ในฐานะวิศวกรเคมี
ก็เลยมองคำตอบของโจทย์ข้อนี้แตกต่างออกไป
ข้างล่างเป็นโจทย์ข้อสอบ
A-Level วิชาเคมี
ปีพ.ศ.
๒๕๖๘ ข้อ ๑๐
ที่มีคำถามและตัวเลือกดังนี้
นักวิทยาศาสตร์นำสาร
P และ
Q
มาทำปฏิกิริยาได้สาร
R และ
S ดังสมการ
(สมการไม่ได้ดุล)
เมื่อปฏิกิริยาสมบูรณ์พบว่าสาร
P ถูกใช้ไปจนหมด
ได้ของผสมของสาร Q
R และ S
หากต้องการแยกของผสมที่ได้ให้บริสุทธิ์ด้วยวิธีการกลั่น
สารชนิดใดจะกลั่นออกมาเป็นลำดับแรก
และลำดับสุดท้ายตามลำดับ
1.
สาร Q
และสาร R
(ข้อสอบเฉลยข้อนี้)
2.
สาร Q
และสาร P
3.
สาร R
และสาร Q
4.
สาร S
และสาร Q
5.
สาร S
และสาร R
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักสารแต่ละตัวและปฏิกิริยาที่เกิดกันก่อนดีกว่า
สาร
P เป็นแอลกอฮอล์
C5 (2-pentanol)
ที่ความดันบรรยากาศ
สารตัวนี้เป็น "ของเหลว"
ที่อุณหภูมิห้อง
สาร
Q เป็นโอเลฟินส์
C4
(ก็คืออัลคีนนั่นแหละ
ตัวนี้ก็คือ isobutene
หรือ isobutylene)
ที่ความดันบรรยากาศ
สารตัวนี้เป็น "แก๊ส"
ที่อุณหภูมิห้อง
แต่เราสามารถทำให้เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้องได้ด้วยการเพิ่มความดัน
สาร
R เป็นอีเทอร์
C9 (tert-butyl
2-pentyl ether) ที่ความดันบรรยากาศสารตัวนี้เป็น
"ของเหลว"
ที่อุณหภูมิห้อง
(ตัวนี้หาจุดเดือดไม่เจอ
แต่ตัวที่มีโครงสร้างใกล้กันคือ
tert-butyl pentyl
ether มีจุดเดือดที่ประมาณ
148ºC)
สาร
S เป็นโอเลฟินส์
C5 (2-pentene)
ที่ความดันบรรยากาศ
สารตัวนี้เป็น "ของเหลว"
ที่อุณหภูมิห้องได้ถ้าอุณหภูมิห้องไม่สูงเกินไป
เพราะมันมีจุดเดือดประมาณ
36-37ºC
แต่ถ้าอุณหภูมิห้องอยู่ที่ราว
ๆ 30ºC
มันก็สามารถระเหยกลายเป็นไอได้อย่างรวดเร็ว
ทีนี้มาดูปฏิกิริยาที่เกิด
สาร R
เกิดจากปฏิกิริยาระหว่าง
P และ
Q
เกิดเป็นสารประกอบอีเทอร์
ส่วน S
(2-pentene) นั้นเกิดจากปฏิกิริยา
hydration (กำจัดน้ำ)
ของสาร P
(ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจาการทำปฏิกิริยาควรต้องมี
H2O
อยู่ด้วย)
โดยทั้งสองปฏิกิริยาจะใช้
"กรด"
เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
(เป็นปฏิกิริยาที่เกิดคู่ขนานกัน)
จากที่โจทย์กำหนดสารตั้งต้นมาสองตัว
แสดงผลิตภัณฑ์หลักที่ต้องการคือ
R โดย
S (2-pentene)
เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากปฏิกิริยาข้างเคียง
เพื่อที่จะให้ปฏิกิริยาเกิดได้ดีนั้น
ควรต้องผสม P
และ Q
ให้เป็นเฟสเดียวกัน
จากนั้นจึงสารผสมไปผ่านตัวเร่งปฏิกิริยา
ซึ่งทำให้ให้ P
และ Q
ผสมเป็นเฟสเดียวกันนั้นอาจทำโดย
(ก)
ใช้การเพิ่มความดันเพื่อเปลี่ยนให้
Q เป็นของเหลว
ดังนั้นปฏิกิริยาจะเกิดในเฟสของเหลว
หรือ
(ข)
ใช้การเพิ่มอุณหภูมิเพื่อเปลี่ยนให้
P เป็นแก๊ส
ดังนั้นปฏิกิริยาจะเกิดในเฟสของแก๊ส
สำหรับตัวเร่งปฏิกิริยาที่เป็นกรดนั้น
ในอุตสาหกรรมจะนิยมใช้กรดที่เป็นของแข็ง
(เช่น
acidic ion-exchange
resin)
แล้วให้สารผสมของสารตั้งต้นไหลผ่านอนุภาคของแข็งที่มีความเป็นกรดเหล่านั้น
จากนั้นจึงนำสารผสมที่ไหลผ่านตัวเร่งปฏิกิริยาไปแยกเอา
สารตั้งต้นที่เหลือ,
ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ
และผลิตภัณฑ์จากปฏิกิริยาข้างเคียง
ออกจากกัน
โจทย์บอกว่าในการทำปฏิกิริยานั้น
P ถูกใช้จนหมด
สารผสมที่ได้จากการทำปฏิกิริยามีเพียง
Q, R และ
S
การกลั่นเป็นการแยกสารผสมเนื้อเดียวด้วยการใช้จุดเดือดที่แตกต่างกันของสารแต่ละตัวในสารผสมนั้น
โดยทั่วไปเมื่อพูดถึงการกลั่น
คนมักจะนึกถึงของเหลวเนื้อเดียวที่มีสารหลายชนิดละลายปนกันอยู่
ทีนี้ลองมาดูโจทย์ที่บอกว่าสารผสมที่ได้จากการทำปฏิกิริยามีเพียง
Q, R และ
S
ถ้าสารผสมนี้เป็นของเหลว
ก็แสดงว่าเป็นของเหลวภายใต้ความดัน
ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะสามารถแยกสารได้โดยเริ่มจากการลดความดันก่อน
เพื่อให้ Q
(isobutene) ระเหยกลายเป็นไอออกมา
จากนั้นจึงค่อยนำของเหลวที่เหลือที่ประกอบด้วย
R และ
S ไปกลั่นแยก
ซึ่งก็จะได้ S
(2-pentene) ระเหยกลายเป็นไอออกมา
โดยเหลือ R
เป็นของเหลวที่มี
H2O
ละลายปนอยู่
แต่ถ้าสารผสมของสายผลิตภัณฑ์เป็นไอ
การแยกก็จะทำได้ด้วยการค่อย
ๆ ลดอุณหภูมิลง เพื่อควบแน่น
R (อีเทอร์)
ให้กลายเป็นของเหลวก่อน
และเมื่อลดอุณหภูมิให้ต่ำลงไปอีกตัว
H2O และ
S (2-pentene)
ก็จะควบแน่นออกมา
โดยเหลือ Q
อยู่ในเฟสไอ
ที่สามารถควบแน่นให้เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้องได้ด้วยการเพิ่มความดัน
สำหรับคนที่เรียนทางวิศวกรรมเคมีแล้ว
การเขียนสมการในรูปข้างล่างจะเห็นภาพการเกิดปฏิกิริยาได้ถูกต้องกว่า
เพราะเป็นการแยกระหว่างผลิตภัณฑ์หลักที่ต้องการ
(R)
และผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากปฏิกิริยาข้างเคียง
(S)