แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เตาให้ความร้อน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เตาให้ความร้อน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เผาในเตาแบบไหนดี (Calcination) MO Memoir : Thursday 13 October 2554


คงต้องอำลา font เด็กหญิงมะลิ ป. ๖ แม้ว่าตัวอักษรมันจะดูน่ารักดี เพราะการแสดงผลบนจอไม่ชัดเจนเลย เห็นเป็นเพียงเส้นสีเทาจาง ๆ คราวนี้เลยต้องขอลองเปลี่ยนมาเล่นตัวใหม่ที่เป็นตัวที่แก้ไขมาจาก font มาตรฐานของราชการ ( TH Sarabun PSK) คือ TH Sarabun New

เช้านี้สาวน้อยจากเมืองริมทะเลตะวันออกมาถามผมเรื่องจะเอาสารไปเผาในเตาเผา ว่าควรใช้เตาตัวไหนดี ระหว่างtube furnace (ที่แลปเราใช้เป็นเตา calcineที่วางสารในท่อแก้วที่สอดไว้ในเตาในแนวนอน แล้วให้แก๊สไหลผ่านท่อแก้วนั้น) กับ box furnace (ตัวรูปทรงสี่เหลี่ยมมีประตูเปิด-ปิดอยู่ด้านหน้า ไม่มีการไหลหมุนเวียนอากาศภายในเตา) ซึ่งผมก็ได้อธิบายให้ฟังไปแล้ว ก็เลยถือโอกาสบันทึกแจกจ่ายให้ใหม่กับทุกคนก็แล้วกัน

สิ่งที่ผมถามเขาก่อนก็คือ ในการเผานั้นต้องการให้แก๊สเข้าไปทำปฏิกิริยากับสารที่นำไปเผาหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่การเผาให้สารนั้นสลายตัวเอง 
 
ถ้าเป็นการเผาให้สารนั้นสลายตัวเอง (เช่นการเผาเพื่อไล่น้ำ หรือเปลี่ยนจากโครงสร้างไฮดรอกไซด์ไปเป็นโครงสร้างออกไซด์) จะเผาในเตาแบบไหนก็มักจะพบว่าให้ผลเหมือนกัน (ถ้าคุมอุณหภูมิให้เหมือนกันได้นะ)

แต่ถ้าเป็นการเผาโดยต้องการใช้แก๊สเข้าไปทำปฏิกิริยาด้วย เช่นการเผาเพื่อกำจัดสารอินทรีย์ที่เรามักทำเป็นประจำในการเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยา (ตัวอย่างสารอินทรีย์เหล่านี้ได้แก่ template ที่ใช้ในการเตรียมซีโอไลต์ หรือโครงสร้างส่วนที่เป็นสารอินทรีย์เช่น iso-proproxide ที่พวกที่ทำ sol-gel ใช้กัน ไอออนลบที่เป็นสารอินทรีย์เช่น H3CCOO- ที่อยู่ในเกลือโลหะบางชนิด ที่เราต้องการให้ออกซิเจนในอากาศเผาสารพวกนี้ให้กลายเป็น CO2 และไอน้ำ) ความยากง่ายของแก๊สที่จะเข้าไปถึงทุกอนุภาคของสารที่ต้องการเผาจะส่งผลต่อความสมบูรณ์ของการเผา

เพื่อให้เห็นภาพจะขอยกตัวอย่างกรณีของการเผาโมเลกุลส่วนที่เป็นสารอินทรีย์ด้วยอากาศที่กลุ่มเรามักจะทำอยู่เป็นประจำ ลองดูรูปที่ ๑ ข้างล่างประกอบไปด้วยนะ

รูปที่ ๑ รูปแบบการเผาตัวเร่งปฏิกิริยาใน tube furnace

การเผาตัวเร่งปฏิกิริยาใน tube furnace นั้นอาจเป็นการเผาใน tube furnace ที่วางในแนวดิ่งหรือที่วางในแนวนอน

การเผาใน tube furnace ที่วางในแนวดิ่ง (รูปที่ ๑ (ก)) ทางกลุ่มเราไม่ค่อยทำกันเท่าไรนัก มีบ้างในกรณีที่ต้องการทำการเผาและนำตัวเร่งปฏิกิริยาไปใช้เลย ซึ่งก็เป็นการเผาใน fixed-bed reactor นั่นเอง การเผาแบบนี้เป็นแบบที่ดีที่สุดเพราะอากาศจะเข้าไปถึงทุกอนุภาคตัวเร่งปฏิกิริยาที่บรรจุอยู่ในเบด ทำให้เผาไหม้ได้สมบูรณ์ถ้าใช้อุณหภูมิที่สูงพอและให้เวลานานพอ

การเผาใน tube furnace ที่วางในแนวนอนเป็นวิธีการที่กลุ่มเราและกลุ่มอื่นใช้กันมากกว่า (เตาเผาตัวนี้คือตัวที่พวกคุณเรียกว่าเตา calcine) ตัวเตาประกอบด้วยท่อควอทซ (quartz) ที่สอดอยู่ใน tube furnace ที่วางนอนอยู่ เวลาที่จะเผาสารจะนำเอาสารที่จะเผาใส่ในถ้วยกระเบื้อง (ที่อาจเป็น boat หรือ crucible) แล้วนำไปวาง ณ ตำแหน่งอุณหภูมิคงที่ของเตา จากนั้นจึงเปิดให้อากาศไหลผ่านและเริ่มทำการเผา

การเผาใน tube furnace ที่วางในแนวนอนนี้จะเผาได้สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ขึ้นอยู่กับรูปทรงของภาชนะที่ใช้บรรจุสารที่ต้องการเผา และรูปแบบการใส่สารลงในภาชนะนั้น

จากรูปที่ ๑ (ข) และ (ค) จะเห็นว่าในกรณีของเตาที่วางในแนวนอน อากาศไม่ได้ไหลผ่านเบดของแข็งโดยตรง แต่เป็นการไหลผ่าน "ขอบบนสุด" ของภาชนะที่บรรจุสาร ซึ่งรูปร่างของภาชนะบรรจุ (ได้แก่ระยะห่างระหว่างขอบบนสุดและผิวบนสุดของสารที่บรรจุอยู่ และความกว้าง-ยาวของภาชนะนั้น) ส่งผลถึงโอกาสที่อากาศที่ไหลผ่านขอบด้านบนจะแพร่ไปยังผิวบนสุดของสารที่บรรจุอยู่ ถ้าระยะห่างระหว่างขอบบนสุดของภาชนะบรรจุและผิวบนสุดของสารที่บรรจุอยู่มีค่าไม่มาก (รูปที่ ๑ (ข)) อากาศที่อยู่บริเวณผิวบนสุดก็จะมีการไหลเวียนได้ดี CO2 ที่เกิดจากการเผาไหม้จะถูกพัดพาออกไป อากาศใหม่จะเข้ามาแทนที่ ทำให้การเผาไหม้เกิดขึ้นได้ดี
แต่ถ้าระยะห่างระหว่างขอบบนสุดของภาชนะบรรจุและผิวบนสุดของสารที่บรรจุอยู่มีค่ามาก (รูปที่ ๑ (ค)) อากาศที่อยู่บริเวณผิวบนสุดก็จะไม่มีการไหลเวียนที่ดี CO2 ที่เกิดจากการเผาไหม้จะสะสมอยู่เหนือผิวสารที่บรรจุอยู่ แก๊สที่อยู่เหนือผิวสารที่บรรจุอยู่นั้นจะมีความเข้มข้นออกซิเจนต่ำ (หรืออาจไม่มีเลยก็ได้) ทำให้การเผาไหม้เกิดขึ้นไม่สมบูรณ์

อีกปัญหาหนึ่งที่พบกันเป็นประจำจากการเผาในแนวนอนคือ สารที่อยู่บริเวณก้นภาชนะบรรจุเผาไหม้ไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกเผาไหม้ สาเหตุเป็นเพราะอากาศที่อยู่เหนือผิวไม่สามารถแพร่ลงไปถึงสารที่อยู่ด้านล่างได้เนื่องจากสารที่ใส่นั้นมีความหนามากเกินไป

การแก้ปัญหาทำได้โดยการเพิ่มพื้นที่ผิว เช่นพยายามเกลี่ยให้สารที่ใส่ลงไปนั้นกระจายออกไปให้มากที่สุด บางรายเห็นใช้วิธีขีดลงไปบนผิวหน้าของชั้นสารที่บรรจุให้เป็นรอยเส้น (พวกที่ใช้ boat) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวด้านบน หรือไม่ก็แบ่งสารใส่ภาชนะบรรจุหลายใบ แทนที่จะใช้เพียงใบเดียว เพื่อให้ชั้นสารในแต่ละภาชนะบรรจุไม่หนามากเกินไป

จะว่าไปแล้วปัญหาเรื่องการบรรจุสารลงภาชนะแล้วนำไปเผาผมเองก็เคยเล่าเอาไว้ใน Memoir ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๗๗ วันศุกร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เรื่อง "น้ำหนักหายได้อย่างไร" ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผาสารด้วยเครื่อง Thermogravimetric analysis (TGA) ซึ่งนับถึงตอนวันนี้ก็เกือบ ๒ ปีแล้ว ลองไปหาอ่านย้อนหลังกันเองก็แล้วกัน

box furnace ปรกติที่เราใช้กันนั้นไม่มีการถ่ายเทอากาศจากภายนอกเข้าไปภายใน ดังนั้นจะมีโอกาสสูงกว่าที่จะเกิดปัญหาเรื่องการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ผมทำการเผากระดาษกรองที่บรรจุอยู่ใน crucible ด้วย box furnace ที่ 800-850ºC เป็นประจำ สิ่งที่พบคือถ้าไม่ทำให้อากาศใหม่เข้าไปแทนที่ใน crucible และ ใน box furnace แล้วจะไม่สามารถเผาไหม้ได้สมบูรณ์ (เพราะไม่มีออกซิเจนเหลือ) วิธีการช่วยก็คือทำการเปิดประตู box furnace เป็นระยะ ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้อากาศที่มีออกซิเจนเข้าไปแทนที่อากาศเดิมใน box furnace ที่ออกซิเจนถูกใช้หมดไป และยังใช้ crucible tongs คีบเอา crucible ที่วางอยู่ใน furnace ออกมาข้างนอก แล้ววางกลับเข้าไปใหม่ ซึ่งการทำเช่นนี้ช่วยทำให้อากาศใหม่ที่มีออกซิเจนเข้าไปแทนที่อากาศเดิมที่ค้างอยู่ในถ้วย crucible ที่ไม่มีออกซิเจนเหลือสำหรับการเผาไหม้แล้ว

ผมบอกสาวน้อยจากเมืองริมทะเลตะวันออกไปว่า ในกรณีของเขานั้นถ้าเป็นผม ผมเลือกที่จะเผาใน box furnace มากกว่า เพราะการเผาของเขานั้นใช้เวลาไม่นาน (แค่ 2 ชั่วโมง) อุณหภูมิก็ไม่สูง (แค่ 300-400ºC) ปริมาณออกซิเจนที่ต้องการใช้เพื่อเผาสารอินทรีย์ก็ไม่ได้ต้องการมาก (น้อยกว่ากระดาษกรองที่ผมเคยใช้เยอะ) และก็ไม่ได้มีการควบคุมอัตราการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิด้วย การทำให้สารที่อยู่ก้น crucuble ถูกเผาไหม้ได้สมบูรณ์ก็ทำได้ง่าย เพียงแต่หยิบ crucible ออกมา แล้วเอาแท่งแก้วกวนสารที่อยู่ใน crucible เพื่อคลุกเข้าสารที่อยู่ข้างล่างให้ขึ้นมาอยู่บนผิวบนบ้างก็น่าจะใช้ได้แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่เขาจะตัดสินใจเอาเองว่าจะทำแบบไหน ที่สำคัญคือต้องเผาไหม้ได้สมบูรณ์

อันที่จริงเขียนเรื่องเกี่ยวกับอุบัติเหตุหนึ่งเอาไว้แล้วที่เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่บังเอิญต้องขอเลื่อนเรื่องดังกล่าวออกไปชั่วคราว เพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม และด้วยเหตุผลจำเป็นบางประการ คิดว่าฉบับต่อไปคงเป็นเรื่องนี้ (ที่ได้เกริ่นเอาไว้ในการประชุมกันช่วงบ่ายวันนี้) คอยติดตามอ่านก็แล้วกัน

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติ ตอนที่ ๓๔ ปัญหาเตาให้ความร้อน MO Memoir 2554 Sep 17 Sat


ปัญหาเตาของกลุ่ม DeNOx ที่พบว่าต้องเร่งความต่างศักย์ให้สูงขึ้นเพื่อให้ทำอุณหภูมิให้ได้สูงดังต้องการนั้นดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนที่แล้ว


มีคนบอกผมว่าเขาแจ้งผมตั้งแต่เดือนที่แล้ว (ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นคนบอกและบอกเมื่อใด เพราะเดือนนั้นมีเรื่องวุ่นวายหลายต่อหลายอย่าง) แล้วเขาก็บอกว่าผมบอกให้เพิ่มความต่างศักย์ให้สูงขึ้นเพื่อให้ได้อุณหภูมิดังต้องการ
ผมพึ่งจะมาเฉลียวใจในสัปดาห์นี้เมื่อได้ยินสาวน้อยหน้าบานบอกว่าเตาให้ความร้อนมันเสีย มันไม่ค่อยร้อน ก็เลยคิดว่าวันรุ่งขึ้นจะมาตรวจสอบสักหน่อย
 
แต่ปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้นกลับมีสาวน้อยร่างสูงมาใช้ทำการทดลอง และบอกผมว่ามันยังใช้งานได้อยู่ ผมก็เลยงงว่าตกลงว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่

 
เรื่องที่สอบถามได้ความคือเตามันร้อนขึ้นช้า ซึ่งทำให้ผมสงสัยว่าขดลวดความร้อนที่มีอยู่ ๒ ตัวนั้นคงจะขาดไปตัวหนึ่ง ก็เลยคิดว่าจะให้หยุดการทดลองเพื่อซ่อมเตาก่อน เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้ขดลวดอีกตัวขาดตามไปด้วย เพราะต้องจ่ายไฟให้ขดลวดตัวที่เหลือมากขึ้นเพื่อให้ร้อนเท่าเดิม

 
แต่พบสอบถามกลับมากลับพบว่ามีแต่คนจะขอใช้ก่อนเพราะต้องรีบทำงานส่ง (ทำนองว่าถ้ายังใช้งานได้ฉันก็ขอใช้ก่อน เพื่อจะได้มีงานส่ง เพราะถ้าหยุดซ่อมก็จะทำให้ไม่มีงานส่ง คงถูกด่าแน่ ๆ) แล้วค่อยหยุดซ่อมในคิวคนถัดไป (ซึ่งจะต้องสูญเสียคิวในการทำงานเพื่อหยุดซ่อม เพราะพอซ่อมเสร็จก็จะถึงคิวทำงานของคนอื่นต่อ)

 
ตอนแรกก็โมโหอยู่เหมือนกัน แต่สักพักก็ทำใจคิดได้ว่าก็ดีเหมือนกัน ปล่อยให้เครื่องเสียไปเลยก็ดี จะได้ทำแลปกันไม่ได้ จะได้ไม่มีงานส่งบริษัท แล้วจะรอดูว่าที่ชอบนัดบริษัทมาคุยกันบ่อย ๆ จะเอาอะไรไปเสนอเขา นอกจากนี้ผลการทดลองการวัดความว่องไวตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำกันในช่วงนี้ก็คงจะมีปัญหาแน่ เพราะ reactor มันร้อนเพียงซีกเดียว



รูปที่ ๑ (ซ้าย) เตาตัวที่มีปัญหา และ (ขวา) ต้นตอของปัญหาคือสายไฟข้างหลังหลุด (ในวงแดง)

เตาให้ความร้อนของเรานั้นใช้ขดลวดความร้อนสองเส้น ให้ความร้อนสองฝั่งของ reactor (รูปที่ ๑ ซ้าย) โดยมีเทอร์โมคับเปิลสอดอยู่ตรงกลาง reactor เพื่อวัดอุณหภูมิใต้ bed ตัวเร่งปฏิกิริยา 
 

ซึ่งในภาวะปรกตินั้นเมื่อขดลวดความร้อนทำงานพร้อมกันทั้งสองเส้น ก็พอจะถือได้ว่าอุณหภูมิผนังรอบ ๆ reactor นั้นมีความสม่ำเสมอ และพอประมาณได้ว่าอุณหภูมิตลอดพื้นที่หน้าตัดของ bed นั้นเท่ากัน (แม้ว่าในความเป็นจริงตรงกลางอาจจะเย็นกว่าได้เล็กน้อยเนื่องจากการไหลของแก๊ส) อุณหภูมิที่เทอร์โมคับเปิลอ่านได้นั้นจะไม่สูงเกินอุณหภูมิที่ผนังท่อ
 
แต่ถ้าขดลวดความร้อนทำงานเพียงซีกเดียว เตาจะร้อนเพียงข้างเดียว อีกข้างจะเย็นกว่า ดังนั้นแก๊สที่ไหลผ่านทางด้านผนังที่ร้อนจะเกิดปฏิกิริยาด้วยอัตราการเกิดปฏิกิริยาที่แตกต่างไปจาก อุณหภูมิที่เทอร์โมคับเปิลอ่านได้จะต่ำกว่าอุณหภูมิผนังด้านที่ขดลวดความร้อนทำงาน แต่อาจจะสูงกว่าอุณหภูมิผนังด้านที่ขดลวดความร้อนไม่ทำงาน (รูปที่ ๒)


รูปที่ ๒ ภาพตัดขวางของ reactor รูปซ้าย ถ้าขดลวดความร้อนทำงานทั้งสองข้าง ผนังของ reactor จะมีอุณหภูมิที่สม่ำเสมอ ส่วนรูปขวา ถ้าขดลวดความร้อนด้านขวาไม่ทำงาน (เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าไหลเข้า) ผนังทางด้านขวาจะเย็นกว่าทางด้านซ้าย และทำให้แก๊สที่ไหลผ่านทางด้านขวาเย็นกว่าแก๊สที่ไหลผ่านทางด้านซ้าย

ผมจึงบอกสาวน้อยหน้าบาน (ทางโทรศัพท์) ไปว่าถ้าจะทดสอบวัดการดูดซับ SO2 ก็พอทำได้ แต่ไม่ควรจะทำการทดลองวัดความว่องไวของตัวเร่งปฏิกิริยา เพราะอาจมีปัญหาเรื่องผลการทดลอง ถ้าจะทำการทดสอบตัวเร่งปฏิกิริยาเมื่อใดก็ควรต้องซ่อมเตาก่อน


เมื่อวานซืนตอนเช้าแวะเข้าไปดูเตาก่อนที่สาวน้อยหน้าบานจะมาถึง ลองเปิดเตาดูว่าขดลวดข้างในมันขาดหรือเปล่า ก็ไม่เห็นอะไร ก็เลยคิดว่าจะปลดสายไฟข้างหลังเพื่อที่จะวัดความต้านทาน แต่ปรากฏว่าเห็นดังรูปที่ ๑ (ขวา)
 
คือสายไฟที่ต่อเข้าขดลวดความร้อนอีกเส้นหนึ่งนั้นมันหลวมอยู่ พอเอาไขควงสะกิดนิดเดียวก็หลุดห้อยออกมาดังภาพ ผมก็เลยถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งก็พอดีกับสาวน้อยหน้าบานมาถึงพอดี


งานนี้ทำเพียงแค่ต่อสายไฟกลับเข้าที่เดิม และให้สาวน้อยหน้าบานทดสอบให้ความร้อนแก่เตา สักพักคิดได้ว่าเดี๋ยวพอสาวน้อยหน้าบานทำการทดลองเสร็จแล้วก็จะปลดมันออกเหมือนเดิม (เพื่อที่จะให้ผลการทดลองของคนอื่นเขามันเหมือนเดิม) ก็เลยกลับมาจะบอกกับสาวน้อยหน้าบานว่าอย่าเพิ่งไปบอกคนอื่นว่าเราพบแล้วว่าปัญหามันคืออะไร


แต่ปรากฏว่ากลับมาไม่ทัน หล่อนแจ้งให้เพื่อน ๆ ทราบหมดแล้ว


เรื่องเตาไม่ร้อนเพราะสายไฟหลุดนี่เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วกับ Autoclave()
 
สาเหตุที่สายไฟมันหลุดง่ายก็เพราะใช้ตัวหางปลาแบบสองขา ซึ่งถ้าใช้แบบหัวกลมสวมลงไปบนตัวนอตก็จะไม่เกิดปัญหานี้

 
เมื่อวานก็ได้ยินมาว่าเรื่องขั้วสายไฟหลวมนี้ทราบกันมานานแล้ว แต่ไม่มีใครคิดจะลงมือแก้ไข เพราะมีการบอกต่อ ๆ กันว่าไม่สามารถซ่อมได้เพราะ ....... ฯลฯ ผมฟังแล้วก็รู้สึกแปลก เวลาที่มีคนไปพบว่าอะไรมันมีปัญหา และเขาบอกว่าไม่สามารถซ่อมเองได้ คนอื่นก็จะเชื่อทันทีโดยไม่ช่วยกันตรวจสอบว่าอันที่จริงแล้วมันสามารถซ่อมได้เองหรือเปล่า หรือไม่ก็ควรไปถามความเห็นคนอื่นให้ช่วยตรวจสอบว่ามันเป็นจริงอย่างที่คนแรกพูดหรือเปล่า งานนี้ก็เช่นเดียวกัน พอมีคนบอกว่านอตที่หลวมนั้นไม่สามารถขันให้แน่นได้ ทุกคนก็เชื่อตามนั้นหมด พอผมถามว่าแล้วทำไปผมจึงสามารถขันให้แน่นได้ ก็ไม่ได้รับคำตอบใด ๆ

 
ตอนนี้กำลังคิดอยู่ว่าจะทำเรื่องขอซ่อมเตาดีไหม ว่าจะคิดค่าซ่อมสักหมื่นสองพันบาท (เห็นกลุ่มอื่นเขาขอเบิกกันขนาดนี้)

 
ที่ผมแปลกใจคือทำไมรายนี้ต้องออกครึ่งหนึ่ง แต่พอพวกเด็กอภิสิทธิ์ชนข้างบนมาทำเครื่องข้างล่างพัง (เครื่อง TPx ที่พังเนื่องจากไปดัดแปลงการทำ NH3-TPD ให้มีการดักเก็บ NH3 ทางขาออก (โดยคำสั่งของอาจารย์ที่ปรึกษา) แล้วทำให้สารละลายกรด boric ไหลย้อนเข้าเครื่อง) เขากลับไม่ต้องซ่อมเอง เล่นเผ่นหนีไปอยู่ข้างบน ไม่แจ้งความเสียหายให้ทราบด้วย ปล่อยให้คนข้างล่างรู้กันเองภายหลังว่าเครื่องเสีย และต้องมาดำเนินการซ่อมกันเอง ตัวคนก่อเรื่องก็หายหัวไป แถมอาจารย์ที่ปรึกษาก็ปิดปากเงียบ พยายามโยนความผิดให้คนอื่น (ทั้งนิสิตของตัวเองและนิสิตของคนอื่น) อีกว่าทำไมไม่ดูแลให้ดี

 
คนที่กำลังจะเข้ามาเรียน ถ้าอ่านมาเจอที่นี่เข้า ก็สืบประวัติกันเอาเองจากรุ่นพี่ก็แล้วกัน ว่าอาจารย์ที่จะเข้ามาทำงานด้วยนั้นพฤติกรรมเป็นอย่างไร ยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนใจทัน


หมายเหตุ


 (๑) Memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๓๔ วันศุกร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เรื่อง "การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติ ตอนที่ ๒๙ ปัญหา Autoclave (อีกแล้ว)"

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

สายไฟเส้นละสี่พัน MO Memoir : Friday 9 September 2554



ผมเคยเขียนเรื่องขดลวดความร้อนของเตาเผา ซึ่งมีนิสิตมาถามว่าจะให้ทำอย่างไร ผมก็บอกว่าให้ไปหาซื้อเส้นใหม่มาเปลี่ยน() แต่ผมมาทราบทีหลังว่าเขาใช้วิธีเรียกร้านค้าให้มาขนเตาจากแลปเอาไปซ่อมที่ร้าน ผลก็คือมีรายการเปลี่ยนขดลวดความร้อนเส้นละแปดพันบาท
มาคราวนี้ก็ถึงทีของสายไฟเส้นละสี่พันบาทซึ่งเป็นตอนต่อเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา()
เมื่อวานผมเพิ่งจะทราบเหตุการณ์บางเรื่องที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากเหตุการณ์ในปีที่แล้ว() ซึ่งทำให้ผมพอจะเดาได้ว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์บางอย่างในปีนี้ ซึ่งตอนแรกก็ทำให้เข้าใจไปอีกอย่าง
แต่ก่อนอื่นเราลองมาดูอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายที่ซ่อมเสร็จแล้วก่อนดีกว่า (รูปที่ ๑ ข้างล่าง)

รูปที่ ๑ เตา calcine หลังจากซ่อมเสร็จแล้ว

ปัญหามันเกิดจากการที่พอผู้ใช้เตาติดตั้งอุปกรณ์เข้ากับตัวเตา แล้วเสียบปลั๊กไฟเพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับเตานั้น สายไฟฟ้าที่ต่อจากปลั๊กมายังตัวเตามันวางอยู่กับพื้น และลอดผ่านด้านใต้ของตัวเตา (อยู่ข้างใต้รูสำหรับใส่หลอดแล้วในเตาพอดี) ดังนั้นเมื่อมีปัญหามีวัตถุที่มีความร้อนสูงหยดลงมาจากตัวเตา มันก็จะลงบนสายไฟพอดี
วิธีที่ปลอดภัยคือต้องเก็บสายไฟดังกล่าว ให้เดินอ้อมห่างออกไปจากตัวเตา ซึ่งถ้าหากมีการกำชับให้ทำเช่นนั้นตั้งแต่ต้นหรือให้ความสนใจบ้างว่าผู้ทำการทดลองนั้นทำการทดลองในสภาพใด แม้ว่าในวันดังกล่าวจะเกิดปัญหาหลอดแก้วที่ร้อนจัดจนหลอมเหลวหยดร่วงลงมา แก้วหลอมเหลวนั้นก็จะหยดลงบนแท่นรองที่เป็นโลหะ ซึ่งจะปลอดภัยกว่า
ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ ผู้ทำการทดลองก็รีบทำการเก็บกวาดและส่งอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายไปซ่อมทันที ตัวผมเองนั้นได้มีโอกาสไปดูอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหาย ตอนแรกผมนึกว่าช่างที่เขาส่งอุปกรณ์ไปให้นั้นจะทำเพียงแค่เปลี่ยนสายไฟเส้นเดียว แต่เขากลับส่งต่อไปที่ร้าน ผลก็คือทางร้านซ่อมมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น (เพราะไม่มีความเสียหายใด ๆ) เพียงเพื่อจะหวังรายได้ที่มากขึ้น ผลก็คือได้เปลี่ยนสายไฟเส้นละสี่พันบาท
อันที่จริง เมื่ออุปกรณ์เรามีความเสียหาย เราก็ควรที่จะทำการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนว่ามีส่วนใดเสียหายบ้าง ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ช่างทำการเปลี่ยนชิ้นส่วนต่าง ๆ (แม้ว่ามันจะไม่เสีย) เพราะแต่ละชิ้นที่เขาเปลี่ยนนั้นเขาไม่ได้คิดราคาทุนกับเรา แต่เขาบวกกำไรและค่าแรงในการเปลี่ยนเข้าไปด้วย ดังนั้นยิ่งเขาถอดชิ้นส่วนของเราออกไป (ซึ่งอาจนำไปขายเป็นของมือสองได้) และนำชิ้นส่วนใหม่มาใส่ให้ได้มากชิ้นเท่าไร เขาก็จะมีรายได้มากขึ้น
ทีนี้เรามาลองพิจารณาดูว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว() กับที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้() น่าจะมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ตามข้อมูลที่ผมเพิ่งจะได้รับทราบมาเมื่อวานคือ หลังเกิดเหตุการณ์ในปีที่แล้ว ผู้ที่ทำการทดลองนั้นถูกสั่งพักการทดลองเป็นการลงโทษ พอผมทราบผมก็เลยถามคนที่เล่าให้ผมฟังว่า ก็คนที่ทำการทดลองนั้นทำการทดลองภายใต้การกำกับดูแลของรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งรุ่นพี่คนนั้นบอกให้เขาทำตามขั้นตอนที่เขาบอก แล้วทำไมจึงไม่ลงโทษรุ่นพี่คนนั้นด้วย หรือไม่ก็อย่างน้อยต้องมีการสอบสวนว่าทำไมจึงยังมีการใช้วิธีการทดลองประเภทที่รอโอกาสว่าถ้าผู้ทำการทดลองพลาดเมื่อไรก็จะเกิดเรื่อง ซึ่งผมก็ไม่ได้รับคำตอบใด ๆ
ในประเทศอังกฤษที่ผมไปศึกษานั้น เวลามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นสิ่งหนึ่งที่ต้องกระทำคือ การหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุนั้น และต้องมีการทำรายงานเผยแพร่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้คนอื่นทำผิดพลาดซ้ำอีก การปกปิดเอาไว้ถ้ามีการตรวจพบเมื่อไรจะถือว่าเป็นความผิด
ความผิดพลาดนั้นพิจารณาไล่กันไปตั้งแต่ การฝึกอบรม การมีวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง การออกแบบอุปกรณ์ที่ถูกต้อง การมีระบบป้องกันที่เพียงพอ ฯลฯ รวมไปถึงการจัดองค์กรว่าวัฒนธรรมองค์กรนั้นให้ความสำคัญกับการป้องกันอุบัติเหตุมากน้อยเพียงใด เวลาที่มีใครสักคนทำให้เกิดอุบัติเหตุ จะต้องมีการสอบสวนกันด้วยว่าสิ่งที่เกิดนั้นเกิดจากอะไร เช่นเกิดจากความสะเพร่าของผู้ปฏิบัติ เกิดจากการที่ผู้กำกับการทำงานไม่ได้ให้การฝึกอบรมวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง เกิดจากการที่ผู้กำกับการทำงานใช้คนที่ไม่มีความรู้ในด้านที่เหมาะสม เกิดจากการใช้คนจนเกินกำลังความสามารถทางร่างกาย เกิดจากความไม่เอาใจใส่ในด้านความปลอดภัยในทางปฏิบัติ ฯลฯ ซึ่งบ่อยครั้งที่พบว่าผลสรุปออกมาว่าผู้ที่ผิดนั้นไม่ใช้ผู้ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่เป็นผู้กำกับดูแลการทำงานของผู้ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ การที่เขาตรวจสอบกันเช่นนี้ก็เพราะต้องการบีบบังคังให้องค์กรให้ความสำคัญกับการป้องกันอุบัติเหตุ ไม่ใช่ดีแต่พูด พอเกิดเรื่องทีก็โยนความผิดให้กับผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ
ในกรณีนี้ผมเดาว่าผู้ทำการทดลองคนดังกล่าวคงกลัวว่าจะถูกลงโทษห้ามเข้าแลป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่องานของเขาที่เขาต้องกระทำ เขาจึงพยายามทำให้ทุกอย่างจบสิ้นโดยเร็วและให้เงียบที่สุด โดยตัวผมเองนั้นคงกล่าวอะไรไปไม่ได้มากกว่านี้ เพราะแค่นี้ผู้ทำการทดลองคนนั้นก็แย่อยู่แล้ว เรื่องนี้มันคล้ายกับสิ่งที่เกิดเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นผมบอกกับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ว่าผมขอเงียบ ๆ ไว้ดีกว่า ขืนพูดอะไรออกไปพวกคุณจะกลายเป็นแพะรับบาปทันที
ซึ่งผลครั้งนั้นที่ออกมาก็ดูเหมือนว่าจะมีการโยนความผิดไปให้โดยบอกว่าไม่เคยบอกให้ทำอะไรอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงนั้นไม่เคยบอกให้ทำอะไรเลย()

หมายเหตุ
(๑) Memoir ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑๙๔ วันเสาร์ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรื่อง "ขดลวดความร้อน"
(๒) Memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓๔๙ วันจันทร์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ เรื่อง "การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติ ตอนที่ ๓๒ อย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแล (เรื่องที่ ๒)"
(๓) Memoir ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๐๑ วันศุกร์ที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๓ เรื่อง "Pyrophoric substance (อีกครั้ง)"
(๔) Memoir ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๕ วันเสาร์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๑ เรื่อง "Pyrophoric substance"

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติตอนที่ ๓๒ อย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแล (เรื่องที่ ๒) MO Memoir : Monday 5 September 2554


จะรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ก่อนก็ไม่ได้ จะได้ฉลองครบรอบปี

ถ้าสงสัยว่าครบรอบปีเรื่องอะไร ก็ขอให้ไปอ่าน Memoir ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๐๑ วันศุกร์ที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๓ เรื่อง "Pyrophoric substance (อีกครั้ง)" เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้ก็เกิดขึ้นในห้องเดียวกัน เพียงแต่ว่าคอมพิวเตอร์ที่บันทึกข้อมูลจากกล้องวงจรปิดมันถูกปิดเอาไว้ คราวนี้ก็เลยไม่มีคลิปมาให้ดูกัน
ผมมาทราบเรื่องเอาตอนเกือบบ่าย ๒ แล้ว ทราบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นตอนประมาณ ๙ โมงเช้า ตอนนั้นคนที่ใช้เครื่องดังกล่าวก็ไม่อยู่ ห้องแลปนั้นก็ไม่มีใครอยู่ มีแต่คุณเลขานุการแสนสวยของแลปเราและนิสิตอีก ๒ คนทำงานอยู่ในห้องอื่น กลิ่นที่ฟุ้งกระจายไปทั่วเป็นตัวแจ้งเหตุว่าเกิดเหตุขึ้น



รูปที่ ๑ ความเสียหายของสายไฟที่เขาบอกว่าแก้วหลอมเหลวหยดใส่ ทำให้ฉนวนพลาสติกที่หุ้มอยู่หลอมละลายลุกไหม้

ตอนแรกมีแต่คนบอกว่าไฟไหม้ พอถามว่าไหม้อะไร เขาก็บอกมาว่าเตา calcine ซึ่งผมก็ถามกลับไปว่าแล้วอะไรที่เป็นเชื้อเพลิงของการเผาไหม้ ผมก็ถามกลับไปว่ามันไหม้ได้ยัง (เพราะปรกติสายไฟที่ต่อเข้าเตาเผาก็มักไม่ใช้ฉนวนที่เป็นพอลิเมอร์ และแม้แต่สายไฟที่ใช้ฉนวนที่เป็นพอลิเมอร์ก็ไม่สามารถลุกไหม้ได้เองถ้าไม่มีการให้ความร้อนจากแหล่งภายนอก และการที่สายไฟจะไหม้ได้เองนั้นก็ควรที่จะเกิดจากการที่มีกระแสไหลเข้าเกินความสามารถของสายไฟที่จะรับได้) ซึ่งก็ไม่มีใครตอบได้ ต้องรอให้คนทำการทดลองที่เกิดปัญหามาอธิบาย
ข้อมูลที่ได้รับคือเขาต้องการเผาสารสักอย่างหนึ่งในเตาไฟฟ้าเตานี้ (เตาวางในแนวดิ่งอยู่บนพื้น มีสายไฟต่อเข้าเตาอยู่ทางด้านล่าง) หลังจากที่ใส่สารเข้าไปในเตาและเปิดให้ระบบควบคุมทำงาน ก็ไม่ได้อยู่ดูแล สิ่งที่ทำให้เกิดเรื่องคือเขาไม่ได้ใส่เทอร์โมคับเปิลเข้าไปวัดอุณหภูมิภายในเตา เครื่องควบคุมอุณหภูมิเลยอ่านค่าเป็นอุณหภูมิห้องตลอดเวลา ก็เลยจ่ายความกระแสไฟฟ้าเข้าตัวเตาเต็มที่ตลอดเวลา ผลก็คือหลอดแก้วที่ใส่อยู่ในเตาเกิดการหลอมละลายหยดลงมาบนสายไฟฟ้าที่วางอยู่ข้างใต้ (โชคดีที่สารในหลอดแก้วนั้นไม่ใช้เชื้อเพลิง) ฉนวนหุ้มสายไฟที่เป็นพอลิเมอร์ก็เลยหลอมไหม้เกิดเป็นควันดำ
โชคดีที่สายไฟที่ไหม้เป็นสายแบบเส้นเดี่ยว ไม่ใช่เส้นคู่ ไม่เช่นนั้นคงตามด้วยการสัมผัสกันของลวดทองแดงและกระแสไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้คงมีเหตุไม่เล็กตามมาอีก
ตอนที่เขาพาผมไปดูที่เกิดเหตุนั้น ผมไม่เห็นตรงนั้นมีอะไรวางอยู่ ก็เลยถามว่าเตาเผาไปไหนแล้ว เขาก็บอกว่าส่งให้ช่างไปซ่อมแล้ว เพราะเขาต้องรีบจบ (?? ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้น แล้วไม่หาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร และควรทำการป้องกันอย่างไร ผมว่ามีหวังคงได้ "ตาย" ก่อน "เรียนจบ") ผมก็ถามว่าแล้วได้ถ่ายรูปความเสียหายเอาไว้หรือเปล่า คำตอบก็คือไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้ ก็เลยถามต่อว่าส่งไปให้ช่างที่ไหนซ่อม บังเอิญเขาส่งไปให้ช่างที่อยู่ที่ตึกข้าง ๆ กันเป็นคนซ่อม ผมก็เลยตามไปดูความเสียหายและถ่ายรูปดังที่แสดงในรูปที่ ๑
ในความเห็นของผมเท่าที่ดูด้วยสายตานั้น ผมคิดว่าระบบสายไฟภายในเตาคงไม่มีอะไรเสียหาย (แต่ก็ต้องตรวจด้วยว่าขดลวดความร้อนไม่ขาด) คราบดำด้านนอกเป็นเพียงคราบเขม่าควัน สายไฟเส้นที่เสียหายนั้นเป็นเส้นที่คิดว่าต่อจากแหล่งจ่ายไฟมายังตัวเตา ดังนั้นน่าจะทำการซ่อมแซมเองได้โดยไปหาสายไฟเส้นใหม่มาเปลี่ยนก็แค่นั้นเอง แต่นี่ไม่รู้ว่าเขาคิดว่าการเสียเวลาซ่อมนั้นทำให้เสียเวลาทำแลป และจะทำให้จบช้าหรือเปล่า ก็เลยใช้วิธีจ้างคนอื่นซ่อม (เพราะเงินค่าซ่อมก็ไม่ใช่เงินของฉัน) ฉันจะได้มีเวลาไปทำงานอย่างอื่นแทน
ใน Memoir ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒๔๗ วันเสาร์ที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๔ เรื่อง "การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติ ตอนที่ ๑๑ อย่าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแล" ผมได้เขียนเอาไว้ว่า

"เวลาที่ทำงานกับอุปกรณ์ใดก็ตาม ไม่ว่าอุปกรณ์นั้นจะมีระบบควบคุมอัตโนมัติหรือไม่ก็ตาม หรือเมื่อระบบเข้าสู่ steady state แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้งานจะสามารถปล่อยมันทิ้งไว้โดยไม่ต้องดูแล สามารถกลับมาอีกครั้งก็เมื่อครบกำหนดเวลา ที่ถูกต้องคือต้องกลับมาตรวจสอบการทำงานเป็นระยะว่าในระหว่างนั้นมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง เช่นไฟฟ้าดับ น้ำไม่ไหล อุปกรณ์ทำงานต่อเนื่องเกินกำลังจนร้อนจัด ชิ้นส่วนเกิดความเสียหายเนื่องจากการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน การประกอบชิ้นส่วนที่ไม่ถูกต้อง ฯลฯ"

เหตุการณ์วันนี้ก็เกิดขึ้นในทำนองเดียวกับครั้งอื่น ๆ ก่อนหน้า คือผู้ทำการทดลองคิดว่ามีระบบอัตโนมัติควบคุม พอเปิดให้มันทำงานก็ไปไหนต่อไหนได้เลย ไม่ต้องมาอยู่คอยดูแล

ดีนะที่เรื่องที่เกิดในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับกลุ่มของเรา

ศุกร์ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๑ ไฟไหม้ Glove box
จันทร์ ๖ กันยายน ๒๕๕๓ ไฟไหม้เฮกเซนในบีกเกอร์
จันทร์ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ ไฟไหม้สายไฟเตา calcine

ท่าทางเดือนกันยายนจะเป็นเดือนอาถรรพ์ของห้องนี้ ทีนี้พวกคุณคงเห็นแล้วทำไมถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ แล้วผมเองยังไม่อยากเข้าไปในห้องนั้นเลย

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ขดลวดความร้อน MO Memoir : Saturday 21 August 2553

เมื่อวันพุธที่ ๑๘ ที่ผ่านมา มีนิสิตป.เอกคนหนึ่งมาถามผมเรื่องขดลวดเตาความร้อนที่ขาดว่าควรทำอย่างไรดี ผมดูแล้วก็แนะนำให้เปลี่ยนใหม่เลยเพราะตำแหน่งที่ขาดมันเป็นบริเวณที่ให้ความร้อน ไม่ใช่บริเวณที่เป็นสายไฟฟ้า

คำถามต่อไปที่ผมถามเขาก็คือเตาความร้อนนั้นมีขดลวดกี่เส้น เขาตอบว่ามีอยู่ ๒ เส้น คำถามต่อไปคือสองเส้นนั้นต่อกันอยู่แบบอนุกรมหรือแบบขนาน คำตอบคือต่อแบบขนาน ผมก็เลยแนะนำให้เขาเปลี่ยนใหม่ทั้งสองเส้นเลย


รูปที่ 1 ตัวอย่างเตาให้ความร้อนที่ใช้ในแลปของเรา ลักษณะเป็นเตาสองซีกเปิดได้ ทำจากอิฐทนไฟและเซาะร่องเพื่อร้อยขดลวดความร้อน


เตาให้ความร้อนที่แสดงในรูปที่ 1 นั้นเกือบทุกตัวในแลปนิสิตเป็นคนทำกันเอง โดยไปซื้ออิฐทนไฟมาเซาะร่องด้วยตะไบ และไปซื้อขดลวดความร้อนมาร้อยตามกำลังความร้อนที่ต้องการ ส่วนประกอบที่จ้างเขามีแต่ตัวเปลือกหุ้มด้านนอกที่ไปให้ร้านเขาดัดแผ่นเหล็กและทำบานพับและตัวยึด ผมกลับมาทำงานใหม่ ๆ ยังต้องมาช่วยนิสิตออกแบบเตาและสร้างเตากันเลย ไม่เห็นมีใครบ่นอะไรสักคำ สนุกกับการได้ลงมือทำด้วยซ้ำ ต้นทุนเตาให้ความร้อนที่เราประกอบกันเองนั้น (ไม่คิดค่าแรง) ก็อยู่ในระดับหลักพันต้น ๆ แต่ถ้าไปจ้างเขาทำก็ดูเหมือนว่าจะอยู่ในระดับหลายหมื่น นิสิตสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน นิสิตปัจจุบันถ้าบอกให้ไปทำอะไรแล้วจะหน้ามุ่ยทันที ชอบแต่จะซื้อเอาอย่างเดียว ถ้าผลการทดลองหาซื้อได้ก็คงหาซื้อไปแล้ว

อุณหภูมิที่เตาให้ความร้อนจะทำได้ขึ้นอยู่กับกำลัง (วัตต์) และจำนวนขดลวดความร้อนที่จะร้อยเข้าไป ในบ้านเรานั้นใช้ไฟฟ้า 220V ถ้าใช้ขดลวดความร้อนชนิดที่ใช้กับไฟฟ้า 110V (พวกที่ขนชิ้นส่วนมาจากต่างประเทศ) ก็ต้องเอาขดลวดสองเส้นมาต่ออนุกรมกันก่อน เพราะขืนไม่ต่ออนุกรมกันก็จะมีกระแสไหลเข้ามากเกินไปจนทำให้ขดลวดขาดได้ แต่ถ้าเป็นขดลวดความร้อนชนิดที่ใช้กับไฟฟ้า 220V ก็ไม่จำเป็นต้องเอามาต่ออนุกรมกัน อาจเอามาต่อแบบอนุกรมหรือขนานกันก็ได้

การต่อขดลวดแบบอนุกรมนั้น กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านขดลวดทั้งสองที่ต่ออนุกรมกันอยู่เท่า ๆ กัน แต่การต่อขดลวดแบบขนานนั้นจำเป็นที่ขดลวดทั้งสองควรมีความต้านทานเท่ากัน เพราะถ้าขดลวดทั้งสองมีความต้านทานแตกต่างกัน ขดลวดที่มีความต้านทานต่ำกว่าจะมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมากกว่า และจะร้อนจัดมากกว่า (ความร้อนที่เกิดเท่ากับ I2R หรือแปรผันตามกระแสกำลังสอง) และเส้นที่ความต้านทานต่ำกว่าจะขาดก่อน

เหตุผลที่ผมบอกให้นิสิตคนข้างบนเปลี่ยนขดลวดความร้อนใหม่ทั้งสองเส้นเลยนั้น เพราะอีกเส้นหนึ่งเห็นสภาพก็บอกได้เลยว่าใช้งานมานานแล้ว คงใช้ได้อีกไม่นานก็คงจะขาดแล้วก็ต้องเปลี่ยนใหม่ และเวลาไปหาซื้อก็ควรตรวจดูด้วยว่าร่องใส่ขดลวดในเตานั้นเขาทำไว้ยาวเท่าไร จะได้ซื้อขดลวดความร้อนได้ถูกขนาด ลวดความร้อนที่เห็นใช้กันอยู่ในแลปนั้นมีลักษณะแบบขดสปริง ถ้ามันยาวกว่าความยาวร่องก็ใช้วิธีกดให้มันยุบตัวลงไป อย่าไปตัดให้มันสั้นลง แต่ถ้ามันสั้นกว่าความยาวร่องก็จะใช้วิธีดึงให้ยืดตัวออกมา


เรื่องสอนให้นิสิตลงมือปฏิบัตินี่ตอนหลังจะสอนเฉพาะนิสิตที่ตัวเองดูแล ส่วนผู้ที่ผมไม่ได้เป็นผู้ดูแลก็ไม่อยากจะไปยุ่งอะไรกับเขา เว้นแต่ว่าเขาจะมาขอร้องให้ไปช่วย รายสุดท้ายที่โดนมาเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วเป็นนิสิตหญิงป.โทผู้หนึ่ง เขามาปรึกษาผมเรื่องอุปกรณ์มีปัญหา ผมก็เข้าไปดูปัญหาให้และบอกให้เขาทำตามที่ผมบอก เขากลับตอบผมว่าขอไปเรียกเพื่อนผู้ชายให้มาทำให้ ผมก็ตอบเขาไปว่าไม่ต้องไปเรียกหรอก จะสอนให้เขาลงมือปฏิบัติเอง คราวหลังจะได้ทำเองเป็น จะได้ไม่ต้องคอยพึ่งคนอื่น ปรากฏว่าเขาเชิดหน้าใส่และเดินจากไป หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเป็นต้นมา เดินสวนกันในแลปทีใดเขาก็ทำเหมือนกับมองไม่เห็นผม แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ เพราะผมไม่ได้เป็นกรรมการสอบเขานี่ หลัง ๆ พอเห็นคนในกลุ่มอื่นเขาทำอะไรกัน ถ้ามันไม่ก่ออันตรายให้กับคนรอบข้างที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แล้ว ก็จะไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่มาถามก็จะไม่บอก ปล่อยให้ทำกันเองก็แล้วกัน แต่จะว่าไปแล้ว พวกที่มาขอให้ผมช่วยแก้ไขปัญหา พอแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ ก็ไม่เห็นกล่าวขอบคุณสักคำ