"Notes
on the Thai-Burma railway" เป็นบทความที่เขียนโดย
David Boggett
ลงวารสารวิชาการ Journal
of Kyoto Seika University" บทความนี้มีอยู่ด้วยกัน
๑๑ ตอน เรื่องที่นำมาเล่าในตอนนี้เป็นตอนที่
๘ ที่ลงในวารสาร No.
26 ที่มีชื่อว่า "Notes
on the Thai-Burma railway Part VIiI : Thai Labour and Ban Pong
Incident"
แนวความคิดสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมไทยกับพม่าไม่ใช่เรื่องใหม่
อย่างน้อยก็มีมาแต่สมัยรัชกาลที่
๖ แล้วที่เคยมีการสำรวจแนวเส้นทางไว้
๓ ทางด้วยกัน คือจากสวรรคโลกผ่านทางตากและแม่สอด
จากบ้านโป่งผ่านทางกาญจนบุรีและด่านเจดีย์สามองค์
และทางด่านสิงขรที่ประจวบคีรีขันธ์
(ดูเรื่อง
"เส้นทางรถไฟเชื่อมไทยกับพม่า(ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำตอนที่ ๘๖)
วันพุธที่ ๔ กุมภาพันธ์
๒๕๕๘"
แต่สุดท้ายแล้วเส้นที่ได้สร้างขึ้นจริงก็คือเส้นผ่านกาญจนบุรี
ซึ่งถ้าจะมองจากมุมมองของกองทัพญี่ปุ่นที่ต้องการเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างพม่ากับเวียดนาม
และการลำเลียงยุทธปัจจัยต่าง
ๆ จากท่าเรือในกรุงเทพไปพม่าแล้ว
เส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด
รูปที่
๑ ข้างล่างนำมาจากบทความเรื่อง
"Notes on the
Thai-Burma railway Part I : "The bridge on the river Kwai"
- The movie" ที่เขียนโดย
David Boggett
รูปนี้แสดงให้เห็นว่าทางอังกฤษเองก็เคยมีแผนที่จะสร้างทางรถไฟเส้นนี้อยู่แล้ว
และท้ายสุดคนอังกฤษก็ได้มาสร้างเส้นทางนี้จริง
แต่มาในฐานะแรงงาน
ไม่ใช่คนควบคุมงาน
รูปที่ ๑
แผนที่แนวเส้นทางรถไฟที่สร้างขึ้นจริง
และที่ได้มีการสำรวจไว้ก่อนหน้าโดย
"อังกฤษ"
ที่จะไปข้ามลำน้ำแควใหญ่ที่บ้านท่าด่าน
กาญจนบุรี รูปนี้นำมาจาก
"Notes on the
Thai-Burma railway Part I : "The bridge on the river Kwai"
- The movie"
ในรูปที่
๑
นั้นแนวเส้นทางที่อังกฤษวางไว้นั้นจะแยกออกจากสถานีบ้านโป่งไปข้ามลำน้ำแควใหญ่ที่บ้านท่าด่าน
(Tadan)
ส่วนญี่ปุ่นนั้นสร้างโดยแยกออกจากสถานีหนองปลาดุก
ซึ่งตรงนี้ถ้าพิจารณาดูแผนที่แนวทางรถไฟต่างก็มีเหตุผลอยู่
คือช่วงทางรถไฟสายใต้ที่ออกจากกรุงเทพก็มุ่งหน้ามาทางตะวันตกมาตลอด
พอมาถึงสถานีหนองปลาดุกก็จะโค้งเลี้ยวลงใต้ไปยังสถานีบ้านโป่ง
จะเรียกว่าสถานีบ้านโป่งเป็นจุดเริ่มต้นของการมุ่งหน้าลงใต้ก็ได้
ในขณะที่สถานีหนองปลาดุกเป็นจุดสิ้นสุดการเส้นทางในแนวตะวันออก-ตะวันตก
บริเวณอำเภอบ้านโป่งจะมีแม่น้ำแม่กลองไหลในแนวเหนือใต้อยู่
ถ้าจะไปกาญจนบุรีก็ต้องเดินทางขึ้นเหนือเลียบลำน้ำแม่กลองไปก่อน
ก่อนที่จะเลี้ยวต่อไปทางตะวันตก
การแยกทางรถไฟไปกาญจนบุรีจากสถานีบ้านโป่งจะทำให้รถไฟจากพม่ามุ่งลงใต้ได้สะดวกโดยไม่ต้องมีการกลับหัวรถจักร
(ตรงนี้คาดว่าคงเป็นเพราะว่าอังกฤษให้ความสำคัญกับมลายู)
ในขณะที่การแยกจากสถานีหนองปลาดุกนั้นทำให้การมุ่งจากทางกรุงเทพไปยังพม่าทำได้สะดวกกว่าแม้ว่าจะต้องสร้างทางรถไฟยาวกว่าการแยกออกจากสถานีบ้านโป่ง
(ตรงนี้คาดว่าคงเป็นเพราะว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการลำเลียงยุทธปัจจัยจากกรุงเทพไปพม่ามากกว่า)
รูปที่ ๒
ที่ตั้งของวัดดอนตูม
ที่อยู่บริเวณที่เป็นทางโค้งที่ทางรถไฟสายใต้เลี้ยวลงใต้
ส่วนสายกาญจนบุรีเลี้ยวขึ้นเหนือ
บทความของ
David Boggett
เล่าเอาไว้ว่าในการตกลงสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้
ทางฝ่ายไทยจะรับหน้าที่เป็นผู้เวนคืนที่ดิน
(น่าจะเป็นตลอดแนวเส้นทางไปจนสุดพรมแดนพม่า
เพราะมีการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนออกมาในเดือนธันวาคม
พ.ศ.
๒๔๘๖)
และจัดหาแรงงานช่วยก่อสร้างในช่วงจากสถานีหนองปลาดุก
ไปยังจังหวัดกาญจนบุรี
เลียบแนวถนนที่มีอยู่เดิม
(ซึ่งน่าจะเป็นทางหลวงหมายเลข
๓๒๓ ในปัจจุบัน)
การสร้างทางนี้ไทยจะไม่ช่วยเลยก็คงจะไม่ได้
แต่ถ้าจะช่วยในบริเวณก่อสร้างที่กันดารก็คงจะไม่ไหว
ถึงแม้ว่าในเวลานั้นแในทางทฤษฎีแล้วไทยยังเป็นอิสระอยู่
(ไม่ได้ถูกญี่ปุ่นปกครอง)
แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพญี่ปุ่นในระดับหนึ่ง)
รูปที่ ๓
แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้งเทศบาลเมืองบ้านโป่ง
จังหวัดราชบุรี พ.ศ.
๒๔๗๘ (ก่อนสงครามโลกครั้งที่
๒ ในประเทศไทย ๖ ปี)
ประกาศในราชกิจจาบุเบกษา
เล่ม ๕๒ หน้า ๑๗๘๕ เมื่อวันที่
๑๐ ธันวาคม พ.ศ.
๒๔๗๘
เรื่องการลงโทษด้วยการตบหน้านี้น่าจะเป็นวัฒนธรรมแบบหนึ่งของเกาหลีและญี่ปุ่น
ของญี่ปุ่นนั้นปัจจุบันนี้ไม่รู้ว่ามีอยู่หรือเปล่า
แต่ของเกาหลียังมีอยู่แน่
เพราะไม่นานนี้ก็เห็นมีข่าวนักกีฬาหญิงดาวรุ่งคนหนึ่งของเกาหลีใต้ที่ตัดสินใจจบชีวิตตนเอง
เนื่องจากถูกกดดันด้วยการใช้กำลังจากโค้ชและเพื่อนร่วมทีม
(ซึ่งมีการลงโทษด้วยการเรียกให้แม่ไปตบหน้าลูกตัวเอง
และการที่โค้ชตบหน้าลูกต่อหน้าแม่ด้วย)
การลงโทษด้วยการตบหน้าคนอื่นให้ดูต่อหน้าต่อตาของคนเกาหลีนั้น
ผมเองได้ยินครั้งแรกก็ตอนเมื่อจบทำงานใหม่
ๆ เมื่อกว่า ๓๐ ปีที่แล้ว
รุ่นพี่ที่ทำงานคนหนึ่งที่ถูกส่งไปทำงานวิศวกรรม
detailed engineering
ที่เกาหลีใต้เล่าให้ฟังว่า
ปรกติตอนเช้าจะมีพนักงานขับรถของบริษัทมารับเขาที่โรงแรม
เพื่อไปทำงานยังบริษัทที่เป็นผู้รับออกแบบโรงงานให้ทางไทย
เช้าวันหนึ่งเกิดคลาดกัน
เขาก็เลยเดินทางไปยังบริษัทเอง
ระหว่างเวลาพักเขาก็เล่าให้ทางหัวหน้างานของทางเกาหลีฟังว่า
วันนี้ไม่ได้เดินทางมากับรถ
แต่เดินทางมาเอง
(คือเล่าไปอย่างนั้นเหมือนกับบอกว่าเช้านี้มีเรื่องสนุกคือได้ผจญภัยด้วยการเดินทางในเกาหลีใต้ด้วยตนเอง)
ปรากฏว่าทางหัวหน้างานเกาหลีเรียกพนักงานขับรถคนดังกล่าวมาพบทันที
และตบหน้าให้ดูต่อหน้าต่อตา
พี่คนดังกล่าวก็บอกว่าช็อคไปเหมือนกัน
และหลังจากนั้นก็ไม่กล้ากล่าวอะไรอีกเลย
(คงเป็นเพราะไม่อยากเห็นการลงโทษแบบนั้น
และไม่อยากเห็นใครโดนลงโทษแบบนั้นอีก)
รูปที่ ๔
บันทึกเหตุการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในคืนวันที่
๑๘ ธันวาคมมาจนถึงรุ่งเช้า
กองทัพญี่ปุ่นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่
๒ มาจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามนั้นก็ไม่ได้มีแต่ทหารญี่ปุ่น
แต่ยังมีทหารจากเกาหลีร่วมด้วย
เพราะช่วงเวลาดังกล่าวญี่ปุ่นปกครองคาบสมุทรเกาหลีอยู่
ในเหตุการณ์ที่บ้านโป่งนั้น
David Boggett
บรรยายเอาไว้ว่า
ทหารญี่ปุ่นรายหนึ่งได้ตบหน้าพระภิกษุรูปหนึ่ง
เนื่องจากไปพบพระภิกษุรูปดังกล่าวอยู่ในพื้นที่หวงห้าม
และเมื่อพระภิกษุรูปนั้นได้นำเหตุการณ์ดังกล่าวไปเล่าให้แรงงานไทยรับทราบ
ก็เลยเกิดเหตุการณ์คืนวันที่
๑๘ ธันวาคม พ.ศ.
๒๔๘๕ (ค.ศ.
๑๙๔๒)
ที่กลุ่มแรงงานไทยได้เข้าโจมตีทหารยามญี่ปุ่นและสังหารเสียชีวิต
๑ ราย จากนั้นก็ตามด้วยการปะทะกันและมีการใช้อาวุธปืน
กว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ก็ใช้เวลาประมาณ
๒๐ นาที ซึ่งก็มีทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตรวม
๒ นาย
เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาสู่ความตรึงเครียดในวันรุ่งขึ้นเมื่อมีทหารญี่ปุ่นถูกส่งเพิ่มเติมเข้ามาในพื้นที่
และทางกำลังตำรวจไทยที่ต้องเตรียมกำลังต่อสู้หากเกิดเหตุการณ์ทหารญี่ปุ่นต้องการยึดบ้านโป่ง
(รูปที่
๔)
จะว่าไปความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับทหารญี่ปุ่นก่อนเหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่สู้จะดีอยู่แล้ว
เนื่องจากปรากฏว่าทางกองทัพญี่ปุ่นจับกุมคนไทยไปลงโทษเองโดยไม่ผ่านทางการไทย
ซึ่งเป็นเหมือนกับการอยู่เหนือกฎหมายไทย
(บทความของ
David Boggett
มีการบรรยายวิธีการทารุณเอาไว้ด้วยดังรูปที่
๕)
และความรู้สึกดังกล่าวก็มาระเบิดขึ้นเมื่อมีการกระทำที่ไม่เหมาะสมกับพระภิกษุ
รูปที่ ๕
บทความของ David
Bogget
ที่นำบันทึกของเชลยศึกชาวอังกฤษที่ได้เห็นการทำทารุณกรรมของทหารญี่ปุ่นต่อคนไทยที่ถูกจับได้ว่าทำการค้าขายกับเชลยศึก
ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ตบหน้าพระประมาณ
๑ เดือน
เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว
ได้มีโอกาสเดินทางโฉบไปทาง
อ. บ้านโป่ง
ก็เลยแวะถ่ายรูปที่วัดดอนตูมหน่อย
บริเวณวัดนี้เคยเป็นที่ตั้งค่ายพักแรงงานและเชลยศึกที่ถูกนำมาสร้างทางรถไฟไปพม่า
และที่ทำการของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงคราม
ก็เลยถือโอกาสแวะเข้าไปเยี่ยมสถานที่และถ่ายรูปสถูปที่เป็นที่เก็บอัฐิทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บในเมืองไทย
ซึ่งก็นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะเหมือนกันเมื่อเทียบกับรูปที่
David Bogget
ถ่ายเอาไว้เมื่อ ๑๘
ปีก่อนหน้า
ในช่วงแรกที่กองทัพญี่ปุ่นประสบกับชัยชนะนั้น
ศพทหารที่เสียชีวิตในต่างแดนจะถูกเผาและนำเถ้ากระดูกกลับไปให้ญาติที่ญี่ปุ่น
แต่ในระยะหลังที่กองทัพญี่ปุ่นประสบกับความพ่ายแพ้ที่ต้องถอยร่นแบบต้องทิ้งศพเพื่อนไว้ในสนามรบโดยไม่มีโอกาสจัดการศพให้
สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือการตัดนิ้วเพื่อนที่เสียชีวิตมาทำการพิธีเผาเมื่อมีโอกาส
และทั้งทหารญี่ปุ่นและแรงงานก่อสร้างเส้นทางจำนวนมากที่เป็นชาวเอเชียที่เสียชีวิตในการก่อสร้างเส้นทางนี้
ต่างก็ถูกฝังในหลุมศพที่ไม่มีการทำเครื่องหมายใด
ๆ ให้มีการรำลึกถึง
รูปที่ ๖
อนุสรณ์ที่เก็บอัฐิของทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตจากการป่วยในช่วงสงครามโลกครั้งที่
๒ ในประเทศไทย
อนุสรณ์นี้ตั้งอยู่ที่ข้างศาลาวัดดอนตูม
อ. บ้านโป่ง
จ. ราชบุรี
รูปที่ ๗
ที่ตั้งของที่เก็บอัฐิของทหารญี่ปุ่นคือตรงลูกศรสีเหลืองชี้
รูปที่ ๘
ตอนที่ David
Boggett บันทึกเรื่องเหตุการณ์ที่บ้านโป่งนี้
(ปีพ.ศ.
๒๕๔๕)
จากรูปที่ถ่ายไว้ดูเหมือนที่ตรงนี้จะมีเพียงแค่สถูปเก็บอัฐิของทหารญี่ปุ่น
แต่ตอนนี้มีของคนอื่นมาอยู่เคียงข้างแล้ว