วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569

การวินิจฉัยการเข้าข่ายสินค้าที่ใช้ได้สองทาง ตัวอย่างที่ ๒๖ วาล์วใน Category 0 MO Memoir : Tuesday 23 June 2569

Category 0 ใน EU List เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับ Nuclear materials, facilities and equipment หรือที่แปลเป็นไทยว่า "หมวด 0 สินค้าที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ (วัสดุ สถานประกอบการ และอุปกรณ์)"

เมื่อใช้คำค้นหาว่า "valve" ใน EU List ฉบับปีค.ศ. 2025 จะพบรายการ valve ในหมวด 0 ที่ 3 หัวข้อด้วยกันคือ 0B001.b.14a, 0B001.b.14b, 0B001.c.6 และ 0B001.d.6 (รูปที่ ๑) โดยหัวข้อ 0B001.b.14 นั้นเป็นส่วนของการแยกไอโซโทปยูเรเนียมด้วยเทคนิค gas centrifuge ส่วนหัวข้อ 0B001.c.6 เป็นส่วนของการแยกด้วยเทคนิค gas diffusion และหัวข้อ 0B001.d.6 เป็นส่วนของการแยกด้วยกระบวนการ aerodynamic (หมายเหตุ : แนวทางหนึ่งในการหนึ่งการแยกโซโทปยูเรเนียมจะใช้การเปลี่ยนให้ยูเรเนียมอยู่ในรูปของแก๊ส UF6 ก่อน ที่ต้องบอกว่าเป็นแนวทางหนึ่งก็เพราะมันยังมีวิธีที่ใช้การแลกเปลี่ยนไอออนในเฟสของเหลว)

รูปที่ ๑ วาล์วที่อยู่ในหมวด 0 หรือ Category 0 ใน EU List 2025

รูปที่ ๒-๔ เป็นฉบับภาษาไทยจาก "ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง รายการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอาณุภาพทำลายล้างสูงแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๙ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๓ ตอนพิเศษ ๑๒๗ ง หน้า ๑ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙" โดยคำแปลในประกาศฉบับนี้อิงจาก EU List ฉบับปีค.ศ. 2023

รูปที่ ๒ คำแปลไทยหัวข้อ 0B001.b.14.a และ 0B001.b.14.b

รูปที่ ๓ คำแปลไทยหัวข้อ 0B001.c.6

รูปที่ ๔ คำแปลไทยหัวข้อ 0B001.d.6

การที่จะดูว่าวาล์วที่เราสนใจนั้นเป็นวาล์วในหมวดนี้หรือไม่ ก็ต้องไปพิจารณาที่ข้อความ "specially designed or prepared for" ที่ฉบับภาษาไทยแปลว่า "ออกแบบหรือจัดเตรียมเป็นพิเศษ" กับ "materials resistant to corrosion by UF6" ที่ฉบับภาษาไทยแปลว่า "วัสดุที่ทนทานการกัดกร่อนของยูเรเนียมเฮกซะฟลูออไรด์"

รูปที่ ๕ นิยามของวัสดุที่ทนการกัดกร่อนของยูเรเนียมเฮกซะฟลูออไรด์ ข้อความภาษาอังกฤษนำมาจาก EU List ฉบับ ค.ศ. ๒๐๒๕ ส่วนข้อความภาษาไทยนำมาจากประกาศกระทรวงพาณิชย์ ตรง (0) หมายถึงวัสดุเหล่านี้ใช้กับรายการใน Category 0 Nuclear materials, facilities and equipment

รูปที่ ๕ คือนิยามของวัสดุที่ทนการกัดกร่อนของยูเรเนียมเฮกซะฟลูออไรด์ ในวันนี้จะกล่าวถึงวัสดุตัวหนึ่งที่น่าจะทำให้เกิดปัญหาในการตีความก็คือ copper alloys หรือโลหะผสมทองแดง

รูปที่ ๖ ตัวอย่างบทความที่กล่าวว่าโลหะผสมทองแดงที่ทนต่อการกัดกร่อนของแก๊ส UF6 ได้ดีมีอยู่ 3 ชนิดคือ Electrolytic copper (ทองแดงที่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ด้วยไฟฟ้า), beryllium copper (ทองแดงผสมเบริลเลียม) และ aluminium bronze (ทองแดงผสมอะลูมิเนียม)

ทองเหลือง (brass) เป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับสังกะสี ส่วนบรอนซ์ (bronze) เป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุกเป็นหลัก (โดยโลหะผสมทั้งสองชนิดยังอาจมีธาตุอื่นเป็นส่วนประกอบร่วมอีก) ดังนั้นถ้าตีความแบบเหมารวมทั้งหมด วาล์วทองเหลืองที่ใช้ท่อน้ำประปาตามบ้านก็จะเข้าข่ายเป็นสินค้าใช้ได้สองทางด้วย

แต่พอค้นละเอียดลงไปจะพบว่า โลหะผสมทองแดงที่ทนการกัดกร่อนของแก๊ส UF6 ได้ดีมีอยู่เพียง 3 ชนิดคือ Electrolytic copper (ทองแดงที่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ด้วยไฟฟ้า), beryllium copper (ทองแดงผสมเบริลเลียม) และ aluminium bronze (ทองแดงผสมอะลูมิเนียม) (รูปที่ ๖) การทนทานในที่นี้คือทนต่อการกัดกร่อนได้นาน จนสามารถนำไปขึ้นรูปเป็นอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องสัมผัสกับแก๊ส UF6

รูปที่ ๗ มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ที่ใช้งานกับแก๊ส UF6

ทีนี้กลับมาพิจารณาที่ข้อความ "specially designed or prepared for" ที่ฉบับภาษาไทยแปลว่า "ออกแบบหรือจัดเตรียมเป็นพิเศษ" ดูบ้าง คำถามก็คือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าวาล์วที่เรากำลังพิจารณานั้นถูกออกแบบมาเพื่องานพิเศษนี้หรือเปล่า แนวทางหนึ่งที่น่าจะทำได้ก็คือดูจากมาตรฐานที่ใช้ในการผลิตวาล์ว ถ้าเป็นวาล์วที่ใช้กับอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมี ก็จะใช้วาล์วที่ผลิตตามมาตรฐาน API, ASME, ASTM ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับ Oil and Gas Industry ส่วนวาล์วที่เกี่ยวข้องกับ UF6 นั้นที่พอค้นได้ก็มี ANSI N14.1 และ ISO 7195 โดยส่วนของ ANSI N14 นั้นเกี่ยวข้องกับภาชนะบรรจุและการขนส่ง (ด้วยภาชนะบรรจุ) โดยไม่ครอบคลุมการลำเลียงและการจัดการต่าง ๆ ในระหว่างการแปรรูปและการผลิต โดยวาล์วสำหรับ UF6 นั้นจะมีความเข้มงวดมากกว่าในการป้องกันการรั่วไหลทั้งนี้คงเป็นเพราะอันตรายจากการที่มันเป็นสารกัมมันตภาพรังสี

ฟลูออรีนก็เป็นสารที่มีฤทธิ์การกัดกร่อนรุนแรงสูงกว่า UF6 แต่วาล์วที่ใช้กับฟลูออรีนนั้นไปตกอยู่ใน Category 2 Material Processings

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการเก็บตกข้อสงสัยบางข้อ (ที่คิดว่าเกิดขึ้น) จากการจัด "บรรยายสุดท้ายก่อนเกษียณ - สินค้าที่ใช้ได้สองทาง" ที่จัดขึ้นที่ Lecture Hall ชั้น ๑๐ อาคารวิศว ๔ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี เมื่อวันพุธที่ ๑๗ มิถุนายนที่ผ่านมา ระหว่างเวลา ๘.๓๐-๑๖.๐๐ น โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังกว่า ๔๐ ท่าน ดังนั้นก็เลยขอเก็บภาพบรรยากาศในงานนี้มาปิดท้ายบทความนี้หน่อย และต้องขอขอบคุณผู้เข้าร่วมรับฟังทุกท่านที่ได้ให้เกียรติมาฟังการบรรยายสุดท้ายก่อนเกษียณนี้ครับ



 

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

บิสมาเลอิไมด์ (Bismaleimide) MO Memoir : Thursday 12 June 2569

การบ่มยางหรือ vulcanization เป็นกระบวนการทำให้ยางธรรมชาตินั้นมีความยืดหยุ่นสูง แข็งแรง และทนต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น โครงสร้างโมเลกุลของยางธรรมชาติประกอบด้วยสายโซ่ของ polyisoprene ที่มีพันธะ C=C อยู่ ณ ตำแหน่งต่าง ๆ การบ่มยางคือการใช้สารเคมีที่เหมาะสมเข้าไปเชื่อมต่อระหว่างสายโซ่เข้าด้วยกัน โดยอาศัยการทำปฏิกิริยาที่ตำแหน่งพันธะ C=C ของสายโซ่หนึ่งกับพันธะ C=C ของอีกสายโซ่หนึ่ง (เรียกว่าการเชื่อมโยงแบบขวางหรือ cross linking)

สารเคมีตัวแรกที่ต้นพบว่าสามารถทำการเชื่อมโยงสายโซ่เข้าด้วยกันได้คือกำมะถัน (เป็นการค้นพบโดยบังเอิญของCharles Goodyear - รูปที่ ๑) โดยเมื่อยางธรรมชาติมีอุณหภูมิที่สูงมากพอ พันธะ C=C ก็จะแตกออกและทำปฏิกิริยากับโมเลุลกำมะถันได้ ความยาวสายโซ่โมเลกุลกำมะถันที่เชื่อมระหว่างสายโซ่ polyisoprene เป็นตัวควบคุมคุณสมบัติของยางว่าจะให้อ่อนนุ่มหรือแข็งกระด้าง เมื่อนำยางดังกล่าวไปใช้งาน อุณหภูมิที่สูงจากการใช้งานก็สามารถทำให้สายโซ่กำมะถันที่เชื่อมระหว่างสายโซ่ polyisoprene นั้นขาดออกจากกัน และมีการจับเข้ากับตำแหน่ง C=C ตำแหน่งใหม่ ทำให้ความยาวสายโซ่กำมะถันที่เชื่อมต่อระหว่างสายโซ่ polyisoprene นั้นสั้นลง ยางก็จะเสียความอ่อนนุ่ม (เรียกว่าแข็งมากขึ้นก็ได้)

รูปที่ ๑ โครงสร้างโมเลกุลของยางธรรมชาติ (A) ก่อนการทำปฏิกิริยากับกำมะถัน และ (B) หลังทำปฏิกิริยากับกำมะถัน

เพื่อให้ยางนั้นสามารถคงคุณสมบัติเดิมได้แม้ว่าจะผ่านอุณหภูมิที่สูงจากใช้งาน ก็ต้องหาสารที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างสายโซ่ polylisoprene ได้โดยที่โมเลกุลของสารดังกล่าวต้องมีเสถียรภาพและทนต่ออุณหภูมิที่สูงระหว่างการใช้งานได้ ซึ่งก็มีการจดสิทธิบัตรสารเคมีหลากหลายชนิดดังกล่าว (ทั้งที่มีอะตอมกำมะถันและไม่มีอะตอมกำมะถัน) และหนึ่งในสารเหล่านี้คือบิสมาเลอิไมด์ (Bismaleimide)

รูปที่ ๒ โครงสร้างโมเลกุลของ Maleic acid, Maleic anhydride, Maleamide, Maleimide และ Bismaleimide

ที่มาของชื่อ Maleimide ก็มาจาก Maleic anhydride (รูปที่ ๒) ซึ่ง Maleic anhydride เกิดจากการที่หมู่ -COOH ที่ปลายโซ่ทั้งสองข้างของ Maliec acid หลอมรวมเข้าด้วยกันและคายโมเลกุล H2O ออกมา ทำให้รูปร่างโมเลกุลเปลี่ยนจากเส้นเป็นวง ในกรณีของ Meleimide ก็เกิดจากการที่หมู่ -CONH2 ที่อยู่ปลายโซ่ของโมเลกุลหลอมรวมเข้าด้วยกันและคาย NH3 ออกมา ส่วนคำนำหน้า Bis นั้นแปลว่า 2 ดังนั้น Bismaleimide ก็คือโมเลกุลที่มี Maleimide สองหมู่เชื่อมต่อกัน แต่ชื่อ Bismaleimide ก็เป็นชื่อกลาง ๆ เพราะว่าแม้ว่า Maleimide สองโมเลกุลจะถูกเชื่อมต่อด้วยโมเลกุลต่างชนิดกัน (ที่อยู่ในกรอบสีแดงในรูปที่ ๒) เขาก็เรียกว่ารวม Bismaleimide ดังนั้นถ้าจะระบุให้เฉพาะเจาะจงลงไป ก็ต้องมีการระบุโมเลกุลที่มาทำหน้าที่เชื่อมต่อด้วย

โครงสร้างโมเลกุลของ Bismaleimide จะมีพันธะ C=C อยู่ที่ปลายโซ่ทั้งสองด้าน (รูปที่ ๒ และรูปที่ ๓) การเชื่อมต่อเข้ากับโมเลกุลยางธรรมชาติก็จะใช้พันธะ C=C นี้ ซึ่งกลไกการทำปฏิกิริยาก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายกลไก เช่นปฏิกิริยา Diels-Alder (อ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่อง "ทำความรู้จักกระบวนการผลิตเอทิลีน ตอนที่ ๑๐ Charge gas compression ภาค ๒ MO Memoir : Thursday 2 June 2559")

รูปที่ ๓ ตัวอย่างสิทธิบัตรสหภาพยุโรปที่ใช้ Bismaleimide เป็นสารบ่มยาง

งานหนึ่งที่มีการนำเอา Bismaleimide ไปใช้กันอย่างกว้างขวางคือการนำไปใช้ทำ epoxy resin ที่ทนอุณหภูมิสูง มีความแข็งแรงสูง และดูดความชื้นต่ำ จึงมีการนำไปใช้ในการขึ้นรูปเป็นโครงสร้างของอากาศยานต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมด้านอวกาศและการบิน, แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์, carbon fibre composite เป็นต้น

และด้วยการที่ Bismaleimide เป็นวัสดุที่มีความสำคัญในการอุตสาหกรรมด้านอวกาศและอากาศยาน มันจึงถูกจัดให้เป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทาง โดยอยู่ในหมวด 1C008.a.1 (รูปที่ ๔)  แต่ชื่อนี้ก็เป็นชื่อที่ใช้เรียกรวมหลายสาร สังเกตได้จากการที่มันไม่มีเลข CAS Registry Number (CAS ย่อมาจาก Chemical Abstracts Service)

รูปที่ ๔ Bismaleimide เป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทางในหมวด 1C008.a.1

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ถุงลมนิรภัยกับยาน้องหมาแมว MO Memoir : Thursday 4 June 2569

แคลเซียมคาร์ไบด์ (Calcium Carbide - CaC2) ผลิตได้จากการเผาถ่านโค้ก (Coke - C) กับหินปูน (Lime - CaCO3) ที่อุณหภูมิสูงมากพอ แคลเซียมคาร์ไบด์นี้ถ้านำมาทำปฏิกิริยากับน้ำก็จะได้แก๊สอะเซทิลีน (Acetylene - C2H2) ที่บ้านเราเรียกหินแก๊สหรือแก๊สก้อน ในอดีตตามตลาดนัดกลางคืนจะเห็นพ่อค้าแม่ค้าจุดตะเกียงแก๊สที่ใช้แก๊สที่ผลิตจากแคลเซียมคาร์ไบด์นี้ นอกจากนี้ก็ยังมีการใช้เป็นแก๊สบ่มผลไม้ให้สุก และอู่ซ่อมท่อไอเสียบางอู่ก็ยังใช้แก๊สที่ผลิตจากแคลเซียมคาร์ไบด์นี้ในงานตัดท่อและเชื่อมท่อไอเสีย (คือแบตเตอรี่ของรถมันใช้ตัวถังเป็นขั้วลบ และในการเชื่อมไฟฟ้านั้นก็ต้องมีการให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านตัวชิ้นงานที่ต้องการเชื่อม มันก็เลยมีสิทธิเข้าไปกวนกันได้ การเชื่อมแก๊สจะปลอดภัยกว่า)

(ถ่านโค้กก็ได้จากการเอาถ่านหินเกรดสูงหน่อยไปเผาในที่ที่มีอากาศจำกัด อุตสาหกรรมหนึ่งที่ใช้ถ่านโค้กเยอะก็คือการถลุงเหล็ก คือพอเอาถ่านโค้กไปเผากับแร่เหล็ก (สารประกอบเหล็กออกไซด์) ในสภาพอากาศจำกัด ถ่านโค้กก็จะกลายเป็นแก๊ส CO หรือคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่จะไปดึงออกซิเจนออกจากเหล็กกลายเป็นแก๊ส CO2 ไป)

ถ้าเอา CaC2 ไปเผาที่อุณหภูมิสูง (ระดับ 1000ºC) โดยมีแก๊สไนโตรเจนไหลผ่านก็จะได้สารประกอบที่มีชื่อว่าแคลเซียมไซยานาไมด์ (Calcium Cyanamide - CaCN2) (รูปที่ ๑) ซึ่งเมื่อนำสารนี้ไปทำปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) ก็จะได้ไซยานาไมด์ (Cyanamide - H2NCN) (รูปที่ ๒)

 รูปที่ ๑ การสังเคราะห์แคลเซียมไซยานาไมด์ 

รูปที่ ๒ การสังเคราะห์ไซยานาไมด์

ถ้านำไซยานาไมด์ไปทำปฏิกิริยากับเบสก็จะได้สารประกอบที่มีชื่อว่าไดไซยานไดเอไมด์ (Dicyandiamide) หรือ 2-ไซยาโนกัวนิดีน (2-Cyanoguanidine) (รูปที่ ๓)

รูปที่ ๓ การสังเคราะห์ 2-Cyanoguanidine

เมื่อนำไดไซยานไดเอไมด์ไปทำปฏิกิริยากับแอมโมเนียมไนเทรต (Ammonium Nitrate -NH4NO3) ก็จะได้เกลือกัวนิดิเนียมไนเทรต (Guanidinium Nitrate) หรือกัวนิดีนไนเทรต (Guanidine Nitrate) (รูปที่ ๔) ซึ่งมีการนำมาใช้เป็นสารทำให้เกิดแก๊สให้กับถุงลมนิรภัยเพราะให้แก๊สในปริมาณมากโดยที่อุณหภูมิไม่สูงมาก (ปลอดภัยต่อวัสดุที่ใช้ทำถุงลมนิรภัย) แต่ถ้านำเกลือนี้ไปปฏิกิริยาต่อกับกรดกำมะถัน (Sulphuric acid - H2SO4) ก็จะได้สารประกอบไนโตรกัวนิดีน (Nitroguanidine) (รูปที่ ๕)

รูปที่ ๔ การสังเคราะห์ Guanidinium Nitrate

รูปที่ ๕ การสังเคราะห์ Nitroguanidine

บริษัท Mitsui Chemicals ประเทศญี่ปุ่น ได้นำเอา Nitroguanidine ไปสังเคราะห์เป็นยากำจัดเห็บและหมัดในสุนัขและแมวที่มีชื่อว่าไดโนทีฟูแรน (Dinotefuran) (รูปที่ ๖ และ )) ส่วนรูปที่ ๘ เป็นหนึ่งในวิธีการสังเคราะห์ (มันมีด้วยกันหลายวิธี ซึ่งวิธีการในรูปที่ ๘ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นวิธีการแรกที่ทาง Mitsui ใช้หรือเปล่า)

รูปที่ ๖ Dinotefuran ที่ใช้เป็นยากำจัดเห็บและหมัดในสุนัขและแมว

รูปที่ ๗ หนึ่งในยาหยดหลังสุนัข (และแมว) เพื่อกำจัดเห็บและหมัด ที่ใช้ Dinotefuran เป็นส่วนประกอบ

รูปที่ ๘ หนึ่งในเส้นทางการสังเคราะห์ Dinotefuran จาก Nitroguanidine

Guanidine nitrate และ Nitroguanidine ถูกจัดเป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-use item - DUI) ในหมวด 1C011.c และ 1C011.d ตามลำดับ (รูปที่ ๙) เลข "0" ที่อยู่หลังตัวอักษร C บอกว่าสารสองตัวนี้มีที่ทางจาก Wassenaar หรือ Nuclear Supplier group (NSG) trigger lists แสดงว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์ สาเหตุก็เป็นเพราะสารสองตัวนี้จัดเป็น Insensitive explosive คือเป็นวัตถุระเบิดแรงสูงที่จุดระเบิดได้ยาก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับอาวุธนิวเคลียร์ที่ป้องกันการระเบิดจากเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจ (เช่นหัวรบโดนไฟครอกหรือระเบิดนิวเคลียร์ตกจากเครื่องบินด้วยอุบัติเหตุ) เรื่อง Insensitive explosive นี้อ่านตัวอย่างเพิ่มเติมได้ในเรื่อง "ปฏิกิริยา Nucleophilic substitution ของสารประกอบ Organic halides MOMemoir : Wednesday 7 September 2559")

รูปที่ ๙ สินค้าที่ใช้ได้สองทางในหมวด 1C011