วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2567

เรื่องเศร้าเสาร์นี้ MO Memoir : Sunday 15 September 2567

เมื่อวาน ศิษย์เก่าภาควิชาผู้หนึ่งได้โพสข้อความเพื่ออยากบันทึกและอยากแชร์ และอยาก discuss กับบรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัย ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตอนแรกผมขอเขาว่าจะขอคัดลอกข้อความมาแปะไว้บนหน้า facebook โดยไม่เปิดเผยชื่อ แต่เปลี่ยนใจว่าเอามาบันทึกไว้บนหน้า blog ดีกว่า เพื่อที่จะได้แบ่งปันมุมมองและความรู้สึกของผู้บริหารของบริษัทหนึ่ง ที่มีต่ออาจารย์และนิสิตจากมหาวิทยาลัยที่ "ขอ" ไปเยี่ยมชมและเรียนรู้จากเขา ลองอ่านเองก็แล้วกันนะครับ ผมคัดลอกมาโดยไม่ได้แก้ไขอะไร แต่ตัวอิโมจินั้นอาจเพี้ยนไปบ้าง บางตัวไม่สามารถคัดลอกมาได้ครับ :) :) :)

--------------------

 


เรื่องเศร้าเสาร์นี้ 😔
 
มีเรื่องอยากบันทึก อยากแชร์ และอยาก discuss กับพี่น้องเพื่อนฝูง ที่เป็นอ.มหาลัย ด้วย ว่า มันเกิดอะไรขึ้นนะ
(ยาวนะ เตือนก่อน 555+)
เมื่อวาน แม่เป็นวิทยากร ที่ออฟฟิศแม่เอง
ต้อนรับนักศึกษา คณะ สถาปัตย์ มหาวิทยาลัยรัฐที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของประเทศ แถวท่าพระจันทร์ 😛
คืนก่อน แม่ก็คิดว่าจะใส่ชุดอะไรดี 
 
ปกติถ้าต้อนรับแขกแบบนี้ แม่จะใส่เดรส หรือ เชิ้ตกางเกงใส่สูททับ ก็คือ ชุดสุภาพเลยแหละ
แต่พอมาคิดว่า เป็นถาปัด ก็ เออ เค้าคงชิลๆสบายๆกันแหละ
กลัวจะดู out ดูโดด
เลยใส่เชิ้ตขาวตัวยาว กะ legging แทน
แต่พอเจอเด็กเข้าไป
อหหหหหหหห
 
มีแค่ประมาณ 1/3 ที่แต่งตัวเรียบร้อย
คือไม่ต้องใส่สูทผูกไทมานะลูกกกกก
แต่มันไม่น่าใช่ ลากแตะ แตะแบบแตะะะะะะ
(คีบเอย สวมเอย แบบฟองน้ำอ่ะ)
เสื้อ crop เอวลอยโชว์พุง มาดูงานนอกสถานที่
การแต่งตัวว่าหนักแล้ว
กิริยามารยาทบางคนนี่ แทบอยากจะด่าออกไมค์ว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนเหรอจ๊ะ
 
ผู้หญิงแถวหน้าบางคน นั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าใส่
ผู้ชายบางคนนั่งลอยหน้า ทำหน้าตา challenge ใส่
ขณะที่แม่กำลังพูด
จนฉันผู้ซึ่งอารมณ์ดีๆอยู่
เริ่มอารมณ์เสีย และต้องจิกตาใส่เด็กเวรเหล่านั้น นิดนึง
การกระดิกตีนดิ๊กๆใส่หน้า และ นั่งมองตาแข็ง ถึงเบาลง 😒
แต่พอจบ session
เหล่าน้องๆ หลายๆคน (แต่ไม่มีเด็กเวรเหล่านั้น)
ก็มาถามเรื่องการขอฝึกงาน
ซึ่งแบ่บ…………😑
 
คือ นี่ว่าจะ feedback ไปที่ผช.คณบดี ที่เป็นคนติดต่อมานะ
ว่า ในฐานะที่เราก็มีลูก ในฐานะที่เราก็อยู่ในบริษัทที่เป็นผู้ประกอบการ และ เป็นคนคัดเด็กฝึกงาน
เด็กบุคลิกภาพแบบนี้
ไม่มีกาละเทศะแบบนักศึกษาส่วนใหญ่ของคณะนี้
เราไม่รับฝึกงาน และไม่รับเข้าทำงานนะคะ
ซึ่งงงง
เดาว่าบางคนก็อาจจะบ้านรวย ไม่แฆร์
เปิดบ.เองก็ได้

แต่…

ถามจริงๆเถอะ คิดว่าจะทำได้ดีเหรอ
ถ้าแค่เรื่องที่ง่ายที่สุด อย่างแต่งกายให้รู้กาละเทศะ
บุคลิกสุภาพ ในที่สาธารณะ
ยังทำไม่ได้
ก็คงทำอย่างอื่นที่ยากกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ
แล้วอย่าพูดว่า อันนี้สไตล์เด็กฝรั่ง เด็กนอก
ฉัน ผู้ซึ่งทำงานกับต่างชาติมาร่วม 20 ปี
ต่างชาติที่เป็นผู้บริหาร ไม่ใช่ฝรั่งขี้นก
เขาและลูกหลานเขา ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้จ้ะ
เขาก็แต่งตัวถูกกาละเทศะ
บุคลิกน่าเชื่อถือ กล้า แต่ก็สุภาพ กัน

ปีที่แล้ว รับเด็กฝึกงาน เสดสาด จุฬา มาคน ก็แอบท้อ

บุคลิกเอย วินัยเอย งานที่ส่งมาเอย…
เหมือนเอาสิ่งที่แม่สอน ไปพิมพ์ แล้วส่งกลับคืนมา…
ลู้กกกกกก ใจคอจะไม่คิดอะไรเพิ่มให้หน่อยเร้ออออออ 😓
 
นึกเปรียบเทียบกับเด็กฝึกงานจาก ปัญญาภิวัฒน์ ที่รับมา 2 ปีก่อน…
โอ้โหหหหหห อันนั้นคือ ทึ่งจริงๆนะ
น้องๆ proactive มาก
มีความเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ
กล้าคิดกล้าแสดงออก
แต่รู้กาละเทศะ กิริยามารยาทดี
ที่สำคัญที่สุด งานที่ส่งมา
รู้เลยว่าผ่านการ ค.ว.ย. มาอย่างดี
มีการต่อยอดจากสิ่งที่เรา guide ไป
พร้อมออกไปทำงานมากๆ
บอกเลยนะ
ตอนนี้ถ้าต้องรับเด็กจบใหม่
ฉันลังเลแล้วนะ 🤔🫣

ปกติ สมัยก่อน เอาดีๆเรารับ alumni / เครือข่ายเดียวกัน

รุ่นพี่รุ่นน้อง
แต่สมัยนี้ คือ …. ฉันท้อจริงๆ 😔😮‍💨

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กรุ่นใหม่

*ในมหาลัยอันดับต้นๆของประเทศ*…
 
ให้วิเคราะห์เอง คิดว่า เด็กเหล่านี้ เติบโตมาจากพ่อแม่
รุ่นๆเรานี่แหละ (อาจจะแก่กว่า นิดหน่อย within 10 ปี)
ซึ่งเป็นคนรุ่นที่ depressed จากการเรียนที่หนัก
การแข่งขันที่สูง จนไม่อยากให้ลูกเหนื่อยเหมือนตัวเอง
แล้วก็เติบโตมาเป็น generation ที่ประสบความสำเร็จ
หลายคน มาไกลกว่าพ่อแม่มากๆ
ก็เลยคิดว่า พ่อแม่มีต้นทุนแล้ว ชิลๆก็ได้ลูก
บวกกับ information overload ในช่วงที่ผ่านมา
กับมายาคติสุดโต่งไปว่า ต้องเลี้ยงลูกให้มีความสุข“เท่านั้น”
การดุด่าว่ากล่าวตัดเตือนลูก คือ สิ่งต้องห้าม
บางคน ก็เลย spoil ลูกกันสุดๆ
แค่เรียนหนังสือดีก็พอ

….

และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ….

เด็กบางคนที่ไม่มีวุฒิภาวะ
ไม่รู้กาละเทศะ
ไม่มีมารยาท
แต่คิดว่าตัวเองเจ๋งซะเต็มประดา
น่าห่วงจริงๆ สำหรับคุณภาพในตลาดแรงงาน
และสังคมในอนาคตอันใกล้
 
เลยอยากมาแชร์
และชวนคุย สำหรับคนที่เคยมีประสบการณ์เข้มข้น
เพื่อช่วยกันถอดบทเรียน
ให้ลูกหลานของชาวเรา
เติบโตเป็นคนที่ทั้ง เก่ง และ ดี มีมารยาท รู้กาลเทศะ
เพื่อเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดีให้ประเทศและโลกนี้ ต่อไปค่ะ ✌️✌

--------------------

หลายปีที่แล้ว นิสิตหญิงคนหนึ่งของภาควิชาถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน ณ โรงงานของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งทางภาคตะวันออก ก่อนจะถึงวันสอบ เขามาถามผมว่าควรแต่งกายอย่างไรดี ควรโทรไปถามไหม

ผมก็บอกเขาว่า ถ้าเป็นผู้ชายก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่นี่เป็นผู้หญิง เราก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะสอบอะไรเราบ้าง ถ้าเป็นการพูดคุยกันในห้องทำงาน นุ่งกางเกงไปก็อาจโดนมองว่าไม่เหมาะสม แต่ถ้าเขาพาเข้าเยี่ยมชมหน่วยผลิตด้วย นุ่งกระโปรงไปก็ไม่เหมาะสมเหมือนกัน

งานนี้ผมให้ความเห็นไปว่า "ควรโทรไปถาม" แต่ห้ามถามว่าจะให้แต่งกายอย่างไร เพราะนั่นเป็นข้อสอบข้อแรกเลยเพราะเขาต้องการดูวิจารณญาณของผู้เข้าสอบ ผมแนะนำให้โทรไปถามเขาว่า ที่โรงงานมีกฎระเบียบความปลอดภัยเรื่องการแต่งกายอย่างไรบ้าง จะได้เตรียมตัวไปถูกต้อง

ถึงวันสอบ เขาก็มีทั้งการพูดคุยในห้อง และพาชมโรงงาน หลังชมโรงงานเสร็จเขาก็ให้มานั่งเขียนเรียงความเป็นภาษาอังกฤษ ความยาวไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ A4 รายนี้เขาเขียนส่งเพียงแค่ครึ่งหน้า

ถึงเวลาสอบสัมภาษณ์ เขาก็เรียกเข้าสอบทีละคน เรียกคนที่จบด้วยเกรดสูงสุดก่อนตามลำดับเกรด รายนี้ถูกเรียกเป็นคนสุดท้าย เพราะเกรดต่ำสุด

สุดท้าย เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ได้งานที่นั่น

--------------------

สัปดาห์แรกของการเปิดเรียนที่ผ่านมา อาจารย์ท่านหนึ่งของให้ผมเข้าสอนในคาบแรก เพื่อเป็นการปูพื้นฐานความรู้ให้กับนิสิตปี ๒ ก่อนที่จะมีวิทยากรมาบรรยายในสัปดาห์ถัดไป ผมเห็นการแต่งกายของนิสิตที่มาเข้าเรียนวันแรก ก็ได้เตือนพวกเขาไป และบอกด้วยว่าวิทยากรข้างนอกเขาอุตส่าห์สละเวลามาบรรยายใหัความรู้ อย่างน้อยก็ควรแต่งกายให้เรียบร้อยเพื่อเป็นการให้เกียรติวิทยากรเขาหน่อย ไม่ใช่แต่งมาแบบในวันนี้

แล้วก็มีนิสิตถามผมขึ้นมาว่า

"แต่งอย่างนี้ถือว่าไม่เป็นการให้เกียรติอย่างไร"

--------------------

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2567

การวินิจฉัยการเข้าข่ายสินค้าที่ใช้ได้สองทาง ตัวอย่างที่ ๒๒ เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้า (Defibrillator) MO Memoir : Tuesday 10 September 2567

เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้า (Defibrillator) ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าให้หัวใจเพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นเป็นจังหวะปรกติ ในการใช้งานจะวางขั้วไฟฟ้าขั้วหนึ่งไว้ที่ใต้กระดูกไหปลาร้าข้างขวาและอีกขั้วหนึ่งไว้ที่ใต้ราวนมซ้ายด้านข้างลำตัว โดยให้เส้นทางการไหลองกระแสไฟฟ้าจากขั้วหนึ่งไปยังอีกขั้วหนึ่งนั้นไหลผ่านหัวใจ

รูปที่ ๑ ข้างล่างเป็นวงจรไฟฟ้าของเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้า การทำงานเริ่มจากการประจุไฟให้กับตัวเก็บประจุ (capacitor) โดยไฟฟ้ากระแสสลับจากแหล่งจ่ายจะถูกเพิ่มความต่างศักย์ให้สูงขึ้น (ด้วย Step-up transformer) และแปลงเป็นไฟกระแสตรง (ด้วย Rectifier) ในช่วงเวลานี้ตัวสวิตช์จะอยู่ทางด้าน Charging circuit (ด้านซ้าย)

รูปที่ ๑ วงจรไฟฟ้าของเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้า

เมื่อต้องการกระตุกหัวใจ ตัวสวิตช์จะถูกเปลี่ยนมาอยู่ทางด้าน Patient circuit (ด้านขวา) เมื่อผู้ใช้งานกดสวิตช์ที่ตัว Paddles ตัวเก็บประจุจะคายประจุไฟฟ้าที่สะสมเอาไว้ออกมา แต่เพื่อไม่ให้การคายประจุเกิดเร็วเกินไป (เพราะต้องการให้มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านนานช่วงเวลาหนึ่ง) เลยต้องมีการติดตั้งขดลวดเหนี่ยวนำ (Inductor) เพื่อสร้างแรงเคลื่อนไฟฟ้าต่อต้านการไหลของประจุไฟฟ้าที่ตัวเก็บประจุคายออกมา ทำให้ระยะเวลาที่ตัวเก็บประจุคายประจุออกมาจนหมดนั้นเพิ่มขึ้น

สาเหตุที่ต้องใช้ตัวเก็บประจุในการจ่ายไฟก็เพราะตัวเก็บประจุสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าออกมาได้มากในเวลาอันสั้น แต่เพื่อให้ปริมาณประจุไฟฟ้าที่ตัวเก็บประจุเก็บไว้ได้นั้นมีมากพอ จึงต้องใช้ความต่างศักย์ที่สูงในการประจุไฟให้กับตัวเก็บประจุ ตัวเก็บประจุที่ใช้ในงานนี้เป็นชนิดที่เรียกว่า "Pulse Discharge Capacitor" รูปที่ ๒ เป็นหน้าเว็บของบริษัทผู้ผลิต Pulse Discharge Capacitor บริษัทหนึ่ง ที่สามารถผลิตตัวเก็บประจุชนิดนี้ที่รองรับไฟฟ้า 100 kV ได้

รูปที่ ๒ เว็บบรรยายคุณลักษณะและการประยุกต์ใช้งานของบริษัทผู้ผลิต Pulse Discharge Capacitor บริษัทหนึ่ง ตัวเก็บประจุชนิดนี้มีการนำไปใช้งานทั้งในด้านอุตสาหกรรม, แสงเลเซอร์ทางการแพทย์และแสงเลเซอร์พลังงานสูง, งานวิจัย, อุปกรณ์ทางการแพทย์ และทางทหาร


รูปที่ ๓ คุณลักษณะของ Pulse Discharge Capacitor

Pulse discharge capacitor เป็นตัวเก็บประจุที่ได้รับการออกแบบมาให้สามารถรองรับวงรอบการประจุไฟ/คายประจุ (charging/discharging) ด้วยพลังงานที่สูงและความต่างศักย์ที่สูงหลายครั้ง และสามารถจ่ายพลังงานที่กักเก็บเอาไว้เป็นจำนวนมานั้นออกมาในช่วงเวลาสั้น ๆ

ตรงนี้มีคำศัพท์ ๒ คำเกี่ยวกับตัวเก็บประจุที่ต้องขอบันทึกเอาไว้หน่อย คำแรกคือ "Energy density" คือพลังงานที่ตัวเก็บประจุสามารถสะสมเอาไว้ได้ ค่านี้ยิ่งสูงก็แสดงว่าตัวเก็บประจุนั้นกักเก็บพลังงานได้สูง คำที่สองคือ "Power density" คืออัตราการปลดปล่อยพลังงานของตัวเก็บประจุ ถ้าปลดปล่อยออกมาได้รวดเร็วในเวลาอันสั้น ค่านี้ก็จะสูง ดังนั้นตัวเก็บประจุที่มี Energy density สูงก็ไม่จำเป็นต้องมีค่า Power density สูงตาม

รูปที่ ๔ คุณลักษณะตัวเก็บประจุที่เป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI) ตามหัวข้อ 3A001.e.2

รูปที่ ๕ คุณลักษณะตัวเก็บประจุที่เป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI) ตามหัวข้อ 3A201.a

ตัวเก็บประจุที่สามารถกักเก็บพลังงานได้สูงมีโอกาสที่จะเป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทาง ถ้ามีคุณลักษณะเข้าข่ายหัวข้อ 3A001.e.2 (รูปที่ ๔) หรือ 3A201.a (รูปที่ ๕) ดังนั้นถ้าเอาตัวอย่างคุณลักษณะตัวเก็บประจุที่แสดงไว้ในรูปที่ ๓ มาพิจารณา ก็จะเห็นว่ามันมีโอกาสที่จะเข้าข่ายหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง

ดังนั้นถ้าตัวเก็บประจุที่ใช้กับเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้ามีคุณสมบัติเป็นสินค้า DUI มันก็จะทำให้เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าเครื่องนั้นเป็นสินค้า DUI ไปด้วย

เอกสารเรื่อง "Dual-Use Legislation and MLCCs : Application Note" จัดทำโดย knowlescapacitor.com (ดาวน์โหลดได้ที่ https://info.knowlescapacitors.com/hubfs/DualUseLegislation_App%20Note.pdf - รูปที่ ๖ - ๑๐) ได้กล่าวถึงปัญหาตรงข้อนี้ โดยในหน้าที่ ๓ ของเอกสาร (รูปที่ ๘ ในกรอบสีแดง) ได้ระบุเจาะจงไปที่หัวข้อ 3A201.a.2 เพราะกำหนดค่า ความต่างศักย์ (voltage), ความสามารถในการกักเก็บประจุ (capacitance) ไว้ต่ำสุดเมื่อเทียบกับหัวข้ออื่น แต่ก็กำหนดค่าการเหนี่ยวนำแบบอนุกรม (series inductance) ไว้ต่ำกว่าค่าอื่นด้วย ค่าการเหนี่ยวนำนี้เพิ่มขึ้นตามความยาวของสายไฟที่ใช้ในการต่อขั้วไฟฟ้า ยิ่งสายไฟยาว ค่านี้ก็จะเพิ่มสูงขึ้น และความยาวของสายไฟนี้ก็ก่อให้เกิดปัญหาในการตีความว่าตัวเก็บประจุดังกล่าวมีคุณสมบัติเป็นสินค่าที่ใช้ได้สองทางหรือไม่

ประเด็นเรื่องขั้วต่อสายไฟนี้ถูกกล่าวไว้ในหน้าที่ ๔ (รูปที่ ๙ ในกรอบสีแดง) กล่าวคือตัวเก็บประจุนั้นประกอบด้วยส่วนที่ทำหน้าที่เก็บประจุ และขั้วต่อที่ทำหน้าที่ต่อส่วนที่ทำหน้าที่เก็บประจุกับวงจรไฟฟ้า ซึ่งรูปแบบของขั้วต่อนี้ทางผู้ผลิตสามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้ได้ เช่นตัวเก็บประจุที่มีสายไฟต่อออกมายาว 1 - 1.5 นิ้ว (25 - 37 มิลลิเมตร) และตัวสายไฟนี้ก็มีค่าการเหนี่ยวนำในตัวของมันเอง ดังนั้นถ้าวัดค่าการเหนี่ยวนำที่ปลายสายไฟก็อาจทำให้ค่าการเหนี่ยวนำรวมนั้นสูงเกินกว่า 10 nH (นาโนเฮนรี) ตัวเก็บประจุตัวนี้ก็จะไม่เป็นสินค้าที่ใช้ได้สองทาง เพราะมีคุณสมบัติไม่ตรงกับข้อกำหนดในหัวข้อ 3A201.a.2 ทุกข้อ

แต่ถ้าไปวัดตรงบริเวณขั้วต่อสายด้านตัวเก็บประจุ ก็มีสิทธิจะพบว่าค่าการเหนี่ยวนำรวมนั้นต่ำกว่า 10 nH ได้ ซึ่งจะทำให้ตัวเก็บประจุตัวนี้เป็นสินค้าควบคุมตามหัวข้อ 3A201.a.2

หน้าที่ ๔ ของบทความ (รูปที่ ๙) ก็ยังให้ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในกรณีที่ตัวเก็บประจุนั้นสามารถทำงานกับความต่างศักย์ที่สูงกว่า 750 V ได้ แต่เมื่อนำไปประยุกต์ใช้งานกับอุปกรณ์ที่ใช้ความต่างศักย์ในการประจุไฟให้กับตัวเก็บประจุนั้นไม่เกิน 750 Vซึ่งทำให้ปริมาณประจุที่เก็บได้นั้นต่ำกว่า 0.25 μF (ไมโครฟารัด) ก็จะทำให้อุปกรณ์ที่มีตัวเก็บประจุนั้นไม่กลายเป็นสินค้าควบคุม ก็อาจทำให้ถูกมองได้ว่าเป็นความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงข้อกำหนด

ปัญหาเรื่องค่าการเหนี่ยวนำของตัวเก็บประจุเคยเล่าไว้ครั้งหนึ่งในเรื่อง "การวินิจฉัยการเข้าข่ายสินค้าที่ใช้ได้สองทางตัวอย่างที่ ๑ ตัวเก็บประจุ(Capacitor)" เมื่อวันพุธที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๔

(หมายเหตุ : ค่าพลังงานของตัวเก็บประจุคำนวณได้จากสมการ (CV2)/2 เมื่อ C คือปริมาณประจุที่กักเก็บได้ และ V คือความต่างศักย์)

รูปที่ ๖ หน้าแรกของเอกสาร
 

รูปที่ ๗ หน้าที่ ๒ ของเอกสาร
 

รูปที่ ๘ หน้าที่ ๓ ของเอกสาร
 

รูปที่ ๙ หน้าที่ ๔ ของเอกสาร
 
รูปที่ ๑๐ หน้าที่ ๕ ของเอกสาร