แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระต่าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระต่าย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568

สารหล่อลื่นในเปลือกกล้วย MO Memoir : Saturday 5 April 2568

กระเทียมก็ต้องทุบ มะนาวก็ต้องคลึง ดังนั้นเปลือกกล้วยก็ต้องเหยียบ

พืชบางชนิดนั้นมีของเหลวอยู่ในถุงบรรจุเล็ก ๆ การจะนำเอาของเหลวเหล่านั้นออกมาใช้งานก็ต้องทำให้ถุงบรรจุนั้นแตกออกก่อน อย่างเช่นกระเทียมที่มีน้ำมันบรรจุอยู่ในถุงบรรจุ การทุบจะทำให้ถุงบรรจุนั้นแตกออก มะนาวก็เช่นกัน ดังนั้นก่อนจะผ่ามะนาวเพื่อบีบเอาน้ำมะนาว ก็ควรต้องทำการคลึงผลมะนาวก่อนผ่าเสียก่อน เพื่อให้ถึงบรรจุน้ำมะนาวแตกออก

เปลือกกล้วยหอมก็เช่นกัน มีสารหล่อลื่นอยู่ในถุงบรรจุ การเหยียบจะทำให้ถุงบรรจุนั้นแตกออกปลดปล่อยสารหล่อลื่นออกมา ทำให้พื้นผิวสัมผัสระหว่างพื้นกับเปลือกกล้วยที่ถูกเหยียบลื่นมากขึ้นอันเป็นผลจากสารหล่อลื่นนั้น

Ig Nobel Prize เป็นรางวัลที่ล้อเลียนรางวัลโนเบล เพื่อมอบให้แก่การค้นพบ (ผลงานตีพิมพ์) ที่ "that cannot, or should not, be reproduced" (ถ้าแปลออกมาก็คงจะได้ว่า "ไม่สามารถ, หรือไม่ควร ที่จะทำซ้ำ") เพื่อเป็นการยกย่องผลงานที่ "that first make people laugh, and then make them think" (เช่นกัน ถ้าแปลออกมาก็คงจะได้ว่า "ทำให้คนหัวเราะก่อนเป็นอย่างแรก จากนั้นจึงค่อยคิด") รางวัลนี้เริ่มแจกในปีค.ศ. ๑๙๙๑ (พ.ศ. ๒๕๓๔)

และในปีค.ศ. ๒๐๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๗) ก็ได้มีการมอบรางวัล Ig Nobel Prize สาขาฟิสิกส์ให้กับศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่นผู้ศึกษาวิจัยเรื่องสัมประสิทธิความเสียดทานของเปลือกกล้วย ซึ่งเรื่องนี้ได้เล่าไว้ในบทความบน blog เมื่อวันจันทร์ที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๓ เรื่อง "เมื่อกล้วยระเบิด"

และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางสถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่น ก็ได้ทำรายการเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องความลื่นของเปลือกกล้วยที่ศาสตร์จารย์ท่านนั้นทำการศึกษา เพื่อแสดงให้เห็นว่าทำไปทำไม (รูปที่ ๑)

รูปที่ ๑ รายการของ NHK World Japan ในสารคดึชุด "Laugh Then Think: Japan Offbeat Science" เรื่อง Banana slip Physics เผยแพร่ออกอากาศครั้งแรกในวันศุกร์ที่ ๒๘ มีนาคมที่ผ่านมา ภาพโฆษณารายการเป็นภาพของ Prof. Kiyoshi Mabuchi ชูกล้วยหอม อาจารย์ท่านนี้เป็นอาจารย์ทางด้าน Biomechanics หรือพวกข้อต่อเทียมต่าง ๆ ของร่างกาย

Prof. Kiyoshi Mabuchi เป็นอาจารย์ทางด้าน Biomechanics หรือพวกข้อต่อเทียมต่าง ๆ ของร่างกาย จึงเป็นผู้เห็นความสำคัญของความลื่นเมื่ออวัยวะต่าง ๆ ในร่างการมีการเสียดสีกัน ตัวอย่างเช่นข้อสะโพกที่ท่านนำมายกเป็นตัวอย่างในสารคดี (รูปที่ ๒), การเสียดสีกันระหว่างเปลือกตากับลูกตาเมื่อเรากระพริบตา, การเสียดสีกันระหว่างปอดหรือหัวใจกับอวัยวะภายในที่อยู่เคียงข้างกัน

รูปที่ ๒ Prof. Kiyoshi Mabuchi ขณะบรรยายการทำงานของข้อต่อสะโพกเทียม ว่าความลื่นของข้อต่อนั้นสำคัญต่อการใช้ชีวิตของผู้ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อต่ออย่างไร

รูปที่ ๓ บทความที่เผยแพร่สองปีหลังจากได้รับรางวัล Ig Nobel Prize

สารคดีที่ NHK จัดทำนั้นไม่ได้บอกว่าสุดท้ายแล้วจะมีการนำเอาผลงานวิจัยเรื่องนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างไร แต่ถ้าพิจารณาจากตัวอย่างที่ยกมาในบทความและสิ่งที่อาจารย์ท่านนั้นศึกษา ก็คงพอจะคาดเดาได้ว่าท้ายสุดนี้งานวิจัยเรื่องนี้จะมีประโยชน์อย่างไร

บางครั้งสิ่งที่ชาติตะวันตกเห็นเป็นเรื่องตลกนั้น ก็เป็นการแสดงความไม่รู้ (แต่คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่น) ออกมา

รูปที่ ๔ โครงสร้างของเปลือกกล้วยหอม (จากบทความในรูปที่ ๓)

รูปที่ ๕ บทความที่เผยแพร่ในปีค.ศ. ๒๐๑๖ หรือหลังได้รับรางวัล Ig Nobel Prize สองปี กล่าวถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างสารหล่อลื่นของเปลือกกล้วยหอมและกระดูกหัวเข่าของกระต่าย (จากบทความในรูปที่ ๓)

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558

โพรงกระต่าย (๒) MO Memoir : Monday 16 March 2558

เจ้าสองตัวนี้ชื่อว่า "หิมะ" กับ "ชาเขียว" ลูกสาวคนเล็กเป็นคนตั้งซื่อให้ หิมะคือตัวสีขาว และชาเขียวคือตัวสีน้ำตาล (ทำไมไม่ชื่อชาเย็นก็ไม่รู้ ผมว่าสีขนมันเหมือนชานมมากกว่าชาเขียว) ไปซื้อมาจากสนามหลวง ๒ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ ราคาตัวละ ๑๐๐ บาท ตอนนั้นทั้งคู่อายุประมาณ ๑ เดือน แต่ดูจากขนาดแล้วดูเหมือนว่าเจ้าชาเขียวมันจะแก่กว่าเจ้าหิมะอยู่หน่อย เพราะมันตัวโตกว่า คนขายบอกว่าเป็นตัวเมียทั้งคู่ ที่ซื้อติดมาด้วยตอนนั้นก็คือกรงแบบพับได้ที่มีชั้นเล่นระดับที่ดูแล้วเหมาะกับการเลี้ยงสัตว์พวกกระรอกหรือสัตว์ตัวเล็ก ๆ มากกว่า เพราะกระต่ายนั้นมันโตเร็ว เจ้าสองตัวนี้ก็เช่นกัน เลี้ยงได้ประมาณ ๒ เดือนก็ต้องมาสร้างกรงใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมให้อยู่นอกบ้าน
  
กรงที่สร้างใหม่ก็เอากรงตาข่ายเลี้ยงสุนัขเดิมที่ปิดรอบด้านและเคยเอามาใช้เลี้ยงกระต่ายในครอกที่แล้วมาใช้ โดยนำมาต่อคอกกั้นเพิ่มเติมโดยใช้เหล็กฉากและไปซื้อแผงตาข่ายสีขาวมาปิดด้านข้างโดยใช้กำแพงตัวบ้านเป็นรั้งด้วนหนึ่งและเปิดด้านบนเอาไว้ กะว่าตอนกลางคืนจะให้มันอยู่ในกรงที่ปิดรอบด้านเพื่อป้องกันไม่ให้โดนจับกินแบบครอกที่แล้ว ส่วนกลางวันก็จะปล่อยให้มันออกมาวิ่งเล่นในคอกที่กั้นเอาไว้ให้ ตอนแรกมันก็อยู่ในคอกนั้นได้ แต่ไปสักพักพอมันโตขึ้น มันเล่นปีนข้ามแผงกั้นหรือไม่ก็กระโดดขึ้นมาบนหลังคากรงตาข่าย ก็เลยต้องไปเอาแผ่นกระเบื้องมาปูกันมันหนี

แต่ขึ้นชื่อว่ากระต่ายซะอย่าง ถ้าปิดไม่ให้ขึ้นฟ้า ก็มุดลงดินก็ได้ และมันก็ทำอย่างนั้นจริง ๆ
รูปที่ ๑ เจ้าหิมะกับชาเขียว ระหว่างออกมาวิ่งเล่นนอกกรง หาอะไรกินตามกระถางผักสวนครัวที่ปลูกไว้

รูปที่ ๒ กรงของเจ้าหิมะกับชาเขียวก่อนการซ่อมแซม อันที่จริงระดับพื้นในกรงมันเสมอกับระดับนอกกรง แต่มันเล่นขุดดินจากใต้บ้านออกมากองเอาไว้จนกระทั่งระดับพื้นในกรงสูงกว่านอกกรงประมาณ ๑๐-๑๕ เซนติเมตร
  
รูปที่ ๓ รูที่เจ้าสองตัวมันขุดลอดใต้กรงออกมา รางเหล็กสำหรับวางพื้นไม้ของกรงนั้นผุหมดแล้ว ต้องใช้ก้อนอิฐรองเอาไว้ แต่เจ้าสองตัวก็ขุดลอดซะพื้นกรงทรุดหมด เลยต้องรื้อออกมาทำใหม่หมด
  
พื้นดินเดิมที่สร้างบ้านเมื่อ ๕ ปีที่แล้วเป็นท้องร่องสวน ระดับคันดินต่ำกว่าระดับถนนประมาณครึ่งเมตร ตรงที่เป็นคูน้ำก็ยิ่งต่ำลงไปอีก ตอนสร้างบ้านก็ออกแบบให้พื้นล่างวางบนคาน ยกสูงจากระดับถนน ๖๐ เซนติเมตร (แต่ก็ยังไม่พ้นจมน้ำเมื่อน้ำท่วมใหญ่ในปี ๒๕๕๔ ที่ระดับน้ำที่ถนนหน้าบ้านสูงถึง ๑ เมตร) ตอนเริ่มสร้างบ้านก็ถมที่เพียงแค่เพื่อให้คนงานสามารถทำงานได้ จากนั้นจึงค่อยถมที่รอบ ๆ บ้านให้สูงจนถึงระดับถนน วัสดุที่เอามาถมก็มีทั้งเศษหิน กระเบื้อง ฯลฯ ที่เหลือจากงานก่อสร้าง (ทั้งบ้านตัวเองและบ้านข้าง ๆ ที่ซ่อมแซมในขณะนั้น) โดยให้เป็นพื้นชั้นล่าง ส่วนพื้นด้านบนก็ใช้ทรายและดิน (ผสมเศษหิน) ถมขึ้นมา เพื่อเอาไว้ให้สามารถขุดเพื่อปลูกต้นไม้ได้
  
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะต้นไม้เดิมอยู่ในระดับพื้นดินที่ลึกหรือเปล่า ทำให้ตอนน้ำท่วมใหญ่ปี ๕๔ แม้ว่าน้ำจะท่วมขังอยู่ร่วมเดือน แต่ต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่เดิมก่อนถมดินไม่ตายสักต้น แถมยังมีน้ำเก็บเอาไว้ใต้ดินให้ต้นไม้ใช้อีกตลอดฤดูร้อนถัดมา
รูปที่ ๔ สภาพภายในกรงของเจ้าสองตัวก่อนทำการซ่อมแซม ตรงใต้หลังคากระเบื้องสีเขียวเป็นตำแหน่งที่มันขุดดินลงไปลึกลอดใต้คานบ้านและเข้าไปนอนอยู่ข้างใน พวกเศษหินที่อยู่ในนั้นมันก็เอาเท้าหน้าดันออกมา

รูปที่ ๕ โพรงกระต่ายอีกโพรงหนึ่งที่เจ้าชาเขียวขุดลอดขั้นบันไดหลังบ้านเข้าไปใต้ถุนบ้าน

สองปีที่แล้วเขียนเรื่องโพรงกระต่ายเอาไว้หลังจากออกจากโรงพยาบาล ซึ่งตอนนั้นเป็นฝีมือของเจ้า "ห่อหมก" กับ "แจงลอน" และนั่นก็เป็นวันสุดท้ายที่ได้เห็นเจ้าสองตัวนั้น ตอนนั้นก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่ามันโดนตัวอะไรจับกิน เพราะไม่มีร่องรอยอะไรหรือมีซากเหลือให้เห็น บ้างก็บอกว่าตัวเหี้ย บ้างก็บอกว่างูเหลือม คือเจ้าตัวเหี้ยนี่ยังเห็นมันปีนต้นไม้อยู่ในสวนร้างหลังบ้านอยู่บ้าง แต่เจ้างูเหลือมนี่ยังไม่เคยเห็นมันเข้าบ้านสักที แต่บ้านข้าง ๆ เขาบอกว่ามี จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้วจึงได้เห็นงูเหลือมมาเลี้อยพันอยู่บนต้นมะม่วง ทำนองว่ามันจะข้ามไปยังต้นมะตูมที่มีรังกระรอกอยู่ แต่ข้ามไปไม่ได้ สงสัยเป็นเพราะต้นมะตูมมันมีหนามแหลม แต่ช่วง ๑-๒ ปีที่ผ่านมาแถวบ้านก็มีการจับงูเหลือมได้หลายตัว (คนที่จับได้เขาไม่ได้บอกว่ามันยาวกี่เมตร แต่บอกว่ามันหนักกี่กิโล คือทำนองว่ามีคนรับซื้อไปโดยให้ราคาตามน้ำหนักงู) แถมสวนร้างหลังบ้านก็มีเจ้าของเขาเริ่มเข้ามาถากถาง เจ้าสัตว์พวกนี้ก็เลยหายหน้าหายตาไป (แต่เชื่อว่าคงจะยังมีอยู่) มาคราวนี้มาเขียนเรื่อง "โพรงกระต่าย" อีก ก็หวังว่าประวัติศาสตร์คงจะไม่ซ้ำรอย

รูปที่ ๖ สภาพกรงหลังจากซ่อมเสร็จแล้ว มองไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยนแปลงเท่าใดเพราะเป็นการเกลี่ยทรายเดิมภายในกรง และทำทางเข้าออกถาวรให้มันทั้งสองตัว (ตรงที่เอากระถางต้นไม้บังเอาไว้ที่เจ้าหิมะมันนั่งอยู่)

เลี้ยงกระต่ายนี่ก็ดีอยู่อย่าง คือมันสามารถหากินเองจากใบไม้ใบหญ้าต่าง ๆ ที่ขึ้นอยู่รอบบ้าน ดอกอัญชันสีม่วงมันก็ชอบกิน ลูกสาวคนเล็กชอบที่จะเก็บดอกอัญชันที่เลื้อยพันอยู่ตามต้นไม้รอบบ้านใส่กระชอนไปป้อนให้เจ้าสองตัวกินเป็นประจำ เจ้าชาเขียวนี้ เวลาที่ตัดแต่งกิ่งไม้มันก็ชอบที่จะมาวิ่งวนเวียนอยู่รอบ ๆ แต่ถ้าก้มลงจะจับตัวมัน มันจะรีบวิ่งหนี ถ้ามันไม่เห็นเราทำท่าจะสนใจมัน มันก็ไม่คิดจะหนีไปไหน บางทีจะล่อให้มันเข้ามาใกล้ ๆ ก็ใช้กิ่งกระถินที่มียอดอ่อนเป็นตัวล่อ ตอนบ่าย ๆ แดดร้อนทั้งสองตัวจะหลบหายไปใต้กรงไม่ก็ไปอยู่ในโพรง ช่วงเช้า ๆ หรือตอนเย็น ๆ จึงจะเห็นออกมาวิ่งเล่น
  
ตอนนี้ก็ได้แต่รอดูว่าสองตัวนี้จะอยู่คู่บ้านนี้ไปได้อีกนานเท่าไร

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2557

โน๊ตเพลง "ทะเลใจ" "วิมานดิน" และ "เพียงแค่ใจเรารักกัน" MO Memoir : Friday 5 December 2557

ในที่สุดก็ลากมาจนถึงฉบับที่ ๙๐๐ ในปีที่ ๗ สัปดาห์นี้หยุดยาว ๓ วัน พอจะมีเวลาว่าง ก็เลยเอาโน๊ตเพลงที่มีอยู่ทั้งแบบตัวเลขและตัวอักษรมาใส่เป็นโน๊ตสากล เพลงที่เลือกมาทำก็เป็นเพลงที่แต่งโดยคาราบาวสองเพลงคือ "ทะเลใจ" และ "วิมานดิน" ส่วนอีกเพลงเป็นเพลงที่ร้องโดย วิยะดา โกมารกุล ณ นคร ชื่อเพลงว่า "เพียงแค่ใจเรารักกัน"
  
สิ่งที่ไม่ได้เอามาใส่ไว้ในโน๊ตคือท่อนที่เป็น Intro ก่อนเริ่มร้อง ท่อนที่เป็นการบรรเลงระหว่างเนื้อเพลง และการร้องซ้ำ โน๊ตตัวเลขของเพลง "ทะเลใจ" และ "เพียงแค่ใจเรารักกัน" นำมาจากหนังสือ "โน๊ตคีย์บอร์ดสเปเชียล" ของสำนักพิมพ์วรรณสาร เพลงทะเลใจก็ถอดโน๊ตออกมาตรง ๆ แต่เพลงเพียงแค่ใจเรารักกันต้องย้ายบันไดเสียงขึ้นมาเป็น G Major เพราะโน๊ตในหนังสือนั้นมันเสียงต่ำกว่าที่ฟลุตจะเล่นได้ ส่วนโน๊ตเพลงวิมานดินนั้นเอามาจาก http://www.noomlamoon.com/ ซึ่งของเดิมเป็นโน๊ตขลุ่ยที่เป็นตัวอักษรระดับบันไดเสียง C Major ผมเอามาเปลี่ยนเป็น F Major เพื่อให้เสียงสูงขึ้นนิดนึงเพราะต้นฉบับมีเสียงโดต่ำค่อนข้างเยอะ ทำให้รู้สึกว่าเล่นยาก

บ่ายนี้แวะไปสนามหลวง ๒ มา พาลูกสาวคนเล็กไปหาซื้อกระต่ายมาเลี้ยงพร้อมกรงเลี้ยงใหม่ ของเดิมรื้อออกมาเมื่อเช้าพบว่าสนิมกินหมดแล้ว ได้กระต่ายตัวเมียมาสองตัว (ราคาตัวละ ๑๒๐ บาท) ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ขายอยู่ที่ร้านแถว ๆ ที่เขาขายปลาและนก กะว่าให้มันโตกว่านี้อีกสักหน่อยก็จะปล่อยให้มันวิ่งเล่นรอบบ้านเอง ตอนนี้ต้นไม้ขึ้นรกไปหมด หวังว่ากระต่ายจะช่วยจัดการให้ได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นกระถินหรือตำลึง ตัวสีอ่อนจะตัวเล็กกว่าตัวสีเข้ม ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรอดจากงูเหลือมและตัวเงินตัวทองได้หรือเปล่า หรือจะโดนกินหมดเหมือนคราวที่แล้วอีก ก็ได้แต่ต้องคอยดูกันต่อไป







วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

โพรงกระต่าย MO Memoir : Sunday 28 July 2556

เรื่องมันเริ่มจากปีที่แล้วที่อาจารย์สอนวิทยาศาสตร์มอบหมายงานให้นักเรียนชั้นป. ๔ สังเกตและบันทึกพฤติกรรมสัตว์มีกระดูกสันหลังเป็นเวลา ๑ เดือน ลูกสาวคนเล็กผมพอได้รับงานมาก็อยากได้ตัวโน้นตัวนี้มาเลี้ยง (ทั้งหมา แฮมเตอร์ และชูการ์ไรเดอร์) ตัวผมกับภรรยาก็ต้องคอยเตือนว่าจะหาอะไรมาเลี้ยงมันไม่จบแค่เดือนเดียวนะ ม้นต้องเลี้ยงยาวต่อกันไปจนกว่ามันจะตาย และที่สำคัญก็คือการเลี้ยงส้ตว์ไม่มีวันหยุด จะปิดบ้านไปเที่ยวไหนต่อไหลหลายวันโดยปล่อยให้สัตว์อยู่เฝ้าบ้านไม่ได้ ต้องมีคนหาอาหารและน้ำให้มันกินด้วย สุดท้ายก็ไปลงที่กระต่าย

สาเหตุที่ยอมให้เลี้ยงกระต่ายก็เพราะรอบ ๆ บ้านนั้นมีส่วนที่เป็นพื้นดินอยู่เยอะ มีหญ้าและต้นไม้ต่าง ๆ ขึ้นทั่วไปหมด โดยเฉพาะต้นกระถินและพืชผักสวนครัวหลายอย่างที่เอาใบและดอกมาให้กระต่ายกินได้ (พวก กระเพรา ยอดแค ดอกอัญชัญ ตำลึง ฯลฯ) ก็เลยคิดว่าจะเลี้ยงแบบปล่อยให้มันวิ่งไปรอบ ๆ บ้านหาที่อยู่ของมันกันเอง
 
กระต่ายคู่แรกไปซื้อมาจากสนามหลวง ๒ ราคาตัวละ ๙๐ บาท เป็นลูกกระต่ายเล็ก ๆ อายุประมาณ ๑-๒ เดือน ต้องซื้อกรงและซื้ออาหารมาให้มันด้วย ลูกสาวคนเล็กตั้งชื่อตัวผู้ว่า "ใหญ่" และตัวเมียว่า "จิ๋ว" ตอนแรกต้องเลี้ยงไว้ในกรงก่อนเพราะกลัวว่าแมวจากบ้านข้าง ๆ จะมาลากเอามันไป
 
พอมันมีอายุสัก ๖ เดือนก็พาไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ จากนั้นก็ปล่อยให้มันอยู่นอกกรง ให้มันวิ่งเล่นได้เองอย่างอิสระรอบ ๆ บ้าน ส่วนอาหารมันจะมากินที่จานหรือหาใบไม้กินเองก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของมัน

ไม่ทันไรเจ้าจิ๋วก็คลอดลูกครอกแรกออกมา ๔ ตัว มันใช้โพรงที่ขุดลงไปใต้ถุนบ้านเป็นรัง ลูกครอกนี้พอออกมาวิ่งเล่นได้ไม่นานปรากฏว่าถูกแมวลากไป ๑ ตัว ไปตามเอากลับมาได้แต่ก็บาดเจ็บและตาย ก็เลยเหลือแค่ ๓ ตัว อยู่ไปสักพักก็หายไปอีก ๑ ตัว คือหายไปแบบไม่มีซากให้เห็นว่าหายไปได้อย่างไร ก็เลยสงสัยว่าคงเป็นผลงานของแมวอีก
 
ต่อมาเจ้าจิ๋วก็คลอดลูกครอกที่สองอีก ๔ ตัว ลูกครอกนี้ก็เช่นเดียวกันกับครอกแรกคือถูกแมวลากเอาไป ๑ ตัว ตามกลับมาได้แต่ก็ตายในวันรุ่งขึ้น และก็มีหายสาบสูญไปอีก ๑ ตัว คือหายไปแบบไม่มีร่องรอยให้เห็นว่าหายไปได้อย่างไร ดังนั้นในขณะนั้นที่บ้านก็เลยเหลือกระต่ายอยู่ ๖ ตัว
 
ต่อมาก็พบกับปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนถึงทุกวันนี้ คือลูกกระต่ายทั้ง ๔ ตัวนั้นค่อย ๆ หายไปทีละตัวแบบไม่เหลือซากให้เห็น แถมตัวพ่อกระต่ายก็พบนอนตายตัวแข็งอยู่ในบ้านตอนเช้า ที่เคยสงสัยว่าลูกกระต่ายที่หายไปนั้นเป็นฝีมือของแมวก็ไม่น่าจะใช่ เพราะมันตัวโตเกินกว่าที่แมวจะคาบและกระโดยขึ้นรั้วเอาไปได้ แถมแมวของบ้านข้าง ๆ ที่เคยมาป้วนเปี้ยนเฝ้ากระต่ายที่บ้านนั้นก็หายไปด้วย (แบบไม่มีร่องรอยให้เห็น) การหายตัวไปนั้นมีทั้งในช่วงกลางคืน คือตอนค่ำยังเห็นอยู่ แต่พอรุ่งเช้าก็ไม่เห็นแล้ว และในช่วงกลางวันคือตอนเช้ายังเห็นอยู่ แต่พอสาย ๆ ก็หายไปแล้ว

กระต่ายหายไปทีไรลูกสาวคนเล็กก็ร้องไห้ใหญ่ ต้องคอยปลอบ

มีการคุยกับเพื่อนบ้านบ้างเหมือนกันว่ามีตัวอะไรที่จะเอากระต่ายไปแบบไม่ทิ้งร่องรอยได้บ้าง เท่าที่เคยเห็นในบริเวณสวนรกร้างที่อยู่นอกรั้วข้างบ้านนั้นก็มีตัวตะกวดเดินอยู่ แต่อยู่มากว่า ๓๐ ปีแล้วก็ไม่เคยเห็นมันเข้ามาเดินในบ้าน เห็นแต่ไปนอนบนต้นมะพร้าวในสวน ว่ายน้ำอยู่ในท้องร่องสวน หรืออย่างมาก็มานอนบนรั้ว สัตว์อีกชนิดที่มีการพบกันในสวนข้างบ้านคืองูเหลือม แต่ตัวนี้นาน ๆ พบที และไม่เคยมีปรากฏว่าเคยโฉบเข้ามาใกล้แถบบ้าน งูที่เข้าบ้านจะเป็นพวกงูเขียวหางไหม้กับงูดินซะมากกว่า จะว่าเป็นนกขนาดใหญ่โฉบไปนั้นก็ไม่แน่ใจ เพราะจะว่าไปไม่เคยเห็นหรือได้ยินเสียงนกกลางคืนมาหากินแถวบ้าน ที่มีอยู่จะเป็นพวกนกหากินกลางวันซะมากกว่า ตอนนั้นผมยังสงสัยว่าอาจเป็นตะกวดที่เข้ามาจับกระต่ายกิน ก็เลยอุตสาห์เอาปืนลูกกรดที่ปรกติเก็บใส่กระเป๋าล็อกกุญแจเอาไว้มาเตรียมพร้อม กะว่าเห็นตัวจะจะเมื่อไรจะจัดการมันซะที แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีตัวอะไรโผล่เข้ามาให้เห็น แต่กระต่ายก็ยังหายไปอยู่
  
ตอนที่เจ้าใหญ่ตายนั้นเจ้าจิ๋วกำลังท้องครอกที่สามอยู่ และยังมีลูกครอกที่สองหลงเหลืออยู่ ๑ ตัว ตอนคลอดลูกครอกที่สามนี้เจ้าจิ๋วขุดโพรงลงไปใต้กองใบไม้ที่กองไว้เหนือกองทราย คือตัวบ้านนั้นสร้างขึ้นบนท้องร่องสวนเดิม มีการถมทั้งเศษหิน ดิน และทราย ลงไปในคูร่องสวนและปรับระดับพื้นดินเดิมให้สูงเท่าระดับถนน ดังนั้นสนามรอบบ้านบางตำแหน่งนั้นจะมีลักษณะเป็นบ่อทรายอยู่ ทำให้กระต่ายขุดโพรงได้ง่าย เจ้าจิ๋วมันไปคลอดลูกในโพรงที่มันขุด แล้วก็ไปให้นมลูกเป็นระยะ พอให้นมเสร็จมันก็จะขุดทรายปิดปากโพรงเอาไว้ ออกมาหาอะไรกินและก็นอนเฝ้าบริเวณใกล้ปากโพรง พอจะให้นมลูกทีก็ไปขุดเปิดปากโพรงใหม่ ลูกครอกนี้มีทั้งสิ้น ๖ ตัว ลูกมันอยู่ในโพรงนานเท่าไรก็ไม่รู้ มารู้เอาว่ามันมีลูกครอกนี้ก็เมื่อมันโตพอจะออกมาวิ่งเล่นนอกโพรงได้ สรุปว่าในเวลาไม่ถึงปีเจ้าจิ่วออกลูกถึง ๑๔ ต้ว
  
ทีนี้ก็เกิดเหตุการณ์ซ้ำเดิมอีก คือลูกครอกนี้หายไปในคืนเดืยวพร้อมกัน ๔ ตัวแบบไม่มีร่องรอยใด ๆ ไม่กี่วันถัดมาลูกครอกที่สามก็หายตัวไปอีกหนึ่งตัวและลูกครอกที่สองที่มีเหลืออยู่ตัวเดียวนั้นก็หายไปอีกแบบไม่มีร่องรอยเช่นเดียวกัน และไม่กี่วันต่อมาเจ้าจิ๋วก็หายไปแบบไร้ร่องรอยเช่นเดียวกัน

รูปที่ ๑ (บน) ลูกกระต่ายครอกที่สามของเจ้าจิ่วโผล่หน้าออกมาจากโพรง (ล่าง) เจ้าจิ๋วกำลังให้นมลูก

พอเหลือกระต่ายอยู่ตัวเดียวก็เลยไปซื้อมาใหม่อีก ๒ ตัวให้มันอยู่เป็นเพื่อนกัน คราวนี้ตั้งชื่อตัวที่เป็นลูกครอกที่สามที่เหลืออยู่เดียวว่า "ห่อหมก" แต่มันจะเรียกว่าเจ้า "จ้อน" ที่ซื้อมาใหม่สองตัวนั้นตั้งชื่อให้ว่า "แจงลอน" กับ "ทอดมัน" คราวนี้เลี้ยงอยู่ในกรงแล้ว คือกลางคืนจับใส่กรงเล็ก กลางวันปล่อยให้วิ่งเล่นในกรงใหญ่ที่ทำไว้ข้างบ้าน เลี้ยงไม่ทันไรปราฏกว่าเจ้าทอดมันมีอาการขนร่วง พาไปหาหมอ หมอบอกว่าติดเชื้อราก็ให้ยามากินและทา แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้นเจ้าทอดมันก็ตาย 
   
(แจงลอนเป็นชื่ออาหารทางจังหวัดชลบุรี ทำเหมือนกับทอดมันแต่จะหวานกว่าและบางทีก็ใส่มะพร้าวด้วย แต่แทนที่จะใช้การปั้นเป็นแผ่นแล้วนำไปทอด กลับใช้วิธีปิ้งแทน คือจะเอาไปปั้นเป็นก้อนกลม ๆ รอบ ๆ ไม้ไผ่หรืออ้อยคล้าย ๆ ลูกชิ้นเสียบไม้ แล้วนำไปปิ้งให้สุก)

เจ้าห่อหมกกับแจงลอนนั้นพอโตขึ้นสักพักก็ต้องเอาไปปล่อยไว้ในกรงใหญ่ข้างบ้าน กรงข้างบ้านนี้แยกเป็นสองส่วนคือส่วนหนึ่งมีตัวกรงที่ปิดมิดชิดรอบด้านสำหรับขังมันไว้ตอนกลางคืน พอกลางวันก็ปล่อยให้มันออกมานอกกรงนี้แต่ให้อยู่ในขอบเขตรั้วกั้นอีกชั้นหนึ่ง บริเวณติดกันนั้นกั้นรั้วเอาไว้ปลูกต้นไม้สำหรับให้กระต่ายวิ่งเล่น เหตุที่ต้องกั้นเอาไว้ก่อนก็เพราะกลัวว่ากระต่ายจะมากินต้นไม้จนตายก่อนที่ต้นไม้จะมีโอกาสโต แต่ท่าทางเจ้าห่อหมกมันจะชอบมาวิ่งเล่นทางด้านนี้มาก เพราะในช่วงแรกเห็นมันพยายามทั้งปีนและกระโดดข้ามรั้วข้ามมาอีกฝั่งให้ได้ แต่สุดท้ายมันก็พบวิธีการใหม่ที่สบายกว่า ก็คือขุดโพรงมุดลอดใต้รั้วเอง 
   
ที่มันขุดได้คงเป็นเพราะบริเวณนี้เป็นตำแหน่งที่ใช้ทราบถมพื้น ตอนแรกก็เห็นมันไปลองขุดที่มุมอื่นก่อน แต่ขุดลงไปไม่ได้เพราะไปเจอกับเศษปูนที่ช่างเทเอาไว้ตอนสร้างบ้าน มันเพิ่งจะมาเจอตำแหน่งที่เหมาะสม คือขุดลอดจากรั้วฝั่งหนึ่งมาโผล่ใต้โคนต้นเผือกที่ปลูกเอาไว้ (ไม่รู้ว่าม้นจะขุดลงไปกินหัวเผือกที่ปลูกเอาไว้ด้วยหรือเปล่า) ดังนั้นในตอนนี้พื้นที่วิ่งเล่นของเจ้าห่อหมกและแจงลอนก็เลยกว้างมากขึ้น

รูปที่ ๒ (บน) โพรงที่เจ้าห่อหมกและแจงลอนขุดลอดรั้วไปอีกฝั่งหนึ่ง (ล่าง) รั้วอยู่ทางซ้าย แต่มันไม่ได้ขุดแค่ลอดรั้วได้ กลับมีการขุดรูลึกลงไปทางด้านขวาอีก มุดใต้ต้นเผือกที่ปลูกเอาไว้

Memoir ฉบับนี้ไม่มีสาระอะไร ที่เขียนก็เพราะเห็นเจ้าห่อหมกมันอุตส่าห์ขุดโพรงสำหรับการเดินทางของมันได้สำเร็จ ก็เลยถ่ายรูปเอามาฝาก เขียนค้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน เช้าวันนี้ไปถ่ายรูปจะเอามาประกอบบันทึก ปรากฏว่าไม่เห็นทั้งเจ้าห่อหมกและแจงลอง เรียกก็ไม่ออกมา ไม่รู้ว่ามันเข้าไปนอนในบ้านใหม่ของมัน หรือหายไปอย่างไม่มีร่องรอยอีกแล้ว เมื่อวานก็ยังเห็นอยู่เลย
  
อันที่จริงช่วงนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลมีคนอีเมล์มาถามเรื่อง Pyrolysis ซึ่งผมก็ได้ให้ความเห็นจากมุมมองของผมให้กับเขาไปบางส่วนแล้ว แต่มันยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมเห็นว่าน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้พิจารณากัน (ผมไม่ได้ให้คำตอบแบบฟันธง แต่ให้พิจารณาสมมุติฐานที่เป็นไปได้ทั้งหมดก่อน จากนั้นจึงค่อยดูผลการทดลองหรือวิธีการทดลองประกอบว่าสมมุติฐานไหนไม่น่าเป็นจริง) ก็เลยคิดว่าจะเอาเรื่องนี้มาเขียนเป็นเรื่องยาวสักที และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีอีเมล์มาถามเรื่องพีคประหลาดปรากฏบนโครมาโทแกรมของ GC อีก ซึ่งผมก็ได้ให้คำแนะนำไป แต่ยังไม่มีคำตอบกลับมา ก็เลยยังไม่รู้ว่าเรื่องมันจะลงเอยอย่างไร ถ้ามีความคืบหน้าอย่างไรก็คงมีการนำเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังอีกที

ท้ายสุดก็ขอฝากข้อมูลที่ไม่เหมือนกับนิทานอีสปว่าทำไมกระต่ายจึงวิ่งแข่งแพ้เต่า เป็นการโต้กลอนตอบโต้ระหว่างคนสองคน คนหนึ่งแต่งกลอนให้กระต่าย อีกคนหนึ่งแต่กลอนให้เต่า (จำมาจากเทปตลกของคุณเด๋อ ดอกสะเดา ในอดีตนั้นคณะตลกก็มีการออกเทปคาสเซสบันทึกเสียงเช่นเดียวกันกับนักร้อง เทปแบบนี้จะเรียกว่าเทปตลก แยกจากเทปเพลง)

กระต่ายน้อย วิ่งลิ่ว ปลิวทะยาน
เต่าก็คลาน ช้าช้า มาข้างหลัง
กระต่ายน้อย เห็นหลักชัย ดีใจจัง
เต่าตามหลัง เหาะโด่ง ลงหลักชัย

กระต่ายไม่ได้ขี้เกียจหรอก เต่าต่างหากที่ขี้โกง