แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิศวกรรมเคมี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิศวกรรมเคมี แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ที่ระลึกนิสิตวิศวกรรมเคมีรหัส ๖๕ ขอลาก่อน ไม่ไปลับ จะกลับเยือน MO Memoir : Friday 8 May 2569

อยากให้ผมกล่าวอะไรในงานปัจฉิมนิเทศพวกคุณในบ่ายวันนี้เหรอ จะดีเหรอ ผมคิดว่าพวกคุณคงไม่อยากให้ผมพูดอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวให้พวกคุณฟัง ก็เห็นตอนที่ผมต้องสอนวิชาคณิตศาสตร์พวกคุณ ผมสอนห้องเปล่าเป็นประจำ

********************

สอนห้องเปล่าเนี่ย ถ้าถามว่าโมโหไหม โกรธไหม คำตอบก็คือไม่ทั้งคู่ คือสอนห้องที่มีนิสิตเรียนหรือนิสิตไม่เข้าเรียนเลย ก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม ได้ภาระงานเท่าเดิม แถมไม่เหนื่อยอีกต่างหาก

คือในการสอนวิชาบรรยายที่เป็นวิชาพื้นฐาน ผมดูรามคำแหงเป็นตัวอย่างนะ ถ้าเอกสารการสอนมีครบแจกให้ตั้งแต่ก่อนเริ่มเรียน บอกชัดเจนว่าเนื้อหาที่สอนมีอะไรและจะสอบเรื่องใดบ้าง ถ้าผู้เรียนสามารถอ่านเองและทำความเข้าใจเองได้ สามารถสอบผ่านได้ ผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อจบออกไป หลากหลายเรื่องราวก็ต้องไปศึกษาด้วยตนเอง

จะมีก็แต่วิชาไฟฟ้าที่พวกคุณจำใจต้องมาเข้าเรียน เพราะเปิดสอนเป็นปีแรก วางเนื้อหาที่จะสอนเป็นครั้งแรก มันก็เลยค่อย ๆ ปรับแก้กันไประหว่างการสอน แต่ก็เห็นทำข้อสอบกันได้นี่

********************

ว่าแต่ทำไมพวกคุณถึงไม่อยากจะเข้าเรียนในวิชาที่ผมสอนล่ะ คำตอบก็คือ

"เป็นเพราะผมกำหนดให้ต้องใส่ชุดนิสิตที่ถูกระเบียบเข้าเรียนใช่ไหม" ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ขัดใจพวกคุณเป็นอย่างมาก

********************

คงเป็นเพราะได้สอนแลป เลยได้มีโอกาสพบปะกับพวกคุณทุกคน เพราะต้องมาลงมือทำการทดลองด้วยตนเอง แถมยังโดนบังคับให้ใส่ชุดนิสิต (โดยมีเสื้อแลปสวมทับ) มาเรียนอีก ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาที่พวกคุณทุกคนดูดีที่สุดแล้ว
 
๒ ปีที่แล้วในวิชา Chem Prod อาจารย์หัวหน้าวิชาเขาขอให้ผมเอาเนื้อหาบางส่วนของผมมาสอนในสัปดาห์แรกก่อน เพื่อที่จะเป็นการปูพื้นให้นิสิตสามารถทำความเข้าใจในสิ่งที่วิทยากรจะมาบรรยายในสัปดาห์ถัดไปได้ง่ายขึ้น ก่อนสิ้นสุดการเรียนในวันนั้น ผมก็บอกนิสิตไปว่า "สัปดาห์หน้าวิทยากรที่เป็นคนจากข้างนอกจะมาบรรยายให้ฟัง ดังนั้นควรแต่งตัวเพื่อให้เกียรติเขาหน่อย"

แล้วก็มีนิสิตคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า "แต่งตัวอย่างนี้ไม่ให้เกียรติอย่างไร"

ผมก็ได้แต่คิดในใจว่า "อืม ... ก็แล้วแต่อยากจะทำก็แล้วกัน"

********************


อย่าว่าแต่นิสิตเลย อาจารย์บางรายก็เป็น ปีที่แล้วไปร่วมถ่ายรูปหมู่บัณฑิตใหม่ เห็นอาจารย์คณะอื่นใส่ครุย ไม่ว่าจะเป็นครุยของมหาวิทยาลัย (ที่เป็นผ้ามุ้งมองเห็นชุดที่ใส่อยู่ข้างใต้) หรือเป็นชุดครุยของสถาบันที่จบมา (ที่เป็นเสื้อคลุมเต็มตัวยาวลงไปจนถึงเกือบข้อเท้า เครื่องแต่งกายใต้ชุดครุยเขาก็แต่งกันอย่างเรียบร้อย จะมีแปลกก็ของวิศวะนี่แหละ

เขาคงไม่คิดว่าเวลาถ่ายรูปหมู่เขาจะให้อาจารย์นั่งแถวหน้าสุด ดังนั้นแม้ว่าจะใส่ครุยแบบคลุมมิดทั้งตัว มันก็จะยังเห็นส่วนที่อยู่เหนือข้อเท้าเล็กน้อยลงมาจนถึงรองเท้าที่สวมใส่ พอเล่นใส่กางเกงขาสั้นลากรองเท้าแตะ เดือดร้อนช่างภาพก็ต้องมาแก้ไขกันหน้างาน ว่าจะจัดการอย่างไรจึงจะไม่เห็นเท้าที่ใส่รองเท้าแตะโผล่มาในรูป

********************

ในสังคม มีหลายเรื่องที่มันไม่มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องรู้กัน อย่างเช่นต้นปีที่แล้วที่ได้ติดรถไปเยี่ยมชมโรงงานแห่งหนึ่งกับกลุ่มนิสิต ผมก็ได้มีการย้ำเตือนผู้ควบคุมการเดินทางไปว่าที่เขาบอกว่าให้ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้น นั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเสื้อแบบไหนก็ได้ กางเกงแบบไหนก็ได้ รองเท้าแบบไหนก็ได้ แต่มันมีข้อควรปฏิบัติเมื่อต้องเข้าโรงงานอยู่ ที่ได้บอกเขาไปว่าให้ไปย้ำเตือนกับกลุ่มนิสิตที่จะไปเยี่ยมชมโรงงานดังกล่าว

เช้าวันเดินทาง พอมาถึงรถ เห็นชุดที่นิสิตแต่ละคนแต่งมา คิดไหนใจแล้วว่าวันนี้คงสนุกแน่ แต่ก็ดีเหมือนกัน แล้วมันก็โดนจริง ๆ พอเข้าห้องรับรองของโรงงาน วิศวกรที่มาต้อนรับก็ถามเป็นประโยคแรกเลยว่า "ที่มานี่เป็นกลุ่มไหน"

ระหว่างรับประทานอาหารร่วมกับเขา ก็มีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ ผมก็บอกเขาไปว่าถ้าได้มาเยี่ยมชมที่คณะก็จะเข้าใจได้เอง เพราะตอนนี้ขาดแค่ใส่กางเกงขาสั้นมาสอนหนังสือ

********************

ว่าแต่ได้ยินว่างานเลี้ยงเย็นนี้ มีการกำหนดธีมด้วยหรือว่าให้แต่งกายอย่างไร ถ้าไม่แต่งตามธีมที่กำหนดเนี่ย จะกินข้าวเย็นไม่ได้เหรอ ใส่เสื้อชอปได้ไหม น่าจะได้นะ เพราะมันเป็นเสื้อวิเศษนี่ แค่สวมทับ มันก็ควรเข้าได้ทุกงานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรียนบรรยาย เรียนปฏิบัติการ ปฐมนิเทศ แข่งพิชชิ่ง หรือแม้แต่พิธีไหว้ครู

ขาดแต่ว่ายังไม่เห็นมีใครมาเรียกร้องให้ใส่เข้ารับปริญญา :) :) :)

********************

ปี ๒๕๒๙ (ก็เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว) ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสร้างสะพานของค่ายยุววิศวกรบพิธ ๑๔ หลังจากที่ได้ไปร่วมงานเปิดสะพาน ก็ไม่ได้กลับไปที่นั่นอีกเลย ยุคสมัยนั้นมีรถสองแถวเพียงคันเดียววิ่งเข้า-ออกหมู่บ้านแค่วันละเที่ยว คือออกจากหมู่บ้านตอนเช้า และกลับตอนบ่าย ถนนเป็นทางลูกรัง บางช่วงต้องใช้การพันโซ่ล้อเพื่อให้รถผ่านไปได้ ยังเป็นพื้นที่สีชมพู (คือเป็นเขตแทรกซึมของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์)

แต่ตอนนี้สามารถดูภาพ street view ของสะพานนั้นได้จาก google map และดูเหมือนว่าป้ายสะพานจะมีการย้ายตำแหน่งจากตำแหน่งเดิมตอนสร้างเสร็จ

ปีนี้กำลังจะเกษียณอายุราชการ เวลาเที่ยวก็น่าจะเยอะขึ้น ก็เลยตั้งใจว่าจะกลับไปเยือนสะพานแห่งนั้นอีกสักครั้ง กะว่าจะขับรถกินลมไปเรี่อย ๆ ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น ไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหน่อย หลังจากผ่านไป ๔๐ ปี ที่เคยไปถ่ายรูปร่วมกับเพื่อนร่วมรุ่นไว้ที่หน้าป้ายนั้น

********************

พฤษภาคม ๒๕๒๙ บ้านห้วยเนียม อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

 

ลูกคนเล็กของผมก็จบปีนี้นะ รับปริญญาพร้อมพวกคุณนั่นแหละ แถมผมก็เกษียณปีนี้ด้วย ดังนั้นบันทึกที่ระลึกให้กับนิสิตปริญญาตรีของภาควิชาที่สำเร็จการศึกษาฉบับนี้ ก็อาจเป็นฉบับสุดท้ายแล้วนะ

แต่มันเป็นปีของการสิ้นสุดการทำงานที่แปลกอยู่เหมือนกัน เมื่อต้องไปร่วมงานศพของนิสิตที่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้ายังสอนหนังสือกันอยู่เลย

********************

เมื่อบ่ายวันนี้พวกคุณก็น่าจะได้คำอวยพรไปเยอะแล้วนะจากอาจารย์ท่านอื่น สำหรับผมเอาเป็นว่าจากนี้ต่อไปขอให้พวกคุณสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสุขสงบก็แล้วกัน ส่วนรูปภาพต่าง ๆ ที่อยู่ในบันทึกนี้ ก็เป็นการทำตามสัญญาที่ให้ไว้ตอนที่พวกคุณเข้าภาควิชา ว่าจะส่งคืนให้ในวันสุดท้ายของการเรียน

ว่าแต่ยังจำตัวเองในรูปแบบที่ดีที่สุด (อย่างน้อยก็ในสายตาของผม) ได้ไหมครับ

โชคดีทุกคนนะ สวัสดี


รศ.ดร.ธราธร มงคลศรี

ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันศุกร์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ตรงกับวันแรม ๗ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเมีย (ตรงกับวันโกน)

Link สำหรับดาวน์โหลดบทความและไฟล์รูปภาพ (.pdf)

https://drive.google.com/file/d/1jPVwTLAQ84NIKbq4Eelz-nmwzEljXpG3/view?usp=sharing

Link สำหรับดาวน์โหลดวิดิทัศน์ (.mp4)

https://drive.google.com/file/d/1k0wPs4G-PQjG-O5JoFszhh6uGX7nNHM_/view?usp=sharing


วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ที่ระลึกนิสิตวิศวกรรมเคมีรหัส ๖๔ จากวันนี้ไป จะหวนกลับมาคิดถึงช่วงเวลานี้บ้างไหม MO Memoir : Thursday 8 May 2568

กิจกรรมเดียวกัน หรือคำพูดเดียวกัน เมื่อเกิดขึ้นซ้ำสอง แม้ว่าจะเป็นสถานที่เดิม บุคคลเข้าร่วมก็คนเดิม ช่วงเวลาที่เกิดก็เป็นช่วงเวลาเดิม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีทางเหมือนเมื่อเกิดขึ้นครั้งแรกก็คือ "ความรู้สึก" ของผู้ที่เข้าร่วม

"ยินดีที่ได้พบ" ประโยคที่มีความหมายเพียงแค่ครั้งเดียว คือเมื่อได้พบปะเจอหน้ากันครั้งแรก

ในพิธีชงชาของญี่ปุ่น ก็แฝงด้วยปรัชญาที่ลึกซึ้ง ด้วยวลี “อิจิโกะ อิจิเอะ (Ichigo Ichie)” ซึ่งหมายถึง “การได้พบกันครั้งเดียวในชีวิต” อันมาจากแนวความคิดที่ว่าการที่เราได้พบกันในพิธีชงชานั้นอาจจะเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิต แล้วหลังจากนี้จะไม่ได้มีโอกาสพบกันอีกแล้วเลยก็ได้

ดังนั้นช่วงเวลาที่ได้พบกันจึงเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า ที่เราควรปฏิบัติต่อกันให้ดีที่สุด

ในช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัยของพวกคุณ เชื่อว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกคุณอยากกระทำ แต่ไม่มีโอกาสได้กระทำ นั่นอาจเป็นเพราะกิจกรรมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พวกคุณเรียนอยู่ หรือด้วยติดกิจอย่างอื่นจนไม่สามารถเข้าร่วมได้ บางกิจกรรมแม้ว่าจะมีการเกิดขึ้นซ้ำอีกในปีถัดไป แต่ด้วยสถานะที่เปลี่ยนไป ความรู้สึกของการได้เข้าร่วมนั้นก็คงยากที่จะเหมือนครั้งแรกที่ได้เข้าร่วม หรือที่ได้ยินมาจากผู้ที่ได้เข้าร่วมครั้งก่อน

พวกคุณเข้ามาเรียนปีแรก สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จำเป็นต้องเรียนออนไลน์จากทางบ้าน ได้เข้ามาเรียนในสถานที่ในมหาวิทยาลัยก็ตอนขึ้นปี ๒ แต่การสอนในสถานที่ก็ยังคงเป็นแบบจำกัดอยู่ กิจกรรมอย่างเช่นกีฬาฟุตบอลประเพณี ก็เพิ่งจะกลับมาจัดใหม่อีกครั้งตอนพวกคุณอยู่ปี ๔ และกิจกรรมบางอย่างทั้งในระดับคณะและมหาวิทยาลัยที่เคยมีมาก่อนหน้านั้นก็คงจะสูญหายไปตามกาลเวลา โดยไม่รู้ว่าจะมีการกลับมาอีกหรือไม่

วันเสาร์ปลายเดือนที่แล้ว เพื่อนร่วมรุ่นวิศวเคมีนัดกินข้าวเย็นกัน คุยกันเรื่องเปื่อยไปเรื่อย ๆ กับเรื่องที่ได้ประสบพบเห็นกันมา วันรุ่งขึ้นเพื่อนคนหนึ่งก็ส่งข้อความข้างล่างเช้ามาในไลน์กลุ่ม

ได้มาเรียนสถาบันเดียวกัน ถือเป็น "วาสนา"

จบแล้วต่างคนต่านสร้างฐานะ ถือเป็น "โชคชะตา"

ระหว่างทางยังคงคบหา ถือเป็น "พรหมลิขิต"

มีโอกาสช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถือเป็น "กัลยาณมิตร"

แก่แล้วยังคบกันใกล้ชิด ถือเป็น "มิตรแท้"

มิตรภาพที่ไม่มีวันจางหาย คือความหมายของคำว่า "เพื่อน"

ใครเป็นคนเขียนข้อความนี้เป็นคนแรกก็ไม่รู้ แต่จากเท่าที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ก็รู้ว่ามันก็เป็นเช่นนั้นจริง

คนที่มีโอกาสเป็นเพื่อนกัน ก็เป็นได้เพียงแค่ครั้งเดียว เพราะถ้ามีอะไรมาทำให้ความรู้สึกว่าเป็นเพื่อนกันนั้นสูญเสียไป ก็ไม่มีทางที่จะทำกลับมาให้เหมือนเดิมได้

 

๑๔ ปีที่แล้ว ก่อนน้ำท่วมใหญ่ นิสิตรหัส ๕๑ นำกระดาษชิ้นเล็ก ๆ มาเหน็บไว้หน้าห้องผม เพื่อให้ผมเขียนอะไรบางอย่างเล็กน้อยในโอกาสที่พวกเขาจะสำเร็จการศึกษา และนั่นก็เป็นที่มาของการเขียนบันทึกเรื่องราวของพวกเขาและคำอวยพรที่มีให้ในวันสุดท้ายของการเรียนของพวกเขา ซึ่งได้เขียนมาจนถึงวันนี้ (MO Memoir ฉบับวันเสาร์ที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๕ "๔ ปีที่ผ่านมา (สำหรับนิสิตป.ตรีรหัส ๕๑)")

ในบันทึกฉบับแรกนั้นผมเริ่มด้วยข้อความว่า

"กระดาษแผ่นเล็ก ๆ แผ่นนั้นอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ที่พวกคุณเอามาเหน็บไว้หน้าห้องผมก่อนน้ำท่วม เพื่อให้ผมเขียนอะไรก็ได้เป็นที่ระลึกก่อนจบการศึกษา แต่จวบจนป่านนี้ผมก็ยังไม่ได้เขียนสักที

แต่จะว่าไปก็ไม่ได้คิดจะเขียนลงกระดาษแผ่นนั้นอยู่แล้ว เพราะคิดว่าที่มันไม่พอ

 

ในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาหลายคนจะโดนผมทักว่า "เป็นไง ชีวิตนิสิตใช้คุ้มค่าหรือยัง สิทธิพิเศษที่เขามีให้เฉพาะนิสิตก็รีบ ๆ ใช้ซะนะ" หรือถ้าผมเห็นนิสิตหญิงที่แต่งชุดธรรมดามามหาวิทยาลัย ผมก็จะถามว่า "ไม่แต่งชุดนิสิตมาเหรอ เวลาที่จะแต่งได้เหลือน้อยแล้วนะ พอหมดโอกาสแล้วจะรู้สึกคิดถึงขึ้นมา ...."

ในช่วงท้ายของบทความผมก็ได้บันทึกประสบการณ์ที่ตัวเองได้พบเจอมาเพื่อฝากไว้เป็นข้อคิดให้กับพวกเขาดังนี้

"หลายปีมาแล้วก่อนเริ่มสอนแลปเคมีวิเคราะห์ มีนิสิตหญิงคนหนึ่งมานั่งคุยและนั่งร้องไห้อยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องแลป ช่วงนั้นเป็นช่วงจัดกิจกรรมรับน้อง เขาได้เข้ามาปรึกษาผมเรื่องการที่ไม่ค่อย ๆ มีเพื่อน ๆ เข้าช่วยทำงาน

ผมก็ตอบเขาไปว่า งานกิจกรรมนั้นเป็นงานอาสา ไม่มีการบังคับว่าใครต้องมาทำ และคนที่ทำก็ต้องไม่คิดว่าฉันดีกว่าคนที่ไม่มาทำ การที่เขาไม่มาร่วมงานกับเรานั้น เราก็ต้องกลับไปพิจารณาด้วยว่าสิ่งที่เราทำนั้นเขาเห็นชอบหรือไม่ การที่เขาไม่มาร่วมงานนั้นอาจเป็นเพราะว่าเขาคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมันไม่เหมาะสม เขาอยากเปลี่ยนแปลง แต่ทำไม่ได้ก็เลยไม่เข้ามาร่วม อย่าด่วนคิดว่าคนที่ไม่มาร่วมทำนั้นเป็นคนเห็นแก่ตัว

การที่คนส่วนใหญ่ไม่มาร่วมงานก็ต้องกลับมาพิจารณาแล้วว่าเป็นเพราะว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมันไม่เหมาะสมหรือไม่ ทำไปเพื่อจุดประสงค์อะไร แล้วเขาเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมีจุดประสงค์ที่ดี แต่คนส่วนใหญ่ไม่มาร่วม เราก็ต้องหาทางชักชวนให้เขามาร่วม นั่นหมายถึงการเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน รูปแบบเดิมนั้นอาจใช้ได้ดีในสมัยหนึ่ง ในสภาพสังคมหนึ่ง แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไปเราก็ควรที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยที่ยังคงสามารถบรรจุจุดประสงค์ที่ตั้งเอาไว้

แต่ถ้าสิ่งที่เราทำนั้นมีจุดประสงค์ที่เลื่อนลอย ก็ควรพิจารณาว่าจะจัดต่อไปหรือไม่

ผมบอกเขาต่อว่า ถ้าคุณเหนื่อยมากก็ถอนตัวออกไปซิ งานจะล้มก็ช่างหัวมัน ดูจากการที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้ามาร่วมก็แปลได้ว่าคนส่วนใหญ่เขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำอยู่แล้วนี่ ดังนั้นถ้างานนี้มันไม่เกิดขึ้นพวกเขาก็ไม่มีสิทธิจะว่าอะไรอยู่แล้ว

ก่อนจบการสนทนาผมถามเขากลับไปว่า "ตอนนี้รู้หรือยังว่าเพื่อนคนไหนพึ่งได้"

เขาตอบกลับมาว่า "รู้แล้ว"

ผมก็ตอบกลับไปว่า "คุณได้ไปเยอะแล้วนี่ แล้วจะเอาอะไรอีกล่ะ"

แล้วผมก็บอกต่อว่า "สมัยที่ผมเรียนหนังสือน่ะ เพื่อนคนหนึ่งมันกล่าวเลยว่า "ถ้าไม่เคยเจออะไรเหี้ย ๆ มาด้วยกัน มันไม่รู้หรอกว่าใครคนไหนพึ่งได้" โทษทีนะที่ต้องใช้คำอย่างนี้ เพราะมันตรงความหมายตามคำพูดมากที่สุด ผมเห็นมาหลายรายแล้ว แม้ว่าจะเรียนโรงเรียนเดียวกันมาหลายปี เที่ยวเล่นมาด้วยกันก็มาก แต่มารู้น้ำใจกันตอนที่ทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยนี่แหละ เพิ่งจะเจอหน้ากันในมหาวิทยาลัยได้แค่ปีสองปี ก็รู้แล้วว่าเป็นคนที่พึ่งพากันได้ในยามเดือดร้อนมากกว่าเพื่อนสมัยโรงเรียนที่คบกันมานานเสียอีก"

บทความนั้นปิดท้ายด้วยข้อความที่ว่า

"ยังจำได้ไหมตอนที่พวกคุณเข้ามาเรียนแลปกันในสัปดาห์แรก ๆ ผมเอากล้องมาถ่ายรูปพวกคุณแต่ละกลุ่มเอาไว้ และก็บอกด้วยว่า "พอเรียนจบปี ๔ เมื่อไรค่อยมาดูรูปเหล่านี้นะ จะได้เห็นว่าภาควิชาได้ทำอะไรกับพวกคุณเอาไว้"

ใครที่ยังไม่เคยดูหรือเคยดูแล้วแต่ก็ลืมไปแล้วก็ไปดูได้ใน facebook ของผม ในอัลบัมแลปเคมีอินทรีย์ ๕๒

ดูแล้วก็ลองเปรียบเทียบหน้าตาตัวเองในปัจจุบันนี้กับตอนเข้าภาควิชามาใหม่ ๆ ซิ แล้วจะเห็นว่าตอนที่พวกคุณถามผมเล่น ๆ ว่าทำไมไม่ไปสอนวิชาปี ๔ บ้าง แล้วผมตอบกลับไปว่า "ไม่อยากไปสอนคนแก่หน้าตาทรุดโทรม" น่ะมันจริงไหม :-)"

วันนี้ ผมส่งคืนรูปพวกคุณที่ถ่ายเอาไว้ตอนเรียนแลปเคมีปี ๒ ให้แล้วนะ สิ่งที่ผมเคยกล่าวเอาไว้นั้นมันถูกต้องมากน้อยแค่ไหน ก็ขอให้พิจารณากันเองเองก็แล้วกัน

ขอให้ชีวิตในภายภาคหน้าของพวกคุณทุกคน จงประสบแต่ความสุขกายสุขใจ

รศ.ดร.ธราธร มงคลศรี

ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพฤหัสบดีที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘

ตรงกับวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ราศีตุลย์

วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๖ Euro Disney Land, Paris
 

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ที่ระลึกนิสิตวิศวกรรมเคมีรหัส ๖๒ เพราะสิ่งสำคัญยิ่งกว่าผลลัพธ์ในแจกัน คือ กระบวนการสร้างสรรค์ระหว่างทาง MO Memoir : Thursday 18 May 2566

"... อิเคบานะจึงเป็นศาสตร์ของความอ่อนหวานที่เพิ่มความแข็งแกร่งทางจิตใจ ไม่ใช่เพียงเลือกดอกไม้ที่สวยงามปักลงในแจกัน ไม่ใช่แค่ให้ชีวิตกับดอกไม้ แต่เป็นการมองดอกไม้ เพื่อย้อนกลับมามองตัวเราเอง

เพราะสิ่งสำคัญยิ่งกว่าผลลัพธ์ในแจกัน คือ กระบวนการสร้างสรรค์ระหว่างทาง ..."

ระหว่างที่นั่งหาคำที่จะมาตั้งบทความที่ระลึกให้พวกคุณ ก็บังเอิญไปพบประโยคที่ตรงใจและสอดคล้องกับเรื่องที่จะเขียนให้พวกคุณพอดีจากบทความในเว็บแห่งหนึ่งในชื่อเรื่อง "อิเคบานะ : ศิลปะแห่งการมองความงามของดอกไม้และชีวิต" (อ่านฉบับเต็มได้ที่ https://rakdok.com/อิเคบานะ-ศิลปะแห่งการม/) ข้างบนคือส่วนหนึ่งของข้อความที่คัดลอกมา

ถ้าเปรียบดอกไม้เสมือนความรู้ที่พวกคุณได้เรียนรู้กันมา ไม่ว่าจากแหล่งข้อมูลใด ๆ ก็ตาม ดอกไม้แต่ละดอกที่พวกคุณเลือกก็คงเปรียบได้กับความรู้ที่พวกคุณเลือกที่จะนำไปใช้ปัญหา เราไม่จำเป็นต้องเอาดอกไม้ทั้งหมดที่มีมาใส่ในแจกันใบเดียว เช่นเดียวกันการแก้ปัญหานั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทั้งหมดที่มีในคราวเดียวเสมอไป เราทำเพียงแค่หยิบสิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ มาใช้ ในขณะที่แต่ละงานต้องการการจัดดอกไม้ที่แตกต่างกันในการตกแต่ง การแก้ปัญหาก็เช่นกัน

และเมื่อปัญหานั้นได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไปแล้ว ก็เป็นเวลาที่ควรต้องกลับมาพิจารณาทบทวนการกระทำที่ผ่านไป ว่าวิธีการที่เลือกใช้นั้น ส่งผลกระทบในแง่บวกหรือลบ ระยะยาวหรือระยะสั้น ต่อด้านอื่นบ้างหรือไม่ อย่างไร

********************

ข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เขียนให้กับนิสิตวิศวกรรมเคมีรหัส ๖๒ ที่จะสิ้นสุดการเรียนการสอบในวันพรุ่งนี้ (ศุกร์ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖)

สำหรับเพลงที่นำมาประกอบคลิปวิดิทัศน์เป็นเพลงที่เกี่ยวข้องกับการสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปลายของประเทศญี่ปุ่น ชื่อเพลงคือ "Tabidachi No Hi Ni" ขับร้องโดย Ai Kawashima (หาดูได้ทาง YouTube) เนื้อเพลงและคำแปลนำมาจาก https://fruitkatsu.blogspot.com/2017/01/ai-kawashima-tabidachi-no-hi-ni-lyrics.html ผมเองไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นนะครับ แค่ copy และ paste ข้อความเท่านั้น ดังนั้นการแปลจากญี่ปุ่นเป็นอังกฤษจะผิดพลาดตรงไหน ผมไม่สามารถบอกได้ครับ :) :) :)

ถ้าเปรียบพวกคุณเสมือนดอกไว้ วันที่พวกคุณสำเร็จการศึกษา ก็เปรียบเสมือนวันที่ดอกไม้เบ่งบานจากดอกตูม

ขออวยพร ให้พวกคุณทุกคน ประสบแต่ความสุขความเจริญ ในชีวิตตลอดไป

 

ดาวน์โหลดไฟล์ pdf ได้ที่

https://drive.google.com/file/d/11ju7_jFFd8bUKLVdAAIrgjm17ms3id36/view?usp=sharing


ดาวน์โหลดคลิปวิดิทัศน์ได้ที่

https://drive.google.com/file/d/1M6Q8KsRV8VH5p7jXsZGcEubNC2bRZj0q/view?usp=sharing

วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

เพราะโลกมันกลม แล้วเราทุกคน คงได้กลับมาพบกันอีก MO Memoir : Tuesday 25 May 2564

 

เมื่อพฤษภาคมปีที่แล้ว (พ.ศ. ๒๕๖๓) ก่อนงานปัจฉิมนิเทศน์ไม่กี่วัน ก็ได้รับอีเมล์ขอบคุณจากครูบนดอยท่านหนึ่ง ที่ท่านยังคงประทับใจกับค่ายที่ทางนิสิตปริญญาตรีของคณะ ที่ออกไปสร้างสะพานและสอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จ.อุตรดิตถ์ ในฤดูร้อนปีพ.ศ. ๒๕๒๙ (ที่ตอนนั้นครูท่านนั้นเป็นเพียงแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง) ประสบการณ์นี้เป็นเครื่องย้ำเตือนให้เห็นว่า ช่วงเวลาที่เรามีโอกาสได้อยู่ร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าช่วงเวลานั้นจะสั้นหรือยาวนานเพียงใด จึงควรที่ต้องปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่อเขาเหล่านั้น เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายจากกัน จะได้ไม่มีเรื่องบาดหมางค้างคาใจ และเมื่อใดที่มีโอกาสมาพบกันใหม่ ก็จะเกิดโอกาสที่รื่นรมย์ต่อทั้งสองฝ่ายที่ได้มาพบกัน

สำหรับรุ่นคุณเนี่ย ก็เป็นรุ่นพิเศษสำหรับผมรุ่นหนึ่ง ก็คงด้วยเหตุผลที่แสดงอยู่ในรูปข้างบนนั่นแหละครับ ส่วนเขาเป็นใครนั่นเหรอ ก็เป็นหนึ่งในคนที่ผมนำมาขึ้นรูปปกหน้ารวมบทความที่เป็นที่ทำเป็นระลึกให้กับพวกคุณนั่นแหละครับ

บางคราวยังเหมือนว่าเธออยู่ตรงนี้ เรื่องราวที่ดีก็ยังฝังใจ

บางความทรงจำเก่าเก่า ก็ยังงดงามไม่คลาย
กระจ่างอยู่ข้างใน เมื่อไรที่คิดขึ้นมา

ข้อความข้างบนจะว่าไปก็มาจากเพลงเศร้านะครับ แต่จะว่าไปความหมายของเนื้อเพลงท่อนนี้มันก็ใช้ได้กับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราต่างประสบในชีวิตประจำวัน แม้แต่ในเรื่องการที่ได้มีโอกาสสอนพวกคุณ ที่เมื่อกลับไปค้นรูปเก่า ๆ สมัยพวกคุณอยู่ปี ๒ เพื่อนำมารวมเล่มให้เป็นที่ระลึก ก็ทำให้นึกถึงภาพบรรยากาศความวุ่นวายในแลปตลอดเวลา ๒๗ ปีที่ทำงานมา

... หลายปีมาแล้วก่อนเริ่มสอนแลปเคมีวิเคราะห์ มีนิสิตหญิงคนหนึ่งมานั่งคุยและนั่งร้องไห้อยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องแลป ช่วงนั้นเป็นช่วงจัดกิจกรรมรับน้อง เขาได้เข้ามาปรึกษาผมเรื่องการที่ไม่ค่อย ๆ มีเพื่อน ๆ เข้าช่วยทำงาน

ผมก็ตอบเขาไปว่า "งานกิจกรรมนั้นเป็นงานอาสา ไม่มีการบังคับว่าใครต้องมาทำ และคนที่ทำก็ต้องไม่คิดว่าฉันดีกว่าคนที่ไม่มาทำ การที่เขาไม่มาร่วมงานกับเรานั้น เราก็ต้องกลับไปพิจารณาด้วยว่าสิ่งที่เราทำนั้นเขาเห็นชอบหรือไม่ การที่เขาไม่มาร่วมงานนั้นอาจเป็นเพราะว่าเขาคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมันไม่เหมาะสม เขาอยากเปลี่ยนแปลง แต่ทำไม่ได้ก็เลยไม่เข้ามาร่วม อย่าด่วนคิดว่าคนที่ไม่มาร่วมทำนั้นเป็นคนเห็นแก่ตัว"

"การที่คนส่วนใหญ่ไม่มาร่วมงานก็ต้องกลับมาพิจารณาแล้วว่าเป็นเพราะว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมันไม่เหมาะสมหรือไม่ ทำไปเพื่อจุดประสงค์อะไร แล้วเขาเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมีจุดประสงค์ที่ดี แต่คนส่วนใหญ่ไม่มาร่วม เราก็ต้องหาทางชักชวนให้เขามาร่วม นั่นหมายถึงการเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน รูปแบบเดิมนั้นอาจใช้ได้ดีในสมัยหนึ่ง ในสภาพสังคมหนึ่ง แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไปเราก็ควรที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยที่ยังคงสามารถบรรจุจุดประสงค์ที่ตั้งเอาไว้

แต่ถ้าสิ่งที่เราทำนั้นมีจุดประสงค์ที่เลื่อนลอย ก็ควรพิจารณาว่าจะจัดต่อไปหรือไม่"

ผมบอกเขาต่อว่า "ถ้าคุณเหนื่อยมากก็ถอนตัวออกไปซิ งานจะล้มก็ช่างหัวมัน ดูจากการที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้ามาร่วมก็แปลได้ว่าคนส่วนใหญ่เขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณทำอยู่แล้วนี่ ดังนั้นถ้างานนี้มันไม่เกิดขึ้นพวกเขาก็ไม่มีสิทธิจะว่าอะไรอยู่แล้ว"

ก่อนจบการสนทนาผมถามเขากลับไปว่า "ตอนนี้รู้หรือยังว่าเพื่อนคนไหนพึ่งได้"

เขาตอบกลับมาว่า "รู้แล้ว"

ผมก็ตอบกลับไปว่า "คุณได้ไปเยอะแล้วนี่ แล้วจะเอาอะไรอีกล่ะ" ...

ข้อความข้างบนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ผมเขียนให้กับนิสิตรหัส ๕๑ ในวันปัจฉิมนิเทศน์ของเขาเมื่อ ๙ ปีที่แล้ว ยังจำได้ไหมครับ วันแรกที่พวกคุณเข้าแลป บางคนก็มาแบบไม่รู้เลยว่าคนอื่นเป็นใคร บางพวกก็มาเป็นกลุ่มแล้วมานั่งจับกลุ่มกันเพราะไม่รู้ว่ากลุ่มอื่นเป็นใคร บางคนคุณอาจจะเคยเห็นตอนเรียนปี ๑ หรือบางคนก็อาจไม่เคยเห็นเลย เพิ่งจะมาเห็นหน้ากันตอนเข้าภาควิชา แล้วตอนนี้ความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ที่คุณได้รู้จักตอนเข้าภาควิชานั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ โดยเฉพาะกับเพื่อนที่ต้องมาจับกลุ่มทำแลปด้วยกันแบบไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หวังว่าตอนนี้คุณแต่ละคนคงจะมี "เพื่อนที่สามารถพึ่งได้" แล้วนะครับ

เวลาสอนสัมมนานิสิตโท-เอก ผมจะบอกกับเขาเป็นประจำทุกรุ่นว่า "นำเสนออย่างไรให้ดูดีให้ได้รางวัล" ผมสอนไม่เป็นหรอก แต่ถ้าอยากรู้ว่า "ฟังอย่างไรไม่ให้ถูกหลอก" อย่างนี้ผมพอจะช่วยสอนให้ได้ แต่การที่จะสามารถฟังอย่างไรไม่ให้ถูกหลอกได้นี้จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องและโดยละเอียด ไม่ใช่การจับเพียงแค่ข้อความบางข้อความที่ผู้นำเสนอนี้ต้องการเบี่ยงเบน หรือบิดเบือนประเด็น หรือขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฎ ด้วยการเลือกนำเสนอเฉพาะเพียงแค่เศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด ผมเคยคุยกับศิษย์เก่าของภาควิชาและให้คำแนะนำเขาไปว่า "ถ้าคุณต้องการใครสักคนเพื่อทำให้คนอื่นยอมจ่ายเงินให้คุณโดยไม่ต้องคิด คุณก็ต้องมองหาคนนำเสนอเก่ง ๆ เอามาเป็นฝ่ายขายหรือโฆษณา แต่ถ้าคุณต้องการที่ปรึกษาว่าควรจะจ่ายเงินเพื่อสิ่งที่มีคนนำเสนอหรือไม่ คุณควรใช้คนที่รู้ดีทางเทคนิคและให้ความเห็นได้โดยไม่มีอคติ สามารถแสดงได้ทั้งข้อดีข้อเสียของทางเลือกแต่ละแบบเพื่อประกอบการตัดสินใจของคุณ"

ตอนผมมาทำงานใหม่ ๆ อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้คำแนะนำเรื่องการซื้อรถว่า "ถ้าคุณอยากรู้ว่ารถรุ่นที่คุณสนใจนั้นมีปัญหาอะไรบ้าง ให้เดินเข้าไปถามเซลล์บริษัทคู่แข่ง เอารุ่นรถที่คุณสนใจไปเทียบกับรถระดับเดียวกันของของบริษัทคู่แข่งแล้วให้ผู้ขายเขาวิจารณ์ให้ฟัง" คนขายของเขาย่อมอยากให้ของของเขาครองตลาดแต่เพียงผู้เดียวอยู่แล้ว ดังนั้นอะไรมันจะดีหรือไม่ดี จะฟังจากผู้ผลิต (ที่อาจเป็นเพียงแค่บริษัท หรือประเทศ หรือกลุ่มประเทศก็ได้) แต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้

แต่การที่จะใช้ความรู้หรือปัญญาที่มีในการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ นั้น จำเป็นต้องมี "สติ" คอยกำกับด้วย

ข้อคิดสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ให้พวกคุณนำไปพิจารณาคือ ส่วนหนึ่งของพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานต่อบัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา ๒๕๓๙ เมื่อวันพุธที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่น่าจะเข้ากับเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันมากที่สุด (จาก http://www.kingrama9.chula.ac.th/kings-guidance/167/)

"... ความเป็นบัณฑิต นอกจากจะหมายรู้ได้ที่ความรู้ความฉลาดสามารถในหลักวิชาแล้ว ยังสังเกตทราบได้ที่ความคิด คำพูด และการกระทำ อีกทางหนึ่ง ความคิดนั้นสำคัญมาก ถือได้ว่าเป็นแม่บทใหญ่ของคำพูดและการกระทำทั้งปวง กล่าวคือ ถ้าคนเราคิดดี คิดถูกต้อง ทั้งตามหลักวิชาและคุณธรรม คำพูดและการกระทำก็เป็นไปในทางที่ดีที่เจริญ แต่ถ้าคิดไม่ดี ไม่ถูกต้อง คำพูดและการกระทำก็อาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหาย ทั้งแก่ตัวเองและส่วนรวมได้ ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่บุคคลจะพูดจะทำสิ่งใด จำเป็นต้องหยุดคิดเสียก่อนว่า กิจที่จะทำ คำที่จะพูดนั้น ผิดหรือถูก เป็นคุณประโยชน์หรือเป็นโทษเสียหาย เป็นสิ่งที่ควรพูด ควรกระทำ หรือควรงดเว้น เมื่อคิดพิจารณาได้ดังนี้ ก็จะสามารถยับยั้งคำพูดที่ไม่สมควร หยุดยั้งการกระทำที่ไม่ถูกต้อง พูดและทำแต่สิ่งที่จะสัมฤทธิ์ผลเป็นคุณ เป็นประโยชน์ และเป็นความเจริญ บัณฑิตจึงควรฝึกหัดปฏิบัติตนให้เป็นคนคิดก่อนพูด คิดก่อนทำ จนเป็นปรกตินิสัย จึงจะได้ชื่อว่าประพฤติปฏิบัติตนสมกับความเป็นบัณฑิต ที่คนเขายกย่องเชื่อถือ ..."

แล้ววันหนึ่ง เชื่อว่าพวกเราทุกคน จะได้กลับมาพบเจอ แบบเจอตัวตนจริงกัน

ท้ายสุดนี้ก็ขออวยพร ให้พวกคุณทุกคน ประสบแต่ความสุขความเจริญ ในชีวิตตลอดไป

ดาวน์โหลดไฟล์ฉบับที่ระลึกได้ที่นี่

ดาวน์โหลดคลิปวิดิทัศน์ที่ระลึกได้ที่นี่

 

วันเสาร์ที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๑ อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ จังหวัดนครนายก


 

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564

MO Memoir รวมบทความชุดที่ ๒๖ ชีวิตป.ตรี นิสิตจุฬา (มิถุนายน ๒๕๒๗ - เมษายน ๒๕๓๑) MO Memoir : Sunday 10 January 2564

สุราที่ดีต้องใช้เวลาบ่มนานฉันใด ความทรงจำก็เช่นกัน

สิ่งที่ผมเขียนลง blog และนำมารวบรวมไว้ในที่นี้ เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของความทรงจำ และจดหมายข่าวต่าง ๆ ที่มีนิสิตทำขึ้นเองและแจกจ่ายกันเอง (ซึ่งคิดว่าคงจะหาไม่ได้ในห้องสมุดใด ๆ ด้วย) จากมุมมองของคนเพียงคนเดียวที่ผ่านช่วงเวลานั้นมา อีกไม่กี่ปีข้างหน้าคนรุ่นผมก็คงจะเข้าสู่วัยเกษียณอายุการทำงานกันแล้ว ยังคิดเล่น ๆ ว่าน่าจะมีการรวมรุ่นกัน ที่ไม่ใช่เป็นการมาเพื่อการกิน แต่เพื่อเป็นการเก็บรวบรวมความทรงจำในสมัยเรียนที่แต่ละคนมี บันทึกเอาไว้เพื่อให้ลูกหลานหรือคนรุ่นหลังได้รับรู้ (จะบอกว่าเผื่อใครต้องจากไปก่อนก็จะได้ให้ลูกหลานเอาสิ่งที่รวบรวมเอาไว้นี้ทำเป็นหนังสือแจกในงาน ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นการกล่าวที่แรงเกินไปหรือเปล่า เพราะบางคนก็อาจถือว่าพูดเป็นลาง) บางเรื่องก็ไม่ได้เขียนเอาไว้ละเอียด เพราะไม่ทราบรายละเอียด เป็นเพียงแค่บันทึกเอาไว้ก่อนกันลืมว่าเคยผ่านเคยเห็นอะไรมา เผื่อว่าจะมีคนทราบรายละเอียดเรื่องดังกล่าวดี จะมาเติมเต็มเรื่องราวให้สมบูรณ์ บางบทความก็เป็นเรื่องปัจจุบัน ที่นำมาลงก็เพื่อให้รู้ว่าบางสิ่งที่เคยมีในอดีตนั้น ปัจจุบันได้กลายสภาพเป็นอะไร

ช่วงชีวิตวัยรุ่นของคนจำนวนมาก น่าจะมีการจากลา ๒ ครั้งที่ต่างเป็นที่จดจำอยู่ในใจของแต่ละคน ครั้งแรกคือตอนแยกย้ายกันไปเรียนในมหาวิทยาลัย ครั้งที่สองคือการแยกย้ายกันไปทำงาน

ยุคสมัยของอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารไร้สายที่ใครต่อใครก็สามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้บรรยากาศของการรวมรุ่นหรืองานคืนสู่เหย้านั้นเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ในรอบปีหรือหลายปีนั้นอาจไม่ได้มีการติดต่อกันเลย เว้นแต่จะเป็นกลุ่มเพื่อนที่สนิทใกล้ชิดหรือมีหน้าที่การงานที่เกี่ยวข้องกัน เมื่อมีโอกาสมาพบหน้ากันแต่ละครั้ง การสนทนาเมื่อพบเจอหน้ากันก็เลยเต็มไปด้วยเรื่องราวถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ใครทำงานอะไรอยู่ ยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า ครอบครัวเป็นอย่างไร ทราบข่าวคนโน้นคนนี้บ้างหรือเปล่า ฯลฯ

แต่ในยุคปัจจุบันที่การติดต่อสื่อสารและการเดินทางระหว่างกันกระทำได้ง่ายขึ้น แต่ละคนสามารถบอกเล่าความเป็นไปของตัวเองไว้บนสื่อสังคมออนไลน์ได้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ การนัดพบเจอหน้ากันทำได้ง่ายขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น พอมาพบหน้ากันในงานรวมรุ่นก็เลยไม่รู้ว่าจะถามไถ่เรื่องอะไร ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่าเป็นการคุยกันเรื่องงานไป เว้นแต่กับคนที่ไม่ค่อยปรากฏตัวในสื่อสังคมออนไลน์ ที่อาจมีเรื่องราวต่าง ๆ ให้เพื่อนฝูงคนอื่นถามไถ่สารทุกข์สุขดิบมากหน่อย

บทสนทนาอาจจางหายไป แต่มิตรภาพจะไม่เจือจาง

ดาวน์โหลดไฟล์ pdf ได้ที่ลิงก์นี้ครับ


 

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563

College of Engineering (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๕๓) MO Memoir : Thursday 15 October 2563

ตอนผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ ตอนนั้นรายงานต่าง ๆ ก็เขียนกันด้วยมือตัวเองทั้งนั้นครับ ใช้สมุดฉีกสำหรับเขียนรายงาน แล้วก็ไปซื้อปกรายงานที่ศูนย์หนังสือไม่ก็ร้านสหกรณ์ ก่อนที่จะเย็บเป็นเล่มแล้วส่งอาจารย์

ปกรายงานตอนนั้นก็เป็นกระดาษสีน้ำตาล แต่มีอยู่ ๒ แบบ แบบแรกนั้นมีแต่คำว่า Chulalongkorn University โดยไม่มีการระบุว่าเป็นของคณะใด ส่วนแบบที่สองนั้นแปลกหน่อย คือมีการระบุไว้ที่ปกว่า "College of Engineering"

ช่วงที่คณะเตรียมงานฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปี ก็มีการเชิญศิษย์เก่าในช่วงเวลาต่าง ๆ มาเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวในสมัยที่เขาเรียน เพื่อบันทึกไว้เป็นประวัติของคณะ (ที่ตอนนี้เก็บเอาไว้ที่ไหนโดยใครผมก็ไม่รู้เหมือนกัน) ผมเองก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังรุ่นพี่เล่าเรื่องราวเก่า ๆ ไป และก็ได้รับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างคณะกับองค์การบริหารนิสิตฯ (ที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า อบจ.) ที่น่าจะเห็นต้นเหตุให้เกิดคำว่า "College of Engineering"

เหตุการณ์ดังกล่าวจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ ดูเหมือนว่าความขัดแย้งจะมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจผิด ซึ่งน่าจะเป็นช่วงราว ๆ หลังปีพ.ศ. ๒๕๒๐ ก่อนที่จะได้รับการแก้ไขให้กลับมาดีเหมือนเดิมในช่วงประมาณปีพ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดก็คือนิสิตวิศวฯ ได้เข้าไปเป็นนายก อบจ.

ก่อนทำการปรับหลักสูตรใหม่นั้น นอกจากวิชาเคมีพื้นฐานที่เรียนตอนปี ๑ แล้ว ภาควิชาเรายังมีการเรียนวิชาพื้นฐานเคมี (ทั้งบรรยายและปฏิบัติการ) อีก ๓ วิชา คือวิชาเคมีวิเคราะห์ (บรรยาย ๒ หน่วยกิต + ปฏิบัติการ ๑ หน่วยกิต) และวิชาเคมีฟิสิกัล (บรรยาย ๓ หน่วยกิต + ปฏิบัติการ ๑ หน่วยกิต) ที่เรียนในปี ๒ เทอมแรก และวิชาเคมีอินทรีย์ (บรรยาย ๓ หน่วยกิต + ปฏิบัติการ ๑ หน่วยกิต) ที่เรียนในปี ๒ เทอมปลาย สมัยที่ผมเรียนนั้นก็มีครูปฏิบัติการ ๓ ท่านทำหน้าที่สอนวิชาดังกล่าว ซึ่งก็ได้แก่ อ.ศิริชัย อ.อรอนงค์ และอ.ชาติชาย แต่ตอนที่ผมกลับมาทำงานนั้น ทั้ง ๓ ท่านก็ได้ลาออกไปแล้ว

เมื่อวันจันทร์แวะไปดูห้องแลปที่เขามีการรื้อและย้ายข้าวของเพื่อทำการจำหน่าย ("จำหน่าย" คำนี้เป็นภาษาราชการ ไม่ได้แปลว่าขาย แต่เป็นได้ทั้งการทิ้ง บริจาค และสูญหาย) ก็ได้ไปพบกับรายงานวิชาเคมีฟิสิกัลฉบับหนึ่งที่เขียนไว้เมื่อ ๓๒ ปีที่แล้วโดยนิสิตกลุ่มหนึ่ง ซุกรวมอยู่กับเอกสารเก่า ๆ ของห้องปฏิบัติการ ดูแล้วรายงานฉบับนี้น่าจะเป็นรายงานแลปฉบับเก่าที่สุดที่หลงเหลืออยู่ในห้องปฏิบัติการ ก็เลยขอนำมาสแกนเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกหน่อย เพื่อที่เป็นบันทึกให้คนรุ่นหลังเห็นว่า แต่ก่อนที่ภาคเราทำรายงานนั้นเขาทำกันอย่างไร แม้แต่กราฟก็ยังต้องเขียนด้วยมือ ไม่เหมือนสมัยนี้ ที่ดูเหมือนว่าถ้าไม่มีคอมพิวเตอร์กับเครื่องพิมพ์แล้ว จะไม่สามารถทำรายงานอะไรได้เลย

ส่วนคนเขียนนั้น คนหนึ่งเป็นใครผมก็ไม่รู้ ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นเป็นรุ่นน้อง (คือผมเรียนจบแล้วเขาจึงค่อยเข้ามาเรียน จึงไม่เจอกันตอนเรียน) ทำงานที่เดียวกับผม ห้องทำงานอยู่ใกล้ ๆ กัน :) :) :)






















 

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

เพราะการจากลา อาจมาในเวลาที่เราคาดไม่ถึง MO Memoir : Friday 29 May 2563

 
นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๕๕ หลังจากเสร็จสิ้นการนำเสนอซีเนียร์โปรเจค ในวันสุดท้ายของการสอบปลายภาค ก็จะตามด้วยงานปัจฉิมนิเทศน์นิสิตปี ๔ ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา งานนี้เรียกว่าเป็นโอกาสสุดท้าย ที่บรรดาอาจารย์ของภาควิชา จะได้ให้โอวาท ฝากข้อคิดเตือนใจ สอนเป็นครั้งสุดท้าย หรือกล่าวความในใจที่มีอยู่ ให้กับนิสิตที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา

แต่ปีนี้แตกต่างออกไป

 
เพราะการที่ต้องจากลา เพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ หรือแม้แต่สถานที่เรียน มาในเวลาที่เราต่างคาดไม่ถึง

********************

เย็นวันพุธที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๓ สัปดาห์หลังการสอบกลางภาค มีอีเมล์ด่วนมาก ถึงอาจารย์ทุกคนในภาควิชา เรื่องเชิญประชุมในเวลา ๑๓.๐๐ น วันศุกร์ที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๓ ในหัวข้อเรื่อง "แนวทางการจัดการเรียนการสอน กรณีสถานการณ์ไม่ปกติ อันเนื่องมาจากภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อโรค COVID-19" ที่ห้องเรียนเล็กของภาควิชา
  
ปรกติฝรั่งเขาก็ถือว่า เลข ๑๓ เป็นเลขอัปมงคล และยิ่งเป็นวันศุกร์ที่ ๑๓ ก็ยิ่งแล้วใหญ่ ข้อสรุปที่ได้จากการประชุมเป็นอย่างไรนั้น เชื่อว่าพวกคุณทุกคน ที่เรียนอยู่ที่ห้องเรียนใหญ่ที่อยู่ติดกัน ที่ทราบข่าวทันทีหลังการประชุมเสร็จสิ้น คงตกใจไม่น้อย

และวันนั้นก็คงเป็นวันสุดท้าย ที่พวกคุณ ได้มีโอกาสสวมชุดนิสิต ในฐานะนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่
 
และวันนั้นก็คงเป็นวันสุดท้าย ที่พวกคุณ ได้อยู่ในสถานที่แห่งนี้ ในฐานะนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่
 
คนเราบางทีก็แปลกนะ ตอนเรียนอยู่ไม่อยากใส่ชุดนิสิต แต่พอจบไปทำงานแล้ว พอมีงานเลี้ยงให้แต่งชุดนักเรียน ชุดนิสิตย้อนยุค เพื่อระลึกความทรงจำ กลับไปควานหามาแต่งกันใหญ่

********************

รุ่นพวกคุณเนี่ย ตอนเข้าภาคมาก็จัดว่าเป็นรุ่นที่เกรดเฉลี่ยต่ำที่สุดเลยได้มั้ง นับตั้งแต่ผมเริ่มทำงานมา (จะมีเกรดเฉลี่ยเข้าภาคต่ำกว่ารุ่นคุณ ก็น่าจะเป็นรุ่นผมนี่แหละที่ยังไม่มีรุ่นไหนทำลายสถิติได้) แถมนิสิตเข้าภาครุ่นพวกคุณ ยังมีจำนวนต่ำเป็นประวัติการณ์ด้วย นับตั้งแต่ภาคเปิดรับนิสิต ๘๐ คน
  
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เข้าภาควิชานี้ จะได้อยู่กับภาควิชาจนถึงวันนี้ ในช่วงการทำงานที่ผ่านมา ก็ได้ผ่านพบหลากหลายเหตุการณ์ ที่ทำให้นิสิตต้องจากภาควิชานี้ไป เรื่องปรกติที่สุดก็คือ การย้ายภาค ซึ่งนั่นก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่าเป็นการจากไปด้วยดี แต่ที่น่าเศร้าก็คือ ผู้ที่ต้องจากไปด้วยสาเหตุอื่น ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิต ถูกบังคับให้เรียนโดยไม่ชอบเรียน จนทำให้ผลการเรียนตกต่ำจนต้องพ้นสภาพนิสิต หรือถูกบังคับให้ออก เพื่อให้ไปเรียนในสาขาที่ทางบ้านต้องการให้เรียน

********************
หลังเปิดเรียนได้เดือนนึง เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ผมก็เตรียมที่จะถ่ายรูปพวกกลุ่มตามกลุ่มทำแลป เพื่อที่จะส่งมอบให้พวกคุณในวันนี้ (จะได้เห็นว่ามาอยู่ที่ภาควิชานี้ ๓ ปี หน้าตาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง) ระหว่างที่รอให้นิสิตเข้าเรียนนั้นนั้น นิสิตคนหนึ่งก็มาหาผมที่โต๊ะทำงาน
 
"หนูมาลาอาจารย์ค่ะ"

 
"ทางบ้านเขาอยากให้หนูไปเรียน ..... "
 
"แล้วจำเป็นต้องลาออกด้วยเหรอ แค่พักการเรียนไม่ได้เหรอ" ผมก็ถามเขากลับไป ซึ่งเขาก็อธิบายเหตุผลกลับมา
 
"อันที่จริงหนูก็สนุกกับการเรียนที่นี่"
 
"สวัสดีค่ะอาจารย์" เขายกมือไหว้ผมและก็วิ่งออกไปจากห้อง

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้เห็นเขา

********************

"ถ้าผมทำเพียงแค่นี้ผมผ่านไหมครับอาจารย์"
 
"แลปมันไม่เหมือนวิชาเลคเชอร์นะ" ผมบอกกับเขา
 
"วิชาบรรยาย ถ้าอาจารย์เขาไม่มีคะแนนเก็บจากการเข้าเรียน คุณจะไม่มาเรียนเลยก็ได้ และถ้าคุณทำข้อสอบในวันสอบได้ คุณก็สอบผ่าน"
 
"แต่วิชาปฏิบัติการ มันเป็นเรื่องของการฝึกฝน คือการมาลงมือปฏิบัติในห้องเรียน"
 
"ว่าแต่ว่าทำไมถึงมาสายเป็นประจำล่ะ" ผมถามเขา เพราะวิชาเรียนบ่ายโมงเขามาบ่ายสองเป็นประจำ
 
"ผมนอนไม่หลับครับ เพิ่งจะมาหลับเอาตอนเช้า"

เขานอนไม่หลับจริง ๆ เพราะเขาเครียด เครียดมาก
ณ เวลานี้ผมได้แต่หวังว่า เขาคงได้มีโอกาสได้เดินในเส้นทางที่เขามีสิทธิเลือกเองแล้ว

********************

ในฐานะของอาจารย์ที่ได้มีโอกาสสอนพวกเขา ที่ต้องจากภาควิชานี้ไปด้วยสาเหตุหลังนี้ ผมก็ยังระลึกถึงพวกเขาเสมอ

********************

แม้ว่าเทคโนโลยีปัจจุบัน ทำให้ข้อความ (ที่ไม่ว่าจะเป็น ตัวอักษร ภาพ หรือเสียง) สามารถเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของโลกได้ภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที แต่ก็ยังมีอีกเส้นทางหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นเพียงเส้นทางสั้น ๆ แต่เทคโนโลยีปัจจุบัน หรืออาจจะรวมทั้งในอนาคตด้วย ยังไม่สามารถเร่งความเร็วในการส่งข้อความนั้นได้

นั่นคือ ข้อความที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจ

********************
คนบนดอย <************@gmail.com>
3 พ.ค. 2020 16:24
ถึง MO.Memoir@gmail.com

สวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวก่อนนะค่ะ ฉันชื่อ ***** นามสกุลเดิมของฉัน ****** เป็นคน หมู่ที่ 5 บ้านห้วยเนียม ตำบลน้ำไผ่ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ฉันก็จำไม่ได้หรอกนะค่ะว่าคุณในทีมที่มาทำสะพานที่หมู่บ้านของฉันชื่อว่าอะไร แต่ฉ้นจำได้แค่ไม่กี่คน มีที่ชื่อ พี่เทียน ที่ฉันจำได้ว่าเขาเป็นหัวหน้าทีม และพี่ยิ้ม ที่ฉันเรียกเขาว่าคุณครู เพราะนอกจากที่พวกพี่ ๆ มาจะสร้างสะพานแล้วพวกพี่ยังมาสร้างความรักและแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉันก้าวสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ในวันนี้…ฉันเป็นแค่เด็กผู้หญิงที่เกิดบ้านป่าบ้านดอยที่แสนจะธรรมดา ที่ห่างไกลความเจริญ ไม่มีถนนคอนกรีต ไม่มีระบบน้ำปะปา ไม่มีไฟฟ้า ฉันเกิดในครอบครัวจน ๆ ครอบครัวหนึ่ง แต่พวกพี่ ๆ มาออกค่ายในครั้งนั้นมันทำให้ฉันมีความสุข มีความหวัง และความฝัน ฉันได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษครั้งแรกในชีวิตได้ท่อง A-Z ได้ร้องเพลงลูกหมู…ฉันจำเหตุการณ์เหล่านั้นได้ดีไม่มีวันลืม และความสุขที่ได้ร่วมทำกิจกรรมกับพวกพี่ ๆ มันยังตราตรึงในความทรงจำไม่มีวันลืม ฉันพาพวกพี่ ๆ ไปหาหน่อไม้ ไปหาบน้ำ ฯลฯ ซึ่งตอนนั้นฉันมีความสุขมาก พวกพี่เป็นเหมือนเทวดา นางฟ้าสำหรับฉันทุกคน ขอโทษพวกพี่ ๆ และคุณครูด้วยที่จำชื่อพี่ไม่ได้ทุกคน แต่มีพี่ผู้หญิงที่ชื่อพี่ดาวคนหนึ่งที่พวกเด็ก ๆ เรียกว่านางฟ้าสูงสุด เพราะพี่สวยมากและมีเหตุการณ์หนึ่งที่พวกเราเถียงกันว่าใช่พี่ดาวหรือเปล่า? เพราะพี่เขาตัดผมทรงบ๊อบและวันหนึ่งพี่ก็มัดผมและวันนั้นก็สวยยิ่งกว่าเดิม… นี้คือความทรงจำตอนนั้น แต่พวกพี่ ๆ รู้ไหมค่ะวันที่พวกเราเศร้ามากที่สุดคือวันที่พี่ต้องจากพวกเรากลับบ้าน ฉันร้องไห้อยู่เป็นเดือน นั่งมองโอ่งที่นำไปใส่น้ำให้พวกพี่ ๆ ใช้ จนทุกวันนี้เวลาคิดขึ้นมาทีไรฉันร้องไห้ทุกที…ฉันดีใจที่สุดที่ได้บอกความในใจคิดถึงพวกพี่ตลอดมา ฉันได้รับรู้ว่าพวกพี่ได้กลับมาเยี่ยมดูสะพานแต่ฉันก็ไม่กล้าที่จะไปพบไม่รู้จะเริ่มพูดตรงไหนหรือแนะนำตัวแบบไหน ได้แต่แอบมองด้วยความรักและเทิดพูนตลอดมา และฉันหวังว่าขอความนี้จะส่งถึงพี่ ๆ ทุกคนนะค่ะ และฉันสัญญาว่าจะส่งผ่านความรักของฉันให้กับเด็กของฉันทุกคนเหมือนกับที่ฉันได้มีโอกาสรับความรักจากพี่ ๆ แด่…ครูคนที่สอนความรักอันบริสุทธิ์สำหรับฉัน

จาก….(ครูบนดอย)

อีเมล์ข้างต้น ผมได้รับเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ส่งมาจากคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ผมเพิ่งมาเปิดเจอตอนเช้าวันวิสาขบูชา สิ่งที่เขาเล่านั้น เป็นเหตุการณ์เมื่อ ๓๔ ปีที่แล้ว ที่เป็นครั้งเดียวที่ผมได้ไปออกค่ายยุววิศวกรบพิธของคณะ ผมเชื่อว่าที่เขาติดต่อผมมา คงเป็นเพราะเขาเห็นบทความที่ผมเขียนเมื่อ ๙ ปีที่แล้ว ที่เป็นบันทึกความทรงจำของผม ที่มีต่อสะพานแห่งนั้น
 
ตอนนี้ผมทราบแล้วว่า เขาปฏิบัติหน้าที่เป็นครูบนดอย เป็นคุณครูผู้คอยดูแลเด็กเล็ก ๆ ณ หมู่บ้านที่เขาเกิด และผมก็ได้ตอบอีเมล์เขากลับไป

วันพุธที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓
สวัสดีครับ คุณ ******

ตอนที่สร้างสะพานนั้น ก็หน้าร้อนปีพ.ศ. ๒๕๒๙ ปีนั้นผมเป็นนิสิตปี ๒ กำลังจะขึ้นปี ๓ ลงเรียนภาคฤดูร้อน (ที่เขาเรียกว่าเรียนซัมเมอร์นั่นแหละครับ) ก็เลยถูกเพื่อนฝูงชักชวน ให้ร่วมทำสะพาน
 
งานส่วนที่ผมทำ เป็นงานเชื่อมโครงสร้างเหล็ก ที่เอาแท่งเหล็กตัว C มาตัดครึ่ง และมาเชื่อมประกบกันให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม เป็นงานที่ทำที่กรุงเทพ พอทำเสร็จก็เอาไปส่งที่ค่าย ผมก็ติดรถบรรทุกคันนั้นไปด้วย
ผมได้อยู่ที่ค่ายเพียงสัปดาห์เดียวครับ ยังจำบรรยายกาศการไปบ้านน้ำปาด (ที่ตอนนั้นยังเป็นพื้นที่สีชมพูอยู่เลย) ที่ตอนเช้า จะมีรถออกจากหมู่บ้านมายังตัวเมืองหนึ่งคัน และจะกลับเข้าตัวเมืองในตอนบ่าย ถนนยังเป็นลูกรังไต่หน้าผา บางช่วงไม่มีเสาบอกขอบทาง แถมบางตอนคนขับต้องมาเอาโซ่พันล้อเพื่อให้รถวิ่งผ่านหล่มโคลนได้อีก
 
ผมกลับไปที่นั่นอีกที ตอนทำพิธีเปิดสะพานครับ ยังจำได้ว่าก่อนพิธีเปิด ก็มีรถปิ๊กอัพคันหนึ่งวิ่งข้ามสะพานไปเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ ทำเอาพี่ ๆ ที่ยืนอยู่ด้วยกันเปรยขึ้นมาว่า เราออกแบบสะพานนี้ให้รถวิ่งด้วยเหรอ แต่ก็ดีเหมือนกันที่มีคนช่วยทดสอบให้ ยังจำงานตอนกลางคืนที่มีการจัดให้มี "สาวรำวง" และนั่นก็เป็นครั้งแรกครับที่ผมได้รู้จักว่า "สาวรำวง" ว่าคืออะไร
 
มาเห็นภาพสะพานนี้อีกที ก็ตอนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ ที่มีข่าวบางสำนักเผยแพร่ออกมา เข้าใจว่าคุณ ****** คงได้เป็นเห็นจากบทความเรื่องนี้บนหน้า blog ของผมใช่ไหมครับ :) :) :)

 
รูปที่แนบมาด้วยเป็นรูปที่ผมไปดึงมาจาก facebook ของพี่เทียน ที่มีเพื่อน ๆ แชร์ส่งกันมาครับ ผมเข้าใจว่า แม้ว่าจะผ่านไปหลายปี ก็ยังมีพี่ ๆ กลุ่มนี้ กลับไปเยี่ยมที่นั่นอยู่
 
ขอบคุณครับ ที่ยังระลึกถึงทุกคนที่ไปค่ายในครั้งนั้น คิดอยู่หลายครั้งแล้วครับ ว่าจะหาโอกาสกลับไปที่นั่นอีก แต่ก็ไม่ได้ไปสักที แต่จะพยายามไปให้ได้ครับ

ด้วยความเคารพ

********************

เมื่อการพบกัน เกิดขึ้นได้โดยที่ตัวบุคคลไม่จำเป็นต้องมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน การจากกันจึงสามารถเกิดในรูปแบบเดียวกันได้เช่นกัน

********************

สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อวันพุธ (๒๐ พฤษภาคม) ได้รับโทรศัพท์ติดต่อจากอาจารย์ท่านหนึ่งที่ร่วมสอนวิชาปริญญาโทด้วยกัน ว่าให้ช่วยส่งไฟล์คะแนนสอบกลางภาควิชาหนึ่งให้หน่อยเพื่อจะได้รวมคะแนนและทำการตัดเกรด
 
ในระหว่างการสนทนา ทำให้ทราบว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้น มีศิษย์เก่าคนหนึ่งของภาควิชา เพิ่งจะเสียชีวิตไป ด้วยวัยเพียงแค่ ๔๐ ปี เขาทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
 
ปรกติผมก็จำชื่อ (ไม่ว่าชื่อจริงหรือชื่อเล่น) และนามสกุลของนิสิต ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้อยู่แล้ว เว้นแต่จะมีอะไรบางอย่างทำให้ติดใจจึงจำได้ทั้งชื่อและนามสกุล อย่างเช่นในกรณีนี้ อาจารย์ที่เล่าข่าวให้ฟังก็จำไม่ได้ว่าชื่ออะไรแน่ แต่สำหรับผมแล้วคนที่ชื่อนี้ที่คุ้น ๆ อยู่มีเพียงไม่กี่คน บังเอิญบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่นั่งทำงานอยู่ ก็มีหนังสือรุ่นของนิสิตรุ่นนี้ (รหัส ๔๐) ที่ได้มาเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ที่มีคนชื่อทำนองเดียวกันนี้อยู่ อยู่ตรงหน้าพอดี ก็เลยลองใช้อินเทอร์เน็ตค้นข่าวย้อนหลังดู และก็พบว่าเป็นเขาจริง ๆ
 
ที่จำได้ก็เพราะว่า ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเขาตอนเขาเรียนปริญญาตรี หลังจบปริญญาตรี เขาก็สมัครเรียนต่อโทที่ภาควิชา โดยตอนแรกก็มาสมัครเรียนกับผม แต่พอเรียนไปได้สักพักหนึ่งเขาก็พบว่างานด้านที่ผมทำนั้นมันไม่ใช่งานด้านที่เขาถนัด ก็เลยมาขอย้ายอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไร เห็นชอบด้วย เพราะการดึงตัวเขาเอาไว้มันจะไม่เกิดผลดีกับทั้งสองฝ่าย
   
สำหรับผมแล้ว เขาเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ได้ดูมีท่าทางร่าเริงแจ่มใสเหมือนเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น แต่เขาเป็นคนพูดจาสุภาพเรียบร้อย ผลการเรียนก็ธรรมดา ไม่ได้โดดเด่นอะไร


นิสิตวิศวกรรมเคมี รหัส ๔๐

จบจากปริญญาโทเขาก็ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่อังกฤษ สถาบันเดียวกับที่ผมจบมาซะด้วย ก่อนหน้านี้ทราบข่าวแว่ว ๆ ว่าพอจบแล้วก็กลับมาทำงานเป็นอาจารย์ มาทราบข่าวของเขาอีกที ก็เมื่อเขาได้จากไปแล้ว

********************

เพราะการจากลา อาจมาในเวลา ที่เราคาดไม่ถึง
และการพบพาน ก็อาจมาในเวลา ที่เราไม่คาดฝัน

ดังนั้น ช่วงเวลาที่เรามีโอกาส ได้อยู่ร่วมกับผู้อื่น
ไม่ว่าช่วงเวลานั้น จะสั้น หรือยาวนานเพียงใด
จึงควรที่ต้อง ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ต่อเขาเหล่านั้น
เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลา ที่ต้องแยกย้ายจากกัน
จะได้ไม่มีเรื่อง บาดหมางค้างคาใจ
และเมื่อใด ที่มีโอกาสมาพบกันใหม่
ก็จะเกิดโอกาสที่รื่นรมย์ ต่อทั้งสองฝ่าย ที่ได้มาพบกัน

ท้ายสุดนี้ ก็ขออวยพร ให้พวกคุณทุกคน
ประสบแต่ความสุข ความเจริญในชีวิต ตลอดไป

รศ.ดร.ธราธร มงคลศรี
ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตรงกับวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๗ ปีชวด