วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

จาก ปปป. มาเป็น ปปช. (คิดสักนิดก่อนกด Share เรื่องที่ ๓) MO Memoir : Monday 9 December 255

ปปป. ในที่นี้คือ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ"
ปปช. ในที่นี้คือ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ"

จะด้วยความ "ไม่รู้" หรือ "จงใจ" ให้ผู้อื่นเข้าใจผิดผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เห็นมีหลายคนส่งต่อข้อความที่กล่าวหาว่าคณะกรรมการ ปปช. เป็นพวกที่ตั้งขึ้นมาจากการรัฐประหารปีพ.ศ. ๒๕๔๙

ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. ๒๕๔๐ นั้น การตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการนั้นเป็นหน้าที่ของ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ" หรือที่เรียกย่อ ๆ ในสมัยนั้นว่า ปปป. ทำงานอยู่ใน "สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ"

ปปป. นั้นตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. ๒๕๑๘ แต่เป็นการทำงานที่อยู่ภายใต้การกำกับการของคณะรัฐมนตรี และถ้าดูเนื้อหาโดยเฉพาะตรงคำจำกัดความ "เจ้าหน้าที่รัฐ" และการสั่งให้ลงโทษถ้าเห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐผู้นั้นทุจริต ที่ต้องผ่านนายกรัฐมนตรีนั้น จะเห็นว่าจะจำกัดอยู่เฉพาะข้าราชการประจำ ลูกจ้างในหน่วยงาน ฯลฯ โดยไม่ครอบคลุมไปถึงข้าราชการการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(ดู พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้ที่ลิงค์นี้)

  
นี่เป็นจุดอ่อนของ ปปป. ในการสอบสวนหาผู้อยู่เบื้องหลังผู้กระทำความผิดถ้าหากผู้กระทำความผิดนั้นเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่กว่าจะมีการแก้ไขปัญหานี้ก็ต้องรอจนถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐

ปปป. ถูกยกฐานะขึ้นเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ "พ.ศ. ๒๕๔๐" โดยไปปรากฏอยู่ในหมวด ๑๐ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ ๒ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
  
การเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญมันทำให้บทบาทและหน้าที่ขององค์กรนี้ไม่ถูกครอบงำด้วยฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เพราะถ้าเป็นหน่วยงานที่ไม่มีชื่อปรากฏในรัฐธรรมนูญ ฝ่ายบริหารและ/หรือฝ่ายนิติบัญญัติก็อาจจัดรูปแบบใหม่โดยลดบทบาทหน้าที่ลง หรือยกเลิกหน่วยงานนั้นก็ได้ด้วยการผ่านกฎหมายยกเลิก แต่พอไปอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้ว การแก้ไขต้องไปแก้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเรื่องที่ยากกว่า
  
ที่สำคัญคือในหมวด ๑๐ นี้มีส่วนที่ ๔ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "การดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" ที่ให้อำนาจ ปปช. สอบสวนเมื่อมีผู้ร้องเรียน
  
ตรงจุดนี้คิดว่าเป็นจุดที่นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่ชอบกัน เพราะจากเดิมที่ไม่สามารถทำการตรวจสอบได้มาเป็นการทำให้การตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้น

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ในส่วนของบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๒๑ ได้ให้ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ" และ "สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ" ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ เป็น "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ" และ "สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ" ไปก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้ง "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ" และ "สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ" ขึ้นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ กำหนดให้กระทำภายใน ๒ ปีนับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ด้วยเหตุนี้ปปป. จึงถูกเปลี่ยนฐานะมาเป็น ปปช. ด้วยรัฐธรรมนูญ พ.. ๒๕๔๐ นี้เอง

ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้น ปปช. ปรากฎในหมวด ๑๑ องค์การตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๑ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ข้อ ๓. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นแม่แบบ
  
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ในส่วนบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๙๙ กำหนดให้ กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ให้คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดวาระ โดยให้เริ่มนับวาระตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
  
ความแตกต่างในส่วนบทเฉพาะกาลเป็นเพราะตอนที่ใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้นมี ปปป. แต่ยังไม่มี ปปช. จึงได้ให้ ปปป. ทำหน้าที่ไปก่อนจนกว่าจะตั้ง ปปช. แต่ตอนที่ใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้นมี ปปช. แล้ว จึงได้ให้ ปปช. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ก่อนหน้านั้นให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ


ดังนั้นในความเห็นผม การกล่าวว่า ปปช. นั้นเป็นหน่วยงานที่เป็นผลพวงของการรัฐประหารพ.. ๒๕๔๙ นั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่เป็นผลพวงจากการที่ประชาชนทนไม่ไหวกับพฤติกรรมการฉ้อราษฎร์บังหลวงของนักการเมือง จึงได้มีการผลักดันให้มีหน่วยงาน ปปช. มีฐานะเป็นองค์กรอิสระ และมีอำนาจมากขึ้นในการตรวจสอบความร่ำรวยผิดปรกติและการใช้อำนาจโดยมิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งกว่าจะได้ ปปช. มาก็ต้องรอถึงปีพ.. ๒๕๔๐ หรือเมื่อ ๑๖ ปีที่แล้ว

ไม่มีความคิดเห็น: