วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2566

เมื่อ Nitroaniline reactor ระเบิด (ตอน : เอา MBA ออกไปห่าง ๆ reactor) MO Memoir : Tuesday 28 March 2566

เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อเวลาประมาณ ๐๐.๑๘ น ของวันที่ ๘ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๖๙ (พ.ศ. ๒๕๑๒) หรือกว่า ๕๐ ปีแล้วที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อุบัติเหตุครั้งนี้มีผู้บาดเจ็บ ๔ ราย พยายามหารายละเอียดการสอบสวนเหตุการณ์แล้วแต่หาไม่ได้ พบแต่เป็นโจทย์การบ้านและแบบฝึกหัดให้นิสิตวิศวกรรมเคมีหัดคำนวณเรื่องการออกแบบระบบระบายความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาเต็มไปหมด รูปและรายละเอียดที่นำมาเล่าในวันนี้นำมาจากเอกสาร ๓ ฉบับ (ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้จากลิงก์ที่แนบมา)

ฉบับแรกเป็น power point ที่เป็น lecture note ของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง

(http://websites.umich.edu/~essen/html/powerpoints/lecture_notes/lec22/CD/lec22_print.pdf)

ฉบับที่สองดูเหมือนเป็นโปสเตอร์ที่นำเสนอกันในงานประชุมวิชาการ

(https://www.csuohio.edu/sites/default/files/Poster_GATICA.pdf)

และฉบับที่สามเป็นบทความเรื่อง "Layer of Protection Analysis" โดย Ronald J. WIlley ในวารสาร Procedia Engineering, 84(2014), pp 12-22

(https://core.ac.uk/download/pdf/81971209.pdf)

รูปที่ ๑ ภาพโรงงานที่เกิดเหตุที่นำมาจากเอกสารฉบับที่ (๒) 

 

รูปที่ ๒ ส่วนด้านล่างของตัว reactor (Autpclave) ที่หลงเหลืออยู่ (จากเอกสารฉบับที่ (๓))

การผลิต Nitoraniline (ดูรูปที่ ๓ ประกอบ) เริ่มจากการทำปฏิกิริยา Nitration สารประกอบ Chlorobenzene ก่อน จะได้ผลิตภัณฑ์ออกมา ๒ ตัวคือ o-Nitrochlorobenzene (o-NCB) และ p-Nitrochlorobenzene (p-NCB) โรงงานที่เกิดเหตุนี้จะใช้ o-NCB มาทำปฏิกิริยากับ NH3 (ในน้ำ) เพื่อให้ได้ o-Nitroaniline การทำปฏิกิริยาจะเป็นแบบ batch เกิดใน Autoclave ที่อุณหภูมิ 175ºC ความดันประมาณ 550 psi ทิ้งไว้นาน 24 ชั่วโมง NH3 จะเข้าไปแทนที่อะตอม Cl ได้ p-Nitroaniline และ NH4Cl เป็นผลิตภัณฑ์ร่วม

รูปที่ ๓ ปฏิกิริยาการสังเคราะห์ Nitroaniline จาก Chlorobenzene ปรกติการแทนที่อะตอมฮาโลเจนที่เกาะกับวงแหวนเบนซีนจะทำได้ยาก แต่ถ้าหากมีหมู่ดึงอิเล็กตรอนที่แรง (ในกรณีนี้คือหมู่ -NO2) มาเกาะที่ตำแหน่ง o- หรือ p- จะทำให้การแทนที่ทำได้ง่ายขึ้น

โรงงานเดินเครื่องผลิตมาเป็นเวลานาน ๑๙ ปีโดยไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งมี MBA รายหนึ่งปรากฏตัว และบอกให้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 3 เท่า ทางโรงงานจึงได้เพิ่มปริมาณ o-NCB ที่เติมเข้าไปและลดปริมาณ NH3 ลง (แต่ก็ยังมากเกินพอสำหรับการทำปฏิกิริยา) ทำให้ปริมาตรรวมของสารในระบบเพิ่มจาก 3.25 m3 เป็น 5 m3 (รูปที่ ๔) เนื่องจากปฏิกิริยานี้คายความร้อน จึงต้องมีระบบระบายความร้อนออกจาก Autoclave (ไม่มีข้อมูลว่าใช้อะไรระบายความร้อน)

รูปที่ ๔ ส่วนผสมสารตั้งต้น (ซ้าย) ของเดิมและ (ขวา) ที่เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็น 3 เท่า

การทำปฏิกิริยาเริ่มในคืนวันที่ ๗ สิงหาคม เวลาประมาณ ๒๑.๕๕ น (รูปที่ ๕) ในช่วงแรกนั้นปฏิกิริยาดำเนินไปอย่างปรกติ จนกระเวลาประมาณ ๒๒.๔๐ น เกิดปัญหากับระบบระบายความร้อน ทำให้อุณหภูมิภายใน Autoclave เพิ่มสูงขึ้น (เพราะยังมีปฏิกิริยาเกิดอยู่) อีก ๑๐ นาทีถัดมาระบบระบายความร้อนก็กลับมาทำงานอีกครั้ง ในขณะนั้นอุปกรณ์วัดอุณหภูมิค้างค่าอุณหภูมิไว้ที่ประมาณ 194ºC ทำให้โอเปอร์เรเตอร์ไม่สามารถรู้ได้ว่าหลังจากระบบระบายความร้อนกลับมาทำงานใหม่แล้ว อุณหภูมิใน Autoclave ลดต่ำลงกลับมาค่าเดิม (175ºC) หรือยังคงไต่เพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งผลการวิเคราะห์ภายหลังพบว่าแม้ว่าระบบระบายความร้อนจะกลับมาทำงานเหมือนเดิม แต่ก็ทำได้เพียงแค่ลดอัตราการเพิ่มอุณหภูมิ ไม่สามารถลดอุณหภูมิภายในกลับมายังค่าเดิมได้ (รูปที่ ๕)


รูปที่ ๕ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิก่อนการระเบิด (จากเอกสาร (๑))

สารประกอบนี้เมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงถึงจุด ๆ หนึ่งก็จะสลายตัวอย่างรวดเร็วและคายความร้อนออกมาในปริมาณมาก ในเหตุการณ์นี้เมื่อไม่สามารถระบายความดันออกจาก Autoclave ได้ทันท่วงที ตัว Autoclave ก็เกิดการระเบิด

รูปที่ ๖ จุดสมดุลของอุณหภูมิการทำปฏิกิริยา

รูปที่ ๖ เป็นกราฟแสดงความสามารถในการระบายความร้อน (เส้นตรงสีน้ำเงิน) ของระบบระบายความร้อน และความร้อนที่ปฏิกิริยาคายออกมา (เส้นสีแดง) ความสามารถในการระบายความร้อนขึ้นอยู่กับผลต่างอุณหภูมิของฝั่งร้อนและฝั่งเย็น และค่าสัมประสิทธิการถ่ายเทความร้อน ถ้าสัมประสิทธิการถ่ายเทความร้อนคงที่ก็จะเป็นกราฟเส้นตรง โดยค่าความชันจะเพิ่มตามค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อน ในขณะที่กราฟความร้อนที่ปฏิกิริยาคายออกจะมีรูปร่างเป็นตัว S (ตามสมการ Arrhenius) อุณหภูมิที่จุดสมดุลของการทำงานคือจุดที่กราฟทั้งสองเส้นตัดกัน

ในกรณีที่ค่าสัมประสิทธิการถ่ายเทความร้อนสูงมากพอ เส้นสีน้ำเงินและเส้นสีแดงจะตัดกันที่ตำแหน่งเดียว คืออยู่ที่ประมาณตำแหน่ง A ในอีกด้านหนึ่งถ้าค่าสัมประสิทธิการถ่ายเทความร้อนต่ำเกินไป เส้นสีน้ำเงินและเส้นสีแดงจะตัดกันที่ตำแหน่งเดียว แต่จะอยู่ที่ประมาณตำแหน่ง C ดังนั้นจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนสามารถทำให้เส้นสีน้ำเงินและสีแดงนั้นตัดกันได้ 3 ตำแหน่งคือ A, B และ C ในรูป

ในเหตุการณ์นี้ในช่วงแรกการทำงานอยู่ที่จุด A แต่ในช่วงที่ระบบระบายความร้อนไม่ทำงานนั้น อุณหภูมิในระบบเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถ้าระบบระบายความร้อนกลับมาทำงานทันก่อนที่อุณหภูมิจะขึ้นถึงจุด B ระบบก็จะเย็นตัวลงกลับมาที่จุด A ได้ เพราะเป็นช่วงที่ค่าความสามารถในการระบายความร้อนนั้นสูงกว่าค่าความร้อนที่ปฏิกิริยาคายออกมา (เส้นสีน้ำเงินสูงกว่าเส้นสีแดง)

แต่ถ้าระบบระบายความร้อนกลับมาทำงานในช่วงที่อุณหภูมิพ้นจุด B ไปแล้ว ระบบระบายความร้อนจะไม่สามารถดึงให้อุณหภูมิภายใน Autoclave ลดต่ำลงได้ เพราะปริมาณความร้อนที่คายออกมานั้นสูงกว่าความร้อนที่ระบบระบายความร้อนจะสามารถดึงออกไปได้ (เส้นสีแดงสูงกว่าเส้นสีน้ำเงิน)

แต่กราฟนี้เป็นกราฟกรณีที่ไม่มีปฏิกิริยาอื่นเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งในเหตุการณ์นี้ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นถึงจุดหนึ่งก็มีปฏิกิริยาการสลายตัวของ o-NCB เพิ่มเข้ามา ทำให้อุณหภูมิระบบไต่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิดการระเบิด

วันอังคารที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566

สถานีรถไฟเจ็ดเสมียน MO Memoir : Tuesday 21 March 2566

ถ่ายรูปสถานีเสร็จผมแวะเข้าไปจอดรถในตลาดเก่า ที่ริมนั้นมีคาเฟ่อยู่ บ่ายวันนั้นเป็นลูกค้าคงเดียวของคาเฟ่นั้น ก็เลยได้มีโอกาสคุยกับเจ้าของร้าน เขาเล่าว่าท่านั้นบริเวณข้างล่าง (ที่ตอนนี้เป็นลานกีฬา) เดิมนั้นเป็นท่าเรือที่ชาวบ้านนำพืชผลทางการเกษตรมาขาย แต่นั่นก็คงเป็นยุคที่เส้นทางถนนยังไม่แพร่หลาย

รูปชุดนี้ถ่ายไว้เมื่อกลางปีที่แล้ว ตอนนี้สภาพคงไม่เหมือนตอนที่แวะไปถ่ายรูป สิ่งหนึ่งที่เห็นในหลายสถานีคือมีการปิดจุดถนนตัดทางรถไฟ และสร้างสะพานรูปตัวยูข้ามทางรถไฟแทน สิ่งนี้อำนวยความสะดวกให้กับรถยนต์ที่ไม่ต้องหยุดรอรถไฟ แต่ก็ก่อให้เกิดความลำบากสำหรับผู้เดินเท้า ใช้จักรยาน หรือรถเข็นต่าง ๆ

สะพานข้ามมันก็ดีตรงที่ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำท่วมเวลาฝนตก แต่มันต้องสร้างสูงจากพื้นอย่างน้อย ๕ เมตรเพื่อให้ยานพาหนะต่าง ๆ ลอดข้ามไปได้ พวกอุโมงค์ลอดถ้าออกแบบระบบระบายน้ำไม่ดีก็มีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมได้ แต่มันก็มีข้อดีตรงที่ไม่จำเป็นต้องลงไปลึก เอาแค่ให้รถยนต์หรือคนเดินลอดได้สบายก็พอ (ส่วนรถใหญ่ก็ให้ไปใช้ทางข้ามที่อื่น)

ข้อมูลที่ปรากฏในหน้าเว็บของกรมศิลปากร (https://www.finearts.go.th/main/view/31596-เจ็ดเสมียน) บ่งบอกว่าชุมชนนี้เป็นชุมชนเก่ามีมานานแล้ว มีการกล่าวถึงบ้านเจ็ดเสมียนย้อนไปจนถึงสมัยนิทานพื้นบ้านพระยากง-พระยาพาน และคงเป็นชุมชนที่คึกคักแห่งหนึ่ง

แต่เมื่อการเดินทางย้ายจากลำน้ำ ย้ายจากทางรถไฟ ความพลุกพล่านก็จางหายไป

รูปที่ ๑ พื้นที่บริเวณตำบลเจ็ดเสมียนและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง จากแผนที่ทหาร Biritsh-India ที่จัดทำในปีค.ศ. ๑๙๔๕ (พ.ศ. ๒๔๘๘)

รูปที่ ๒ แผนที่แนบท้ายประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง จัดตั้งสุขาภิบาลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธารม จังหวัดราชบุรี ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๐ ตอนที่ ๑๐๕ หน้า ๒๔๔๘ วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๐๖

รูปที่ ๓ จากทางหลวงมายังตัวสถานีรถไฟ ต้องข้ามทางรถไฟที่อยู่ตรงหน้าทางเข้าวัดเจ็ดเสมียน แต่อีกไม่นานทางข้ามที่คงจะถูกปิดและให้ไปใช้สะพานกลับรถแทน วันนั้นไปถึงก็ติดขบวนรถไฟพอดี

รูปที่ ๔ รถไฟที่แล่นมาเป็นรถซ่อมบำรุงทาง เลยถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกหน่อย

รูปที่ ๕ ข้างสถานีมีที่จอดรถที่อยู่ทางเข้าตลาดเก่าเจ็ดเสมียน อีกฟากคือแม่น้ำแม่กลอง มีคาเฟ่ริมน้ำที่สามารถไปนั่งกินกาแฟและซื้อของที่ระลึกได้

รูปที่ ๖ มองไปยังทิศทางล่องใต้

รูปที่ ๗ มองไปยังเส้นทางที่มาจากโพธาราม อาคารสถานีหลังนี้คงไม่ถูกรื้อ และจะว่าไปก็ไม่เห็นว่าจะมีการสร้างอาคารสถานีใหม่บริเวณนี้ด้วย

รูปที่ ๘ ป้ายชื่อสถานีรุ่นเก่าและรุ่นใหม่

รูปที่ ๙ ป้ายบอกสถานีที่อยู่เคียงข้าง

รูปที่ ๑๐ มายืนทางด้านเหนือ มองไปยังเส้นทางที่มาจากโพธาราม

รูปที่ ๑๑ ตอนนี้ไม่มีรางหลีกแล้ว

รูปที่ ๑๒ อีกมุมหนึ่งของตัวอาคารสถานี

รูปที่ ๑๓ จุดถนนตัดผ่านที่กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว

รูปที่ ๑๔ อาคารเจ้าพนักงานควบคุมจุดตัดผ่านทางรถไฟ

รูปที่ ๑๕ สะพานรูปตัวยูที่มาแทนที่จุดตัดถนน สำหรับรถยนต์คงสะดวกขึ้น เพราะดูแล้วออกแบบมาเพื่อรถยนต์เป็นหลัก แต่สำหรับคนเดินเท้า มอเตอร์ไซค์ รถเข็น สามล้อ คงสร้างความลำบากให้พวกเขาไม่น้อย

รูปที่ ๑๖ บริเวณสถานีมีโครงเหล็กสะพานเก่ากองอยู่ ก็เลยขอถ่ายรูป name plate ไว้เป็นที่ระลึกหน่อย ว่าสร้างโดยใคร เมื่อใด