แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ที่ระลึกนิสิตวิศวกรรมเคมีรหัส ๖๕ ขอลาก่อน ไม่ไปลับ จะกลับเยือน MO Memoir : Friday 8 May 2569

อยากให้ผมกล่าวอะไรในงานปัจฉิมนิเทศพวกคุณในบ่ายวันนี้เหรอ จะดีเหรอ ผมคิดว่าพวกคุณคงไม่อยากให้ผมพูดอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวให้พวกคุณฟัง ก็เห็นตอนที่ผมต้องสอนวิชาคณิตศาสตร์พวกคุณ ผมสอนห้องเปล่าเป็นประจำ

********************

สอนห้องเปล่าเนี่ย ถ้าถามว่าโมโหไหม โกรธไหม คำตอบก็คือไม่ทั้งคู่ คือสอนห้องที่มีนิสิตเรียนหรือนิสิตไม่เข้าเรียนเลย ก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม ได้ภาระงานเท่าเดิม แถมไม่เหนื่อยอีกต่างหาก

คือในการสอนวิชาบรรยายที่เป็นวิชาพื้นฐาน ผมดูรามคำแหงเป็นตัวอย่างนะ ถ้าเอกสารการสอนมีครบแจกให้ตั้งแต่ก่อนเริ่มเรียน บอกชัดเจนว่าเนื้อหาที่สอนมีอะไรและจะสอบเรื่องใดบ้าง ถ้าผู้เรียนสามารถอ่านเองและทำความเข้าใจเองได้ สามารถสอบผ่านได้ ผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อจบออกไป หลากหลายเรื่องราวก็ต้องไปศึกษาด้วยตนเอง

จะมีก็แต่วิชาไฟฟ้าที่พวกคุณจำใจต้องมาเข้าเรียน เพราะเปิดสอนเป็นปีแรก วางเนื้อหาที่จะสอนเป็นครั้งแรก มันก็เลยค่อย ๆ ปรับแก้กันไประหว่างการสอน แต่ก็เห็นทำข้อสอบกันได้นี่

********************

ว่าแต่ทำไมพวกคุณถึงไม่อยากจะเข้าเรียนในวิชาที่ผมสอนล่ะ คำตอบก็คือ

"เป็นเพราะผมกำหนดให้ต้องใส่ชุดนิสิตที่ถูกระเบียบเข้าเรียนใช่ไหม" ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ขัดใจพวกคุณเป็นอย่างมาก

********************

คงเป็นเพราะได้สอนแลป เลยได้มีโอกาสพบปะกับพวกคุณทุกคน เพราะต้องมาลงมือทำการทดลองด้วยตนเอง แถมยังโดนบังคับให้ใส่ชุดนิสิต (โดยมีเสื้อแลปสวมทับ) มาเรียนอีก ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาที่พวกคุณทุกคนดูดีที่สุดแล้ว
 
๒ ปีที่แล้วในวิชา Chem Prod อาจารย์หัวหน้าวิชาเขาขอให้ผมเอาเนื้อหาบางส่วนของผมมาสอนในสัปดาห์แรกก่อน เพื่อที่จะเป็นการปูพื้นให้นิสิตสามารถทำความเข้าใจในสิ่งที่วิทยากรจะมาบรรยายในสัปดาห์ถัดไปได้ง่ายขึ้น ก่อนสิ้นสุดการเรียนในวันนั้น ผมก็บอกนิสิตไปว่า "สัปดาห์หน้าวิทยากรที่เป็นคนจากข้างนอกจะมาบรรยายให้ฟัง ดังนั้นควรแต่งตัวเพื่อให้เกียรติเขาหน่อย"

แล้วก็มีนิสิตคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า "แต่งตัวอย่างนี้ไม่ให้เกียรติอย่างไร"

ผมก็ได้แต่คิดในใจว่า "อืม ... ก็แล้วแต่อยากจะทำก็แล้วกัน"

********************


อย่าว่าแต่นิสิตเลย อาจารย์บางรายก็เป็น ปีที่แล้วไปร่วมถ่ายรูปหมู่บัณฑิตใหม่ เห็นอาจารย์คณะอื่นใส่ครุย ไม่ว่าจะเป็นครุยของมหาวิทยาลัย (ที่เป็นผ้ามุ้งมองเห็นชุดที่ใส่อยู่ข้างใต้) หรือเป็นชุดครุยของสถาบันที่จบมา (ที่เป็นเสื้อคลุมเต็มตัวยาวลงไปจนถึงเกือบข้อเท้า เครื่องแต่งกายใต้ชุดครุยเขาก็แต่งกันอย่างเรียบร้อย จะมีแปลกก็ของวิศวะนี่แหละ

เขาคงไม่คิดว่าเวลาถ่ายรูปหมู่เขาจะให้อาจารย์นั่งแถวหน้าสุด ดังนั้นแม้ว่าจะใส่ครุยแบบคลุมมิดทั้งตัว มันก็จะยังเห็นส่วนที่อยู่เหนือข้อเท้าเล็กน้อยลงมาจนถึงรองเท้าที่สวมใส่ พอเล่นใส่กางเกงขาสั้นลากรองเท้าแตะ เดือดร้อนช่างภาพก็ต้องมาแก้ไขกันหน้างาน ว่าจะจัดการอย่างไรจึงจะไม่เห็นเท้าที่ใส่รองเท้าแตะโผล่มาในรูป

********************

ในสังคม มีหลายเรื่องที่มันไม่มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องรู้กัน อย่างเช่นต้นปีที่แล้วที่ได้ติดรถไปเยี่ยมชมโรงงานแห่งหนึ่งกับกลุ่มนิสิต ผมก็ได้มีการย้ำเตือนผู้ควบคุมการเดินทางไปว่าที่เขาบอกว่าให้ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้น นั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเสื้อแบบไหนก็ได้ กางเกงแบบไหนก็ได้ รองเท้าแบบไหนก็ได้ แต่มันมีข้อควรปฏิบัติเมื่อต้องเข้าโรงงานอยู่ ที่ได้บอกเขาไปว่าให้ไปย้ำเตือนกับกลุ่มนิสิตที่จะไปเยี่ยมชมโรงงานดังกล่าว

เช้าวันเดินทาง พอมาถึงรถ เห็นชุดที่นิสิตแต่ละคนแต่งมา คิดไหนใจแล้วว่าวันนี้คงสนุกแน่ แต่ก็ดีเหมือนกัน แล้วมันก็โดนจริง ๆ พอเข้าห้องรับรองของโรงงาน วิศวกรที่มาต้อนรับก็ถามเป็นประโยคแรกเลยว่า "ที่มานี่เป็นกลุ่มไหน"

ระหว่างรับประทานอาหารร่วมกับเขา ก็มีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ ผมก็บอกเขาไปว่าถ้าได้มาเยี่ยมชมที่คณะก็จะเข้าใจได้เอง เพราะตอนนี้ขาดแค่ใส่กางเกงขาสั้นมาสอนหนังสือ

********************

ว่าแต่ได้ยินว่างานเลี้ยงเย็นนี้ มีการกำหนดธีมด้วยหรือว่าให้แต่งกายอย่างไร ถ้าไม่แต่งตามธีมที่กำหนดเนี่ย จะกินข้าวเย็นไม่ได้เหรอ ใส่เสื้อชอปได้ไหม น่าจะได้นะ เพราะมันเป็นเสื้อวิเศษนี่ แค่สวมทับ มันก็ควรเข้าได้ทุกงานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรียนบรรยาย เรียนปฏิบัติการ ปฐมนิเทศ แข่งพิชชิ่ง หรือแม้แต่พิธีไหว้ครู

ขาดแต่ว่ายังไม่เห็นมีใครมาเรียกร้องให้ใส่เข้ารับปริญญา :) :) :)

********************

ปี ๒๕๒๙ (ก็เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว) ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสร้างสะพานของค่ายยุววิศวกรบพิธ ๑๔ หลังจากที่ได้ไปร่วมงานเปิดสะพาน ก็ไม่ได้กลับไปที่นั่นอีกเลย ยุคสมัยนั้นมีรถสองแถวเพียงคันเดียววิ่งเข้า-ออกหมู่บ้านแค่วันละเที่ยว คือออกจากหมู่บ้านตอนเช้า และกลับตอนบ่าย ถนนเป็นทางลูกรัง บางช่วงต้องใช้การพันโซ่ล้อเพื่อให้รถผ่านไปได้ ยังเป็นพื้นที่สีชมพู (คือเป็นเขตแทรกซึมของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์)

แต่ตอนนี้สามารถดูภาพ street view ของสะพานนั้นได้จาก google map และดูเหมือนว่าป้ายสะพานจะมีการย้ายตำแหน่งจากตำแหน่งเดิมตอนสร้างเสร็จ

ปีนี้กำลังจะเกษียณอายุราชการ เวลาเที่ยวก็น่าจะเยอะขึ้น ก็เลยตั้งใจว่าจะกลับไปเยือนสะพานแห่งนั้นอีกสักครั้ง กะว่าจะขับรถกินลมไปเรี่อย ๆ ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น ไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหน่อย หลังจากผ่านไป ๔๐ ปี ที่เคยไปถ่ายรูปร่วมกับเพื่อนร่วมรุ่นไว้ที่หน้าป้ายนั้น

********************

พฤษภาคม ๒๕๒๙ บ้านห้วยเนียม อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

 

ลูกคนเล็กของผมก็จบปีนี้นะ รับปริญญาพร้อมพวกคุณนั่นแหละ แถมผมก็เกษียณปีนี้ด้วย ดังนั้นบันทึกที่ระลึกให้กับนิสิตปริญญาตรีของภาควิชาที่สำเร็จการศึกษาฉบับนี้ ก็อาจเป็นฉบับสุดท้ายแล้วนะ

แต่มันเป็นปีของการสิ้นสุดการทำงานที่แปลกอยู่เหมือนกัน เมื่อต้องไปร่วมงานศพของนิสิตที่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้ายังสอนหนังสือกันอยู่เลย

********************

เมื่อบ่ายวันนี้พวกคุณก็น่าจะได้คำอวยพรไปเยอะแล้วนะจากอาจารย์ท่านอื่น สำหรับผมเอาเป็นว่าจากนี้ต่อไปขอให้พวกคุณสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสุขสงบก็แล้วกัน ส่วนรูปภาพต่าง ๆ ที่อยู่ในบันทึกนี้ ก็เป็นการทำตามสัญญาที่ให้ไว้ตอนที่พวกคุณเข้าภาควิชา ว่าจะส่งคืนให้ในวันสุดท้ายของการเรียน

ว่าแต่ยังจำตัวเองในรูปแบบที่ดีที่สุด (อย่างน้อยก็ในสายตาของผม) ได้ไหมครับ

โชคดีทุกคนนะ สวัสดี


รศ.ดร.ธราธร มงคลศรี

ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันศุกร์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ตรงกับวันแรม ๗ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเมีย (ตรงกับวันโกน)

Link สำหรับดาวน์โหลดบทความและไฟล์รูปภาพ (.pdf)

https://drive.google.com/file/d/1jPVwTLAQ84NIKbq4Eelz-nmwzEljXpG3/view?usp=sharing

Link สำหรับดาวน์โหลดวิดิทัศน์ (.mp4)

https://drive.google.com/file/d/1k0wPs4G-PQjG-O5JoFszhh6uGX7nNHM_/view?usp=sharing


วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ที่ระลึกนิสิตวิศวกรรมเคมีรหัส ๖๔ จากวันนี้ไป จะหวนกลับมาคิดถึงช่วงเวลานี้บ้างไหม MO Memoir : Thursday 8 May 2568

กิจกรรมเดียวกัน หรือคำพูดเดียวกัน เมื่อเกิดขึ้นซ้ำสอง แม้ว่าจะเป็นสถานที่เดิม บุคคลเข้าร่วมก็คนเดิม ช่วงเวลาที่เกิดก็เป็นช่วงเวลาเดิม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีทางเหมือนเมื่อเกิดขึ้นครั้งแรกก็คือ "ความรู้สึก" ของผู้ที่เข้าร่วม

"ยินดีที่ได้พบ" ประโยคที่มีความหมายเพียงแค่ครั้งเดียว คือเมื่อได้พบปะเจอหน้ากันครั้งแรก

ในพิธีชงชาของญี่ปุ่น ก็แฝงด้วยปรัชญาที่ลึกซึ้ง ด้วยวลี “อิจิโกะ อิจิเอะ (Ichigo Ichie)” ซึ่งหมายถึง “การได้พบกันครั้งเดียวในชีวิต” อันมาจากแนวความคิดที่ว่าการที่เราได้พบกันในพิธีชงชานั้นอาจจะเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิต แล้วหลังจากนี้จะไม่ได้มีโอกาสพบกันอีกแล้วเลยก็ได้

ดังนั้นช่วงเวลาที่ได้พบกันจึงเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า ที่เราควรปฏิบัติต่อกันให้ดีที่สุด

ในช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัยของพวกคุณ เชื่อว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกคุณอยากกระทำ แต่ไม่มีโอกาสได้กระทำ นั่นอาจเป็นเพราะกิจกรรมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พวกคุณเรียนอยู่ หรือด้วยติดกิจอย่างอื่นจนไม่สามารถเข้าร่วมได้ บางกิจกรรมแม้ว่าจะมีการเกิดขึ้นซ้ำอีกในปีถัดไป แต่ด้วยสถานะที่เปลี่ยนไป ความรู้สึกของการได้เข้าร่วมนั้นก็คงยากที่จะเหมือนครั้งแรกที่ได้เข้าร่วม หรือที่ได้ยินมาจากผู้ที่ได้เข้าร่วมครั้งก่อน

พวกคุณเข้ามาเรียนปีแรก สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จำเป็นต้องเรียนออนไลน์จากทางบ้าน ได้เข้ามาเรียนในสถานที่ในมหาวิทยาลัยก็ตอนขึ้นปี ๒ แต่การสอนในสถานที่ก็ยังคงเป็นแบบจำกัดอยู่ กิจกรรมอย่างเช่นกีฬาฟุตบอลประเพณี ก็เพิ่งจะกลับมาจัดใหม่อีกครั้งตอนพวกคุณอยู่ปี ๔ และกิจกรรมบางอย่างทั้งในระดับคณะและมหาวิทยาลัยที่เคยมีมาก่อนหน้านั้นก็คงจะสูญหายไปตามกาลเวลา โดยไม่รู้ว่าจะมีการกลับมาอีกหรือไม่

วันเสาร์ปลายเดือนที่แล้ว เพื่อนร่วมรุ่นวิศวเคมีนัดกินข้าวเย็นกัน คุยกันเรื่องเปื่อยไปเรื่อย ๆ กับเรื่องที่ได้ประสบพบเห็นกันมา วันรุ่งขึ้นเพื่อนคนหนึ่งก็ส่งข้อความข้างล่างเช้ามาในไลน์กลุ่ม

ได้มาเรียนสถาบันเดียวกัน ถือเป็น "วาสนา"

จบแล้วต่างคนต่านสร้างฐานะ ถือเป็น "โชคชะตา"

ระหว่างทางยังคงคบหา ถือเป็น "พรหมลิขิต"

มีโอกาสช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถือเป็น "กัลยาณมิตร"

แก่แล้วยังคบกันใกล้ชิด ถือเป็น "มิตรแท้"

มิตรภาพที่ไม่มีวันจางหาย คือความหมายของคำว่า "เพื่อน"

ใครเป็นคนเขียนข้อความนี้เป็นคนแรกก็ไม่รู้ แต่จากเท่าที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ก็รู้ว่ามันก็เป็นเช่นนั้นจริง

คนที่มีโอกาสเป็นเพื่อนกัน ก็เป็นได้เพียงแค่ครั้งเดียว เพราะถ้ามีอะไรมาทำให้ความรู้สึกว่าเป็นเพื่อนกันนั้นสูญเสียไป ก็ไม่มีทางที่จะทำกลับมาให้เหมือนเดิมได้

 

๑๔ ปีที่แล้ว ก่อนน้ำท่วมใหญ่ นิสิตรหัส ๕๑ นำกระดาษชิ้นเล็ก ๆ มาเหน็บไว้หน้าห้องผม เพื่อให้ผมเขียนอะไรบางอย่างเล็กน้อยในโอกาสที่พวกเขาจะสำเร็จการศึกษา และนั่นก็เป็นที่มาของการเขียนบันทึกเรื่องราวของพวกเขาและคำอวยพรที่มีให้ในวันสุดท้ายของการเรียนของพวกเขา ซึ่งได้เขียนมาจนถึงวันนี้ (MO Memoir ฉบับวันเสาร์ที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๕ "๔ ปีที่ผ่านมา (สำหรับนิสิตป.ตรีรหัส ๕๑)")

ในบันทึกฉบับแรกนั้นผมเริ่มด้วยข้อความว่า

"กระดาษแผ่นเล็ก ๆ แผ่นนั้นอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ที่พวกคุณเอามาเหน็บไว้หน้าห้องผมก่อนน้ำท่วม เพื่อให้ผมเขียนอะไรก็ได้เป็นที่ระลึกก่อนจบการศึกษา แต่จวบจนป่านนี้ผมก็ยังไม่ได้เขียนสักที

แต่จะว่าไปก็ไม่ได้คิดจะเขียนลงกระดาษแผ่นนั้นอยู่แล้ว เพราะคิดว่าที่มันไม่พอ

 

ในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาหลายคนจะโดนผมทักว่า "เป็นไง ชีวิตนิสิตใช้คุ้มค่าหรือยัง สิทธิพิเศษที่เขามีให้เฉพาะนิสิตก็รีบ ๆ ใช้ซะนะ" หรือถ้าผมเห็นนิสิตหญิงที่แต่งชุดธรรมดามามหาวิทยาลัย ผมก็จะถามว่า "ไม่แต่งชุดนิสิตมาเหรอ เวลาที่จะแต่งได้เหลือน้อยแล้วนะ พอหมดโอกาสแล้วจะรู้สึกคิดถึงขึ้นมา ...."

ในช่วงท้ายของบทความผมก็ได้บันทึกประสบการณ์ที่ตัวเองได้พบเจอมาเพื่อฝากไว้เป็นข้อคิดให้กับพวกเขาดังนี้

"หลายปีมาแล้วก่อนเริ่มสอนแลปเคมีวิเคราะห์ มีนิสิตหญิงคนหนึ่งมานั่งคุยและนั่งร้องไห้อยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องแลป ช่วงนั้นเป็นช่วงจัดกิจกรรมรับน้อง เขาได้เข้ามาปรึกษาผมเรื่องการที่ไม่ค่อย ๆ มีเพื่อน ๆ เข้าช่วยทำงาน

ผมก็ตอบเขาไปว่า งานกิจกรรมนั้นเป็นงานอาสา ไม่มีการบังคับว่าใครต้องมาทำ และคนที่ทำก็ต้องไม่คิดว่าฉันดีกว่าคนที่ไม่มาทำ การที่เขาไม่มาร่วมงานกับเรานั้น เราก็ต้องกลับไปพิจารณาด้วยว่าสิ่งที่เราทำนั้นเขาเห็นชอบหรือไม่ การที่เขาไม่มาร่วมงานนั้นอาจเป็นเพราะว่าเขาคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมันไม่เหมาะสม เขาอยากเปลี่ยนแปลง แต่ทำไม่ได้ก็เลยไม่เข้ามาร่วม อย่าด่วนคิดว่าคนที่ไม่มาร่วมทำนั้นเป็นคนเห็นแก่ตัว

การที่คนส่วนใหญ่ไม่มาร่วมงานก็ต้องกลับมาพิจารณาแล้วว่าเป็นเพราะว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมันไม่เหมาะสมหรือไม่ ทำไปเพื่อจุดประสงค์อะไร แล้วเขาเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมีจุดประสงค์ที่ดี แต่คนส่วนใหญ่ไม่มาร่วม เราก็ต้องหาทางชักชวนให้เขามาร่วม นั่นหมายถึงการเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน รูปแบบเดิมนั้นอาจใช้ได้ดีในสมัยหนึ่ง ในสภาพสังคมหนึ่ง แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไปเราก็ควรที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยที่ยังคงสามารถบรรจุจุดประสงค์ที่ตั้งเอาไว้

แต่ถ้าสิ่งที่เราทำนั้นมีจุดประสงค์ที่เลื่อนลอย ก็ควรพิจารณาว่าจะจัดต่อไปหรือไม่

ผมบอกเขาต่อว่า ถ้าคุณเหนื่อยมากก็ถอนตัวออกไปซิ งานจะล้มก็ช่างหัวมัน ดูจากการที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้ามาร่วมก็แปลได้ว่าคนส่วนใหญ่เขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำอยู่แล้วนี่ ดังนั้นถ้างานนี้มันไม่เกิดขึ้นพวกเขาก็ไม่มีสิทธิจะว่าอะไรอยู่แล้ว

ก่อนจบการสนทนาผมถามเขากลับไปว่า "ตอนนี้รู้หรือยังว่าเพื่อนคนไหนพึ่งได้"

เขาตอบกลับมาว่า "รู้แล้ว"

ผมก็ตอบกลับไปว่า "คุณได้ไปเยอะแล้วนี่ แล้วจะเอาอะไรอีกล่ะ"

แล้วผมก็บอกต่อว่า "สมัยที่ผมเรียนหนังสือน่ะ เพื่อนคนหนึ่งมันกล่าวเลยว่า "ถ้าไม่เคยเจออะไรเหี้ย ๆ มาด้วยกัน มันไม่รู้หรอกว่าใครคนไหนพึ่งได้" โทษทีนะที่ต้องใช้คำอย่างนี้ เพราะมันตรงความหมายตามคำพูดมากที่สุด ผมเห็นมาหลายรายแล้ว แม้ว่าจะเรียนโรงเรียนเดียวกันมาหลายปี เที่ยวเล่นมาด้วยกันก็มาก แต่มารู้น้ำใจกันตอนที่ทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยนี่แหละ เพิ่งจะเจอหน้ากันในมหาวิทยาลัยได้แค่ปีสองปี ก็รู้แล้วว่าเป็นคนที่พึ่งพากันได้ในยามเดือดร้อนมากกว่าเพื่อนสมัยโรงเรียนที่คบกันมานานเสียอีก"

บทความนั้นปิดท้ายด้วยข้อความที่ว่า

"ยังจำได้ไหมตอนที่พวกคุณเข้ามาเรียนแลปกันในสัปดาห์แรก ๆ ผมเอากล้องมาถ่ายรูปพวกคุณแต่ละกลุ่มเอาไว้ และก็บอกด้วยว่า "พอเรียนจบปี ๔ เมื่อไรค่อยมาดูรูปเหล่านี้นะ จะได้เห็นว่าภาควิชาได้ทำอะไรกับพวกคุณเอาไว้"

ใครที่ยังไม่เคยดูหรือเคยดูแล้วแต่ก็ลืมไปแล้วก็ไปดูได้ใน facebook ของผม ในอัลบัมแลปเคมีอินทรีย์ ๕๒

ดูแล้วก็ลองเปรียบเทียบหน้าตาตัวเองในปัจจุบันนี้กับตอนเข้าภาควิชามาใหม่ ๆ ซิ แล้วจะเห็นว่าตอนที่พวกคุณถามผมเล่น ๆ ว่าทำไมไม่ไปสอนวิชาปี ๔ บ้าง แล้วผมตอบกลับไปว่า "ไม่อยากไปสอนคนแก่หน้าตาทรุดโทรม" น่ะมันจริงไหม :-)"

วันนี้ ผมส่งคืนรูปพวกคุณที่ถ่ายเอาไว้ตอนเรียนแลปเคมีปี ๒ ให้แล้วนะ สิ่งที่ผมเคยกล่าวเอาไว้นั้นมันถูกต้องมากน้อยแค่ไหน ก็ขอให้พิจารณากันเองเองก็แล้วกัน

ขอให้ชีวิตในภายภาคหน้าของพวกคุณทุกคน จงประสบแต่ความสุขกายสุขใจ

รศ.ดร.ธราธร มงคลศรี

ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพฤหัสบดีที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘

ตรงกับวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ราศีตุลย์

วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๖ Euro Disney Land, Paris
 

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ที่ระลึกนิสิตวิศวกรรมเคมีรหัส ๖๒ เพราะสิ่งสำคัญยิ่งกว่าผลลัพธ์ในแจกัน คือ กระบวนการสร้างสรรค์ระหว่างทาง MO Memoir : Thursday 18 May 2566

"... อิเคบานะจึงเป็นศาสตร์ของความอ่อนหวานที่เพิ่มความแข็งแกร่งทางจิตใจ ไม่ใช่เพียงเลือกดอกไม้ที่สวยงามปักลงในแจกัน ไม่ใช่แค่ให้ชีวิตกับดอกไม้ แต่เป็นการมองดอกไม้ เพื่อย้อนกลับมามองตัวเราเอง

เพราะสิ่งสำคัญยิ่งกว่าผลลัพธ์ในแจกัน คือ กระบวนการสร้างสรรค์ระหว่างทาง ..."

ระหว่างที่นั่งหาคำที่จะมาตั้งบทความที่ระลึกให้พวกคุณ ก็บังเอิญไปพบประโยคที่ตรงใจและสอดคล้องกับเรื่องที่จะเขียนให้พวกคุณพอดีจากบทความในเว็บแห่งหนึ่งในชื่อเรื่อง "อิเคบานะ : ศิลปะแห่งการมองความงามของดอกไม้และชีวิต" (อ่านฉบับเต็มได้ที่ https://rakdok.com/อิเคบานะ-ศิลปะแห่งการม/) ข้างบนคือส่วนหนึ่งของข้อความที่คัดลอกมา

ถ้าเปรียบดอกไม้เสมือนความรู้ที่พวกคุณได้เรียนรู้กันมา ไม่ว่าจากแหล่งข้อมูลใด ๆ ก็ตาม ดอกไม้แต่ละดอกที่พวกคุณเลือกก็คงเปรียบได้กับความรู้ที่พวกคุณเลือกที่จะนำไปใช้ปัญหา เราไม่จำเป็นต้องเอาดอกไม้ทั้งหมดที่มีมาใส่ในแจกันใบเดียว เช่นเดียวกันการแก้ปัญหานั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทั้งหมดที่มีในคราวเดียวเสมอไป เราทำเพียงแค่หยิบสิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ มาใช้ ในขณะที่แต่ละงานต้องการการจัดดอกไม้ที่แตกต่างกันในการตกแต่ง การแก้ปัญหาก็เช่นกัน

และเมื่อปัญหานั้นได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไปแล้ว ก็เป็นเวลาที่ควรต้องกลับมาพิจารณาทบทวนการกระทำที่ผ่านไป ว่าวิธีการที่เลือกใช้นั้น ส่งผลกระทบในแง่บวกหรือลบ ระยะยาวหรือระยะสั้น ต่อด้านอื่นบ้างหรือไม่ อย่างไร

********************

ข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เขียนให้กับนิสิตวิศวกรรมเคมีรหัส ๖๒ ที่จะสิ้นสุดการเรียนการสอบในวันพรุ่งนี้ (ศุกร์ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖)

สำหรับเพลงที่นำมาประกอบคลิปวิดิทัศน์เป็นเพลงที่เกี่ยวข้องกับการสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปลายของประเทศญี่ปุ่น ชื่อเพลงคือ "Tabidachi No Hi Ni" ขับร้องโดย Ai Kawashima (หาดูได้ทาง YouTube) เนื้อเพลงและคำแปลนำมาจาก https://fruitkatsu.blogspot.com/2017/01/ai-kawashima-tabidachi-no-hi-ni-lyrics.html ผมเองไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นนะครับ แค่ copy และ paste ข้อความเท่านั้น ดังนั้นการแปลจากญี่ปุ่นเป็นอังกฤษจะผิดพลาดตรงไหน ผมไม่สามารถบอกได้ครับ :) :) :)

ถ้าเปรียบพวกคุณเสมือนดอกไว้ วันที่พวกคุณสำเร็จการศึกษา ก็เปรียบเสมือนวันที่ดอกไม้เบ่งบานจากดอกตูม

ขออวยพร ให้พวกคุณทุกคน ประสบแต่ความสุขความเจริญ ในชีวิตตลอดไป

 

ดาวน์โหลดไฟล์ pdf ได้ที่

https://drive.google.com/file/d/11ju7_jFFd8bUKLVdAAIrgjm17ms3id36/view?usp=sharing


ดาวน์โหลดคลิปวิดิทัศน์ได้ที่

https://drive.google.com/file/d/1M6Q8KsRV8VH5p7jXsZGcEubNC2bRZj0q/view?usp=sharing

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564

MO Memoir รวมบทความชุดที่ ๒๖ ชีวิตป.ตรี นิสิตจุฬา (มิถุนายน ๒๕๒๗ - เมษายน ๒๕๓๑) MO Memoir : Sunday 10 January 2564

สุราที่ดีต้องใช้เวลาบ่มนานฉันใด ความทรงจำก็เช่นกัน

สิ่งที่ผมเขียนลง blog และนำมารวบรวมไว้ในที่นี้ เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของความทรงจำ และจดหมายข่าวต่าง ๆ ที่มีนิสิตทำขึ้นเองและแจกจ่ายกันเอง (ซึ่งคิดว่าคงจะหาไม่ได้ในห้องสมุดใด ๆ ด้วย) จากมุมมองของคนเพียงคนเดียวที่ผ่านช่วงเวลานั้นมา อีกไม่กี่ปีข้างหน้าคนรุ่นผมก็คงจะเข้าสู่วัยเกษียณอายุการทำงานกันแล้ว ยังคิดเล่น ๆ ว่าน่าจะมีการรวมรุ่นกัน ที่ไม่ใช่เป็นการมาเพื่อการกิน แต่เพื่อเป็นการเก็บรวบรวมความทรงจำในสมัยเรียนที่แต่ละคนมี บันทึกเอาไว้เพื่อให้ลูกหลานหรือคนรุ่นหลังได้รับรู้ (จะบอกว่าเผื่อใครต้องจากไปก่อนก็จะได้ให้ลูกหลานเอาสิ่งที่รวบรวมเอาไว้นี้ทำเป็นหนังสือแจกในงาน ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นการกล่าวที่แรงเกินไปหรือเปล่า เพราะบางคนก็อาจถือว่าพูดเป็นลาง) บางเรื่องก็ไม่ได้เขียนเอาไว้ละเอียด เพราะไม่ทราบรายละเอียด เป็นเพียงแค่บันทึกเอาไว้ก่อนกันลืมว่าเคยผ่านเคยเห็นอะไรมา เผื่อว่าจะมีคนทราบรายละเอียดเรื่องดังกล่าวดี จะมาเติมเต็มเรื่องราวให้สมบูรณ์ บางบทความก็เป็นเรื่องปัจจุบัน ที่นำมาลงก็เพื่อให้รู้ว่าบางสิ่งที่เคยมีในอดีตนั้น ปัจจุบันได้กลายสภาพเป็นอะไร

ช่วงชีวิตวัยรุ่นของคนจำนวนมาก น่าจะมีการจากลา ๒ ครั้งที่ต่างเป็นที่จดจำอยู่ในใจของแต่ละคน ครั้งแรกคือตอนแยกย้ายกันไปเรียนในมหาวิทยาลัย ครั้งที่สองคือการแยกย้ายกันไปทำงาน

ยุคสมัยของอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารไร้สายที่ใครต่อใครก็สามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้บรรยากาศของการรวมรุ่นหรืองานคืนสู่เหย้านั้นเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ในรอบปีหรือหลายปีนั้นอาจไม่ได้มีการติดต่อกันเลย เว้นแต่จะเป็นกลุ่มเพื่อนที่สนิทใกล้ชิดหรือมีหน้าที่การงานที่เกี่ยวข้องกัน เมื่อมีโอกาสมาพบหน้ากันแต่ละครั้ง การสนทนาเมื่อพบเจอหน้ากันก็เลยเต็มไปด้วยเรื่องราวถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ใครทำงานอะไรอยู่ ยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า ครอบครัวเป็นอย่างไร ทราบข่าวคนโน้นคนนี้บ้างหรือเปล่า ฯลฯ

แต่ในยุคปัจจุบันที่การติดต่อสื่อสารและการเดินทางระหว่างกันกระทำได้ง่ายขึ้น แต่ละคนสามารถบอกเล่าความเป็นไปของตัวเองไว้บนสื่อสังคมออนไลน์ได้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ การนัดพบเจอหน้ากันทำได้ง่ายขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น พอมาพบหน้ากันในงานรวมรุ่นก็เลยไม่รู้ว่าจะถามไถ่เรื่องอะไร ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่าเป็นการคุยกันเรื่องงานไป เว้นแต่กับคนที่ไม่ค่อยปรากฏตัวในสื่อสังคมออนไลน์ ที่อาจมีเรื่องราวต่าง ๆ ให้เพื่อนฝูงคนอื่นถามไถ่สารทุกข์สุขดิบมากหน่อย

บทสนทนาอาจจางหายไป แต่มิตรภาพจะไม่เจือจาง

ดาวน์โหลดไฟล์ pdf ได้ที่ลิงก์นี้ครับ


 

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564

บาก้า ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑ วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๙ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๕๔) MO Memoir : Tuesday 5 January 2564

เขาให้ทำงานอยู่ที่บ้านก็ดีอย่าง มีเวลาตรวจค้นกองเอกสารเก่า ๆ ว่ามีอะไรเสื่อมโทรมไปบ้างหรือเปล่า หนึ่งในจดหมายข่ายเก่าฉบับหนึ่งที่พบก็คือ "บาก้า" ที่เป็นจดหมายข่าวจัดทำโดย องค์การบริหารนิสิตจุฬาฯ หรือที่นิยมเรียกกันว่า อบจ. จดหมายข่าวฉบับนี้เป็นฉบับปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑ วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๙ ก็เรียกว่าเป็นฉบับต้อนรับการรับน้องใหม่ เพราะช่วงเวลานั้นจะเปิดเรียนกันตอนต้นเดือนมิถุนายน พิธีพระราชทานปริญญาบัตรจะมีตอนราว ๆ สัปดาห์ที่สองของเดือนกรกฎาคม จากนั้นก็จะเป็นงานรับน้อง และปลายเดือนกรกฎาคมก็จะเป็นการสอบกลางภาคของภาคการศึกษาแรก งานรับน้องตอนนั้นช่วงเช้าจะเป็นงานรับน้องรวมของมหาวิทยาลัย ที่จะมีพิธีในหอประชุมก่อน ตามด้วยการผูกข้อมือนิสิตชาย-หญิงไปเล่นกิจกรรมตามซุ้มต่าง ๆ ที่รุ่นพี่จากหลายหลายคณะจัดให้ งานส่วนนี้จะเสร็จในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายก็จะเป็นงานรับน้องของแต่ละคณะ

จดหมายข่าวนี้แต่ละหน้าจะมีขนาดประมาณกระดาษ A3 เวลาสแกนก็เลยต้องสแกนแยกเป็นสองส่วน (บน-ล่าง) ดังนั้นในแต่ละหน้ามีเนื้อหาอะไรบ้างก็ต้องเอาสองรูปมาต่อกัน ผ่านมากว่า ๓๔ ปีเนื้อกระดาษ (โดยเฉพาะตรงรอยพับ) ก็เริ่มกรอบแล้ว ฉบับนี้เนื้อหามีอะไรบ้างก็ขอเชิญอ่านเอาจากแต่ละรูปก็แล้วกัน


หน้า ๑
 
หน้า ๒
 
หน้า ๓
 
หน้า ๔
 
หน้า ๕

หน้า ๖

หน้า ๗ 

หน้า ๘
 
หน้า ๙
 
หน้า ๑๐
 
หน้า ๑๑
 
หน้า ๑๒



วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563

College of Engineering (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๕๓) MO Memoir : Thursday 15 October 2563

ตอนผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ ตอนนั้นรายงานต่าง ๆ ก็เขียนกันด้วยมือตัวเองทั้งนั้นครับ ใช้สมุดฉีกสำหรับเขียนรายงาน แล้วก็ไปซื้อปกรายงานที่ศูนย์หนังสือไม่ก็ร้านสหกรณ์ ก่อนที่จะเย็บเป็นเล่มแล้วส่งอาจารย์

ปกรายงานตอนนั้นก็เป็นกระดาษสีน้ำตาล แต่มีอยู่ ๒ แบบ แบบแรกนั้นมีแต่คำว่า Chulalongkorn University โดยไม่มีการระบุว่าเป็นของคณะใด ส่วนแบบที่สองนั้นแปลกหน่อย คือมีการระบุไว้ที่ปกว่า "College of Engineering"

ช่วงที่คณะเตรียมงานฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปี ก็มีการเชิญศิษย์เก่าในช่วงเวลาต่าง ๆ มาเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวในสมัยที่เขาเรียน เพื่อบันทึกไว้เป็นประวัติของคณะ (ที่ตอนนี้เก็บเอาไว้ที่ไหนโดยใครผมก็ไม่รู้เหมือนกัน) ผมเองก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังรุ่นพี่เล่าเรื่องราวเก่า ๆ ไป และก็ได้รับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างคณะกับองค์การบริหารนิสิตฯ (ที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า อบจ.) ที่น่าจะเห็นต้นเหตุให้เกิดคำว่า "College of Engineering"

เหตุการณ์ดังกล่าวจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ ดูเหมือนว่าความขัดแย้งจะมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจผิด ซึ่งน่าจะเป็นช่วงราว ๆ หลังปีพ.ศ. ๒๕๒๐ ก่อนที่จะได้รับการแก้ไขให้กลับมาดีเหมือนเดิมในช่วงประมาณปีพ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดก็คือนิสิตวิศวฯ ได้เข้าไปเป็นนายก อบจ.

ก่อนทำการปรับหลักสูตรใหม่นั้น นอกจากวิชาเคมีพื้นฐานที่เรียนตอนปี ๑ แล้ว ภาควิชาเรายังมีการเรียนวิชาพื้นฐานเคมี (ทั้งบรรยายและปฏิบัติการ) อีก ๓ วิชา คือวิชาเคมีวิเคราะห์ (บรรยาย ๒ หน่วยกิต + ปฏิบัติการ ๑ หน่วยกิต) และวิชาเคมีฟิสิกัล (บรรยาย ๓ หน่วยกิต + ปฏิบัติการ ๑ หน่วยกิต) ที่เรียนในปี ๒ เทอมแรก และวิชาเคมีอินทรีย์ (บรรยาย ๓ หน่วยกิต + ปฏิบัติการ ๑ หน่วยกิต) ที่เรียนในปี ๒ เทอมปลาย สมัยที่ผมเรียนนั้นก็มีครูปฏิบัติการ ๓ ท่านทำหน้าที่สอนวิชาดังกล่าว ซึ่งก็ได้แก่ อ.ศิริชัย อ.อรอนงค์ และอ.ชาติชาย แต่ตอนที่ผมกลับมาทำงานนั้น ทั้ง ๓ ท่านก็ได้ลาออกไปแล้ว

เมื่อวันจันทร์แวะไปดูห้องแลปที่เขามีการรื้อและย้ายข้าวของเพื่อทำการจำหน่าย ("จำหน่าย" คำนี้เป็นภาษาราชการ ไม่ได้แปลว่าขาย แต่เป็นได้ทั้งการทิ้ง บริจาค และสูญหาย) ก็ได้ไปพบกับรายงานวิชาเคมีฟิสิกัลฉบับหนึ่งที่เขียนไว้เมื่อ ๓๒ ปีที่แล้วโดยนิสิตกลุ่มหนึ่ง ซุกรวมอยู่กับเอกสารเก่า ๆ ของห้องปฏิบัติการ ดูแล้วรายงานฉบับนี้น่าจะเป็นรายงานแลปฉบับเก่าที่สุดที่หลงเหลืออยู่ในห้องปฏิบัติการ ก็เลยขอนำมาสแกนเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกหน่อย เพื่อที่เป็นบันทึกให้คนรุ่นหลังเห็นว่า แต่ก่อนที่ภาคเราทำรายงานนั้นเขาทำกันอย่างไร แม้แต่กราฟก็ยังต้องเขียนด้วยมือ ไม่เหมือนสมัยนี้ ที่ดูเหมือนว่าถ้าไม่มีคอมพิวเตอร์กับเครื่องพิมพ์แล้ว จะไม่สามารถทำรายงานอะไรได้เลย

ส่วนคนเขียนนั้น คนหนึ่งเป็นใครผมก็ไม่รู้ ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นเป็นรุ่นน้อง (คือผมเรียนจบแล้วเขาจึงค่อยเข้ามาเรียน จึงไม่เจอกันตอนเรียน) ทำงานที่เดียวกับผม ห้องทำงานอยู่ใกล้ ๆ กัน :) :) :)