แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

วิชาศึกษาทั่วไป ๒๕๖๑ (General Education 2018) MO Memoir : Wednesday 9 January 2562

หลักสูตรสายวิทยาศาสตร์ (ทั้งกายภาพและชีวภาพ) ของมหาวิทยาลัยบ้านเรานี่ก็แปลก ตอนสอบคัดเลือกคนมาเรียนก็มองว่าวิชาทางด้าน สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ สุขศึกษา พลศึกษา สันทนาการ หรืออะไรที่ดูไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาไม่สำคัญสำหรับคนที่จะเรียนทางด้านนี้ ดังนั้นการคัดเลือกจึงไม่นำเอาคะแนนวิชาดังกล่าวมาพิจารณา เว้นแต่จะโดนบังคับให้ต้องนำมาพิจารณา (เช่นในปัจจุบัน) ถึงกระนั้นก็ยังหาทางเลี่ยงด้วยการพยายามให้มีคะแนนวิชากลุ่มนี้ในสัดส่วนที่น้อยที่สุด 
  
แต่พอได้เข้ามาเรียนแล้วกลับบอกว่าวิชาเหล่านี้สำคัญสำหรับการทำงาน ถ้าไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้จะทำงานกับคนไม่ได้ ดังนั้นจำเป็นต้องบรรจุเข้าไว้ในหลักสูตร ใครไม่เรียนก็ไม่จบ สุดท้ายก็ลงท้ายด้วยการตัดวิชาเรียนในสาขาวิชาชีพนั้นบางวิชาออก เพื่อบรรจุวิชาเหล่านี้เข้าไปแทน เพราะโดนบังคับด้วยจำนวนหน่วยกิตรวมทั้งหมด
 
จะดีกว่าไหมถ้าให้นักเรียนได้เรียนวิชาต่าง ๆ เหล่านี้ตั้งแต่ฃั้นมัธยม เพื่อที่เขาจะได้ค้นพบตัวเองว่าแท้จริงแล้วเขาชอบและมีความถนัดทางด้านใด เวลาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยจะได้ลดปัญหาเรื่องต้องทนเรียนให้จบตรี ก่อนเปลี่ยนไปเรียนหรือทำงานสาขาอื่น หรือไม่ก็เอามาเป็นคะแนนสอบเข้าเรียนเลย จะได้ไม่ต้องมาเรียนในระดับอุดมศึกษาอีก
 
ช่วง ๓ วันที่ผ่านมา มีทางมหาวิทยาลัยมีรายการแนะนำวิชาการศึกษาทั่วไปที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าวิชา Gen Ed (ย่อมาจาก General Education) ก็เลยแวะไปดูว่าเขามีอะไรให้เรียนกันบ้าง ดู ๆ แล้วก็ต้องบอกว่านิสิตสมัยนี้โชคดีกว่าแต่ก่อนเยอะ ที่มีวิชาให้เลือกเรียนหลากหลายมากกว่า ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ดูตัวอย่างบางวิชาที่ถ่ายรูปมาให้ดูเอาเองก็แล้วกันครับ
















วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

ไม่รู้จะสอนยังไงแล้ว (๗) MO Memoir : Monday 10 April 2560

เล่าเรื่องด้วยรูปที่ไม่มีคำบรรยายนะครับ แต่คิดว่าน่าจะ "ยังคงมี" คนเดาได้ว่าเรื่องอะไร

รูปต่าง ๆ เหล่านี้ถ่ายไว้เมื่อเช้านี้เอง ไม่ถึงชั่วโมงที่ผ่านมา เป็นตอนที่ห้องพักกำลังว่าง ไม่มีใครสักคน อ้อ ขอเพิ่มเติมให้นิดนึง เป็นห้องพักของ "ผู้มีการศึกษา" ด้วยนะครับ

 





วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เมื่อเหล็กร้อน MO Memoir : Sunday 4 December 2559

จำไม่ได้ว่าเป็นปีค.ศ. ไหนแน่ จำได้แต่ว่าเป็นช่วงต้นทศวรรษ ๑๙๙๐ เป็นช่วงที่เรียนอยู่ที่อังกฤษ ที่เห็นข่าวอดีตนักบินสายการบินพาณิชย์ของอังกฤษรายหนึ่งฆ่าตัวตาย เนื่องจากโดนกล่าวหาว่าบกพร่องต่อหน้าที่ แม้ว่าเขาจะพยายามสู้คดีแล้วแต่ก็แพ้ไปในที่สุด
 
 
เหตุการณ์มันเกิดตอนที่เครื่องบินที่เขาเป็นกัปตันนั้นกำลังร่อนลงสู่สนามบิน ปรากฏว่าเครื่องบิน "บินเฉียง" กับแนวรันเวย์ แม้ว่านักบินจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้กลับสู่ความปลอดภัยได้ นักบินอ้างว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินอัตโนมัติของเครื่องบิน ไม่ใช่จากการควบคุมของเขา แต่คณะกรรมการสอบสวนก็สรุปว่าเป็นความบกพร่องของนักบิน (คือคอมพิวเตอร์ถูก นักบินผิด) และมีมติไล่นักบินออกจากงาน


เรื่องนี้คงไม่เป็นข่าวถ้าหากว่าหลังการฆ่าตัวตายของนักบินดังกล่าว มีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีก กับสายการบินอีกแห่งหนึ่ง ในสถานที่อีกแห่งหนึ่ง และเมื่อนำความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้งมาเปรียบเทียบกัน (คือแนวเส้นทางการบินลง) พบว่า "เหมือนกัน" (อันที่จริงระหว่างนั้นก็มีกรณีอื่นที่เหมือนกันเกิดขึ้นด้วย)
  
 
ในตอนนั้น (ตอนนี้เป็นอย่างไรผมไม่รู้นะ) การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินนั้น จะใช้ทีมผู้เขียนโปรแกรม ๓ ทีมจาก ๓ บริษัทให้ทำการเขียนโปรแกรม การควบคุมจะอาศัยเสียงข้างมากคือ ๒ ใน ๓ (คือถ้าหากโปรแกรม ๒ โปรแกรมให้ข้อสรุปเหมือนกัน ก็ให้ทำตามข้อสรุปของ ๒ โปรแกรนั้นโดยไม่สนใจข้อสรุปของโปรแกรมที่ ๓) โดยมีข้อสมมุติว่าโอกาสที่ทีมเขียนโปรแกรมทั้ง ๓ ทีมจะทำผิดพลาดในเรื่องเดียวกันนั้นมีค่า "ต่ำมาก"
 
 
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีข้อสงสัยว่าข้อสมมุติดังกล่าว "ใช้ได้จริง" หรือไม่ ก็เลยมีผู้ทำการทดลองด้วยการใช้ทีมเขียนโปรแกรม ๓ ทีมจาก ๓ แหล่งให้มาเขียนโปรแกรมควบคุมทำงานเดียวกัน เพื่อที่จะดูว่าทั้ง ๓ ทีมมีโอกาสทำผิดพลาดเหมือนกันมากแค่ไหน ผลการทดลองปรากฏว่าทั้ง ๓ ทีมจะทำอะไรผิดพลาดที่ "เหมือนกัน" เหมือนกับว่ามีอยู่เพียงทีมเดียว ทั้งนี้ก็เพราะทั้งสามทีมนั้นต่าง "เรียนมาจากตำราเดียวกัน" นั่นเอง
 

เวลาที่นักเรียนทำข้อสอบแล้วพบว่ามีการทำผิดเหมือน ๆ กัน สิ่งแรกที่อาจารย์ทั่วไปมักจะคิดก็น่าจะเป็นมีการทุจริตในการสอบเกิดขึ้นหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนี้มันก็น่าจะเกิดกับกลุ่มนิสิตที่นั่งสอบใกล้ชิดกัน แต่สำหรับความผิดพลาดที่เหมือนกันที่มาจากนักเรียนที่กระจายอยู่คนละที่กัน และที่สำคัญคือเป็นความผิดในเรื่องความเข้าใจพื้นฐานที่คิดว่าเรียนมาจนถึงระดับนี้แล้วน่าจะรู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว อย่างเช่นกรณีคำตอบที่ยกมาให้ดูในวันนี้ (ซึ่งคิดว่าไม่จำเป็นต้องทราบว่าคำถามถามว่าอะไร เอาเป็นว่าเป็นของนิสิตวิศวก็แล้วกัน) ตรงนี้ทำให้เกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า เกิดอะไรขึ้น

เป็นไปได้ไหมครับที่เขาเหล่านั้นมีความเข้าใจพื้นฐานที่ไม่ดี หรือเขาเหล่านั้นใช้ข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งเดียวกัน แต่มันดันเป็นข้อมูลที่ผิด และเขาก็จำต่อ ๆ กันมาโดยไม่มีการพิจารณาตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้มานั้นมันถูกหรือผิด 


ในขณะที่ภาคการผลิต เน้นการควบคุม "คุณภาพ" ไปที่การตรวจสอบความถูกต้องของ "กระบวนการ" แต่ภาคการศึกษากลับเอาคำว่า "คุณภาพ" ไปผูกไว้กับ "ผลผลิต" โดยไม่ได้มีการพิจารณาว่าวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่ง "ผลผลิต" ที่จะนำมาใช้เป็นคะแนนประเมินนั้นได้มาโดยวิธีการที่ชอบหรือด้วยวิธีการที่สถาบันการศึกษาพึงปฏิบัติหรือไม่

 
ภาคอุตสาหกรรมนั้นสามารถกำหนดคุณภาพ "ขั้นต่ำ" ของวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตได้ วัตถุดิบอะไรที่มีคุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่รับ แต่ไม่ควรนำสิ่งนี้มาใช้กับภาคการศึกษาพื้นฐานในระดับโรงเรียน เพราะวัตถุประสงค์ของภาคการศึกษาในระดับโรงเรียนนั้นคือทุกคนต้องได้เรียนและได้มีการพัฒนาตนเอง ดังนั้นสิ่งที่ควรใช้ในการประเมินความสามารถของสถาบันการศึกษาระดับโรงเรียนจึงควรเน้นไปที่การ "พัฒนาการ" ของผู้เรียน แทนที่จะเน้นไปที่จำนวนนักเรียนที่สอบเข้าคณะที่คะแนนสอบเข้าสูง หรือจำนวนนักเรียนที่สอบได้ทุน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นว่าโรงเรียนที่มีนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีคะแนนสอบสูงได้เยอะ มักเป็นโรงเรียนที่ไม่มีการพัฒนาผู้เรียนด้วยตนเอง แต่ใช้การดึงเอาผู้ที่เรียนเก่งที่ได้รับการพัฒนาจากที่อื่นมาเข้าเรียนในช่วงสั้น ๆ หรือไม่ก็เป็นโรงเรียนที่ไม่ให้นักเรียนของโรงเรียนตนเองที่คะแนนสอบระดับมัธยมต้นไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ให้เรียนต่อในโรงเรียนตนเอง ตรงนี้แตกต่างจากการเรียนการสอนในสายวิชาชีพในระดับมหาวิทยาลัยนั้น เพราะแต่ละสาขาวิชาชีพจะมีมาตรฐานขั้นต่ำของตนเองอยู่ ดังนั้นการประเมินความสามารถของผู้เรียนว่าผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของสาขาวิชาชีพนั้นได้หรือไม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ
 
ก่อนที่จะโทษผู้เรียน ควรต้องมาพิจารณาก่อนว่าเราประเมินโรงเรียนด้วยเกณฑ์อะไร และโรงเรียนประเมินครูผู้สอนด้วยเกณฑ์อะไร เราใช้เกณฑ์อะไรประเมินผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษา และเกณฑ์ดังกล่าวมันเปิดช่องให้ใช้วิธีการที่ระบบการศึกษาไม่ควรพึงปฏิบัติเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวหรือไม่ เพราะโดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ตอนนี้เมื่อเห็นอะไรแบบนี้ ก็ไม่ได้คิดจะโทษผู้เรียน เพราะความไม่รู้ของผู้เรียนก็เป็นผลมาจากความไม่รู้ของผู้สอนนั่นเอง

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ทำไมต้องมานั่งเรียนในห้องเรียน (มุมมองส่วนตัวเรื่องการศึกษา ๒) MO Memoir : Tuesday 4 October 2559

มีใครก็ไม่รู้กล่าวเอาไว้นานแล้วว่า "การสอนแบบบรรยายคือการที่อาจารย์ผู้สอนส่งผ่านความรู้ที่มีเขียนไว้ในตำรา ไปให้ผู้เรียนบันทึกลงสมุดจด โดยที่ความรู้นั้นไม่ได้รับการประมวลผลทั้งในสมองของอาจารย์ผู้สอนและของผู้เรียน" (เห็นที่ไหนก็จำไม่ได้แล้ว แต่เห็นเป็นภาษาอังกฤษ) 
  
ซึ่งถ้าความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ (และบางส่วนมันก็เป็นเช่นนี้จริง) มันก็ทำให้เกิดคำถามว่าถ้าเช่นนั้นทำไมเราจึงต้องมานั่งเรียนในห้องเรียน ไปนั่งอ่านหนังสือเอาเองไม่ดีกว่าเหรอ
 
เคยตั้งคำถามไหมครับว่าทำไมมหาวิทยาลัยเปิดจึงสามารถเปิดการสอนในบางสาขาวิชาได้โดยให้ผู้เรียนนั้นอ่านหนังสือเรียนเอาเอง ไม่จำเป็นต้องมาเรียนที่สถาบันการศึกษา พอถึงเวลาสอบก็ค่อยมาสอบ 
  
แต่จะว่าไปแล้วสาขาวิชาเหล่านั้นก็ยังต้องมีสื่อการสอนทางไกลช่วย (เช่นทางโทรทัศน์ วิทยุ หรืออินเทอร์เน็ต) เพื่อช่วยให้ผู้เรียนทำความเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้นหรือรวดเร็วขึ้น (คือมีคนสรุปให้ฟังแทนที่ต้องไปอ่านเอง หรือขยายความเพิ่มเติมจากเนื้อหาในตำรา) และยังต้องมีห้องสมุดเอาไว้ให้นักศึกษาได้เข้ามาค้นคว้าด้วยตนเอง



เมื่อกลางเดือนที่แล้วหลังการสอนในบ่ายวันอาทิตย์ ผมก็นั่งคุยกับนิสิตปริญญาโทภาคนอกเวลาราชการกลุ่มหนึ่ง (ที่เขามักจะมีปัญหาเรื่องภารกิจหน้าการงานจนทำให้การขาดเรียนเป็นเรื่องปรกติ) และประเด็นหนึ่งที่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันในวันนั้นก็คือคำถามว่า "ทำไมจึงยังต้องมานั่งเรียนในห้องเรียน"
 
คำตอบของคำถามดังกล่าวจากมุมมองของผมก็คือ "เพราะความรู้มันไม่เดินทางไปหาคนที่อยากรู้ ทำให้คนที่อยากรู้นั้นจำเป็นต้องเดินทางเข้าหาความรู้
  
พอตอบด้วยคำตอบนี้มันก็มีคำถามตามมาอีกก็คือ "ดังนั้นถ้าเราสามารถทำให้คนที่อยากรู้นั้นสามารถรับความรู้ได้โดยไม่ต้องเดินทาง เขาก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งเรียนในห้องเรียนใช่ไหม
  
แต่การจะทำให้ความรู้เดินทางเข้าหาผู้เรียนได้นั้น จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีรองรับ

ในอดีต ก่อนยุคการพิมพ์ ความรู้ที่อาจารย์แต่ละคนมีนั้นเป็นสิ่งที่บันทึกอยู่ในสมองของอาจารย์ผู้นั้น การจะรับความรู้ได้ก็คือต้องเดินทางไปหาอาจารย์ผู้นั้นเพื่อขอให้สอนวิชาให้ ถ้าความรู้ดังกล่าวมีการบันทึกเป็นข้อความ ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นการเขียนด้วยมือและคงไม่ได้มีหลายชุด การได้ความรู้นั้นก็ต้องใช้การเดินทางไปยังแหล่งที่มีบันทึกความรู้ดังกล่าวเก็บเอาไว้ เพื่อหาโอกาสศึกษาจากบันทึกความรู้นั้น กล่าวคือถ้าอยากได้วิชาความรู้ ก็ต้องเดินทางไปหาอาจารย์ผู้สอน
 
มาถึงยุคสมัยการพิมพ์ การพิมพ์ทำให้เราสามารถสร้างบันทึกความรู้ขึ้นมาได้หลายชุดในเวลาอันสั้นลง โดยทุกชุดมีข้อความเหมือนกันด้วย ทำให้การเรียนรู้นั้นไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเรียนจากผู้เขียนตำรา แต่สามารถเรียนได้จากตำราที่ผู้รู้นั้นเป็นคนเขียนและมีการเผยแพร่ออกไป 
  
แต่การเขียนตำรานั้นมันก็มีข้อจำกัด (จะเนื่องด้วยเทคนิคการพิมพ์ หรือค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ก็ตาม) ทำให้ผู้เขียนตำราไม่สามารถใส่รายละเอียดทั้งหมดลงในตำราได้ (เช่นถ้าเป็นตำราคณิตศาสตร์ก็คงเป็นรายละเอียดการพิสูจน์สูตรต่าง ๆ หรือรายละเอียดการคำนวณต่าง ๆ เพราะถ้าใส่ลงไปทั้งหมดก็มีหวังตำราคงจะเล่มหนามากและคงมีราคาแพงตามไปด้ว) จึงใส่ได้เฉพาะสิ่งที่สำคัญและตัวอย่างบางตัวอย่างประกอบเท่านั้น และด้วยราคาของตำรานั้นจึงทำให้ผู้เรียนส่วนหนึ่งไม่สามารถมีตำราดังกล่าวเป็นของตัวเองได้ (คือจะให้มีตำราเรียนครบทุกวิชาก็คงจะไม่ไหวเหมือนกัน) ยังต้องอาศัยการยืมอ่านจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัยอยู่
 
และแม้ว่าจะมีตำราให้อ่านก็ตาม แต่ก็มีผู้อ่านเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่สามารถทำความเข้าใจในสิ่งที่ตำราละเอาไว้ได้ด้วยตนเอง (แต่อาจใช้เวลามากน้อยต่างกัน) ในขณะที่ผู้อ่านอีกส่วนหนึ่ง (เผลอ ๆ อาจเป็นส่วนใหญ่) ไม่สามารถทำความเข้าใจสิ่งที่ตำราละเอาไว้ จำเป็นต้องมีผู้คอยชี้แจงหรือขยายความเพิ่มเติมให้ฟัง 
  
และนี่ก็คงเป็นสาเหตุให้ต้องมีการมานั่งเรียนหนังสือกันในห้องเรียน เพื่อให้ผู้สอนนั้นช่วยย่อยและขยายความเนื้อหาต่าง ๆ ให้ฟัง (ประหยัดเวลาในการทำความเข้าใจด้วยตนเอง) ดังนั้นถ้าพิจารณาในแง่นี้ก็จะเห็นว่า หน้าที่ของผู้สอนจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การหยิบเนื้อหาในตำรามาบอกต่อโดยไม่ได้ขยายความเพิ่มเติมหรือยกตัวอย่างประกอบเพิ่มเติมให้เห็น 
  
ผมเองก็เคยโดนนิสิตประเมินว่าวิชาที่ผมสอนไม่ต้องเข้าเรียนก็ได้ (ผมไม่ได้เช็คชื่อ) อ่านจากเอกสารคำสอนที่ผมเตรียมไว้ให้ก็พอแล้ว ผมก็บอกว่าคำกล่าวเช่นนั้นผมถือว่าเป็นคำชม เพราะสิ่งที่ผมต้องการคือทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้เรียนนั้นสามารถเรียนเองได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาเรียน แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็เห็นมีผู้ที่ไม่ได้เข้าเรียนทำข้อสอบกันไม่ได้ทุกปี ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่ออกไปนั้นมันก็ใช้พื้นฐานที่ปรากฏอยู่ในเอกสารที่จัดเตรียมไว้ให้ คิดว่าคงเป็นเพราะว่าไม่สามารถใส่ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานต่าง ๆ ครอบคลุมได้ทุกกรณีลงไปเอกสารที่เตรียมให้ พอเอาโจทย์ที่แตกต่างไปเพียงเล็กน้อยจากตัวอย่างที่ยกมาแสดง ก็เลยมีคนที่เรียนหนังสือโดยการเทียบเคียงโจทย์กับวิธีแก้ปัญหาตามตัวอย่างที่เคยอ่านพบและเห็นว่าใกล้เคียงที่สุดมาใช้ ผลก็คือโดนข้อสอบหลอกเอาเป็นประจำทุกปี ตรงนี้ดูตัวอย่างเพิ่มเติมได้ใน Memoir ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๐๑ วันพฤหัสบดีที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เรื่อง "หลอกด้วยข้อสอบเก่า" หรือล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็คือ Memoir ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๑๒๔๓ วันพุธที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๙ เรื่อง "การอ่านผลการทดลองการไทเทรตกรด-เบส (ตอนที่ ๓)")



เหตุผลก็เพราะมีบางสิ่งที่ไม่ปรากฏในเอกสารคำสอนและมีเพิ่มทุกปีคือ "ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน" ซึ่งตรงนี้คนที่เรียนโดยอาศัยการท่องจำ "วิธีการเฉพาะ" ของตัวอย่างต่าง ๆ พอมาเจอกับปัญหาที่ไม่เคยอ่านเจอ (แต่ยังสามารถแก้ได้ด้วยการใช้ "หลักการ") ก็เลยทำข้อสอบไม่ได้ ดังนั้นเวลาที่ผมสอนหนังสือผมจึงย้ำเสมอว่าให้ยึดใน "หลักการ" เอาไว้ก่อน อย่าไปยึดกับวิธีการเฉพาะของตัวอย่างใดตัวอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะกับวิชาที่เนื้อหามันเยอะมากแต่ถูกบีบให้สอนแบบรวบรัดในเวลาอันสั้น (เช่นเคมีอินทรีย์ของภาควิชาเรา ที่จากเดิมเรียนบรรยายกัน ๓ หน่วยกิต ๑๕ สัปดาห์ มาตอนนี้เหลือเพียงแค่ ๕ สัปดาห์เท่านั้นเอง สิ่งที่สอนได้ก็คือหลักการ ส่วนตัวอย่างการประยุกต์นั้นยกตัวอย่างมาได้เพียงบางเรื่องและโดยคร่าว ๆ เท่านั้น รายละเอียดที่มากขึ้นไปอีกต้องให้นิสิตไปอ่านเอาเองจากหนังสือหรือเอกสารที่เตรียมให้)
 
การเรียนภาค "ทฤษฎี" นั้นในหลายวิชา พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีสามารถทำให้ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมานั่งเรียนในห้องเรียน แต่การเรียนภาค "ปฏิบัติ" ที่ต้องลงมือปฏิบัติในหลากหลายสาขาวิชานั้นยังจำเป็นต้องมาฝึกกับอาจารย์ผู้สอนอยู่ โดยเฉพาะพวกที่ต้องมีการใช้อุปกรณ์พิเศษ (ที่คนทั่วไปไม่ได้ติดไว้ติดบ้าน) แม้ว่าในบางเรื่องสามารถที่ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษในการเรียน สามารถที่จะเรียนได้ในระบบการศึกษาทางไกลก็ตาม (เช่นการเรียนภาษา)
 
เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ทำให้ความรู้ที่เดิมอยู่ในรูปของหนังสือขนาดใหญ่ กลายเป็นไฟล์คอมพิวเตอร์บรรจุอยู่ในหน่วยความจำขนาดเล็กที่ส่งต่อและพกพาได้ง่าย และยังสามารถใส่รายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มเติม (ไม่ว่าจะเป็นภาพสี ภาพขยายขนาดใหญ่ หรือภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ) ลงในไฟล์นั้นเพื่อทำให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาความรู้ได้ง่ายขึ้น โดยที่ไม่ได้ส่งผลต่อต้นทุนมากเหมือนกันการพิมพ์หนังสือ (ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ หนังสือที่มีภาพสี ยิ่งมีภาพมากขึ้นก็จะแพงมากขึ้น แต่สำหรับไฟล์คอมพิวเตอร์แล้วราคามันไม่ต่างกัน ต่างกันที่ขนาดของไฟล์เท่านั้น)
 
แต่ปัญหาหนึ่งที่ยังคงอยู่ก็คือ มันยังไม่มีตำราวิชาความรู้พื้นฐานในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ (หรือมีบ้างแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน) ที่ให้รายละเอียดมากพอชนิดที่ผู้เรียนสามารถอ่านเองแล้วเห็นภาพต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องมานั่งเรียนที่ห้อง มามหาวิทยาลัยเฉพาะวันสอบก็พอ โดยเฉพาะกับตำราทางด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าการทำแหล่งข้อมูลความรู้ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์นั้นมันไม่มีรูปธรรมที่จับต้องได้ชัดเจนเหมือนกับหนังสือ ยากที่จะทำรายได้เหมือนกับการพิมพ์หนังสือออกจำหน่าย และการทำผลงานเผยแพร่ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันเท่าใดนัก (เรียกว่าทำแล้วนำไปขอเป็นผลงานการปฏิบัติหน้าที่หรือขอความดีความชอบในหน้าที่การงานก็ไม่ได้) ด้วยเหตุนี้ทำให้การมาต้องมานั่งเรียนในห้องเรียนจึงยังมีความจำเป็นอยู่ในระดับหนึ่ง
 
แต่ผมว่ายังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่มีการเผยแพร่ความรู้ออกไป คือการเก็บความรู้เหล่านั้นเอาไว้หาผลประโยชน์จากผู้ที่ต้องการเรียนรู้ความรู้ดังกล่าว

ปิดท้ายหน้ากระดาษที่ว่างอยู่ด้วยภาพบรรยากาศการสอบของนิสิตปี ๑ (วิชาภาษาอังกฤษ) เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ ๒๖ กันยายนที่ผ่านมาก็แล้วกันครับ

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

นิยามของคำว่า "การแข่งขัน" (มุมมองส่วนตัวในเรื่องการศึกษา ๑) MO Memoir : Monday 19 September 2559

ยุคเศรษฐกิจ ๑.๐ สังคมเกษตรกรรม : จุดขายประเทศไทย แรงงานภาคการเกษตรค่าจ้างถูก
 
ยุคเศรษฐกิจ ๒.๐ สังคมอุตสาหกรรมเบา : จุดขายประเทศไทย แรงงานภาคอุตสาหกรรมเบา (แรงงานไม่ค่อยมีฝีมือ) ค่าจ้างถูก
 
ยุคเศรษฐกิจ ๓.๐ สังคมอุตสาหกรรมหนัก : จุดขายประเทศไทย แรงงานภาคอุตสาหกรรมหนัก (แรงงานมีฝีมือ) ค่าจ้างถูก
 
ยุคเศรษฐกิจ ๔.๐ สังคมเทคโนโลยี : จุดขายประเทศไทย แรงงานทำแลปวิจัยราคาถูก (สั่งให้ทำอะไรก็สั่งมาเหอะ พร้อมทำตามที่สั่ง อย่าให้ต้องคิด)

ผมโพสข้อความข้างบนเอาไว้เล่น ๆ ใน facebook ส่วนตัวที่มีไว้ทักทายเล่นกับศิษย์เก่าระดับบัณฑิตศึกษาของภาควิชา เกี่ยวกับมุมมองของผมที่มีต่อสิ่งที่ตอนนี้ไม่ว่าใครต่อใครเขาจะพูดอะไร ก็ชอบเติมเลข ๔.๐ ต่อท้ายเข้าไปทุกที (จะว่าไปถ้าจะให้ถูกต้องตามกระแส เลขที่เติมก็ต้องเป็นเลขอารบิกด้วยนะครับ ไม่ใช่เติมเลขไทยแบบที่ผมเขียน การใช้เลขไทยแบบผมมันไม่เป็นสากลนิยมนะครับ)
 
ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับวิศวกรคนไทยที่ทำงานอยู่ในวงการหลายท่าน เกี่ยวกับความสามารถในการ "แข่งขัน" ของวิศวกรไทย โดยแต่ละท่านที่ได้สนทนาด้วยนั้นต่างก็มีประสบการณ์ในการทำงานกับวิศวกรต่างชาติ โดยเฉพาะกับวิศวกรญี่ปุ่นและเกาหลี
 
แต่ก่อนที่จะถกเถียงกันเรื่องความสามารถใน "การแข่งขัน" ผมคิดว่าควรที่ต้องมาตกลงกันก่อนว่านิยามของคำว่า "การแข่งขัน" นั้นคืออะไร
 
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยไปฝึกอบรมที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเกือบ ๓๐ ปีที่แล้ว ผมเห็นว่าญี่ปุ่นพัฒนาประเทศด้วยการพัฒนาคนให้มีความรู้ที่ดีในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ก่อนครับ เขามองว่าอะไรเป็นอุปสรรคในการศึกษา จำเป็นต้องจัดการกับอุปสรรคตรงนั้นก่อน
 
และอุปสรรคแรกที่เขาเห็นก็คือ "ภาษา" ซึ่งเขาแก้ด้วยการ "แปล" ตำราและหนังสือต่าง ๆ เป็นภาษาญี่ปุ่น เพื่อให้คนญี่ปุ่นสามารถเข้าถึงความรู้ที่รับมานั้นได้ง่าย
 
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเวลาที่พูดคุยกับวิศวกรคนไทยหลายรายที่เคยทำงานกับวิศวกรเกาหลีหรือญี่ปุ่น ที่มักจะพบว่า "ภาษาอังกฤษ" เพื่อการสื่อสารของวิศวกรเหล่านั้นสู้วิศวกรไทยไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องทางวิชาการ (ที่ใช้เหตุผลทางเทคนิคในการตัดสินใจ) มันกลับกันครับ สมัยนั้นผมเคยประสบปัญหาเรื่องการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างไรกับวิศวกรญี่ปุ่นที่ทำงานหน้างาน สมัยนี้ก็ยังทราบว่าวิศวกรไทยปัจจุบันก็ยังคงประสบกับปัญหานี้อยู่
 
แต่ด้วยการที่ประเทศญี่ปุ่นเองมีวิศวกรที่ภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่อง (แต่ความรู้ทางวิศวกรรมศาสตร์ที่ดีมาก) เป็นจำนวนมาก ทำให้ประเทศของเขาสามารถ "แข่งขัน" กับต่างประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเดิม คือบริษัทของอเมริกาหรือยุโรปได้

ผมเห็นว่าเป็นเพราะว่านิยามของคำว่า "การแข่งขัน" ของเขาแตกต่างไปจากของเราครับ
 
"การแข่งขัน" ของเขาคือการที่ประเทศของเขามีบริษัทที่เป็นของชาติเขาเอง ที่สามารถไปประมูลงานออกแบบและก่อสร้างแข่งขันกับบริษัทของประเทศอื่นได้ 
  
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่เมื่อเราคิดจะทำอะไรสักอย่างโดยเริ่มจากศูนย์ (เช่นสมมุติว่าจะสร้างโรงกลั่นน้ำมัน) เราเพียงแค่บอกโจทย์ว่าเราต้องการอะไร (โรงกลั่นน้ำมันกำลังการกลั่นเท่าใด จะเอาน้ำมันจากไหนมากลั่น และผลิตภัณฑ์ที่ได้ต้องมีคุณลักษณะอย่างไร และอาจรวมไปถึงต้นทุนในการผลิต) จะมีบริษัทของประเทศเหล่านั้น (เช่น มิตซุย มิตซูบิชิ ฮุนได แดวู) พร้อมที่จะเข้ามาประมูลงานการออกแบบทางวิศวกรรมที่เริ่มจากศูนย์ กล่าวคือตั้งแต่การออกแบบทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นส่วนรับเข้าวัตถุดิบ รูปแบบกระบวนการกลั่น การปรับสภาพผลิตภัณฑ์ การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของ pressure vessel ต่าง ๆ ที่ให้รายละเอียดได้ถึงการนำไปขึ้นรูป การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของอุปกรณ์ต่าง ๆ (เช่น ท่อ วาล์ว ปั๊ม คอมเพรสเซอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้า ฯลฯ) การออกแบบวิธีการเดินเครื่อง ฯลฯ และเวลาที่เขาประมูลงานได้ เขาก็จะส่งวิศวกรของเขามาทำงานที่ประเทศเรา เท่าที่เคยพบนั้น ภาษาอังกฤษในพูดจาสื่อสารของวิศวกรของพวกเขานั้นมักจะสู้วิศวกรไทยไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องวิชาการทางด้านวิศวกรรมล่ะก็ มันมักจะกลับกัน (ผมมักจะให้คำแนะนำว่าวิศวกรไทยที่มาบ่นให้ฟังว่าเวลาคุยเรื่องงานกับวิศวกรญี่ปุ่นหรือเกาหลีมักจะมีปัญหาในการสื่อสารภาษาอังกฤษว่า ให้ใช้วิธี "เขียน" ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นสมการหรือรูป มันจะช่วยป้องกันการสื่อสารผิดพลาดได้ดีขึ้น)

ส่วน "การแข่งขัน" ของเรา (ที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทั้งที่เป็นผู้สอนและผู้บริหารหลายคนกล่าวถึง) คือการทำให้วิศวกรของเรารู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารที่ดี เพื่อที่จะได้สามารถไปสมัครทำงานเป็น "ลูกจ้างบริษัทต่างชาติ" แข่งขันกับวิศวกรที่จบจากประเทศอื่นในอาเซียนได้ครับ
 
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่การเรียนการสอนของเราจะเน้นไปที่การนำเสนอและใช้ power point กันมากเหลือเกิน ขนาดในการประชุมวิชาการยังตัดสินผลงานวิจัยด้วยการดูแค่ power point ทำออกมาดีแค่ไหน ผมยังเคยมีประสบการณ์ในฐานะนั่งเป็นกรรมร่วมที่ไม่เห็นด้วยกับกรรมการร่วมตัดสินอีกท่านที่จะให้รางวัลงานวิจัยดีเด่น โดยดูจากเทคนิคการนำเสนอเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะผมจับได้ว่าผลการทดลองที่นำมาแสดงนั้นมันมั่วและผิดพลาดเยอะไปหมด
 
ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจนะครับทำไมถึงมีการบ่นบนหน้าเว็บบอร์ดสาธารณะที่เป็นที่รู้จักกันเว็บหนึ่ง ว่าทำไมโอกาสที่จะก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานของบริษัทยักษ์ใหญ่บางบริษัท ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำ "PowerPoint" ได้ดีแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณมี "ผลการทำงาน" ที่ดีแค่ไหน

ผมเคยเสนอความคิดเห็นส่วนตัวในที่ประชุมสภาวิชาการของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งเอาไว้ว่า ตัวผมนั้นมองว่าภาษาอังกฤษสำหรับวิศวกรนั้นมันแบ่งออกได้เป็น ๓ ส่วนด้วยกัน
 
ส่วนแรกคือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ตรงนี้คงต้องยอมรับว่าในมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ นั้นนิสิตนักศึกษาจำนวนไม่น้อยต่างมีความรู้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารที่ดี แต่เมื่อเทียบกับจำนวนนิสิตนักศึกษาทั้งหมดแล้วก็จัดว่าน้อยอยู่ ประเด็นที่ควรต้องพิจารณาคือการพัฒนาความสามารถตรงนี้ควรเป็นหน้าที่ใคร ของหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการสอนภาษาอังกฤษ หรือหน่วยงานที่สอนวิชาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์
 
ส่วนที่สองคือภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานทางเทคนิค ศัพท์ตรงนี้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับศัพท์เทคนิค ดังนั้นอย่าไปคาดหวังว่าผู้สอนสนทนาภาษาอังกฤษทั่วไปจะทำหน้าที่ตรงนี้ได้ ในส่วนของสาขาวิชาของผมเองนั้นผมพบว่าแม้แต่ตัวอาจารย์มหาวิทยาลัยเองที่ไปจบเมืองนอกมาก็มีปัญหาตรงนี้ เผลอ ๆ จะเป็นส่วนใหญ่ซะด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะการขาดประสบการณ์ภาคอุตสาหกรรมจริงของอาจารย์ (เอาเป็นว่าเฉพาะในสาขาของผมเองก็แล้วกัน) ทำให้ไม่ทราบว่าอุปกรณ์ที่ใช้กันจริงนั้นมีชื่อเรียกว่าอะไรบ้าง และอุปกรณ์เหล่านั้นใช้งานอย่างไร และมีชิ้นส่วนประกอบอะไรบ้าง แต่ละชิ้นส่วนมีชื่อว่าอะไร เมื่อไม่ทราบว่ามันต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง ก็ไม่ต้องคาดหวังว่าจะรู้จักชื่อเรียกชิ้นส่วนเหล่านี้
 
ส่วนที่สามคือภาษาอังกฤษเพื่อการเขียนบทความวิชาการ ตรงนี้เป็นของถนัดของอาจารย์รุ่นใหม่ เพราะถ้าไม่ผลิตบทความวิชาการก็จะไม่ได้รับการต่อสัญญาจ้าง แต่ภาษาอังกฤษตรงนี้มันเป็นภาษาที่ต้องเขียนให้อ่านสับสน และมันไม่ใช่ภาษาพูด ศัพท์ที่ใช้กันเป็นศัพท์สำหรับใช้ในงานวิจัยเท่านั้น ไม่ใช่ศัพท์ที่คน (หรือวิศวกร) ทั่วไปพูดกัน
 
ภาษาอังกฤษเพื่อการเขียนบทความวิชาการ กับภาษาอังกฤษเพื่อการเขียนบันทึกข้อความในการทำงานทางเทคนิคนั้นมันไม่เหมือนกัน การเขียนบทความวิชาการมักจะใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษเลิศหรูเฉพาะทาง จนแม้แต่ตัวอาจารย์เองที่ไม่ได้ทำวิจัยในทางด้านนั้น (และไม่ได้สนใจงานวิจัยด้านอื่นที่ตัวเองไม่ได้ทำวิจัย) ก็ยังอ่านไม่รู้เรื่อง (ทั้ง ๆ ที่ตัวอาจารย์เองก็จบมาจากต่างประเทศ เรียนวิชาพื้นฐานมาหมดแล้ว จบการเรียนระดับสูงมาแล้วด้วย แถมยังมีบทความวิจัยตีพิมพ์เป็นภาษาต่างประเทศอีก) แต่ที่แปลกก็คือเห็นมีความพยายามที่จะทำให้นิสิตปริญญาตรีอ่านบทความวิชาการให้เข้าใจให้ได้ (คืออาจารย์จะคัดบทความเฉพาะทาง ทางด้านที่ตัวเองทำวิจัย มาให้นิสิตอ่าน)

ตอนแรกของบทความชุดนี้คงจะขอพอแค่นี้ก่อนครับ

ปิดท้ายที่เหลือของหน้าว่างด้วยบรรยากาศการสอบปฏิบัติการเคมีพื้นฐานรายบุคคล (เทคนิคพื้นฐานในการใช้อุปกรณ์) ของนิสิตปี ๒ ภาควิชาวิศวกรรมเคมีเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาของวันนี้ก็แล้วกันครับ :) :) :)

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559

จากอนุบาลสู่มหาวิทยาลัย ด้วย Fun Find Focus หรือ Forced Fixed Fullfilment MO Memoir : Sunday 28 August 2559

ถ้าผู้ใหญ่เปลี่ยนมุมมองจาก "เก่ง-ไม่เก่ง" เป็น "ถนัด-ไม่ถนัด"
 
ถ้าผู้ใหญ่เปลี่ยนมุมมองจาก "ค่าเฉลี่ยรวมทั้งหมด" เป็น "ความสามารถในแต่ละศาสตร์"
 
ถ้าผู้ใหญ่เปลี่ยนมุมมองจาก "การเรียนคือการต้องเรียนจากตำรา" เป็น "ทุกกิจกรรมที่กระทำต่างมีบทเรียนอยู่ในตัว"
 
ถ้าผู้ใหญ่เปลี่ยนมุมมองจาก "ผลลัพธ์ที่ต้องได้" เป็น "พัฒนาการที่เหมาะสม"
 
ถ้าผู้ใหญ่เปลี่ยนมุมมองจาก "หมอหรือวิศว" เป็น "ทุกวิชาชีพต่างก็มีเกียรติและศักดิ์ศรีในตัวมันเอง"
 
ชีวิตการเรียนในโรงเรียนของเหล่าเด็ก ๆ ทั้งหลายก็คงจะมีความสุขขึ้นมาก

ความคิดหนึ่งที่ฝังกันมาเนิ่นนานอยู่ในความคิดของผู้ปกครองและผู้เรียนคือ เรียนอะไรกันตั้งมากมาย ทำไมไม่เรียนเฉพาะวิชาที่สำคัญต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และส่วนใหญ่ที่เรียนไปนั้นก็ไม่ได้ใช้
 
เคยมีคนมาถามคำถามกับผมเช่นนี้ ผมก็ถามเขากลับไปว่า ถ้าคุณจะไปกินข้าวราดแกงเป็นอาหาร ร้านที่หนึ่งมีกับข้าวให้เลือก ๕ อย่าง กับร้านที่สองที่มีกับข้าวให้เลือก ๒๐ อย่าง คุณจะเข้าร้านไหน เขาก็ตอบผมว่าเข้าร้านที่สอง ผมก็ถามต่อว่าด้วยเหตุผลใด เขาก็ตอบว่าเพราะมีกับข้าวให้เลือกเยอะกว่า
 
ผมก็ถามเขาต่อว่าเวลาคุณกินข้าวราดแกง คุณสั่งกับข้าวกี่อย่าง เขาก็บอกว่า ๒ หรืออย่างมากก็ ๓ อย่าง ผมก็ถามเขาต่อว่าถ้าเช่นนั้นทำไปคุณไม่เลือกร้านที่หนึ่งล่ะ เขามีกับข้าวให้เลือกตั้ง ๕ อย่าง มากกว่าที่คุณต้องการสั่งอีก นั่นแสดงว่าคุณก็เห็นว่าการมีโอกาสได้เห็นตัวเลือกที่หลากหลายเป็นสิ่งที่ดีใช่ไหม 
  
ผมมองว่าการเรียนหนังสือมันก็เป็นเช่นนั้นครับ การที่มีโอกาสได้เห็น และได้สัมผัสกับหลายสิ่งหลายอย่างก่อนตัดสินใจเลือกนั้น มันทำให้มั่นใจได้ว่าตัวเลือกที่ได้เลือกมานั้นเหมาะสมแล้ว

ตอนที่ลูกผมเข้าโรงเรียนอนุบาลที่บางแสนนั้น ครูโรงเรียนก็อธิบายให้เข้าใจก่อนว่าที่โรงเรียนนี้ไม่ได้เน้นการสอนไปที่ให้เด็กอ่านออกเขียนได้ แต่เน้นไปที่การพัฒนาร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่) และสติปัญญาของเด็กผ่านทางการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้เด็กมีจินตนาการ และทำให้เด็กรู้สึกว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก ผลก็คือตอนที่เข้าป. ๑ นั้นลูกผมยังอ่านหนังสือไม่ค่อยได้ อ่านเป็นคำ ๆ ได้เฉพาะคำง่าย ๆ แถมบวกลบเลขยังไม่เป็น แต่พอคัดลายมือได้ ในขณะที่เด็กรุ่นเดียวกันที่มาจากโรงเรียนอนุบาลที่มีชื่อเสียงเด่นดัง ต่างสามารถอ่านหนังสือเป็นเล่มได้ แถมยังบวกเลขสองหลักได้ ตอนโรงเรียนจัดทดสอบความรู้ภาษาไทยและเลขก่อนเปิดเทอม ลูกผมสอบได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่ได้คะแนนในส่วนของความพร้อมสูงมาก (ต้องขอขอบคุณคุณครูโรงเรียนอนุบาลแห่งนั้น) แต่พอเรียนไปได้แค่เทอมเดียว เขาก็ไล่ทันคนอื่น
 
ช่วงก่อนมาเรียนในกรุงเทพนั้น วันหนึ่งระหว่างที่พาเขาไปนั่งระบายสีตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ที่ตลาดนัดกลางแจ้งหลังมหาวิทยาลัย ก็มีผู้ปกครองเด็กอีกคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถามว่าลูกผมอายุเท่าใดแล้ว พอตอบเขาไปเขาก็บอกว่าเท่ากับลูกเขา แต่เขาแปลกใจที่เห็นลูกผมระบายสีตุ๊กตาปูนได้ปราณีตมากกว่าลูกเขา เขาก็ถามต่อว่าอ่านหนังสือออกหรือยัง บวกเลขเป็นหรือยัง ผมก็บอกว่ายังไม่เป็น ส่วนลูกของเขานั้นสามารถทำได้แล้ว
 
แต่ก็ต้องยอมรับนะครับว่าโรงเรียนประถมจำนวนไม่น้อยชอบที่จะรับเด็กจบอนุบาลที่อ่านออกเขียนได้ บวกเลขเป็นแล้ว เพื่อที่คุณครูจะได้ทำงานสบายขึ้น
 
เคยมีรุ่นน้องคนหนึ่งที่ลูกเขาเรียนชั้นประถมโรงเรียนเดียวกับลูกผม (แต่เด็กกว่า) บ่นกับผมว่าเขาต้องส่งลูกไปเรียนพิเศษวิชาศิลป เพราะลูกเขาระบายสีไม่ได้เรื่อง ไม่สามารถระบายสีตามช่องต่าง ๆ ได้ แต่ตอนที่เข้าป. ๑ นั้นลูกเขาอ่านหนังสือได้ดี ตรงนี้ผมมองว่าเป็นเพราะโรงเรียนอนุบาลที่เขาส่งลูกไปเรียนนั้นจะเน้นไปที่วิชาการ คือพยายามฝังความคิดว่าเด็กที่เก่งคือเด็กที่อ่านหนังสือได้เร็ว ได้คล่อง คิดเลขเก่ง 
  
แต่ร่างกายและระบบประสาทของเด็กนั้นยังพัฒนาไม่เต็มที่ การได้ทำงานศิลปหรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้การทำงานของมือประสานกับสายตา (เช่นงานปั้นต่าง ๆ) เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถใช้เพื่อการฝึกฝนเด็กให้ประสานการทำงานระหว่างระบบสมองและกล้ามเนื้อเข้าด้วยกัน หนังสือเด็กประเภทลากเส้นต่อจุด ระบายสีในช่อง หรือแปะสติ๊กเกอร์ ที่ผู้ใหญ่อาจมองว่าไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรนั้น แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งมันเป็นการฝึกเด็กให้รู้จักประสานการทำงานระหว่างประสาทตาและประสาทมือ สิ่งที่ดูแล้วไม่มีอะไรเลยสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กแล้ว บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับที่จะระบายสีให้อยู่ในกรอบรูป หรือลากเส้น (จะตรงหรือโค้งก็ตามแต่) เชื่อมจุดสองจุดโดยไม่คดงอ
 
ดูเหมือนว่าการขาดความสามารถในการใช้มือในการทำงานละเอียดนั้น มันติดยาวมาจนถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัย เห็นได้จากการที่นิสิตส่วนใหญ่จะใช้นิ้วหัวแม่มือในการปิดปลายปิเปต เพราะไม่สามารถควบคุมการใช้นิ้วชี้ได้ดี

ตอนเข้าเรียนโรงเรียนประถมนั้น ครูก็บอกว่าแนวทางการสอนของโรงเรียนนี้คือ Fun Find Focus คือ ๒ ปีแรกจะเป็นการทำให้เด็กนั้นสนุกสนานกับการเรียน (Fun) ๒ ปีถัดมาเป็นการให้เด็กได้มีโอกาสสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อที่เขาจะได้ตอบตัวเองว่าเขาชอบสิ่งใด (Find) และ ๒ ปีสุดท้ายเขาจะมีโอกาสเลือกเรียนในสิ่งที่เขาชอบ (Focus) 
  
และขอให้ผู้ปกครองมองว่านักเรียนนั้นมีความ "ถนัด" ทางด้านใด อย่าไปมองว่าลูกฉันต้องเก่งด้วยการได้เกรด ๔ ทุกวิชา ถ้าเห็นเขาทำคะแนนได้ดีในด้านใด ก็ควรส่งเสริมให้เขาไปทางด้านนั้น
 
แต่ในความเป็นจริงนั้น ชีวิตเด็กจำนวนไม่น้อยถูกผู้ปกครองกำหนดเอาไว้แล้ว ว่าป. ๑ ต้องเข้าเรียนโรงเรียนนี้ พอขึ้นม. ๑ ก็ต้องไปเรียนโรงเรียนนั้น และขึ้นม. ๔ ก็ต้องไปเข้าเรียนอีกโรงเรียนหนึ่งให้ได้ เพื่อที่จะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในคณะที่ฉันต้องการ ดังนั้นจึงเห็นผู้ปกครองจำนวนหนึ่งกังวลกับเกรดเฉลี่ยของลูกมาก เห็นลูกได้คะแนนสอบไม่ดีก็ต้องไปขอตรวจสอบจากทางคุณครู บ่อยครั้งที่นึกเห็นใจคุณครูอยู่ไม่น้อย เพราะคิดว่าบางทีคุณครูก็พูดไม่ออกว่าสาเหตุที่เด็กคนนี้ทำคะแนนวิชาทางด้านนี้ไม่ดี ก็เพราะเขาไม่ชอบ เขาถนัดทางด้านอื่นมากกว่า แต่โดนทางบ้านบังคับให้เรียน ตอนเย็น ๆ ที่ไปรับลูกยังมีโอกาสได้ยินได้เห็นผู้ปกครองเดินต่อว่าลูกไปตามทางเดินเมื่อเห็นคะแนนสอบลูกออกมาไม่ดี โดยไม่สนใจว่าคนอื่นรอบข้างจะเห็นหรือได้ยินหรือไม่
 
โรงเรียนแห่งนี้ไม่อนุญาตให้มีการสอนพิเศษเนื้อหาวิชาเรียนที่เรียนกันในห้องเรียนในตอนเย็นหลังเลิกเรียน การเรียนพิเศษตอนเย็นเป็นเพียงแค่กิจกรรมเสริมสำหรับเด็กที่ผู้ปกครองมารับช้า (โรงเรียนเลิกบ่ายสองสี่สิบหรือไม่ก็บ่ายสาม ยกเว้นบางวันนานทีมีกิจกรรมพิเศษก็อาจไปถึงบ่ายสามสี่สิบ) เช่น กีฬา ดนตรี ศิลป ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยมองว่าการปล่อยให้เด็กวิ่งเล่นในตอนเย็นหลังเลิกเรียนเป็นการเสียเวลาการเรียนรู้ ดังนั้นแม้ว่าจะมารับลูกได้เร็ว ก็เห็นยังมีการพาไปเรียนพิเศษวิชาการที่อื่นอีก ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงนั้นการเล่นของเด็กก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง เป็นการเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นภายใต้กติกาที่กำหนด (ของการละเล่นนั้น) เป็นการฝึกทักษะและพัฒนาการด้านต่าง ๆ กองทรายเป็นเหมือนแดนสวรรค์สำหรับพวกเขาที่จะสร้างอะไรขึ้นมาก็ได้ (ไม่จำเป็นต้องใช้ SimCity)
 
พอเข้ามัธยมก็ต้องย้ายโรงเรียนมายังอีกฟากหนึ่ง แม้ว่าในการบริหารจะเป็นคนละโรงเรียนกัน แต่ทางฝั่งมัธยมเขาก็รับทุกคนที่ผ่านชั้นประถมมาได้ ในช่วงนี้ก็มีนักเรียนบางส่วนย้ายไปเรียนม. ๑ อีกโรงเรียนหนึ่งตามความต้องการของผู้ปกครอง ส่วนที่เหลืออยู่ก็ยังมีเรื่องให้ทางคุณครูมัธยมปวดหัวอีก คือการที่ผู้ปกครองต้องการให้ลูกตัวเองนั้นเรียนในห้องเรียนเด็กเก่งพิเศษที่เรียกว่าห้องคิงส์ (คิดว่าคงไม่ใช่ห้องเฉพาะสำหรับเกย์คิงส์) แต่ทางโรงเรียนก็บอกว่าไม่มีการจัดห้องเรียนแบบนั้น ผู้ปกครองก็ไม่เชื่อ จะยืนยันให้ทำให้ได้
 
โรงเรียนนี้มีการจัดห้องเรียนใหม่กันทุกปีครับ ผู้ปกครองบางคนเชื่อว่าห้องคิงส์ของโรงเรียนคือห้อง ๑ และห้อง ๗ ตอนลูกขึ้นม. ๑ เห็นลูกได้เรียนห้องเหล่านี้ก็ดีใจ พอขึ้นม. ๒ มีการเปลี่ยนแปลงห้อง เด็กได้ย้ายไปเรียนห้องอื่นที่ไม่ใช่สองห้องนี้ ก็มาตีโพยตีพายในวันประฃุมครู-ผู้ปกครอง ว่าโรงเรียนทำให้ลูกเขา (หรือตัวเขาเองกันแน่) เสียใจแค่ไหน
 
เทียบกับเด็กประถมแล้ว เด็กมัธยมต้นจำนวนไม่น้อยนี่ก็ถูกกดดันจากทางครอบครัวหนักไม่เช่นเล่นเหมือนกัน โดยเฉพาะความคิดที่ว่าลูกฉันต้องเรียน "สายวิทย์" ยิ่งเป็นโรงเรียนที่ไม่สามารถรับนักเรียนเข้าเรียนต่อสายวิทย์ทุกคนได้ (โรงเรียนนี้ก็เป็นเช่นนี้) ก็เลยมีความพยายามกดดันลูกตัวเองในเรื่องคะแนนสอบต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงนั้นเชื่อว่าทางโรงเรียนเองเขาก็พอมองเห็นแล้วเด็กที่เขารับมาจากโรงเรียนประถมนั้นมีความถนัดในด้านใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด ยังดีที่โรงเรียนนี้เปิดโอกาสให้ย้ายสายการเรียนได้ (ทำนองว่าช่วยเด็กมากกว่า คงเป็นเพราะเห็นแล้วว่ามีเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่ถนัดสายวิทย์ แต่โดนทางบ้านบังคับให้ต้องเรียนสายวิทย์ ตอนนั้นจะอธิบายอย่างไรให้พ่อแม่ฟังก็คงไม่สำเร็จ ต้องรอให้เด็กเข้าเรียนเฉพาะทางก่อนแล้วเด็กแสดงว่าเรียนสายนี้ไม่ไหว ผู้ปกครองถึงยอมให้ลูกตัวเองย้ายสายการเรียน)
 
นี่ยังไม่นับรวมพวกที่ทางบ้านมีแผนการณ์ว่าต้องไปต่อม. ๔ ที่โรงเรียนนั้นโรงเรียนนี้ให้ได้นะครับ เด็กบางคนอยู่ในกลุ่มผู้ปกครองที่ส่งลูกเรียนพิเศษวันเสาร์-อาทิตย์เป็นประจำจนคิดว่าเด็กคนอื่นก็เป็นเช่นนี้เหมือนกันหมด พอทราบว่ามีเด็กที่สามารถนอนเล่นดูทีวีได้ หรือไปเที่ยวได้ในวันหยุด เขาก็แปลกใจ อันนี้ลูกผมเป็นคนเล่าให้ผมฟังเองว่าเพื่อนเขาบางคนก็เป็นเช่นนี้
 
เด็กนักเรียนรุ่นเดียวกันกับลูกผมรายหนึ่ง เวลาเจอผมเขาชอบมาถามผมด้วยคำถามเดิม ๆ ว่า เวลาลูกผมทำการบ้านไม่ค่อยได้ ทำคะแนนสอบได้ไม่ดี ลูกผมโดนทำโทษไหม โดนดุไหม ต้องไปเรียนพิเศษไหม ปรากฏว่าคำตอบที่เขาได้รับนั้นไม่ตรงกับสิ่งที่เขาประสบ ส่วนที่เขาประสบกับอะไรมาบ้างนั้นผมก็ไม่ได้ถาม แต่เชื่อว่าจากคำถามที่เขานำมาถามก็คงจะพอเดากันได้ คำถามนั้นเขาถามผมสมัยที่เขายังเป็น "เด็กประถม" นะครับ รายนี้ผมรู้จักกับเขาก่อนเข้าป. ๑ จนขณะนี้เขาเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยแล้ว
ผมจึงเห็นว่าเด็กไทยจำนวนไม่น้อยต้องเรียนหนังสือในระบบ โดนบังคับ (Forced) ให้ต้องเรียนในสิ่งที่ผู้ปกครองกำหนดเอาไว้ (Fixed) เพื่อให้บรรลุความต้องการ (Fullfilment) ของผู้ปกครอง โดยไม่สนว่าผู้เรียนจะเป็นอย่างไร
 
โดยส่วนตัวแลัวเห็นว่าปัญหาหลักของการศึกษาบ้านเรามันอยู่ที่วิธีการประเมิน คือไปเน้นการประเมินที่ "ผลลัพธ์ หรือ output" สุดท้ายที่ได้เป็นหลัก โดยไม่สนใจ "กระบวนการหรือหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ" เป็นหลัก ในขณะที่ภาคการผลิตในอุตสาหกรรมนั้นเน้นไปที่การตรวจสอบการทำงานของกระบวนการ แทนการดูที่ output สุดท้าย เพราะเขาเชื่อว่าถ้ากระบวนการมีความถูกต้อง output สุดท้ายที่ได้ก็จะออกมาดีเอง และจะดีตลอด output ที่นำมาประเมินนั้นเป็นเพียงแค่กลุ่มตัวอย่างส่วนน้อยของกระบวนการเท่านั้น

และที่สำคัญคือเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับ "การพัฒนาการของผู้เรียน"

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่จะมีการใช้ช่องว่างของระบบเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับเฉพาะเด็ก "เก่ง" เข้ามาเรียน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลงทุนในด้านการพัฒนาผู้เรียน (ให้คนอื่นทำให้) บางโรงเรียนที่มีการสอนต่อเนื่องจนถึงมัธยมปลาย ก็ยังมีการตั้งเกณฑ์ว่าถ้าคะแนนเฉลี่ยมัธยมต้นสูงไม่พอ ก็ให้ไปเรียนที่โรงเรียนอื่น (เพื่อที่โรงเรียนจะได้คุยได้ว่าเด็กมัธยมปลายเขามีสัดส่วนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สูง)
 
ผมจึงเห็นว่าโรงเรียนที่น่าชื่นชมคือโรงเรียนที่เน้นการเรียนการสอนไปที่การพัฒนาการของผู้เรียน การเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้มีความรู้ทุกระดับ ไม่ใช่เฉพาะกับเด็ก "เก่ง" เท่านั้น ผมเองก็มีโอกาสสอนและสอบถามนิสิตที่ไปแข่งโอลิมปิควิชาการเคมีและได้เหรียญรางวัลกลับมาว่า ถ้าให้ครูโรงเรียนที่เก่งที่สุดเป็นคนสอน ฝึกปฏิบัติในโรงเรียนที่มีความพร้อมทางด้านแลปเคมีมากที่สุด ก่อนจะไปแข่งขัน จะได้เหรียญรางวัลกลับมาไหม เขาก็ตอบว่าคงจะไม่ได้กลับมา 
  
ที่ไปได้รางวัลกลับมาน่ะ ผลงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยในการติวและการฝึกภาคปฏิบัติในมหาวิทยาลัยทั้งนั้น



สิ่งที่โรงเรียนทำก็คือรับเด็กที่เรียนวิชาการต่าง ๆ ล่วงหน้ามาแล้ว แล้วก็ส่งเด็กเหล่านั้นให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัยเป็นผู้ฝึกสอน รวมทั้งใช้ห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียน (สังกัดอยู่คนละหน่วยงานด้วย) พอได้รางวัลกลับมาโรงเรียนก็เอาไปคุยอวด ทั้ง ๆ ที่ทางโรงเรียนเองแทบไม่ได้ทำอะไรเลย ที่ถูกต้องแล้วเมื่อใดก็ตามที่ทางหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลการเรียนการสอนในระดับโรงเรียนสามารถฝึกฝนนักเรียนของตนเองไปแข่งแล้วได้รางวัลกลับมา โดยไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานต่างสังกัด (คือมหาวิทยาลัย) เมื่อนั้นจึงจะสามารถเอามาโฆษณาหน้าโรงเรียนได้อย่างเต็มปากว่าเป็นผลงานของตนเอง ไม่ใช่จ้างคนอื่นให้ทำผลงานให้ (แถมยังไม่เอ่ยขอบคุณมหาวิทยาลัยเหล่านั้นในการติวเด็กไปแข่งจนได้รางวัลด้วย)
 
เวลาสอนแลปเคมีผมจึงมักจะพูดเสมอว่า สิ่งที่ต้องการในการทำการทดลองคืออยากให้ทุกคนได้มีประสบการณ์ในการทำการทดลอง ไม่สนว่าผลจะออกมาถูกต้องหรือไม่ เพื่อนคุณก็จ่ายค่าเล่าเรียนเหมือนคุณ ดังนั้นก็ควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้สัมผัสของจริงบ้าง ที่ต้องกล่าวเช่นนี้ดักไว้ล่วงหน้าก็เพราะมักจะเห็นนิสิตพวกที่กลัวจะไม่ได้คะแนนดี จะยึดการทดลองมาทำเอง ทำนองว่าถ้าปล่อยให้เพื่อทำให้แล้วผลจะออกมาได้ไม่ดี จะเสียคะแนน หรืออะไรทำนองนั้น พวกนี้มักจะเป็นพวกที่ผ่านคอร์สติวพิเศษต่าง ๆ ที่มีโอกาสได้ฝึกฝนภาคปฏิบัติ ต่างจากพวกที่เรียนกันมาตามปรกติ ซึ่งมักจะไม่ได้หรือแทบไม่ได้สัมผัสกับแลป ทั้งนี้ก็เพราะโรงเรียนเขาคุยโอ้อวดกันด้วยจำนวนนิสิตที่สอบเข้ามหาวิยาลัยได้ และการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (สายวิทย์) มันก็ไม่มีสอบภาคปฏิบัติ

ปัญหานี้ตอนนี้ไม่ได้มีเฉพาะในระดับโรงเรียน แต่ลามเข้ามายังระดับมหาวิทยาลัย คือมีการมองว่าการสอนในระดับปริญญาตรีนั้นเป็นภาระ ไม่ใช่สิ่งทำชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย ไม่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของอาจารย์ ซึ่งสองเรื่องหลังนี้ไปขึ้นอยู่กับผลงานตีพิมพ์ในระดับบัณฑิตศึกษามากกว่า จึงมีรายการแบบว่าเน้นการสอนป.ตรี ไปทำไม ให้คนอื่นเป็นผู้ผลิตเด็กป.ตรี เก่ง ๆ ให้ดีกว่า แล้วค่อยดึงเด็กเหล่านั้นมาเป็นลูกมือทำวิจัยให้
 
แล้วผลเป็นอย่างไรหรือครับ เอาแค่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ของเรานี่แหละ ในหลายภาควิชาเลย มีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยออกมามาก มีการเขียนบทความความรู้เฉพาะทางออกมาหลากหลาย สัดส่วนอาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่วิชาพื้นฐานวิศวกรรมธรรมดา ๆ ที่จำเป็นกับการทำงานในสายอาชีพ กลับไม่มีอาจารย์คนไหนกล้าสอน ต้องไปจ้างให้อาจารย์ที่เกษียณอายุไปแล้ว (ที่มีตำแหน่งทางวิชาการธรรมดา ๆ) มาเป็นผู้สอนให้ต่อไป

เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา หลังเลิกงานตอน ๔ โมงเย็น มีนิสิตรายหนึ่งมานั่งคุยเล่นกับผมถึงเรื่องทั่ว ๆ ไป หลายหลายเรื่องราว และหนึ่งในเรื่องนั้นคือระบบการศึกษาของไทย
 
ช่วงหนึ่งในระหว่างการสนทนานั้น ผมก็บอกกับเขาว่า ในความเห็นของผมนั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมเห็นว่า คนเป็นครูที่สอนกันอยู่ตามโรงเรียนและคนเป็นอาจารย์ที่สอนกันในมหาวิทยาลัยนั้น มีความแตกต่างที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่ง คือ
 
คนเป็นครูมักจะเล่าถึงความสำเร็จของลูกศิษย์ โดยไม่กล่าวถึงความเหนื่อยยากที่ตนเองได้ลงแรงให้กับนักเรียน
 
ส่วนคนเป็นอาจารย์นั้นมักจะเล่าถึงความสำเร็จของตนเอง โดยไม่กล่าวถึงความเหนื่อยยากที่นิสิตได้ลงแรงให้

บทความนี้เป็นเพียงแค่การบันทึกเรื่องราวประสบการณ์ส่วนตัวในรอบ ๑๔ ปีที่ผ่านมา