แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ calibration curve แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ calibration curve แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๖๐ (ตอนที่ ๖) MO Memoir : Tuesday 19 February 2562

เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog
เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เกี่ยวกับการสร้าง calibration curve ของโทลูอีน


ปิดท้ายที่ว่างของหน้าด้วยภาพบรรยากาศบนชั้น ๔ ของหอสมุดกลางเมื่อราว ๆ ๕ โมงเย็นวันวานก็แล้วกัน ที่อ่านหนังสือมุมนี้เขาใช้ระบบเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติ กล่าวคือถ้าไม่มีคนเดินไฟมันจะปิด มันก็เลยมีปัญหาเพราะเวลาที่ไม่มีใครเดิน มีแต่คนนั่งอ่านหนังสือตามโต๊ะ ไฟมันก็เลยปิดมืด สงสัยเขาคงกลัวคนนั่งติดเก้าอี้มากเกินไป :) :) :)

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๗ (ตอนที่ ๑๘) MO Memoir : Sunday 25 October 2558

เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog
  
เนื้อหาในเอกสารนี้เกี่ยวกับการสร้าง calibration curve ของ CO2 ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
  

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๗ (ตอนที่ ๑๗) MO Memoir : Tuersday 20 October 2558

เอกสารนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog

เนื้อหาในเอกสารนี้ส่วนหนึ่งเป็นข้อสรุปผลการประชุมที่ได้จากการประชุมในช่วงบ่ายวันจันทร์เวลา ๑๕.๐๐ - ๑๖.๐๐ น ที่ห้องเรียนใหญ่ชั้น ๑๐ อาคารวิศว ๔ ที่ผ่านมา


วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๗ (ตอนที่ ๑๕) MO Memoir : Saturday 17 October 2558

เอกสารนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog

เนื้อหาในเอกสารนี้เกี่ยวกับการทดลองเพื่อสร้าง calibration curve ของ CO2 ที่ความเข้มข้นต่ำ


วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๗ ตอนที่ (๑๓) MO Memoir : Tuesday 15 September 2558

เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เป็นบันทึกโครมาโทแกรมที่ได้จากการปรับแต่งเครื่อง GC ด้วยการฉีดแก๊ส CO2 100% ที่ปริมาตรต่าง ๆ กัน ในระหว่างการทดสอบเครื่อง Shimadzu GC-8A ติดตั้งตัวตรวจวัดชนิด TCD (Thermal Conductivity Detector)
  
รูปที่ ๑ ฉีดด้วยปริมาตร 30 ไมโครลิตร
  
รูปที่ ๒ ฉีดด้วยปริมาตร 40 ไมโครลิตร

ขณะนี้เราตั้งอัตราการไหลของ He ทั้งสองคอลัมน์ไว้ที่ประมาณ 30 ml/min (วัดที่อุณหภูมิห้อง แต่ที่อุณหภูมิคอลัมน์สูงขึ้นอัตราการไหลจะตกลงเล็กน้อย) อุณหภูมิของ Injector/Detector ตั้งไว้ที่ 120ºC ส่วนอุณหภูมิคอลัมน์ที่ตัวควบคุมตั้งไว้ที่ 250ºC แต่ที่อ่านจากมาตรวัดจะอยู่ที่ประมาณ 200-210ºC 
   
Detector current ที่ใช้ในขณะนี้คือ 100 mA โครมาโทแกรมที่แสดงตั้ง attenuation ไว้ที่ 1 (คือไม่มีการลดทอนสัญญาณ) ใช้เข็มฉีดแก๊สขนาด 100 ไมโครลิตร ในการฉีดแก๊สตัวอย่าง โครมาโทแกรมที่นำมาแสดงคือผลการวิเคราะห์ในช่วงเย็นวันวาน (จันทร์ ๑๔ กันยายน)
  
รูปที่ ๑-๕ คือผลการวิเคราะห์ รูปที่ ๖ เป็นกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรที่ฉีดกับพื้นที่พีค และรูปที่ ๗ เป็นรูปของระบบท่อที่เราใช้ดึง CO2 จากถังเก็บเพื่อเอามาฉีด GC
  
รูปที่ ๓ ฉีดด้วยปริมาตร 60 ไมโครลิตร

อนึ่งเมื่อบ่ายวันวานได้รับแจ้งว่า GC มีปัญหาคือปรับเส้น base line ไม่ได้ เมื่อไปตรวจสอบพบว่าสัญญาณไฟสีแดง (ที่อยู่เหนือปุ่มเลื่อนเพื่อปรับค่า detector current) นั้นติดอยู่ แสดงว่ามีปัญหา current overload เครื่องเลยตัดการทำงานของ TCD (ระบบป้องกันของเครื่อง) สิ่งที่ได้ทำการแก้ไขคือ "ปิด" TCD ด้วยการลดกระแสลงเป็นศูนย์ และเปิดใหม่อีกครั้ง สัญญาณ TCD ก็กลับมาเหมือนเดิน
  
รูปที่ ๔ ฉีดด้วยปริมาตร 80 ไมโครลิตร
  
รูปที่ ๕ ฉีดด้วยปริมาตร 100 ไมโครลิตร
  
รูปที่ ๖ Trend line ที่ได้จากการนำเอาข้อมูลในรูปที่ ๑-๕ มาเขียนกราฟ จะสังเกตเห็นว่าไม่ได้เข้าหาจุด (0,0) ดังนั้นจำเป็นต้องสร้าง calibration curve สำหรับการวัดที่ค่าความเข้มข้นต่ำให้ได้ (ในการทดสอบ linearity ของสัญญาณว่ามันครอบคลุมช่วงกว้างแค่ไหน อย่าไปกำหนดให้เส้น trend line ต้องผ่านจุด (0,0) นะ)

รูปที่ ๗ ระบบท่อที่ใช้ในการดึงแก๊ส CO2 จากถัง ตำแหน่งดึง CO2 อยู่ในวงกลมสีแดง ส่วนวาล์วข้างล่างมีไว้ไล่อากาศออกจากท่อ

วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๕ (ตอนที่ ๑๕) MO Memoir : Satruday 30 November 2556

เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog
  
เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้เกี่ยวข้องกับงานของกลุ่ม DeNOx
  
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับ Memoir ฉบับนี้คือ
  
ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๔๘๙ วันอาทิตย์ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ เรื่อง "แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๔ (ตอนที่ ๒)" (เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog)
  
ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๖๕๒ วันอาทิตย์ที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๖ เรื่อง "แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๕ (ตอนที่ ๑๒)" (เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายใน ไม่นำเนื้อหาลง blog)

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

ปัญหาการสร้าง calibration curve ของ ICP (การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติ ตอนที่ ๔๙) MO Memoir : Tuesday 10 September 2556

เทคนิคทางด้าน atomic spectroscopy ไม่ว่าจะเป็นการวัดการดูดกลืน (absorption) หรือการเปล่งแสง (emission) นั้นจัดว่าเป็นเทคนิคที่มีความว่องไว (sensitivity) ในการวัดที่สูง สามารถวัดธาตุในสารตัวอย่างที่ระดับปริมาณ ppm (part per million - ส่วนต่อล้านส่วน) หรือ ppb (part per billion - ส่วนต่อพันล้านส่วน) ได้ แต่นั่นหมายถึงตัวอย่างที่ต้องการวัดปริมาณธาตุนั้นจำเป็นต้องมีธาตุเหล่านั้นที่ความเข้มข้นระดับ ppm ด้วย เพราะถ้าความเข้มข้นของธาตุในสารตัวอย่างสูงเกินไป เครื่องจะวัดไม่ไหว
  
ในกรณีที่เรามีตัวอย่างเป็นของแข็งและต้องการวัดปริมาณธาตุในตัวอย่างนั้น สิ่งที่ต้องกระทำก็คือละลายตัวอย่างในตัวทำละลายที่เหมาะสม เนื่องจากการละลายให้ได้ความเข้มข้นระดับ ppm ในครั้งเดียวเป็นเรื่องยากที่จะทำ (ปัญหาหนักข้อหนึ่งมันอยู่ตรงที่การชั่งสารในปริมาณน้อย ๆ) วิธีการที่ทำกันมากกว่าคือการเตรียมตัวอย่างให้เป็นสารละลายที่ความเข้มข้นสูงก่อน จากนั้นจึงค่อยทำการเจือจางสารละลายนั้นให้อยู่ในระดับความเข้มข้นที่เครื่องสามารถวัดได้
 
แต่วิธีการเจือจางก็ยังมีปัญหาเรื่องความคลาดเคลื่อนอยู่ดี ปัญหาหลักก็คือประสบการณ์ของผู้ที่เตรียมสารละลายในการใช้อุปกรณ์เครื่องแก้วต่าง ๆ ในการวัดปริมาตร

ในสัปดาห์ที่แล้วสมาชิกผู้หนึ่งของกลุ่มเราได้ส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ด้วยเทคนิค inductively coupled plasma หรือที่เรียกย่อว่า ICP ปรากฏว่าผลการวัดที่ได้นั้นเกิดปัญหาขึ้น คือค่าความเข้มข้นที่วัดได้นั้นมันติดลบ ก็เลยได้มีการปรึกษากันระหว่างผมกับทางเจ้าหน้าที่ผู้วิเคราะห์ (เขาเพิ่งจะย้ายมารับงานนี้) 
   
ในการส่งตัวอย่างไปนั้นผู้ส่งตัวอย่างต้องเตรียมสารละลายตัวอย่างและสารละลายที่จะใช้สร้าง calibration curve การเตรียมสารละลายที่ใช้สร้าง calibration curve นั้นจะใช้สารละลายมาตรฐานที่ทราบค่าความเข้มข้นแน่นอน มาเจือจางให้ได้ระดับความเข้มข้นต่าง ๆ กัน ซึ่งหลังจากที่ได้ปรึกษากันแล้วผมก็เสนอว่าปัญหามันน่าจะอยู่ตรงที่การสร้าง calibration curve และความเข้มข้นของสารในตัวอย่างที่นำมาวัด ผมก็เลยขอให้ทางผู้วิเคราะห์นั้นส่งข้อมูลความแรงของสัญญาณที่วัดได้จากตัวอย่างความเข้มข้นต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบการสร้าง calibration curve
  
กล่าวคือในการวิเคราะห์นั้น ทางผู้ส่งตัวอย่างส่งสารที่ความเข้มข้น 0, 1, 3, 5, 10 และ 15 ppm ที่เตรียมขึ้นเองเพื่อใช้สร้าง calibration curve ผู้ทำการวิเคราะห์ก็ทำการวัดสัญญาณที่ได้จากสารเหล่านี้ความเข้มข้นละ 3 ครั้งก่อนที่จะหาค่าเฉลี่ย จากนั้นจะใช้ค่าเฉลี่ยที่ได้นั้นมาสร้าง calibration curve โดยกำหนดให้ calibration curve เป็นเส้นตรงที่ตัดผ่านจุดกำเนิด ข้อมูลดิบที่ได้และและผลการคำนวณแสดงไว้ในตารางที่ ๑ ข้างล่าง

ตารางที่ ๑ ข้อมูลดิบที่ได้จากการวัดและข้อมูลที่ทำการปรับแก้แล้ว


ข้อมูลดิบ
เฉลี่ย
เทียบกับค่าเฉลี่ย
สัญญาณ
ppm
ครั้งที่ ๑
ครั้งที่ ๒
ครี้งที่ ๓
ครั้งที่ ๑
ครั้งที่ ๒
ครี้งที่ ๓
ที่ปรับแก้
0
860128.9
854053.3
854289.8
856157.3
3971.6
-2104.0
-1867.5
0.0
1
1372324.5
1371738.1
1372463.0
1372175.2
516167.2
515580.8
516305.7
516017.9
3
2389482.1
2395157.7
2384729.7
2389789.8
1533324.8
1539000.4
1528572.4
1533632.5
5
3390577.3
3392577.0
3403565.6
3395573.3
2534420.0
2536419.7
2547408.3
2539416.0
10
5947784.0
5915905.6
5903768.8
5922486.1
5091626.7
5059748.3
5047611.5
5066328.8
15
8434312.8
8433330.6
8406988.8
8424877.4
7578155.5
7577173.3
7550831.5
7568720.1

รูปที่ ๑ (ซ้าย) สัญญาณข้อมูลดิบที่วัดได้กับความเข้มข้นของสาร (ขวา) ปรับแก้ base line ด้วยการลบสัญญาณที่วัดได้จากตัวอย่างแต่ละความเข้มข้นด้วยสัญญาณที่วัดได้จากตัวอย่างความเข้มข้น 0 ppm

ถ้านำเอาข้อมูลดิบ (หรือที่ตัด base line ทิ้งไปแล้ว) คือความแรงของสัญญาณที่วัดได้กับความเข้มข้นของสารมาตรฐานที่เตรียมขึ้นมาเขียนกราฟ ก็จะได้กราฟดังแสดงในรูปที่ ๑ ข้างบน มองแบบนี้จะเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างความแรงของสัญญาณกับความเข้มข้นของสารมีลักษณะเป็นกราฟเส้นตรงซึ่งเป็นไปตาม Beer's law
 
อันที่จริง calibration curve ในรูปที่ ๑ ก็ใช้การได้ แต่ถ้าจะดูให้ละเอียดโดยเอาตัวเลขข้อมูลดิบมาตรวจสอบว่าความสัมพันธ์ระหว่างความแรงของสัญญาณกับความเข้มข้นของสารนั้นเป็นเส้นตรงที่ตัดจุดกำเนิดของกราฟหรือไม่ก็จะพบว่ามีปัญหาเล็กน้อย (ดูตารางที่ ๒) กล่าวคือถ้าเอาจุด 0 ppm และ 1 ppm เป็นหลัก จากนั้นตรวจสอบว่าที่ความเข้มข้น 3, 5, 10 และ 15 ppm นั้นสัญญาณแรงเป็น 3, 5, 10 และ 15 เท่าของสัญญาณที่ 1 ppm หรือไม่ก็พบว่าความแรงของสัญญาณที่ความเข้มข้น 3, 5, 10 และ 15 ppm นั้น "ต่ำกว่า" 3, 5, 10 และ 15 เท่าของสัญญาณที่ 1 ppm อยู่เล็กน้อย โดยยิ่งห่างจุด 1 ppm มากก็ยิ่งต่ำลงมากขึ้น

ตารางที่ ๒ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสัญญาณที่วัดได้จริงกับค่าที่ควรเป็นถ้าอ้างอิงจุด 1 ppm และ 15 ppm
ppm
เฉลี่ย
ref ที่ 1 ppm
ref ที่ 15 ppm
0
0.0
0.0
0.0
1
516017.9
516017.9
504581.3
3
1533632.5
1548053.6
1513744.0
5
2539416.0
2580089.3
2522906.7
10
5066328.8
5160178.7
5045813.4
15
7568720.1
7740268.0
7568720.1

และในทางกลับกันถ้าเอาจุด 0 ppm และ 15 ppm เป็นหลัก จากนั้นตรวจสอบว่าที่ความเข้มข้น 1, 3, 5 และ 10 ppm นั้นสัญญาณแรงเป็น 1/15, 3/15, 5/15 และ 10/15 เท่าของสัญญาณที่ 15 ppm หรือไม่ก็พบว่าความแรงของสัญญาณที่ความเข้มข้น 1, 3, 5 และ 10 ppm นั้น "สูงกว่า" 1/15, 3/15, 5/15 และ 10/15 เท่าของสัญญาณที่ 15 ppm อยู่เล็กน้อยเช่นเดียวกัน โดยยิ่งเข้าใกล้จุด 0 ppm มากก็ยิ่งสูงขึ้นมากขึ้น (ค่าสัมพัทธ์)

ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำเวลาที่ตวงของเหลวปริมาตรน้อย ๆ ด้วยอุปกรณ์ที่เพียงชิ้นเดียวก็สามารถตวงของเหลวได้หลายปริมาตรเช่น graduate pipette หรือบิวเรต หรือแม้แต่การใช้ syringe ขนาดใหญ่ในการฉีดตัวอย่างปริมาตรน้อย (เช่นเอา syringe ขนาด 1 ไมโครลิตรมาฉีดตัวอย่างขนาด 0.1-0.2 ไมโครลิตร) ทั้งนี้เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้จะมีความคลาดเคลื่อนในการวัดปริมาตรอยู่ในระดับหนึ่ง โดยไม่ขึ้นกับปริมาตรที่ทำการตวง
สมมุติว่าเราใช้ graduate pipette ขนาด 10 ml ในการตวงของเหลวปริมาตร 10 ml ความคลาดเคลื่อนจากการตวงจะอยู่ที่ฝีมือผู้ทำการตวงของเหลวในการอ่านสเกลและปรับปริมาตรของเหลวให้ตรงกับขีด และปริมาตรของเหลวที่ตกค้างอยู่ที่ปลายปิเปต ซึ่งความคลาดเคลื่อนตรงนี้จะมีขนาดคงที่ ไม่ขึ้นกับปริมาตรของเหลวที่ทำการตวง ถ้าสมมุติว่าขนาดความคลาดเคลื่อนสองส่วนนี้รวมกันเท่ากับ 0.02 ml ดังนั้นถ้าเรานำเอา graduate pipette ตัวนี้มาตวงของเหลว 10 ml ก็จะมีสิทธิคลาดเคลื่อนไปได้ (0.02/10.0)*100 = 0.2%
  
แต่ถ้าเรานำเอา graduate pipette ตัวนี้มาตวงของเหลวปริมาตร 1.0 ml ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการอ่านสเกล การปรับระดับของเหลวให้ตรงขีด และปริมาตรของเหลวที่ค้างอยู่ที่ปลายก็ยังคงเท่ากับ 0.02 ml เหมือนเดิม แต่ในขณะนี้เมื่อเทียบกับปริมาตร 1.0 ml ที่ทำการตวง การตวงจะมีควรคลาดเคลื่อนเพิ่มเป็น (0.02/1.0)*100 = 2.0% ดังนั้นเพื่อที่จะลดขนาดความคลาดเคลื่อนสัมพัทธ์ตรงนี้ จึงไม่ควรตวงสารในปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับขนาดของอุปกรณ์ที่ใช้ตวง


ในกรณีนี้สิ่งที่ผมคิดว่าพวกเราควรต้องปฏิบัติคือให้ไปดูว่าสารมาตรฐานที่เขาซื้อมานั้นมีความเข้มข้นเท่าใด ก็ให้เตรียมสารตัวอย่างให้มีความเข้มข้นประมาณนั้น เช่นสมมุติว่าโลหะที่เราต้องการวัดนั้นมีสารมาตรฐานเข้มข้น 15 ppm การสร้าง calibration curve ก็ใช้จุด 2 คือ 0 ppm กับ 15 ppm ที่ผมคิดว่าใช้เพียงแค่สองจุดได้ก็เพราะความสัมพันธ์ระหว่างความแรงสัญญาณและความเข้มข้นนั้นเป็นเส้นตรงที่ดีและผ่านจุดกำเนิด (ดูรูปที่ ๑)

จุด 0 ppm ได้จากการวัดตัวทำละลายเปล่า ตัวทำละลายเปล่านี้คือตัวทำละลายที่เราใช้ละลายตัวเร่งปฏิกิริยา ที่ต้องทำการวัดตัวทำละลายเปล่าก็เพื่อหาว่าสัญญาณของตัวทำละลายเปล่าเมื่อไม่มีตัวเร่งปฏิกิริยาละลายอยู่นั้นแรงเท่าใด ส่วนจุด 15 ppm ก็วัดจากสารละลายมาตรฐานนั้นเลย เมื่อได้ผลการวิเคราะห์ออกมาก็เทียบกับcalibration curve เส้นนี้

ส่วนการเตรียมสารละลายตัวอย่างนั้นก็ให้คำนวณก่อนว่าควรนำตัวเร่งปฏิกิริยาหนักกี่กรัม ละลายในตัวทำละลายกี่ ml จึงจะได้ความเข้มข้นของโลหะที่ต้องการวัดในสารละลายนั้นเข้มข้นประมาณ 15 ppm (เราทราบปริมาณโลหะโดยประมาณของตัวอย่างจากปริมาณโลหะที่เราเติมเข้าไปตอนสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยา)

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

GC-2014 ECD & PDD ตอนที่ ๕ การทำ calibration curve ของ NH3 MO Memoir : Wednesday 8 June 2554


จากที่ได้เล่าไว้เมื่อวันพฤหัสบดีของสัปดาห์ที่แล้วว่าตอนนี้เราเจอปัญหาสัญญาณของ GC-2014 ในส่วนของ PDD ให้พีคกลับหัว

ที่ไม่เข้าใจก็คือมันเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ที่ทดลองทำกันตอนฉีดอากาศหรือ NH3 เข้าไป มันก็ให้พีคหัวตั้ง แต่พอมาสัปดาห์ที่แล้วหลังจากที่ได้ให้สาวน้อยร้อยห้าสิบเซนฯทำการ conditioning คอลัมน์ ซึ่งก็ทำให้เราได้เส้น base line ที่นิ่งและเรียบ แต่กลับได้พีคหัวกลับ

ผมเอาตัวอย่าง chromatogram ก่อนและหลังเกิดปัญหามาแสดงให้ดูในรูปที่ ๑ ในหน้าถัดไป

ช่วงวันอาทิตย์ที่ ๕ มิถุนายนที่ผ่านมาก็มีเจ้าหน้าที่ของทางบริษัทมาดูให้ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ได้แต่บอกว่าขอกลับไปปรึกษาหัวหน้าก่อน

เมื่อวานผมก็ลองไปปรับแต่งดู ทั้งคำสั่งที่ตัวเครื่อง GC และตัวซอร์ฟแวร์ที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล ลองปรับเปลี่ยนไปหลายคำสั่งแล้วก็ยังแก้ปัญหาพีคกลับหัวไม่ได้

งานนี้คิดว่าคงต้องอีเมล์ไปถามบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นซะแล้ว ไว้ว่าง ๆ ภายในสัปดาห์นี้จะหาโอกาสเขียนส่งไป

ได้ยินว่าวันนี้จะมีเจ้าหน้าที่จากทางบริษัทเข้ามาอีกที ผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องคอยดูกัน


แต่เนื่องจากการทดลองยังคงต้องเดินหน้าต่อไป เราคงต้องพักเรื่องการแก้ปัญหาพีคกลับหัวเอาไว้ก่อน ดังนั้นสิ่งที่สาวน้อยร้อยห้าสิบเซนฯต้องทำต่อไปคือการสร้าง calibration curve ของNH3 โดยให้ทำการวัดทั้ง ๆ ที่ได้พีคกลับหัว แล้วค่อยเอาซอร์ฟแวร์ประมวลผลพีคทำการกลับหัวพีคและคำนวณพื้นที่ใหม่

สิ่งที่สาวน้อยร้อยห้าสิบเซนฯต้องทำมีดังนี้

๑. ทดลองฉีดN2 เข้าไป เพื่อดูสัญญาณของ N2 เนื่องจากแก๊สที่เราจะทำการวิเคราะห์นั้น N2 เป็นองค์ประกอบที่มีความเข้มข้นมากที่สุด ตรงจุดนี้ควรต้องบันทึกไว้ด้วยว่าสัญญาณของ N2 นั้นมีขนาดเท่าไร จะได้ใช้เป็นตัวเปรียบเทียบการปรับตั้ง PDD

๒. ทดลองฉีดอากาศ (จากถัง) เข้าไป เพื่อหาตำแหน่งพีค O2 (เพราะในแก๊สตัวอย่างของเรามีพีค O2 อยู่ด้วย) ตำแหน่งพีค O2 หาได้จาก พีคที่เพิ่มขึ้นจากที่ได้ในข้อ ๑. (ถ้าเครื่องมันมองเห็นนะ)

๓. ทดลองฉีดอากาศในห้องเข้าไป เนื่องจากเมื่อวานผมยังสงสัยด้วยว่าจะมีพีค CO2 หรือของ Ar หรือไอน้ำด้วยหรือเปล่า (เมื่อวานเห็นพีคกว้าง ๆ ช่วงท้าย chromatogram สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเป็นพีคของน้ำหรือเปล่า การระบุตำแหน่งสารตัวอื่นก็ต้องนำพีคที่ได้จากข้อ ๒. มาเปรียบเทียบ

๔. ทดลองฉีดแก๊สผสมระหว่าง NH3 และ N2 เพื่อหาตำแหน่งพีคของ NH3

๕. ทดลองฉีดแก๊สผสมระหว่าง NH3 N2 และ O2 โดยที่คงความเข้มข้นของ NH3 ไว้เท่ากับที่ใช้ในข้อ ๔. เพื่อตรวจสอบว่ามีการซ้อนทับกันของพีคและ O2 ส่งผลต่อสัญญาณที่วัดได้หรือไม่

๖. ทดลองฉีดแก๊สผสมระหว่าง NH3 N2 O2 และ H2O โดยที่คงความเข้มข้นของ NH3 ไว้เท่ากับที่ใช้ในข้อ ๔. เพื่อตรวจสอบว่ามีการซ้อนทับกันของพีคและไอน้ำส่งผลต่อสัญญาณที่วัดได้หรือไม่

๗. จากข้อ ๖. ให้ทดลองเพิ่ม SO2 เข้าไป แล้วดูว่าได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่

๘. ถ้าหากพบว่าสัญญาณของ NH3 ไม่ได้รับการรบกวนจาก O2 SO2 หรือไอน้ำ ก็ให้ทำการสร้าง calibration curve ของ NH3 โดยการปรับอัตราส่วนการผสมระหว่าง N2 (100%) กับ NH3 จาก โดยในการผสมนั้นให้เลือกภาวะที่ mass flow ทำงานได้ดี ส่วนตัวเลขความเข้มข้นของแก๊สผสมที่ใช้ในการสร้าง calibration curve ไม่ใช่ตัวเลขลงตัวก็ไม่เป็นไร

๙. ในขั้นตอน ๕-๗ ถ้าพบปัญหาการรบกวนพีค NH3 ให้ติดต่อผมก่อนว่าจะทำอะไรต่อไป


รูปที่ ๑ (บน) สัญญาณ PDD ก่อนเกิดปัญหา (ล่าง) สัญญาณ PDD ที่เกิดปัญหาพีคกลับหัวหลังการ conditioning คอลัมน์ พึงสังเกตนะว่าแม้ว่าตำแหน่งพีคที่เกิดจะตรงกัน แต่ความแรงสัญญาณแตกต่างกันมากประมาณ 100-1000 เท่า ตรงนี้ทำให้ผมสงสัยว่ามันเกิดจากการที่เราติดตั้งคอลัมน์กลับคืนเดิมไม่เรียบร้อยหรือเปล่า

เหตุผลที่การสร้าง calibration curve ของ NH3 ค่อนข้างจะวุ่นวายไม่เหมือนของ SO2 ก็เพราะ PDD นั้นเป็นตัวตรวจวัดที่ไม่ selective กล่าวคือมันมองเห็นสารแทบทุกชนิด เราจึงต้องพิจารณาองค์ประกอบทุกชนิดในแก๊สตัวอย่างของเราว่าส่งผลต่อการวิเคราะห์หรือไม่ ปัญหาที่เกรงว่าจะเกิดคือการซ้อนทับกันของพีค ซึ่งถ้าพบปัญหานี้ก็คงต้องทำการปรับตั้งอุณหภูมิการทำงานของคอลัมน์และอัตราการไหลของ carrier gas อีก

สิ่งที่เราต้องระมัดระวังในการปรับตั้งอุณหภูมิคอลัมน์คือใน GC ของเรานั้นมีอีกคอลัมน์หนึ่งที่ใช้ในการวิเคราะห์ NOx ซึ่งคอลัมน์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ NOx นี้ทำงานที่อุณหภูมิเดียวกันกับคอลัมน์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ NH3 การปรับเปลี่ยนอุณหภูมิการทำงานของ oven จะส่งผลต่อการทำงานของคอลัมน์ทั้งสอง ในขณะที่การปรับเปลี่ยนอัตราการไหลของ carrier gas จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของคอลัมน์ที่เราทำการปรับเปลี่ยนเท่านั้น

หวังว่าเราคงจะแก้ปัญหานี้ได้ภายในสัปดาห์นี้


เพิ่มเติมนิดนึงเกี่ยวกับเรื่องการใช้โปรแกรม fityk ในการแยกพีค GC ที่ซ้อนทับกันที่ทำให้พวกคุณดูเมื่อตอนก่อนเที่ยง ที่ผมแสดงให้เห็นว่าด้วยกราฟรูปเดียวกันเราอาจได้พื้นที่จากการ fit curve (พีคที่สอง) ที่แตกต่างกันได้

วิธีที่จะทดสอบว่าวิธีใดถูกต้องนั้นทำได้โดยเริ่มจาก

(ก) ฉีดสารละลายที่มีสาร A เข้มข้น 1 หน่วย แล้วดูว่าได้พื้นที่พีคเท่าไร

(ข) ฉีดสารละลายที่มีสาร B เข้มข้น 1 หน่วย แล้วดูว่าได้พื้นที่พีคเท่าไร

(ค) ฉีดสารละลายที่มีสาร A เข้มข้น 1 หน่วยและสาร B เข้มข้น 1 หน่วย ซึ่งพื้นที่พีคที่ได้ควรเท่ากับพื้นที่ที่ได้จากข้อ (ก) และ (ข) รวมกัน

(ง) จากนั้นทำการแยกพีคที่ได้จากข้อ (ค) แล้วดูว่าวิธีการไหนทำให้ได้พีค A ที่มีพื้นที่เท่ากับที่ได้ในข้อ (ก) และได้พีค (B) ที่มีพื้นที่เท่ากับที่ได้ในข้อ (ข)

เรื่องการแยกพีคนี้ผมเตรียมเรื่องเอาไว้แล้วเหมือนกัน เพราะมันมีปัญหามากเวลาทำ mass balance แต่บังเอิญวันนี้พวกคุณถามมาก่อนก็เลยอธิบายไปก่อน ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ นั้นค่อย ๆ เรียนรู้กันไปก็แล้วกัน

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แนวทางหัวข้อการทำวิทยานิพนธ์นิสิตรหัส ๕๒ (ตอนที่ ๔) MO Memoir : Thursday 22 July 2553

เอกสารฉบับนี้แจกจ่ายเป็นการภายในให้แก่สมาชิกเท่านั้น

ไม่นำเนื้อหาลง blog

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ลากให้ผ่านหรือไม่ให้ผ่าน MO Memoir : วันอังคารที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๑

ในการใช้เครื่องแก๊สโครมาโทกราฟ (Gas chromatograph หรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า GC) นั้น เราจำเป็นต้องสร้างเส้นกราฟเปรียบเทียบ (calibration curve) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสารที่ผ่านเข้าไปในเครื่องและความแรงของสัญญาณที่ตัวตรวจวัด (detector) ส่งออกมา ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีกติกาง่าย ๆ คือถ้าไม่มีสารเข้าไปในเครื่อง ตัวตรวจวัดก็จะไม่มีสัญญาณ (กล่าวคือการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณเป็นศูนย์เมื่อเทียบกับสัญญาณเส้นฐาน (base line)) และเมื่อมีสารตัวอย่างผ่านตัวตรวจวัด ตัวตรวจวัดก็จะส่งสัญญาณที่แตกต่างออกไปจากสัญญาณเส้นฐาน ยิ่งมีสารตัวอย่างผ่านตัวตรวจวัดมาก สัญญาณที่ตัวตรวจวัดส่งออกมาก็จะแรงมากตามไปด้วย

ตรงนี้ต้องขอกล่าวไว้สักหน่อยว่า ปรกติแล้วเราจะให้ตัวตรวจวัดส่งสัญญาณออกมาที่ค่า ๆ หนึ่งที่ไม่ใช่ศูนย์ แม้ว่าตัวตรวจวัดจะตรวจวัดไม่พบอะไรก็ตาม ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้สามารถแยกได้ว่าตัวตรวจวัดยังทำงานอยู่หรือไม่ เพราะถ้าเรากำหนดให้ตัวตรวจวัดไม่ส่งสัญญาณใดออกมาเมื่อตรวจไม่พบอะไร และถ้าตัวตรวจวัดเกิดเสียขึ้นมาทำให้ไม่ส่งสัญญาณใด ๆ ออกมา จะทำให้เราเข้าใจผิดได้ว่าไม่มีสารตัวอย่างผ่านตัวตรวจวัด ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงนั้นมี

ในกรณีของเครื่องแก๊สโครมาโทกราฟนั้นเราจะนิยมใช้พื้นที่ใต้พีคของสัญญาณที่วัดได้เป็นตัวหาค่าปริมาณของสารตัวอย่างที่ผ่านเข้าไปในเครื่อง โดยเราจะทำการฉีดสารตัวอย่างในปริมาณที่ทราบค่าแน่นอนเข้าไปในเครื่อง และดูว่าพีค (peak) ที่ได้มีพื้นที่ใต้พีคเท่าใด ถ้าเราฉีดสารตัวอย่างเข้าในปริมาณมาก ก็จะได้พีคที่มีขนาดใหญ่ (พื้นที่ใต้พีคมาก) ตามไปด้วย และถ้าไม่ฉีดสารใดเข้าไป พื้นที่ใต้กราฟที่ได้ก็จะมีค่าเป็นศูนย์ และโดยการปรับเปลี่ยนปริมาณสารตัวอย่างที่ฉีดเข้าไปในเครื่อง เราก็จะสามารถสร้างกราฟความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสารตัวอย่างที่ไหลผ่านตัวตรวจวัดและพื้นที่ใต้พีคที่วัดได้ กราฟความสัมพันธ์ดังกล่าวคือ calibration curve นั่นเอง ดังตัวอย่างที่แสดงในรูปที่ 1 ข้างล่าง




















รูปที่ 1
(ซ้าย) การลาก calibration curve ที่ไม่ผ่านจุดกำเนิด และ (ขวา) การลาก calibration curve ผ่านจุดกำเนิด

ของให้ลองพิจารณารูปที่ 1 โดยสมมุติให้จุดสี่เหลี่ยมเป็นจุดข้อมูล (พื้นที่ใต้พีค) ที่ได้จากการทดลองฉีดสารตัวอย่างปริมาณต่าง ๆ เข้าไปในเครื่องแก๊สโครมาโทกราฟ รูปด้านซ้ายเป็นการลากเส้นตรงโดยอาศัยจุดข้อมูลที่ได้จากการทดลองจริงโดยใช้เทคนิค linear regression เพื่อให้เส้นตรงที่ออกมาดูดีที่สุด จะเห็นว่าสามารถกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสารที่ฉีดกับพื้นที่ใต้พีคที่ได้มีลักษณะเป็นกราฟเส้นตรง แต่กราฟดังกล่าวไม่ผ่านจุดกำเนิด (จุด origin หรือจุด (0,0) ซึ่งเป็นจุดที่ปริมาณสารที่ฉีดเข้าไปมีค่าเป็นศูนย์ และพื้นที่ใต้พีคมีค่าเป็นศูนย์) ของกราฟ แต่ถ้าเราบังคับให้การทำ linear regression ต้องลากกราฟผ่านจุดกำเนิดดังแสดงในรูปด้านขวา จะเห็นว่าจุดข้อมูลที่ได้จากการทดลองจะเบี่ยงเบนไปจากแนวเส้นตรงที่ลากมากกว่าของกราฟด้านซ้าย
ดังนั้นจึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าเราควรลากเส้นตรงแบบไหน กล่าวคือจะลากโดยยึดจุดกำเนิดเป็นหลัก แต่เส้นตรงที่ได้จะไม่อยู่ในแนวเดียวกับข้อมูลที่ได้จากการทดลองจริง (รูปด้านขวา) หรือลากโดยยึดข้อมูลที่ได้จากการทดลองจริงเป็นหลัก แต่เส้นกราฟจะไม่ผ่านจุดกำเนิด
ปัญหานี้เกิดจากความไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสารตัวอย่างที่ผ่านตัวตรวจวัดและความแรงของสัญญาณที่ตัวตรวจวัดส่งออกมา โดยทั่วไปเรามักสมมุติหรือคิดเอาเองว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวต้อง "เป็นเส้นตรงเสมอ" ซึ่งแนวความคิดดังกล่าวก็ไม่ถูกต้อง 100% กล่าวคือถ้าเรามองความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสารตัวอย่างที่ผ่านตัวตรวจวัดและความแรงของสัญญาณที่ตัวตรวจวัดส่งออกมาในช่วงที่ไม่กว้างเกินไป เราพอจะอนุโลมได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นเส้นตรง แต่ถ้าเราพิจารณาตลอดทั้งช่วงที่ตัวตรวจวัดทำงานได้ เราจะเห็นว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวจะไม่ใช่เส้นตรง จะมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง ซึ่งจะโค้งคว่ำหรือหงายก็ขึ้นอยู่กับชนิดตัวตรวจวัดและสารตัวอย่าง ดังตัวอย่างที่แสดงในรูปที่ 2 ข้างล่าง

















รูปที่ 2
ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสารและสัญญาณที่ตัวตรวจวัดส่งออกมา (เส้นกราฟสีน้ำเงิน) เมื่อพิจารณาในช่วงกว้าง

จากรูปที่ 2 จะเห็นได้ว่าในช่วงปริมาณสารที่ฉีดเข้าไปมีค่าต่ำนั้น เส้นตรงสีแดงจะประมาณเส้นโค้งสีน้ำเงินได้ดี และยังลากผ่านจุดกำเนิดด้วย แต่ที่ปริมาณสารตัวอย่างสูง เส้นตรงสีแดงจะให้ค่าที่ผิดไปมาก ส่วนช่วงที่ปริมาณสารตัวอย่างที่ฉีดเข้าไปมีค่าสูง เส้นตรงสีเขียวจะประมาณเส้นโค้งสีน้ำเงินได้ดี แต่ถ้าเราต่อเส้นตรงสีเขียวออกมายังช่วงที่ปริมาณสารตัวอย่างมีค่าน้อยนั้น ค่าที่ได้จะผิดไปมากและจะเห็นว่าเส้นสีเขียวไม่ลากผ่านจุดกำเนิดด้วย

ณ จุดนี้พอจะบอกได้หรือยังว่าวิธีการที่เหมาะสมในการลากเส้น calibration curve ในรูปที่ 1 นั้นควรลากแบบให้ผ่านหรือไม่ให้ผ่านจุดกำเนิด

วิธีการที่เหมาะสมที่สุดคือกำหนดให้เส้นตรงที่ลากนั้นเข้ากับจุดข้อมูลจริงให้ได้ดีที่สุด โดยที่ไม่ต้องไปสนว่าจะผ่านจุดกำเนิดหรือไม่ แต่ในการใช้งานนั้นไม่ควรอ่านค่านอกช่วงที่ทำการทดลอง (ตามรูปที่ 3) กล่าวคือเส้นตรงที่ได้นั้นควรใช้อ่านค่าที่อยู่ในช่วงระหว่างปริมาณสารน้อยที่สุดที่ฉีดเข้าไป และปริมาณสารมากที่สุดที่ฉีดเข้าไป (เกินเลยไปเล็กน้อยยังพอจะยอมรับได้ แต่อย่าให้มากเกินไปนัก) แต่ถ้าช่วงที่ต้องการทราบค่านั้นอยู่ห่างจากช่วงที่ทำการทดลองไว้มาก ก็ควรที่จะทำการทดลองใหม่และสร้าง calibration curve ใหม่เพื่อใช้กับช่วงความเข้มข้นนั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นมักพบว่ากรณีดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นเมื่อทำการฉีดสารตัวอย่างเข้าไปมาก แต่ถ้าลดปริมาณสารตัวอย่างที่ฉีดให้ลดน้อยลง ก็จะพบว่ากราฟเส้นตรงที่ได้จะลากผ่านจุดกำเนิด
















รูปที่ 3
วิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการลากเส้นตรงให้กับ calibration curve คือทำตามรูปด้านซ้ายของรูปที่ 1 แต่ใช้เส้นกราฟเฉพาะช่วงปริมาณสารที่น้อยที่สุดและที่มากที่สุดเท่านั้น ถ้าต้องการหาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ใต้พีคกับปริมาณสารนอกช่วงดังกล่าว ก็ควรทำการทดลองสร้าง calibration curve สำหรับช่วงความเข้มข้นดังกล่าวขึ้นมาใหม่ พึงหลีกเลี่ยงการต่อเส้นตรงเส้นนี้ไปใช้ประมาณค่านอกช่วงดังกล่าว