วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เชื้อเพลิงและการเผาไหม้ (๓) การเผาไหม้และการระเบิด (อีกครั้ง) MO Memoir : Monday 21 May 2555


ช่วงเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น ของคืนวันพุธที่ ๖ กรกฎาคม ปีพ.ศ. ๒๕๓๑ (ค.ศ. ๑๙๘๘) ได้เกิดการระเบิดบนแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลเหนือนอกชายฝั่งสกอตแลนด์ชื่อ Piper Alpha ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ๑๖๗ ราย (เป็นผู้ที่อยู่บนแท่นขุดเจาะ ๑๖๕ รายและลูกเรือกู้ชีพที่เข้าไปช่วยผู้ที่กระโดดจากแท่นลงทะเลอีก ๒ ราย) เรื่องนี้ผมเคยเกริ่นเอาไว้ครั้งหนึ่งแล้วใน Memoir ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๑ วันอังคารที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๑ เรื่อง "เชื้อเพลิงและการเผาไหม้ (2) การเผาไหม้และการระเบิด"

บน Piper Alpha มีเชื้อเพลิงอยู่หลายชนิด อาทิ
- เมทานอลที่บรรจุอยู่ในถัง ใช้สำหรับฉีดอัดด้วยปั๊มความดันสูงเข้าไปในแก๊สก่อนส่งขึ้นฝั่งเพื่อป้องกันการเกิด gas hydrate (ก้อนน้ำแข็งในแก๊ส)
- น้ำมันดีเซลที่บรรจุอยู่ในถัง ใช้สำหรับเครื่องปั่นไฟฟ้า
- แก๊สและน้ำมันจากแท่นผลิต ที่ถูกส่งมายัง Piper Alpha เพื่อทำการแยกส่วนเป็นแก๊สและของเหลวก่อนจะส่งต่อไปยังบนฝั่ง
- ส่วนที่เป็นแก๊สที่ได้จากการแยก ที่ถูกอัดด้วยคอมเพรสเซอร์ความดันสูงเพื่อส่งขึ้นฝั่ง
- ส่วนที่เป็นน้ำมันที่ได้จากการแยก ที่ถูกอัดด้วยปั๊มความดันสูงเพื่อส่งขึ้นฝั่ง

เหตุการณ์ดังกล่าวช่องโทรทัศน์ National Geographic เคยนำไปทำสารคดีชุด Seconds from disaster เผยแพร่ออกอากาศในปีพ.ศ. ๒๕๔๗ (ค.ศ. ๒๐๐๔) ซึ่งลองไปดูย้อนหลังได้จาก Youtube ในหัวข้อ "seconds from disaster piper alpha" สารคดีดังกล่าวมีความยาวประมาณ ๑ ชั่วโมง

สิ่งที่น่าสนใจจากรายการดังกล่าวคือการวิเคราะห์ต้นตอของเพลิงไหม้ที่ตำแหน่งต่าง ๆ ของแท่นโดยอาศัยรูปถ่ายเหตุการณ์ตั้งแต่การเกิดเพลิงไหม้ ผู้สืบสวนได้ใช้ลักษณะของเปลวเพลิงที่เกิดและนำไปเทียบกับแผนผังของแท่นเจาะว่าในบริเวณดังกล่าวมีถัง/ท่อของเชื้อเพลิงใดในบริเวณนั้นบ้าง ทั้งนี้เพราะรูปแบบเปลวไฟที่เกิดจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อเพลิงที่เกิดการเผาไหม้ และลักษณะการรั่วไหลของเชื้อเพลิง เช่นน้ำมันหนักจะให้เปลวไฟที่แดงและมีควันดำมากกว่าแก๊ส เปลวไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่รั่วออกจากถัง/ท่อบรรจุที่ความดันสูงจะแตกต่างไปจากเปลวไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่หกราดอยู่บนพื้น

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าข่าวการระเบิดตามด้วยการเกิดเพลิงไหม้ของโรงงานบริษัทกรุงเทพซินเทติกส์เมื่อวันเสาร์ที่ ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมาจะเงียบหายไปแล้ว จากการสอบถามคนรู้จักที่ทำงานอยู่ในบริเวณนั้น หรือคนที่ได้พูดคุยกับผู้ที่ทำงานอยู่ในบริเวณนั้นดูเหมือนว่าข้อมูลที่ได้นั้นจะไม่ตรงกัน ที่ตรงกันมีเพียงมีการใช้โทลูอีนในการล้างถัง ตามด้วยการเกิดการรั่วไหลของโทลูอีน
ที่ไม่ตรงกันคือผู้เสียชีวิตนั้นเป็นพนักงานของหน่วยงานใดบ้าง

และที่ไม่มีใครบอกได้เลยก็คือ ทำไมโทลูอีนถึงรั่วออกมาได้ รั่วออกมาในปริมาณเท่าใด และต้นตอของการจุดระเบิดคือแหล่งใด ผู้เสียชีวิตนั้นเสียชีวิตจากแรงระเบิดหรือจากไฟคลอก ซึ่งผมถือว่าตรงนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่จะทำให้เราหาทางป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในทำนองเดียวกันนี้ซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก

บางคนที่คุยด้วยก็บอกว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากความบกพร่องของพนักงาน (Human error) แต่ผมก็แย้งว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น เพราะมีก็มีเหมือนกันที่ผู้ปฏิบัติงานทำงานตาม "ขั้นตอนที่ได้กำหนดเอาไว้" ทุกประการ แต่ก็ยังเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เพราะ "ขั้นตอนที่ได้กำหนดเอาไว้" นั้นมีข้อผิดพลาด หรือการออกแบบตัวอุปกรณ์เองมีจุดบกพร่องที่เปิดช่องให้คนทำผิดพลาดได้ ดังนั้นการสอบสวนหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุจึงไม่ควรเพ่งเล็งไปที่การหาผู้กระทำผิด แต่ควรมีการพิจารณาด้วยว่าสภาพแวดล้อมของการทำงานนั้นส่งเสริมหรือเปิดโอกาสให้เขากระทำผิดพลาดนั้นได้

ในเช้าวันจันทร์ที่ ๑๒ ธันวาคมปีพ.ศ. ๒๕๓๑ (ค.ศ. ๑๘๙๘) เวลา ๘.๑๐ น ได้เกิดการชนกันของขบวนรถไฟที่ชุมทางชื่อ Clapham junction ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ จากการสอบสวนของทางการพบว่าสาเหตุเกิดจากเจ้าหน้าที่ที่ทำการปรับปรุงระบบสัญญาณนั้น "ต่อสายไฟผิด" ทำให้สัญญาณแสดงว่าทางข้างหน้าว่างทั้ง ๆ ที่มีรถไฟจอดอยู่ รถไฟขบวนที่วิ่งตามหลังมาจึงวิ่งเข้าชนท้ายรถไฟขบวนที่จอดรอเข้าสถานีอยู่

ผลการพิจารณาของทางการนั้น "ไม่ได้" ลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ต่อสายไฟผิด เพราะการสอบสวนแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานดังกล่าวต้องทำงาน "ติดต่อกันเป็นเวลา ๗ วันต่อสัปดาห์โดยไม่มีการหยุดพักเป็นเวลาติดต่อกันหลายเดือน" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของทางการรถไฟที่ไม่จัดให้มีเจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเพียงพอ การทำงานติดต่อกันเช่นนี้เป็นการเพิ่มโอกาสให้คนทำงานผิดพลาดได้มากขึ้นจากความเหนื่อยล้าและความเครียด (เหมือนคนพิมพ์ดีด จะพิมพ์เก่งยังไงก็ต้องมีการพิมพ์ผิดอยู่ดีถ้าต้องพิมพ์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน) ใครสนใจรายละเอียดเรื่องนี้ก็ลองไปหาอ่านจากอินเทอร์เน็ตก่อนก็แล้วกัน

รูปที่ ๑ ภาพถ่ายดาวเทียมของโรงงานที่เกิดเหตุ บริเวณที่เกิดเหตุคือกรอบสีเหลือง กรอบสี่เหลี่ยมฟ้าคือ cooling tower ส่วนที่เป็นกากบาทเขียวเดาว่าเป็นจุดที่ผู้ที่ถ่ายภาพที่แสดงในรูปที่ ๒ ถ่ายภาพที่เกิดเหตุ ทิศเหนืออยู่ทางด้านบนของรูป

การทำงานต่อเนื่องติดต่อกันจนเกิดอุบัติเหตุได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการทำงานติดต่อกันหลายวัน การทำงานในวันเดียวแต่ติดต่อกันหลายชั่วโมงจนไม่มีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอก็สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือพนักงานขับรถที่อาจต้องขับรถทางไกลต่อเนื่องกันหลายชั่วโมงโดยไม่มีระยะเวลาการพักผ่อนระหว่างการทำงานที่เหมาะสม ส่วนพวกคุณเองบางคนก็คงมีประสบการณ์มาแล้วในช่วงที่เร่งปิดการทดลองเมื่อต้องทำการทดลองติดต่อกัน ๔๘ ชั่วโมง แม้ว่าจะมีระยะเวลาพักผ่อนระหว่างการรอเก็บตัวอย่างแต่ละครั้ง แต่มันก็เทียบไม่ได้กับการที่ได้พักผ่อนยาว ผมถึงได้ย้ำว่าในการทำวิจัยนั้นเพื่อนร่วมงานก็สำคัญ เพราะเราอาจต้องขอให้เขามาช่วยเราทำงานของเรา (ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่งานของเขา) ในส่วนการเก็บตัวอย่างหรือเฝ้าดูว่าเครื่องมือของเราทำงานเรียบร้อยหรือไม่

กลับมายังเรื่องไฟไหม้โรงงานกันต่อ จากภาพข่าวที่ผมเห็นทางโทรทัศน์ในวันที่เกิดเหตุและจากที่มีผู้นำมาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตในเวลาหลังเกิดเหตุไม่นานนักทำให้ผมคิดว่าข่าวที่ออกมาว่าเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้คือโทลูอีนนั้นอาจจะเป็นจริง เพราะจากภาพต่าง ๆ ที่เห็นนั้นจะเห็นแต่ภาพควันดำกลุ่มใหญ่พวยพุ่งมาจากโรงงาน โดยไม่เห็นเปลวไฟที่มีลักษณะฉีดพุ่งซึ่งเป็นลักษณะของแก๊สรั่วออกจากท่อ/ถังที่ความดันสูง

รูปที่ ๒ รูปนี้เป็นภาพแรก ๆ ที่มีคนเผยแพร่ เข้าใจว่าน่าจะถ่ายจากภายในโรงงานที่เกิดเหตุจากตำแหน่งกากบาทเขียวในรูปที่ ๑ โดยคาดว่าเป็นการมองจากทางทิศตะวันออกไปทางตะวันตก จากรูปนี้ยังไม่สามารถมองเห็นเปลวไฟใด ๆ ทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ คิดว่าคงเป็นเพราะเปลวไฟนั้นอยู่ต่ำ (เช่นเกิดจากการหกรดบนพื้น) และไม่ได้เกิดจากการรั่วไหลที่มีลักษณะฉีดออกมาเป็นพวยพุ่งจากความดันที่สูง

โดยปรกติแล้วในบริเวณที่เป็น hazardous area นั้นจะควบคุมการนำอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถจุดติดไฟหรือทำให้เกิดประกายไฟได้เข้าไปในบริเวณนั้น บางแห่งแม้แต่รองเท้าหนังที่ตอกเกือกเหล็กที่ส้นกันส้นสึกก็ไม่อนุญาตให้ใส่เข้าไป เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดประกายไฟขณะที่เดินไปตามพื้นคอนกรีตได้ อุปกรณ์สื่อสารเช่นโทรศัพท์มือถือหรือวิทยุติดตามตัวแบบธรรมดาก็ไม่อนุญาตให้นำเข้าไป

ผมเอารูปที่ ๒ ที่แสดงไว้ข้างบนนี้ไปถามเล่น ๆ กับคนที่เคยทำงานในฝ่ายผลิตว่า "ปรกติเขาอนุญาตให้เอาโทรศัพท์มือถือส่วนตัวติดตัวเข้าไปใน hazardous area ด้วยเหรอ" คำตอบที่ได้ก็คือ "ปรกติก็ไม่อนุญาตหรอก แต่คราวนี้ที่ทำได้คงเป็นเพราะมันไม่ปรกติ :)" 

รูปที่ ๓ รูปนี้เป็นรูปที่มีการเผยแพร่กันในวันแรกเช่นกัน เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงงานที่อยู่ข้างเคียง (ผู้นำภาพมาเผยแพร่ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพนี้จากหน้าจอมอนิเตอร์ของกล้องวงจรปิดอีกที) จะเห็นควันดำพวยพุ่งขึ้นจากบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่สามารถมองเห็นเปลวไฟที่ลุกไหม้ ส่วนวงเขียวทางด้านขวาเป็นเปลวไฟของระบบ flare ที่ลุกไหม้ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ทางทิศตะวันตกของโรงงานที่เกิดเหตุ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นของโรงงานที่เกิดเหตุหรือเปล่า เพราะภาพระบบท่อจากภายถ่ายดาวเทียม (รูปที่ ๑) มันไม่ชัด แต่มันก็ไม่มี flare stack ตัวอื่นอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนั้นอีก

วาล์วระบายความดัน (Safety valve หรือ Relief valve) นั้นมักจะออกแบบมาเพื่อระบายความดันในภาชนะรับความดัน (pressure vessel) ที่สูงเกินไปที่เกิดจากความผิดพลาดในการทำงาน (เช่นเปิดท่อจ่ายแก๊สเข้าถังแต่ท่อด้านให้แก๊สไหลออกมันอุดตัน หรือปั๊มของเหลวเข้าถังเร็วเกินไปจนไหลออกจากถังไม่ทัน) แต่มักจะไม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อระบายความดันที่เกิดจากภาชนะรับความดันนั้นถูกไฟคลอก

ความดันที่สูงเกินไปที่เกิดจากความผิดพลาดในการทำงานนั้นมักจะเกิดที่อุณหภูมิที่ใช้งานปรกติหรือไม่ก็ใกล้เคียง อุณหภูมิที่ใช้งานปรกติ ซึ่งที่อุณหภูมิที่ใช้งานปรกตินั้นความแข็งแรงของโลหะที่ใช้สร้างภาชนะรับความดันนั้นยังเป็นไปตามที่ออกแบบเอาไว้อยู่

แต่ในกรณีที่ภาชนะรับความดันนั้นถูกไฟคลอก ความร้อนจากเปลวไฟจะทำให้ความดันในถังเพิ่มสูงขึ้น และในขณะเดียวกันก็จะทำให้ความแข็งแรงของโลหะนั้นลดลงไปด้วย (โลหะจะสูญเสียความแข็งแรงเมื่อร้อน) จึงทำให้เกิดโอกาสที่โลหะที่เป็นผนังของภาชนะรับความดันนั้นเกิดการฉีกขาดทั้ง ๆ ที่ความดันภายในภาชนะนั้น "ต่ำกว่า" ความดันที่กำหนดให้วาล์วระบายความดันเปิดออก ดังนั้นในกรณีนี้จึงจำเป็นต้องมีการติดตั้งวาล์วระบายความดันในกรณีที่ภาชนะรับความดันนั้นถูกไฟคลอก ซึ่งการเปิดวาล์วดังกล่าวจะอาศัยการสั่งการจากผู้ปฏิบัติงานแทนที่จะใช้ความดันในภาชนะรับความดันนั้นเป็นตัวกำหนด

รูปที่ ๔ เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดต่อจากรูปที่ ๓ ที่ซูมเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุในวงสีเขียวต่าง ๆ คิดว่าเป็นเปลวไฟที่เกิดจากการระบายสารที่อยู่ในอุปกรณ์ออกทางวาล์วระบายความดันเพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์เกิดการระเบิด ผมไม่คิดว่าจะเป็น ground flare

ในภาวะฉุกเฉินนั้นจะยอมให้ทำการระบายเชื้อเพลิงที่บรรจุอยู่ในภาชนะความดันต่าง ๆ ออกสู่บรรยากาศโดยตรงโดยไม่ต้องส่งไปเผาที่ flare stack เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินนั้น flare stack อาจจะรับการระบายแก๊สจำนวนมากจนอาจรับไม่ไหว (ไม่เพียงแต่โรงงานที่เกิดเพลิงไหม้ต้องระบายเชื้อเพลิงทิ้ง โรงงานที่อยู่ข้างเคียงก็อาจต้องทำเช่นเดียวกันเผื่อเอาไว้ก่อนถ้าหากเหตุการณ์มันควบคุมไม่อยู่) หรือท่อที่ส่งไปยังระบบ flare เสียหายจากการระเบิดทำให้ไม่สามารถระบายเชื้อเพลิงไปเผาที่ flare stack ได้ ด้วยเหตุนี้จึงยอมให้ทำการระบายแก๊สเชื้อเพลิงที่อยู่ในระบบออกสู่บรรยากาศโดยตรง เชื้อเพลิงที่ระบายออกมาจะเกิดการลุกติดไฟซึ่งจะทำให้เปลวไฟที่เกิดขึ้นวิ่งย้อนกลับไปเผาไหม้อยู่ที่ท่อทางออกของวาล์วระบายความดัน (ดูรูปที่ ๔)

บางรายบอกว่ามีการใช้โทลูอีนล้างยางที่เกาะติดผนังของถัง ซึ่งตรงนี้ผมตั้งข้อสังเกตว่าโทลูอีนนั้นมีจุดเดือดสูงกว่าน้ำ (จุดเดือดโทลูอีนคือประมาณ 110ºC) ดังนั้นถ้าโทลูอีนที่รั่วออกมานั้นมีอุณหภูมิห้อง แม้ว่าความดันไอของโทลูอีน ณ อุณหภูมิห้องจะมากพอที่จะทำให้เกิดการลุกติดไฟได้ แต่การลุกติดไฟนั้นน่าจะเป็นลักษณะ flash fire เว้นแต่ว่าโทลูอีนที่รั่วออกมานั้นมีอุณหภูมิที่สูงกว่าอุณหภูมิห้อง ทำให้โทลูอีนที่รั่วออกมานั้นเกิดไอจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว (ผมคิดว่าน่าจะยังมีบางส่วนที่เป็นของเหลวอยู่ด้วย) กลายเป็นส่วนผสมที่สามารถระเบิดได้ง่ายขึ้น

แต่สิ่งสำคัญที่ต้องระบุให้ได้ก็คือ "รั่วออกมาได้อย่างไร" ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีโอกาสได้รับรู้หรือเปล่า

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๘ แป้นพิมพ์ที่หายไป MO Memoir : Thursday 17 May 2555


ตอนเรียนมัธยมต้นนั้นมีอยู่วิชาหนึ่งที่ต้องเรียนตลอด ๓ ปีและตอนนั้นก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะได้ใช้ แต่เอาเข้าจริง ๆ กลับเป็นวิชาที่ได้ใช้ประโยชน์มากที่สุดนับตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยและจวบจนถึงปัจจุบัน วิชานั้นคือวิชา "พิมพ์ดีด"

เครื่องพิมพ์ดีดที่เรียนในสมัยนั้นทางโรงเรียนให้ใช้เครื่องพิมพ์ดีดที่เป็นแบบกลไก จัดให้เรียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เวลาเรียนทีก็จะมีเสียงดังไปทั้งห้อง ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ก้านตัวอักษรตีลงไปบนกระดาษ เสียงกระดิ่งดังเตือนว่าพิมพ์ใกล้สุดขอบกระดาษด้านขวาแล้ว และเสียงปัดแคร่เพื่อขึ้นบรรทัดใหม่

การเรียนก็จะเริ่มจากการฝึกพิมพ์ตัวอักษรไปทีละนิ้ว จากนั้นจึงค่อยเริ่มพิมพ์คำง่าย ๆ ซ้ำไปซ้ำมา ที่โหดที่สุดคือตอนฝึกพิมพ์ตัวอักษรด้วยนิ้วก้อย โดยเฉพาะตอนที่ต้องกดแป้นยกแคร่เพื่อพิมพ์ตัวอักษรที่อยู่บนแถวบน เพราะตัวเองเป็นคนนิ้วสั้นก็เลยมีปัญหาค่อนข้างเยอะในการกดยกแคร่ 
 
เครื่องพิมพ์มีให้ใช้เฉพาะที่โรงเรียน ถ้าจะฝึกนอกเวลาเรียน เหล่านักเรียนต้องหากระดาษแข็งตัดขนาดให้ใกล้เคียงกับขนาดแป้นพิมพ์ จากนั้นเป็นรูปแป้นพิมพ์และหัดพิมพ์ไปบนกระดาษแข็งนั้น แต่สิ่งที่ได้มาจนถึงปัจจุบันคือความสามารถในการพิมพ์สัมผัสทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (แม้จะไม่ถึงกับเป็นมืออาชึพแต่ก็เรียกว่าอยู่ในเกณฑ์ดีก็ได้)

หลังจากผ่านมัธยม ๓ แล้วทางโรงเรียนก็เปลี่ยนเป็นเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า รุ่นน้องก็เลยสบายไป

มาได้ใช้ประโยชน์จากวิชาพิมพ์ดีดอีกทีก็ตอนที่เข้ามหาวิทยาลัย ต้องเรียนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ได้เป็นนิสิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยที่ได้เรียนเขียนโปรแกรมภาษา FORTRAN โดยไม่ต้อง "เจาะบัตร" (บัตรนี้เรียกว่า "punch card") พวกรุ่นพี่ก่อนหน้านั้นเวลาเขียนโปรแกรมจะใช้วิธีใช้บัตรกระดาษแข็งมาเจาะให้เป็นรูตามคำต่าง ๆ แล้วให้เครื่องอ่านบัตรอ่านคำสั่งที่บัตรแต่ละใบ บัตรแต่ละใบก็แทนคำสั่ง ๑ บรรทัด แต่รุ่นผมเป็นรุ่นแรกที่ได้เรียนโดยการเขียนโปรแกรมผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เรียกกันสมัยนั้นว่า terminal

รูปที่ ๑ บัตรสำหรับป้อนคำสั่ง FORTRAN ในรูปเป็นคำสั่ง Z(1) = Y + W(1)
(รูปจาก http://en.wikipedia.org/wiki/File:FortranCardPROJ039.agr.jpg) 
 
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เริ่มมีการนำไมโครคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้กันในมหาวิทยาลัย ตอนนั้นก็ทันได้ใช้เครื่อง Apple 8 bit ใช้แผ่นดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว บันทึกข้อมูลบนด้านเดียวของแผ่น ความจุ 180k ที่เรียกว่าแผ่น single side single density ตามด้วยเครื่อง IBM ที่ใช้ CPU เบอร์ 8088 (บางคนเรียก 16 bit เทียม เพราะมันทำงานข้างในด้วยระบบ 16 bit แต่ติดต่อกับข้างนอกด้วยระบบ 8 bit ถ้าเป็นเบอร์ 8086 เขาจะเรียก 16 bit แท้ เพราะมันทำงานข้างในด้วยระบบ 16 bit และติดต่อกับข้างนอกด้วยระบบ 16 bit) มาพร้อมกับ RAM 256k ที่ทำงานที่ความถี่ 4.77 MHz ที่ยังคงใช้แผ่นดิสก์ขนาด 5.25 นิ้วอยู่ แต่บันทึกข้อมูลได้ทั้งสองด้านของแผ่น ความจุ 360k เรียกว่าแผ่น double side double density

โปรแกรมพิมพ์งานตอนนั้นก็เริ่มจากภาษาไทย ๘ บรรทัดที่เรียกว่า "Word รามา" ใช้บนเครื่อง 8 bit ที่เรียกว่าภาษาไทย ๘ บรรทัดก็เพราะจอคอมภาษาอังกฤษมันมี ๒๔ บรรทัด พอเอามาใช้ทำภาษาไทยก็ต้องใช้ ๓ บรรทัดภาษาอังกฤษต่อ ๑ บรรทัดภาษาไทย เพราะภาษาไทยมีอักขระที่อยู่สูงและอยู่ต่ำกว่าบรรทัด ๑ บรรทัด) ตามด้วย "Word ราชวิถี" ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ 16 bit ในรุ่นแรก ๆ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็จะมี "Word Star" และสุดท้ายก่อนจบปี ๔ ก็ได้ทันใช้ "CU Writer"

แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ในยุคนั้นก็ลอกเอาแป้นพิมพ์ดีดมาใช้ เพียงแต่มีการเพิ่มปุ่มบางปุ่มเข้าไป เช่นพวก PF key ต่าง ๆ สำหรับการใช้งานในโปรแกรมบางโปรแกรม คำว่า PF key ย่อมาจาก Programme Function key ซึ่งปัจจุบันกลายมาเป็น F key หรือ Function key

ระบบปฏิบัติการที่เริ่มใช้ก็เริ่มจาก DOS 2.0 ซึ่งพัฒนามาเรื่อย ๆ จนกลายเป็น DOS 6.0 ซึ่งการสั่งงานเป็นลักษณะ Command Line Interface คือผู้ใช้ต้องพิมพ์คำสั่งและกด Enter เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่งนั้น จนกระทั่งมี Windows 3.0 ซึ่งมีการสั่งงานในลักษณะ Graphic User Interface ที่ใช้ Mouse ชี้คำสั่งและกดเลือก แต่ Windows 3.0 ก็ยังต้องทำงานภายใต้ DOS อยู่ จึงยังไม่ถือกันว่า Windows 3.0 เป็นระบบปฏิบัติการ (Operating System - OS) เต็มรูปแบบ โปรแกรมใช้งานต่าง ๆ ตอนนั้นก็จะมีให้เลือกสองรูปแบบ คือทำงานบน DOS หรือทำงานบน Windows โดยมีคำกล่าวว่าถ้าอยากให้งานเสร็จช้าก็ให้ทำงานบน Windows (ตอนนั้น Windows ทำงานช้ากว่าระบบ DOS มาก)

Windows มาเป็น OS เต็มรูปแบบตอนที่ออก Windows 95 (ในปีค.ศ. ๑๙๙๕) ซึ่งตอนนั้นไม่ต้องพึ่ง DOS แล้ว


รูปที่ ๒ รูปนี้เป็นคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ซื้อเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว


รูปที่ ๓ รูปนี้เป็นคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จะเห็นว่าแป้นที่เป็นเครื่องหมาย " ั้" นั้นหายไปจากแป้นคีย์บอร์ดปัจจุบัน กลายเป็นแป้น "฿" แทน

แต่ Windows 95 ก็มาพร้อมกับปัญหาหนึ่งคือ มีการเปลี่ยนตัวอักขระของแป้นพิมพ์หนึ่ง จากตัวอักขระที่มีการใช้งานกันมากในภาษาไทย ไปเป็นตัวอักขระที่มีการใช้งานกันน้อย (ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น) ตัวอักขณะดังกล่าวคือ " ั้" ซึ่งถูกเปลี่ยนไปเป็น "฿" (ดูรูปที่ ๒ และ ๓) คุณลองนับดูใน Memoir นี้ดูก็ได้ ว่ามีการใช้ " ั้" กี่ครั้ง และมีการใช้ "฿" กี่ครั้ง

ผมไม่รู้นะว่าทำไมเขาทำเช่นนั้น ซึ่งผมก็ไม่ค่อยชอบใจเท่าไรนัก แต่จนถึงปัจจุบันก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว