วาล์วเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับระบบท่อของโรงงาน
การทำงานของวาล์วมีทั้งรูปแบบที่ใช้เป็นประจำ
(เช่น
ควมคุมอัตรา/ทิศทางการไหล
คุมการปิด-เปิด)
และนาน ๆ ครั้งใช้งานที
(เช่นวาล์วสำหรับการเริ่มเดินเครื่องหรือหยุดเดินเครื่องโรงงาน)
สองเรื่องที่นำมาเล่าในวันนี้ก็เป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากความบกพร่องของวาล์ว
เรื่องที่
๑
ไฟไหม้ที่เกิดจากน้ำมันที่รั่วออกทาง
bonnet flange
ของวาล์ว
เรื่องแรกนี้นำมาจากหน้าเว็บ
http://www.shippai.org/fkd/en/cfen/CC1200020.html
เรื่อง "Fire
of gas oil caused due to leakage from a bonnet flange of a valve
usually not used at an atmospheric distillation unit"
เป็นกรณีของเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งที่เมือง
Osaka ประเทศญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ.
๒๕๓๓
สำหรับคนที่กำลังเรียนอยู่เชื่อว่าจำนวนไม่น้อยคงจะไม่รู้ว่า
"bonnet flange"
คืออะไร ดังนั้นจึงแนะนำให้รู้จักก่อน
รูปที่ ๑
ตัวอย่างโครงสร้าง gate
valve แบบ flange
bonnet
โครงสร้างของวาล์วพวก
gate valve, globe
valve, check valve หรือ plug
valve จะประกอบด้วยส่วนลำตัว
(body)
ที่เป็นส่วนที่เป็นช่องทางการไหลเข้า-ออก
และมีช่องเปิดอยู่ทางด้านบนเพื่อไว้สำหรับติดตั้งชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหล
(ที่อาจเป็น
gate, disk, ball
ฯลฯ)
เข้าไปในส่วนลำตัว
และส่วน "bonnet"
หรือฝาครอบ
ที่ทำหน้าที่ปิดคลุมด้านบนช่องเปิดของส่วนลำตัวเอาไว้
(ดูรูปที่
๑ ประกอบ)
โดยตัว bonnet
นี้ก็จะมักจะมีรูสำหรับให้ส่วนที่เป็นแกนที่ต่ออยู่กับชิ้นส่วนทำหน้าที่ควบคุมการไหลโผล่ออกมาข้างนอก
เพื่อต่อเข้ากับอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับการเปิด-ปิดของชิ้นส่วนที่ทำหน้าทึ่ควบคุมการไหล
(เช่น
hand wheel,
ก้านหมุน,
ระบบเฟืองทดรอบ ฯลฯ)
ตัว
body และ
bonnet
ต่างเป็นโครงสร้างที่ทำหน้าที่รับความดัน
ตรงรอยต่อระหว่าง body
และ bonnet
ก็ต้องมีการป้องกันการรั่วไหล
ในกรณีของวาล์วตัวเล็กและใช้กับของไหลที่ไม่อันตราย
(เช่นน้ำ
อากาศ)
การประกอบ body
กับ bonnet
เข้าด้วยกันก็จะใช้การขันเกลียว
แต่ถ้าเป็นกรณีของวาล์ตัวใหญ่หรือใช้กับของเหลวที่อันตราย
ก็มักจะใช้การประกบกันแบบหน้าแปลน
(flange)
ที่มีการวางปะเก็น
(gasket)
ไว้ระหว่างพื้นผิวสัมผัส
การประกบด้วยการใช้หน้าแปลนนี้มันยังมีข้อดีตรงที่ตัวสลักเกลียวที่ใช้ขันยึดนั้นไม่มีการสัมผัสกับของไหลที่อยู่ภายใน
จึงไม่ต้องกังวลเรื่องเกลียวจะถูกกัดกร่อนด้วยของไหลที่ไหลอยู่ภายใน
ส่วน bonnet
flange ก็คือตัว bonnet
ที่ประกบเข้ากับ valve
body ด้วยรูปแบบหน้าแปลนนั่นเอง
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงบ่ายในขณะที่โอเปอร์เรเตอร์กำลังเดินตรวจโรงงานและพบเห็นเพลิงไหม้บริเวณหน่วยกลั่นน้ำมันที่ความดันบรรยากาศ
(atmospheric
distillation unit)
การตรวจสอบที่เกิดเหตุหลังเพลิงสงบพบว่ามีการรั่วไหลของ
gas oil
ออกตรงหน้าแปลนของ
bonnet flange
ของวาล์วตัวหนึ่งที่ไม่มีการใช้งาน
(ดูรูปที่
๒ ประกอบ)
ตำแหน่งของวาล์วตัวนี้อยู่เหนือปั๊มที่ทำงานที่อุณหภูมิสูง
ทำให้น้ำมันที่รั่วไหลออกมานั้นลุกติดไฟเมื่อสัมผัสกับพื้นผิวโลหะที่มีอุณหภูมิสูง
ส่วนสาเหตุที่ทำหน้าหน้าแปลนฉีกขาดนั้นไม่สามารถระบุได้
ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการเสื่อมสภาพของหน้าแปลนและการขันนอตยึดที่ใช้แรงไม่สม่ำเสมอ
(คือกดด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป)
รูปที่ ๒
โครงสร้างของวาล์วตัวที่เกิดเหตุ
และตำแหน่งปะเก็นที่ฉีกขาด
ตรงนี้มีขอขยายความเพิ่มเติมนิดนึง
คือการลุกติดไฟเนื่องจาก
auto-ignition
temperature นั้นอาจเกิดได้จาก
(ก)
เชื้อเพลิงที่รั่วออกมานั้นมีอุณหภูมิที่
"ต่ำกว่า"
auto-ignition temperature ของเชื้อเพลิง
แต่สัมผัสกับพื้นผิวที่มีอุณหภูมิสูงกว่า
auto-ignition
temperature ของเชื้อเพลิง
หรือ
(ข)
เชื้อเพลิงที่รั่วออกมานั้นมีอุณหภูมิที่
"สูงกว่า"
auto-ignition temperature ของเชื้อเพลิง
ดังนั้นเมื่อเชื้อเพลิงรั่วออกมาสัมผัสกับอากาศ
ก็จะสามารถลุกติดไฟได้ทันที
หรือ
(ค)
เชื้อเพลิงที่รั่วออกมานั้นมีอุณหภูมิที่
"ต่ำกว่า"
auto-ignition temperature ของเชื้อเพลิง
แต่สัมผัสกับอากาศ
มีอุณหภูมิสูงกว่า auto-ignition
temperature ของเชื้อเพลิง
(คือการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ดีเซล)
ด้วยเหตุนี้จุดที่มีโอกาสที่เชื้อเพลิงจะรั่วไหลได้
(เช่นตัววาล์วและหน้าแปลน)
จึงไม่ควรอยู่เหนือหรืออยู่ใกล้กับพื้นผิวที่มีอุณหภูมิสูงกว่า
auto-ignition
temperature ของเชื้อเพลิง
(คืออย่างให้ของเชื้อเพลิงหยดใส่หรือฉีดพ่นใส่ได้)
ในรายงานยังกล่าวด้วยว่าการรั่วไหลที่โครงสร้างของตัววาล์วหลังการติดตั้งนั้นมักจะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีการคำนึงถึงกัน
(อาจเป็นเพราะว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่ประกอบเสร็จมาจากผู้ผลิต
หรือโรงซ่อม)
และจะว่าไปแล้วเรื่องการรั่วที่ตัววาล์วที่ผ่านการใช้งานมานานนี้ก็เคยเจอกับตัวเองเหมือนกัน
(ดู
Memoir วันอาทิตย์ที่
๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เรื่อง
"การผสมแก๊สอัตราการไหลต่ำเข้ากับแก๊สอัตราการไหลสูง (การทำวิทยานิพนธ์ภาคปฏิบัติตอนที่ ๘๘)"
เรื่องที่
๒
ไฟไหม้ที่เกิดจากเฮปเทนที่รั่วออกทาง
drain valve ของ
flow meter
เรื่องที่สองนี้นำมาจากหน้าเว็บ
http://www.shippai.org/fkd/en/cfen/CC1000116.html
เรื่อง "Fire
of heptane due to improper valve handling at a polypropylene
manufacturing plant"
เป็นกรณีของเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่โรงงานผลิตพอลิโพรพิลีนแห่งหนึ่งที่ในเขต
Chiba ประเทศญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ ๒๖ กรฏาคม พ.ศ.
๒๕๓๒
เนื้อหารายงานภาษาอังกฤษฉบับนี้อ่านแล้วค่อนข้างสับสน
แต่คิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดน่าจะเป็นดังนี้
เหตุการณ์นี้เกิดที่หน่วย
solvent scrubber
ของหน่วย solvent
recovery process เฮปเทน (heptane
C7H16) ถูกสูบจากทางด้านล่างด้วยปั๊ม
และป้อนกลับเข้าสู่ scrubber
ใหม่ผ่านทาง flow
meter (ดูรูปที่ ๓ ประกอบ)
เนื่องจากท่อเส้นที่ผ่าน
flow meter
เกิดการอุดตัน
โอเปอร์เรเตอร์จึงทำการเปิด
drain valve (2)
ที่อยู่ทางด้านล่างเพื่อยืนยันว่ามีปัญหาการอุดตัน
รูปที่ ๓
ระบบท่อของ solvent
scrubber ตัวที่เกิดปัญหา
ลูกศรประสีน้ำเงินคือทิศทางการไหลที่น่าจะถูกต้องมากกว่า
เพราะท่อนี้ควรจะเป็น minimum
flow line และของเหลวต้องไหลจากด้านความดันสูงไปด้านความดันต่ำ
ข้อความในบทความฉบับภาษาอังกฤษที่อธิบายเหตุการณ์นี้อ่านแล้วก็งง
(ตามที่คัดลอกมาในรูปที่
๔)
เพราะดูเหมือนว่าระบบท่อจะมีปัญหาการอุดตัน
(คิดว่าโอเปอร์เรเตอร์คงเห็นจากอัตราการไหลผ่าน
flow meter ที่ลดลง)
โอเปอร์เรเตอร์จึงทำการเปิด
drain valve (2)
ในขณะที่วาล์วทางด้านขาเข้า
(1)
นั้นยังคงเปิดอยู่
(ในขณะนี้เข้าใจว่าวาล์ว
bypass (3) ตัว
flow meter
น่าจะปิดอยู่ โดยวาล์วด้านขาออก
flow meter
นั้นน่าจะยังคงเปิดอยู่
และตัว flow
meter
น่าจะมีโครงสร้างที่ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนกลับอยู่ในตัวมันเอง)
การทำเช่นนี้น่าจะเป็นการทดสอบดูว่าตำแหน่งที่เกิดการอุดตันนั้นอยู่บริเวณไหน
ถ้าอยู่ก่อนเข้า flow
meter ก็จะเห็นของเหลวไหลออกมาได้น้อย
แต่ถ้าอยู่หลัง flow
meter ก็จะเห็นของเหลวออกไหลมาได้มาก
รูปที่ ๔
เนื้อหาที่คัดลอกมาจากบทความ
ที่อ่านแล้วดูสับสน
ข้อความภาษาอังกฤษของบทความเขียนว่า
เมื่อเห็นเฮปเทนไหลออกมามาก
โอเปอร์เรเตอร์จึงได้พยายามที่จะปิดวาล์วด้านขาเข้า
(1) โดยที่
drain valve (2)
เปิดอยู่ (ย่อหน้าบนในรูปที่
๔ ตรงที่ขีดเส้นใต้สีน้ำเงิน
และในย่อหน้าที่สองที่ขีดเส้นใต้สีแดง
ตรงนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ปิด
drain valve (2)
ที่เพิ่งจะเปิด)
พอประโยคถัดไปบอกว่าแม้ว่าพยายามที่จะปิด
drain valve (2)
โดยเปิด block
valve (1) (ย่อหน้าบนในรูปที่
๔ ตรงที่ขีดเส้นใต้สีแดง
ตรงนี้ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงกลับไปเปิด
block valve (1)
ใหม่อีก
เพราะว่าการที่แม้ว่าจะไม่สามารถปิด
block valve (1)
ได้สนิท
แต่มันก็น่าจะดีกว่ากลับไปเปิดมันใหม่)
เฮปเทนที่รั่วไหลออกมาก็เกิดการระเบิดเสียก่อน
บทความกล่าวว่าตัว
block valve (1)
มีความเสียหาย
(บทความไม่ได้บอกว่าความเสียหายนี้เกิดเมื่อใด
คือเกิดก่อนหน้าหรือในขณะที่พยายามจะปิดวาล์ว)
ทำให้ไม่สามารถปิดวาล์วได้เมื่อโอเปอร์เรเตอร์พยายามหมุนปิดวาล์ว
แต่ไม่ยักกล่าวถึงเรื่องที่ว่า
ทำไมโอเปอร์เรเตอร์จึงไม่พยายามปิด
drain valve (2)
ตั้งแต่แรก และของเหลวที่ไหลออกจาก
drain valve
นั้นระบายไปที่ไหน
(มีระบบท่อรองรับหรือโอเปอร์เรเตอร์ต้องมีภาชนะมารองรับ)
ประเด็นหนึ่งที่น่านำมาลองคิดกันเล่น
ๆ ก็คือ เมื่อพบว่าท่อด้านขาออกมีการอุดตันซึ่งเห็นได้จาก
flow meter
แสดงค่าอัตราการไหลที่ลดต่ำลงแม้ว่าจะเปิดวาวล์วเท่าเดิม
เราจะระบุได้อย่างไรว่าการอุดตันนั้นน่าจะเกิดที่บริเวณไหน
ทางด้านขาเข้าหรือขาออกของ
flow meter
วิธีการหนึ่งที่คิดว่าน่าจะใช้ทดสอบได้ก็คือ
เนื่องจากความดันด้านขาออกของปั๊มหอยโข่งมักจะลดลงเมื่ออัตราการไหลสูงขึ้น
เมื่อท่อด้านขาออกเกิดการอุดตัน
อัตราการไหลก็จะลดลง
(อ่านได้จาก
flow meter)
และความดันด้านขาออกของปั๊มก็น่าจะสูงขึ้น
(ที่ด้านขาออกของปั๊มควรมีเกจวัดความดันติดตั้งอยู่)
ในกรณีที่การเปลี่ยนแปลงความดันกับอัตราการไหลนี้เห็นได้ชัด
ถ้าลองเปิดวาล์ว bypass
(3) ของสาย bypass
ตัว flow
meter แล้วเห็นความดันตกลงมาก
ก็แสดงว่าบริเวณที่มีปัญหาอุดตันน่าจะอยู่ที่เส้นท่อที่ไหลผ่าน
flow meter
แต่ถ้าเปิดวาล์ว bypass
(3) แล้วไม่เห็นการไหลดีขึ้น
(ดูจากความดันด้านขาออกของปั๊มที่ไม่ได้ลดลงเท่าใดหรือไม่ลดลง)
ก็แสดงว่าการอุดตันนั้นน่าจะเกิดที่เส้นท่อก่อนถึงจุดทางแยก
ในเหตุการณ์นี้ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าโอเปอร์เรเตอร์กำลังทำการทดสอบแบบนี้อยู่หรือเปล่า
โดยใช้การเปิด drain
valve แล้วดูว่ามีของเหลวไหลออกมาแรงมาน้อยเท่าใด
ถ้าไหลออกมาแรงก็แสดงว่าท่อด้านขาเข้าไม่อุดตัน
ถ้าไหลออกมาไม่แรงก็แสดงว่าการอุดตันอยู่ทางด้านท่อขาเข้า
เพราะถ้ามองเช่นนี้ก็จะอธิบายได้ว่าทำไมโอเปอร์เรเตอร์จึงทำการเปิด
drain valve (2)
ในขณะที่ block
valve (1) ยังเปิดอยู่
รูปประกอบบทความ
(รูปที่
๓)
น่าจะมีความผิดพลาดอยู่
คือเส้น bypass
pump ที่มีวาล์ว bypass
(3) อีกตัวติดนตั้งอยู่
คือเส้นนี้น่าจะเป็นเส้น
return line มากกว่า
คือทิศทางการไหลที่ถูกต้องควรต้องเป็นจากทางด้านขาออกของปั๊มวกกลับเข้ามาทางด้านขาเข้าของปั๊ม
(ของเหลวมันควรต้องไหลจากด้านความดันสูงไปด้านความดันต่ำ)
เส้นทางการไหลนี้มีความสำคัญเพราะถ้าหากท่อด้านขาออกเกิดการอุดตัน
จะทำให้ไม่มีของเหลวไหลผ่านปั๊มในขณะที่ปั๊มทำงานอยู่
จะทำให้ปั๊มร้อนจัดจนเกิดปัญหาตามมาได้
การที่ท่อไหลย้อนกลับนี้อยู่จะช่วยให้มีของเหลวไหลผ่านปั๊มตลอดเวลา
แม้ว่าท่อด้านขาออกนั้นจะเกิดการอุดตัน
(และยังใช้เป็นท่อช่วยในการเริ่มเดินเครื่องปั๊มด้วย)