วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2567

การก่อการร้ายด้วยแก๊สซาริน (Sarin) ในรถไฟใต้ดินกรุงโตเกียว MO Memoir : Friday 6 September 2567

ในช่วงเวลาประมาณ ๗ โมงเข้าของวันจันทร์ที่ ๒๐ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๕ (พ.ศ. ๒๕๓๘) สมาชิกของกลุ่ม Aum Shinrikyo ได้ทำการปล่อยแก๊สซาริน (Sarin) ในรถไฟใต้ดินกรุงโตเกียวจำนวน ๕ ขบวน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน ๑๔ รายและบาดเจ็บกว่า ๑,๐๐๐ ราย (https://en.wikipedia.org/wiki/Tokyo_subway_sarin_attack)

เรื่องที่นำมาเล่าในวันนี้นำมาจากบทความเรื่อง "The Sarin Gas Attack in Japan and the Related Forensic Investigation" ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ค.ศ. ๒๐๐๑ (เผยแพร่ในหน้าเว็บของ Organisation for the Prohibition of Chemical Weapons ดาวน์โหลดได้ที่ https://www.opcw.org/media-centre/news/2001/06/sarin-gas-attack-japan-and-related-forensic-investigation) บทความไม่ได้ลงชื่อผู้เขียน แต่ในเนื้อหาของบทความกล่าวถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนคือ Chemistry Section of National Research Institute of Police Science (NRIPS) และ Forensic Science Laboratory of Tokyo Metropolitant Police Department

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในบทความนี้คือ การสอบสวนเพื่อหาว่ากลุ่มคนดังกล่าวสามารถสังเคราะห์แก๊สซารินขึ้นมาได้อย่างไร และจะว่าไปประมาณ ๒ ปีก่อนหน้านี้กลุ่มคนเหล่านี้ได้ทำการโจมตีด้วยแก๊สพิษมาแล้วหลายครั้งก่อนที่จะเกิดการโจมตีในรถไฟใต้ดิน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน https://en.wikipedia.org/wiki/Tokyo_subway_sarin_attack) มีทั้งการใช้ ซาริน, VX (เป็น nerve agent หรือสารทำลายระบบประสาทตัวหนึ่ง), และฟอสจีน (phosgene - COCl2) ซึ่งหลังเหตุการณ์เหล่านี้ถ้าการสอบสวนสามารถนำไปถึงต้นตอการผลิตได้ เหตุการณ์ในรถไฟใต้ดินนี้ก็คงไม่เกิด

รูปที่ ๑ รูปภาพจากบทความที่นำมาเขียน เป็นภาพเจ้าหน้าที่กำลังทำงานในรถไฟใต้ดินขบวนหนึ่งที่ถูกโจมตีด้วยแก๊ส

อันที่จริงซารินเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง (จุดเดือดที่ 158ºC) แต่ด้วยการที่มันมีความเป็นพิษสูง ความเข้มข้นเพียงเล็กน้อยในอากาศก็สามารถทำให้เสียชีวิตได้ การเร่งการระเหยสามารถทำได้ด้วยการใช้ความร้อนและการทำให้เป็นฝอยละอองเล็ก ๆ (แบบเดียวกับถ้าเราเอาน้ำใส่กระบอกฉีดน้ำแล้วพ่นออกมาเป็นละอองฝอย น้ำจะระเหยหมดโดยไม่ตกถึงพื้น)

จากเอกสารที่ยึดได้ และการพิสูจน์หลักฐานในสถานที่ตั้งของกลุ่ม Aum Shinrikyo (สารเคมีที่พบตกค้างบนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการเตรียม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถสรุปขั้นตอนการเตรียมซารินที่กลุ่ม Aum Shinrikyo ใช้ออกเป็น ๕ ขั้นตอน (รูปที่ ๒)

รูปที่ ๒ คำบรรยายขั้นตอนการสังเคราะห์

ขั้นตอนที่ ๑ เป็นการทำปฏิกิริยาระหว่าง Phosphorus trichloride (PCl3) กับเมทานอล (Methanol) เพื่อ่ผลิต Trimethylphosphite (พบ n-Hexane ที่คงใช้เป็นตัวทำละลายในอุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมขั้นตอนที่ ๑ ตัวย่อ DEA คือเบส N, N-diethylaniline ที่ใช้ในการสะเทินกรดที่เกิดจากปฏิกิริยา)

ขั้นตอนที่ ๒ เป็นการเปลี่ยน Trimethylphosphite เป็น Dimethylmethylphosphonate (DMMP) ซึ่งเกิดจากการจัดเรียงตัวใหม่ของโมเลกุล Trimethylphosphate โดยใช้ความร้อน (โดยอาจมีตัวเร่งปฏิกิริยาช่วย หลักฐานที่พบจากอุปกรณ์การเตรียมในขั้นตอนที่สองคือธาตุไอโอดีน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ถ้าจะมีการใช้ Methyl Iodide CH3I ในการทำปฏฺกิริยา)

ขั้นตอนที่ ๓ เป็นการนำเอา DMMP มาทำปฏิกิริยากับ Phosphorus pentachloride (PCl5) เพื่อสังเคราะห์ Methylphosphonyl dichloride (MPA ที่พบตกค้างในอุปกรณ์คือ Methylphosphonate ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการสลายตัวของ nerve agent)

ขั้นตอนที่ ๔ เป็นการทำปฏิกิริยาระหว่าง Methylphosphonyl dichloride กับ Sodium fluoride (NaF) เพื่อสังเคราะห์ Methylphosphonyl difluoride (พบ NaCl และ NaF จากอุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมขั้นตอนนี้)

ขั้นตอนที่ ๕ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย เป็นการนำเอาสารผสมระหว่าง Methylphosphonyl dichloride กับ Methylphosphonyl difluoride มาทำปฏิกิริยากับ Isopropanol ก็จะได้ซาริน (ตัวย่อสาร IMPA ที่พบตกค้างในอุปกรณ์ที่ใช้เตรียมในขั้นตอนนี้คือ Isopropylmethlphosphonate)

ซึ่งถ้านำเอาขั้นตอนต่าง ๆ มาเขียนใหม่เป็นสมการเคมีก็จะได้ดังรูปที่ ๓ ข้างล่าง

รูปที่ ๓ ถ้านำคำบรรยายในรูปที่ ๓ มาเขียนเป็นสมการก็จะได้ดังรูปข้างบน

หลังเกิดเหตุการณ์ในรถไฟใต้ดินกรุงโตเกียว การสอบสวนพฤติกรรมของกลุ่มนี้นำย้อนไปยังประเทศออสเตรเลีย จากบทความที่เขียนโดย Commander Jeff Penrose เรื่อง "Western Australian link to Japanese Doomday Cult" บรรยายไว้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้ได้มาซื้อพื้นที่ห่างไกลทางภาคตะวันตกของออสเตรเลีย (รูปที่ ๔) โดยอ้างว่าจะเข้ามาทำเหมือง แล้วได้ส่งกลุ่มคนเข้ามาครอบครองพื้นที่เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่หลังจากที่คนกลุ่มนี้ได้เดินทางออกไปและขอกลับเข้ามาใหม่ ก็ถูกปฏิเสธการเข้าเมือง เนื่องจากทางการออสเตรเลียสงสัยในพฤติกรรมการเข้ามาก่อนหน้า (แต่ก็ไม่ได้มีการลงตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวว่าแท้จริงแล้วมีการทำอะไรกัน)

รูปที่ ๔ สถานที่ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นสถานที่ที่ทางกลุ่ม Aum Shinrikyo ใช้ทดลองสังเคราะห์และทดสอบสารพิษที่ผลิตได้

การเข้าตรวจพื้นที่หลังเหตุการณ์ในกรุงโตเกียว พบซากสัตว์ (รูปที่ ๕) ที่คาดว่าน่าจะใช้ทดสอบสารพิษ และอาคารร้างที่คาดว่าเป็นห้องปฏิบัติการที่ใช้ในการสังเคราะห์ซาริน

รูปที่ ๕ ซากสัตว์จำนวน ๒๙ ตัวที่พบในพื้นที่ที่ทางกลุ่ม Aum Shinrikyo เข้ามาใช้

สารเคมีที่ปรากฏในบทความที่เกี่ยวข้องกับสินค้า DUI ในหัวข้อ 1C350 มีดังนี้

3. Dimethyl methylphosphonate

4. Methylphosphonyl difluoride

5. Methylphosphonyl dichloride

7. Phosphorus trichloride (PCl3)

8. Trimethyl phosphite

38. Phosphorus pentachloride (PCl5)

43. Sodium fluoride (NaF)

แต่ถ้าดูจากเส้น่ทางการสังเคราะห์จะเห็นว่า สารเคมีในรายการนี้ที่ต้องจัดหามีเพียงแค่ ๓ ตัวเท่านั้นเองคือ PCl3, PCl5 และ NaF ส่วนตัวอื่นที่เหลือเป็นตัวที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของสารเหล่านี้กับสารเคมีที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุม (เช่น methanol, isoporpanol, methyl iodide)

เหตุการณ์นี้ให้ข้อคิดที่สำคัญบางข้อเช่น ในขณะที่มีการทุ่มความพยายามในการติดตามการส่งออกสารเคมีควบคุมไปยังประเทศต่าง ๆ ที่กลุ่มผู้ก่อตั้ง Australia Group (กลุ่มประเทศที่รวมตัวกันเพื่อควบคุมการส่งออกสารเคมีและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาวุธเคมี) มองว่าเป็นประเทศอันตราย เพื่อไม่ให้ประเทศเหล่านั้นสามารถผลิตอาวุธเคมีขึ้นมาได้ แต่ซารินที่ใช้ในการก่อการร้ายครั้งนี้ต่างก็ถูกเตรียมขึ้นในประเทศกลุ่มผู้ก่อตั้งนี้เอง

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2567

Chloropicrin (Trichloronitromethane) MO Memoir : Sunday 1 September 2567

วิธีการหนึ่งที่ใช้กำจัดแมลงและสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในซอกหลืบต่าง ๆ ของอาคาร (หรือในกองวัสดุเช่นเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ) คือการรมแก๊ส เพราะแก๊สสามารถซอกซอนเข้าไปในซอกเล็ก ๆ ต่าง ๆ ที่สารเคมีที่เป็นของเหลวนั้นยากที่จะเข้าถึง และแก๊สตัวหนึ่งที่มีการนำมาใช้คือ Chloropicrin หรือ Trichloronitromethane

รูปที่ ๑ เส้นทางการสังเคราะห์ Chloropicrin (วาดขึ้นตามข้อมูลจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Chloropicrin)

เริ่มแรกนั้น chloropicrin สังเคราะห์ขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่าง pric acid (trinitrophenol) กับ sodium hypochlorite (NaOCl) เส้นทางหลักที่ใช้ในการผลิตปัจจุบันคือปฏิกิริยาระหว่าง nitromethane (H3C-NO2) กับ sodium hypochlorite และอีกวิธีการหนึ่งที่สามารถเตรียมได้ในห้องปฏิบัติการคือปฏิกิริยาระหว่าง chloroform (CHCl3) กับ nitric acid (รูปที่ ๑)

มหาสงครามในยุโรปที่ปัจจุบันเราเรียกว่าสงครามโลกครั้งที่ ๑ นั้นเดิมจะเรียกว่า "The Great War" เพราะว่ามันยังไม่มีมหาสงครามครั้งที่ ๒ ที่เกิดขึ้นในอีก ๒๐ ปีให้หลัง สงครามโลกครั้งที่ ๑ นั้นจัดว่าเป็นสงครามสนามเพลาะและยังได้รับการปกป้องด้วยรั้วลวดหนาม การทำลายสนามเพลาะต้องอาศัยการระดมยิงด้วยปืนใหญ่ที่ใช้กระสุนบรรจุด้วยดินระเบิด แต่ถ้ากระสุนนั้นไม่ลงตรงสนามเพลาะพอดีหรือหลุมหลบภัยนั้นมั่นคงแข็งแรงพอ กระสุนปืนใหญ่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะคลื่นอัดจากแรงระเบิดนั้นมันวิ่งตรงออกไปจากจุดระเบิด ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการนำเอาแก๊สพิษมาใช้ เพราะแก๊สพิษที่หนักกว่าอากาศนั้นสามารถเคลื่อนตัวต่ำลงไปในหลุมหลบภัยหรือแพร่เข้าไปในอาคารที่เป็นที่หลบภัยได้

อาวุธเคมีเริ่มต้นก็เริ่มจากแก๊สพิษก่อน (ตัวแรกที่ใช้คือแก๊สคลอรีน) ที่นี้พอฝ่ายตรงข้ามมีหน้ากากป้องกันแก๊สพิษที่ใช้อยู่ ก็แก๊สปัญหาด้วยการออกแก๊สพิษตัวใหม่ (ที่ต้องใช้ไส้กรองอากาศที่แตกต่างออกไปในการกรอง) หรือไม่ก็เปลี่ยนไปใช้พวกที่ออกฤทธิ์ต่อผิวหนัง เช่นพวกแก๊สมัสตาร์ด ที่ถ้าจะป้องกันจริง ๆ ก็ต้องมีชุดป้องกันสวมคลุมทั้งตัว แต่การจะเลือกใช้อาวุธเคมีแบบใดก็ต้องดูด้วยว่ามีการตกค้างในพื้นที่ดังกล่าวได้นานแค่ไหน ถ้าเป็นพื้นที่ที่ต้องการเข้าไปครอบครองหลังข้าศึกออกไปแล้ว ก็ไม่ควรที่จะใช้ชนิดที่ตกค้างนาน (เพราะฝ่ายตนเองก็จะไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้เช่นกัน)

เทียบกับแก๊สพิษตัวอื่นที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ แล้ว chloropicrin จัดว่าเป็นพวกที่มีความรุนแรงไม่มาก แต่มันมีจุดเด่นก็คือสามารถซึมผ่านยางของหน้ากากป้องกันแก๊สพิษได้ เอกสาร Leavenworth Papers No. 10 Chemical Warfare in World War I: The American Experience, 1917-1918 by Maj.(P) Charles E. Heller ได้กล่าวถึงแนวความคิดการใช้งานและการใช้งาน chloropicrin ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ เอาไว้หลายครั้ง

รูปที่ ๒ แนวทางการใช้แก๊สพิษในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ของกองทัพอังกฤษ

ตัวอย่างเช่นในรูปที่ ๒ ที่บรรยายถึงแนวทางการใช้กระสุนปื่นใหญ่บรรจุแก๊สพิษของกองทัพอังกฤษ ซึ่งได้มีการพิจารณาการใช้งานอยู่ ๓ แนวทางด้วยกัน โดยแนวทางแรกนั้นเป็นการระดมยิงถล่มด้วยกระสุนปืน่ใหญ่บรรจุแก๊สพิษ แต่แนวทางนี้ถูกมองว่าใช้งานได้ในช่วงนาทีแรกของการรบ เพราะเมื่อเริ่มการยิงทหารฝ่ายตรงข้ามก็จะทำการสวมหน้ากากป้องกันแก๊ส แนวทางที่สองคือการยิงกระสุนปืนใหญ่บรรจุแก๊สพิษอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนล้าลง สองแนวทางนี้ถูกมองว่าไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนัก จึงเป็นที่มาของแนวทางที่สามคือการใช้แก๊สพิษผสมกับ chloropicrin โดย chloropicrin ที่ซึมผ่านยางของหน้ากากป้องกันแก๊ส จะทำให้ผู้สวมใส่หน้ากากเกิดการ ระคายเคืองดวงตา, ไอ, อาเจียน และระบบทางเดินหายใจอักเสบ ทำให้ผู้สวมใส่หน้ากากต้องถอดหน้ากากป้องกันแก๊สพิษออก ซึ่งจะทำให้ต้องหายใจเอาแก๊สพิษที่รุนแรงกว่า (เช่น phosgene หรือ carbonyl chloride COCl2) เข้าไป

ใช่ว่าอังกฤษจะมี chloropicrin ใช้เพียงฝ่ายเดียว ทางเยอรมันก็มีใช้เหมือนกัน ข้อความในรูปที่ ๓ กล่าวถึงการที่พนักงานของบริษัทเอกชน ๔ แห่งของอังกฤษทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อผลิตหน้ากากป้องกันแก๊สโดยใช้ British Small Box Respirator (SBR) เป็นต้นแบบจำนวน ๒๐,๐๐๘ ชุดส่งไปแนวหน้า เพื่อที่จะถูกส่งคืนกลับ เพราะพบว่าส่วนที่เป็นยางของหน้ากากป้องกันแก๊สนั้นไม่สามารถป้องกัน chloropicrin ที่ทางเยอรมันกำลังเป็นเป็นอาวุธได้

สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามในยุโรปในช่วงท้ายสงคราม มีบางมุมมองกล่าวว่าเป็นเพราะช่วงที่สงครามเริ่มนั้นทางยุโรป (โดยเฉพาะอังกฤษ) ต้องมีการกู้เงินจากสหรัฐไปใช้ แต่พอสงครามเริ่มยืดเยื้อและยังไม่มีแนวโน้มว่าจะมีฝ่ายใดชนะ (แนวรบด้านตะวันตกนั้นไม่ได้อยู่ในดินแดนเยอรมันเลย) สหรัฐเกรงว่าจะไม่ได้เงินที่ให้กู้ยืมคืน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเยอรมันเป็นฝ่ายชนะสงคราม) ก็เลยต้องหาเหตุในการเข้าร่วมรบ โดยอยู่ฝ่ายเดียวกับลูกหนี้ของตัวเอง เพื่อที่ว่าถ้าชนะสงครามก็จะได้ไถ่ถอนเงินลงทุนคืน

รูปที่ ๓ ทางเยอรมันก็มีการใช้ chloropicrin เหมือนกัน

รูปที่ ๔ เป็นคำบรรยายเหตุการณ์เมื่อทหารสหรัฐอเมริกาประสบกับการถูกระดมยิงด้วยกระสุนปืนใหญ่บรรจุแก๊สพิษที่ประกอบด้วย phosgene และ chloropicrin กระสุนตกครอบคลุมแนวหน้ากว้าง ๖๐๐ เมตร แต่ด้วยสภาพอากาศและภูมิประเทศที่เอื้ออำนวย ทำให้สามารถจัดการทหารที่อยู่ในแนวนั้นได้ถึง ๑ ใน ๓ (พุ่มไม้เตี้ยที่ขึ้นอยู่หนาแน่นทำให้การระบายอากาศในระดับต่ำทำได้ไม่ดี แก๊สพิษจึงสามารถตกค้างอยู่ได้นาน

รูปที่ ๔ เหตุการณ์เมื่อทหารสหรัฐประสบกับการใช้ chloropicrin ร่วมกับฟอสจีนในสนามรบ

นอกจากจะถูกใช้เป็นยาฆ่าแมลงแล้ว chloropicrin ยังถูกใช้เป็นแก๊สน้ำตาในการควบคุมฝูงชนด้วย และในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในสงครามความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ก็มีรายงานจากฝั่งยูเครนว่าทางรัสเซียมีการใช้ chloropicrin ในสนามรบ

chloropicrin ถูกจัดเป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทางในหัวข้อ 1C450.a.7 (รูปที่ ๕)

รูปที่ ๕ Chloropicrin เป็นสินค้า DUI อยู่ในหมวด 1C450.a.7 สารเคมีที่เป็นพิษและสารตั้งต้นสำหรับสารเคมีที่เป็นพิษ ซึ่งตรงนี้แตกต่างจากหมวด 1C350 อยู่นิดนึงตรงที่หมวด 1C350 นั้นบอกว่าเป็นสารเคมีที่อาจใช้เป็นสารตั้งต้นเพื่อผลิตสารพิษ