าการรมควันเป็นการหลอกให้ต้นไม้รู้สึกว่ามันใกล้ตาย มันจะได้ออกผลเพื่อที่จะขยายพันธ์ต่อไป อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นเหตุผลเดียวกับการที่ห้ามรดน้ำต้นไม้หรือเปล่า เพราะว่ามีพืชบางชนิดเหมือนกันถ้าเราอยากให้มันออกดอกออกผลก็จำเป็นต้องหยุดการรดน้ำ เพราะถ้ารดน้ำมันทุกวันจะทำให้มันออกแต่ใบ

ใครที่รอบบ้านมีพื้นที่พอปลูกไม้ใหญ่ได้ ผมเชื่อว่าสำหรับบ้านส่วนใหญ่แล้วต้นมะม่วงมักจะต้องอยู่ในรายชื่อแรก ๆ ที่จะเอามาปลูก จนผมคิดว่าเราน่าจะเอาต้นมะม่วงเป็นต้นไม้ประจำชาตินะ

ทีนี้ก็ถึงเวลาของฝนที่มาทางตะวันออกบ้าง

พื้นน้ำที่กว้างใหญ่ทางด้านตะวันออกของคาบสมุทรอินโดจีนคือทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก แต่เนื่องจากมหาสมุทรแปซิฟิกมีขนาดกว้างใหญ่กว่า ดังนั้นจึงมีการเกิดการระเหยของน้ำที่มากกว่าและเกิดการรวมตัวเป็นก้อนเมฆได้ง่ายกว่า

ด้วยเหตุนี้เวลาที่เกิดพายุจึงมักจะเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกก่อน โดยเกิดทางทิศตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์

ในทางอุตุนิยมวิทยานั้นจำแนกความรุนแรงของพายุโดยใช้ "ความเร็วลม" เป็นหลัก ซึ่งพายุที่มีความเร็วลมสูงมากไม่จำเป็นต้องทำให้ฝนตกหนักมาก และพายุที่ทำให้ฝนตกหนักมากก็ไม่จำเป็นต้องมีความเร็วลมสูงมาก ด้วยการใช้เกณฑ์ความเร็วลมดังกล่าว ทำให้จำแนกพายุออกเป็นประเภทได้เป็น ๓ ประเภทคือ

พายุดีเปรสชั่น (Depression) คือพายุที่มีความเร็วลมต่ำกว่า 63 km/hr (หรือ 34 knots)
พายุโซนร้อน (Tropical storm) คือพายุที่มีความเร็วลมระหว่าง 63 - 118 km/hr
พายุไต้ฝุ่น (Typhoon) คือพายุที่มีความเร็วลมสูงกว่า 118 km/hr (หรือ 64 knots)
พายุดีเปรสชั่นเมื่ออ่อนกำลังลงจะกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ซึ่งก็ยังทำให้ฝนตกได้อยู่

เริ่มแรกนั้นจะเกิดเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำก่อน เมื่อมีกำลังแรงขึ้นก็จะกลายเป็นพายุดีเปรสชั่น และถ้ามีกำลังแรงขึ้นไปอีกก็จะกลายเป็นพายุโซนร้อน พอระดับความแรงถึงขั้นพายุโซนร้อนเมื่อใดก็จะมีการตั้งชื่อให้กับพายุนั้น

การตั้งชื่อพายุนั้นจะมีชื่อเป็นตัวเลขกำกับ และชื่อเรียก ชื่อที่เป็นตัวเลขจะนำหน้าด้วยเลขสี่ตัวแรกที่เป็นเลขปีค.ศ. และเลขสองตัวหลังที่บอกว่าเป็นพายุลูกที่เท่าใดของปีค.ศ.นั้น เช่นพายุ 200621 DURIAN คือพายุลูกที่ 21 ที่เกิดในปีค.ศ. 2006 มีชื่อว่า "ทุเรียน"

ความรุนแรงของพายุจะขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในทะเลนานเท่าใด และอยู่ในเขตร้อนนานเท่าใด ถ้าอยู่ในทะเลเป็นเวลานานและอยู่ในเขตร้อนเป็นเวลานาน พายุก็จะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น (เพราะมีน้ำระเหยเข้าไปเติมได้เรื่อย ๆ) แต่ถ้าขึ้นบกเมื่อไรก็จะอ่อนกำลังลง

พายุที่เกิดทางด้านทิศตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์จะเคลื่อนตัวมาทางตะวันตก แต่เนื่องจากการที่โลกหมุนจึงทำให้เกิดแรงแรงโคริโอลิส (Coriolis force) ซึ่งทำให้พายุที่เกิดขึ้นใกล้เส้นศูนย์สูตรนั้นเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกพร้อม ๆ กับการเฉียงขึ้นไปทางด้านทิศเหนือ จนเกิดการวกกลับเป็นการเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อเคลื่อนไปทางประเทศญี่ปุ่น ถ้าพายุนั้นเกิดใกล้ประเทศฟิลิปปินส์ ก็มักจะเคลื่อนที่เข้าประเทศฟิลิปินส์เป็นประเทศแรก แต่ถ้าเกิดห่างออกไป พายุลูกนั้นก็มันจะเคลื่อนตัวโค้งออกไปจากประเทศฟิลิปปินส์และอาจไปเข้าประเทศญี่ปุ่นแทน แต่ถ้าเกิดที่เส้นรุ้งสูงขึ้นไปก็อาจจะไม่เข้าฝั่งเลยก็ได้

การเคลื่อนที่ของพายุที่เคลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์เข้ามาทางคาบสมุทรอินโดจีนนั้นยังได้รับอิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศสูงจากประเทศจีน ถ้าหย่อมความกดอากาศสูงจากประเทศจีนมีกำลังแรง หย่อมความกดอากาศสูงนั้นก็จะกดไม่ให้พายุเคลื่อนที่ขึ้นเหนือไปได้ พายุลูกนั้นก็จะดูเหมือนกับเคลื่อนที่ไปทางตะวันออก โดยอาจค่อนไปทางทิศเหนือเล็กน้อย ซึ่งก็มักจะเข้าประเทศเวียดนาม และสลายตัวเป็นพายุดีเปรสชั่นและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ พายุพวกนี้มักจะส่งผลกระทบต่อฝนตกในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

แต่ถ้าหย่อมความกดอากาศสูงจากประเทศจีนมีกำลังต่ำ พายุก็จะเคลื่อนที่ขึ้นเหนือได้มากขึ้น และอาจไปขึ้นฝั่งที่เกาะไหหลำหรือประเทศจีนตอนใต้แทน ซึ่งพวกนี้มักไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย
พายุที่ขึ้นฝั่งทางภาคใต้ของประเทศไทยได้นั้นมักจะเกิดในทะเลจีนใต้และเกิดใกล้เส้นศูนย์สูตร พายุเหล่านี้จึงสามารถอ้อมใต้แหลมญวนมาขึ้นฝั่งที่ภาคใต้ของประเทศไทยได้

รูปที่ ๒ เส้นทางเดินพายุที่เข้าภาคใต้ของประเทศไทย ๓ ลูกคือ ปีพ.ศ. ๒๕๐๕ พายุ 196225 HARRIET เข้าที่แหลมตะลุมพุก ปีพ.ศ. ๒๕๑๕ พายุ 197229 SALLY เข้าที่ชุมพรผ่านไปทางระนอง และปีพ.ศ. ๒๕๓๒ พายุ 198929 GAY เข้าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาพจาก www.digital-typhoon.org

รูปที่ ๒ เป็นเส้นทางเดินของพายุที่เคยเข้าภาคใต้ประเทศไทย ๓ ลูกคือ HARRIET ที่ขึ้นฝั่งที่แหลมตะลุมพุกเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๕ พายุ SALLY ที่เข้าที่จังหวัดชุมพรในปีพ.ศ. ๒๕๑๕ และพายุไต้ฝุ่น GAY ที่ขึ้นฝั่งที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปีพ.ศ. ๒๕๓๒ จะเห็นว่าพายุเหล่านี้เกิดในทะเลจีนใต้ทั้งสิ้น

ภาพเส้นทางเดินพายุในรูปที่ ๒ และรูปอื่น ๆ ใน Memoir นี้ผมเอามาจาก www.digital-typhoon.org ซึ่งต้องไปคลิกที่ฐานข้อมูลของเว็บดังกล่าว แล้วให้เขาวาดรูปขึ้นมา (ถ้าไปค้นหารูปในเว็บจะไม่เจอ ต้องใช้วิธีค้นฐานข้อมูลพายุที่เคยเกิดในบริเวณดังกล่าว) จุดสีน้ำเงินเป็นแนวทางเดินของหย่อมความกดอาศต่ำหรือพายุดีเปรสชั่น พอทวีกำลังขึ้นเป็นพายุโซนร้อน (มีชื่อเรียกแล้ว) เขาก็จะเปลี่ยนเป็นจุดสีเขียว พอทวีกำลังขึ้นไปอีกเป็นภายุไต้ฝุ่นก็จะเปลี่ยนเป็นจุดสีเหลืองและจุดสีแดงตามลำดับ ในทางกลับกันพอพายุอ่อนกำลังลงก็จะถอยกลับจากสีแดง เป็นสีเหลือง เขียว และน้ำเงิน พวกนี้เขาจะมีฐานข้อมูลความกดอากาศที่ศูนย์กลางพายุ ณ ตำแหน่งต่าง ๆ ที่พายุเคลื่อนที่ไป แต่ถ้าเป็นฐานข้อมูลรุ่นเก่าเขาจะไม่มีข้อมูลการเปลี่ยนแปลงความกดอากาศ จะมีแต่เฉพาะข้อมูลความกดอากาศต่ำสุด ดังนั้นพอมันเริ่มเป็นพายุเขาก็จะแทนที่ด้วยจุดสีฟ้า

ปีพ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นอีกปีหนึ่งที่มีน้ำท่วมหนัก ว่ากันว่าปริมาณน้ำมากเหมือนปีพ.ศ. ๒๕๕๔ แต่ระดับน้ำที่ท่วมนั้นต่ำกว่ากันเยอะมาก พื้นที่ที่โดนน้ำท่วมในกรุงเทพนั้นกินบริเวณกว้าง แต่รถเก๋งก็ยังวิ่งได้ ในปีนั้นมีพายุเกิดขึ้นทั้งหมดในย่านมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีนใต้ ๒๓ ลูก แต่มีเพียงไม่กี่ลูกเท่านั้นที่เคลื่อนที่มาถึงตอนใต้ของจีนหรือตอนเหนืองของเวียดนาม

รูปที่ ๓ เส้นทางพายุที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกในปีพ.ศ. ๒๕๓๘ (๒๓ ลูก) ภาพจาก www.digital-typhoon.org พายุจะเกิดทางด้านตะวันออก และเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกพร้อมกับค่อย ๆ เบนขึ้นเหนือไปเรื่อย ๆ (ทิศตามเข็มนาฬิกา)

พายุที่ก่อตัวทางด้านตะวันออกของเส้นแวงที่ 135 องศาตะวันออกมักจะมีความรุนแรงในระดับไต้ฝุ่น เนื่องจากมีเวลาอยู่ในทะเลนาน แต่พายุเหล่านี้มักจะไปขึ้นฝั่งทางประเทศจีนหรือประเทศญี่ปุ่น น้อยรายที่จะมาถึงเวียดนาม

ช่วงเดือนที่แล้วได้ยินข่าวคนพูดกันว่าปีนี้จะมีพายุเข้าประเทศไทยไทย ๒๐ ลูก ผมได้ยินแล้วก็งง เพราะสถิติที่ผ่านมานั้นบริเวณบ้านเรานั้นมีพายุเกิดขึ้นเฉลี่ยเพียง ๒๐ กว่าลูกต่อปีเท่านั้นเอง และบางปีก็เกิดน้อยมาก เช่นปีพ.ศ. ๒๕๕๓ ที่มีการเกิดพายุเพียง ๑๔ ลูกเท่านั้นเอง เรียกว่าน้อยเป็นประวัติการณ์เลย ในที่นี้ก็เลยถือโอกาสค้นข้อมูลย้อนหลังจากเว็บ www.digital-typhoon.org เอามาให้ดูว่า ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๔๙ (ที่มีน้ำท่วมเหมือนกัน) จนถึงปีพ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น บริเวณแถวบ้านเรามีพายุเกิดขึ้นกี่ลูก (รูปที่ ๔ ถึง ๙)

รูปที่ ๔ เส้นทางพายุที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกในปีพ.ศ. ๒๕๔๙ (๒๓ ลูก) ภาพจาก www.digital-typhoon.org

รูปที่ ๕ เส้นทางพายุที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกในปีพ.ศ. ๒๕๕๐ (๒๔ ลูก) ภาพจาก www.digital-typhoon.org

รูปที่ ๖ เส้นทางพายุที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกในปีพ.ศ. ๒๕๕๑ (๒๒ ลูก) ภาพจาก www.digital-typhoon.org

รูปที่ ๗ เส้นทางพายุที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกในปีพ.ศ. ๒๕๕๒ (๒๒ ลูก) ภาพจาก www.digital-typhoon.org

รูปที่ ๘ เส้นทางพายุที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกในปีพ.ศ. ๒๕๕๓ (๑๔ ลูก) ภาพจาก www.digital-typhoon.org

รูปที่ ๙ เส้นทางพายุที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกในปีพ.ศ. ๒๕๕๔ (๒๑ ลูก) ภาพจาก www.digital-typhoon.org


ถ้าดูรูปที่ ๗ เทียบกับรูปที่ ๙ จะเห็นว่าในปีพ.ศ. ๒๕๕๒ มีพายุที่เข้ามาถึงฝั่งประเทศเวียดนามมากกว่าปีพ.ศ. ๒๕๕๔ เสียอีก ซึ่งพายุเหล่านี้จะส่งผลต่อฝนตกในภาคเหนือและภาคอีสานตอนบน แต่ปีพ.ศ. ๒๕๕๒ เราไม่มีปัญหาน้ำท่วม ดังนั้นผมจึงเชื่อว่าปัญหาเรื่องน้ำท่วมหนักในปีพ.ศ. ๒๕๕๔ ไม่ได้เกิดจากการที่มีฝนตกหนักเพียงอย่างเดียว (เพราะที่ผ่านมามันเคยมีตกหนักมากกว่านั้น แต่มันก็ไม่ท่วมมากเหมือนปีพ.ศ. ๒๕๕๔) สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงในปีที่แล้วน่าจะเกิดจากการจัดการน้ำที่ไม่เหมาะสมมากกว่า

ผมรู้สึกว่าบ้านเราผู้สื่อข่าวทำข่าวโดยใช้การ "ถาม" เพียงอย่างเดียว คือทำหน้าที่ไป "ถาม" คนอื่นแล้วก็เอามารายงานต่อว่าคนอื่นเขาพูดว่าอย่างไร ไม่มีการทำการบ้านก่อนด้วยการ "สืบค้นข้อมูล" เรื่องที่จะไปถาม ทั้ง ๆ ที่ในปัจจุบันสามารถสืบค้นข้อมูลหลาย ๆ เรื่องได้ทางอินเทอร์เน็ต ถ้ามีการสืบค้นข้อมูลก่อนก็จะรู้ได้ว่าคนที่เขาไปถามนั้น "รู้เรื่อง" นั้นดีแค่ไหน ผลที่ตามมาก็คือปล่อยให้มีการเข้าใจกันแบบผิด ๆ ไปกันก่อน จากนั้นจึงค่อยมีคนมาชี้แจงแก้ไขความเข้าใจที่ผิดนั้น ซึ่งก็ทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้นเอง