แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิสิตปี 4 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิสิตปี 4 แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ในที่สุด การเดินทางก็มาถึงวันนี้ MO Memoir : Friday 18 May 2561

" ... เคยไหมครับ ระหว่างที่รื้อข้าวของเก่า ๆ ที่คิดว่าจะไม่ใช้แล้ว เพื่อทิ้ง หรือบริจาค แล้วก็ไปพบกับเอาสิ่งของเล็ก ๆ สักสิ่ง รูปภาพสักใบ หรือกระดาษเขียนข้อความสักแผ่น ที่มันซุกอยู่ในกองข้าวของเหล่านั้น สิ่งที่จะว่าไปแล้วก็เป็นสิ่งธรรมดา ๆ สิ่งหนึ่ง แต่มันก็สามารถทำให้คุณหยุดการทำงานลงชั่วขณะ เพื่อทบทวนว่าสิ่งนั้นคุณได้มาอย่างไร ก่อนที่คุณจะตัดสินใจ ว่าจะโยนมันทิ้งไป หรือแยกเอาออกมา แล้วซุกเก็บเอาไว้ต่อไป 

ความทรงจำก็เช่นกัน 

วันนี้ ถือได้ว่าเป็นการสิ้นสุดชีวิตการเรียนในระดับปริญญาตรีของพวกคุณทุกคน วันที่แต่ละคนต่างมองเส้นทางที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า ว่าจะต้องไปประสบพบกับอะไรบ้าง แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกเหนื่อย อยากหยุดพักผ่อน หรือมีปัญหาที่ไม่รู้ว่าจะต้องรับมืออย่างไร บางครั้ง การหันกลับมาทบทวนสิ่งที่ได้ผ่านมาในอดีต ที่คุณลืมนึกถึงมันไป ก็อาจพอช่วยคุณได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์การรับมือกับเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันก่อนหน้านั้น หรือเป็นเพียงแค่กำลังใจให้ก้าวเดินต่อไป หรือทำให้คุณระลึกถึงใครสักคน ที่อาจพอช่วยคุณได้ ... "

ผมสอนพวกเขาตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาเข้าภาควิชา มาเป็นนิสิตปี ๒ ของภาค เป็นการสอนวิชาปฏิบัติการ ในวันแรกที่พวกเขาเข้ามาเรียนวิชาปฏิบัตการนั้น ผมก็จะถ่ายรูปพวกเขาเอาไว้ แล้วบอกว่า "อีก ๓ ปีเมื่อเรียนจบแล้ว ค่อยกลับมาดูใหม่นะ" เพื่อที่พวกเขาจะได้เปรียบเทียบว่าเวลาผ่านไป ๓ ปี กับการเรียนสาขาวิศวกรรมเคมีนั้น ทำให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเท่าใด

และในที่สุด วันนี้ วันที่พวกเขาเสร็จสิ้นการสอบทุกวิชาอย่างเป็นทางการแล้ว เหลือเพียงแค่การรอการประกาศผลสอบ ผมก็ถือว่าได้เวลาที่ควรส่งคืนภาพความทรงจำของพวกเขาคืนให้แก่พวกเขาไป

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะขอมอบให้พวกเขาทุกคนในวันนี้คือ คำอวยพร ที่ขอให้ทุกคนโชคดี มีความสุขในชีวิตทุกคน 

ดาวน์โหลดไฟล์ภาพฉบับ pdf ได้ที่นี้ 

ไฟล์ภาพความละเอียดต่ำ (37 Mb)

ไฟล์ภาพความละเอียดสูง (70 Mb)



วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ในซอกเล็ก ๆ ของลิ้นชักความทรงจำ MO Memoir : Wednesday 20 May 2558

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสวันครู มีคลิปวิดิโอโฆษณาชิ้นหนึ่ง ความยาวตลอดทั้งเรื่องประมาณ ๑๐ นาที ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถที่จะออกอากาศทางโทรทัศน์ได้ในครั้งเดียว คลิปวิดิโอนั้นมีชื่อว่า "อาจารย์ใหญ่ ครูผู้ให้ - The Everlasting Teacher"
   
บ่ายวันวาน ผมได้มีโอกาสได้ชมโฆษณาชิ้นนี้เต็มตลอดทั้งเรื่องอีกครั้ง ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่มีท่อนหนึ่งที่ผมประทับใจมาก คือท่อนที่เป็นข้อความในจดหมายที่กล่าวเอาไว้ว่า

".... ที่แรกที่คนตายจะเดินทางไปถึง คือการได้เข้าไปในความทรงจำของใครสักคน แต่จะเป็นความทรงจำที่ดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราปฏิบัติกับคน ๆ นั้น ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ....."
  

-------------------------------

"อาจารย์ อย่าเพิ่งไป ขอพูดอะไรด้วยหน่อย"

เขาเรียกผมเมื่อผมกำลังจะเคลื่อนรถออกไป หลังจากรับบัตรเข้าที่จอดรถจากเขา

"มีอะไรหรือครับ" ผมถามเขา

"ขอบคุณอาจารย์มากเลยค่ะ"

ประโยคนี้ของเขาทำเอาผมงง เขาจำผิดคนหรือเปล่า ก็ผมไม่เคยไปช่วยอะไรเขาเลย เจอหน้ากันก็ตอนรับบัตรเข้าอาคารจอดรถ หรือไม่ก็ตอนคืนบัตรเมื่อออกจากอาคารจอดรถ

"เรื่องที่อาจารย์เปิดกระจกรถลงจนสุด และกล่าวทักทายทุกครั้งที่เจอ"

-------------------------------

เมื่อปี ๒๕๓๗ เมื่อผมกลับมาทำงานใหม่ ๆ ต้องเข้ารับการอบรมบุคคลากรใหม่ อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เคยทำหน้าที่เป็นผู้บริหารมหาวิยาลัยให้ข้อคิดว่า ทุกคนในหน่วยงานต่างมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ การปฏิบัติหน้าที่ของเขาก็เพื่อให้กิจกรรมต่าง ๆ มันเดินไปตามที่มันควรเป็น เมื่อเขาปฏิบัติหน้าที่ตามที่เขาได้รับมอบหมาย เราก็ต้องเคารพและให้เกียรติต่อการทำหน้าที่ของเขา แม้กระทั่งยามที่ทำหน้าที่แจก-รับบัตรให้กับรถที่วิ่งผ่านเข้า-ออกมหาวิทยาลัย (แต่ก่อนจะมีการแจก-รับบัตรให้กับรถที่ผ่านเข้าออกมหาวิทยาลัย แต่เพิ่งจะเลิกไปหลังการชุมนุมใหญ่ปี ๒๕๕๖) คนจำนวนไม่น้อยที่ขับรถผ่าน ทำเพียงแค่ลดกระจกลงเพียงนิดเดียวเพียงแค่ให้สอดบัตรผ่านได้ ทำเหมือนกับเขาไม่มีตัวตนในสังคม

-------------------------------

"อาจารย์จะไม่ดู portfolio ของผมหน่อยหรือครับ"
   
เป็นคำถามที่ผมได้ยินเป็นประจำเวลาสอบสัมภาษณ์นักเรียนที่สอบผ่านข้อเขียนเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย เขาคงแปลกใจที่กรรมการสอบไม่ได้แสดงความสนใจใน porfolio รวบรวมผลงานของเขาเลย ทั้ง ๆ ที่เขาอุตส่าห์เตรียมมาเป็นอย่างดี (ตามความคิดของเขา)
  
นักเรียนที่ถามคำถามอย่างนี้มักจะโดนกรรมการถามคำถามกลับ และสิ่งที่เขาแสดงออกเมื่อได้ยินคำถามนั้นมันก็บอกอะไรต่อมิอะไรได้หลายอย่าง คำถามนั้นก็คือ
  
"ถามจริง ๆ เถอะ ถ้าทำแล้วไม่ได้ใบประกาศ จะทำไหม"

-------------------------------

"หนูเข้าใจคำพูดที่อาจารย์บอกไว้เมื่อ ๒ ปีที่แล้วแล้วค่ะ" นิสิตหญิงปริญญาโทปีสองกว่าผู้หนึ่งบอกกับผม
  
เมื่อสองปีก่อนหน้านั้น เมื่อเขากำลังจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และกำลังคิดจะมาเรียนต่อระดับปริญญาโทที่ภาควิชา เขาได้มาคุยกับผมเรื่องเรียนต่อ สิ่งหนึ่งที่ผมบอกเขาไปก็คือ
  
"เรื่องความรู้ความสามารถของพวกคุณ ผมไม่มีข้อสงสัย เพราะปั้นเองมากับมือตั้ง ๓ ปี พวกคุณจะสมัครเรียนกับอาจารย์คนใดเขาก็พร้อมที่จะรับอยู่แล้ว เป็นตัวเลือกอันดับแรก ๆ ของพวกอาจารย์ด้วย แม้แต่ตัวผมเอง เว้นแต่ว่าช่วงที่ผ่านมาคุณจะเคยก่อเรื่องเอาไว้เยอะจนเขาไม่อยากจะรับ แต่การเรียนโทไม่เหมือนเรียนตรีนะ"
  
แล้วผมก็บอกเขาต่อไปว่า
  
"จากประสบการณ์ของผมเองที่ผ่านมา ทำให้บางครั้งที่ผมคิดว่า เราเก็บความทรงจำดี ๆ ที่มีต่อกันตลอดช่วงเวลา ๓ ปีที่ผ่านมาให้มันคงอยู่อย่างนั้นตลอดไปดีไหม ดีกว่าที่จะทำให้ไม่อยากจะเจอหน้ากันตลอดชีวิตเพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก ๒ ปีข้างหน้า"

-------------------------------

ในงานเลี้ยงรุ่นเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว เพื่อนคนหนึ่งร้องทัก
  
"นี่มึงพูด "ครับ" กับนิสิตด้วยเหรอ เด็กที่ไปทำงานด้วยมันเล่าให้ฟัง"
  
"ก็พูดอย่างนี้จนเคยชิน" ผมตอบกลับไป

-------------------------------

"ถึงเขาจะจากไป แต่เขาก็ยังคงอยู่นะอาจารย์" ผู้ที่นั่งข้าง ๆ ผมเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังฟังการสวดศพที่วัดหลักสี่เมื่อหลายปีมาแล้ว
  
"ใช่ครับ" ผมตอบกลับเพียงสั้น ๆ

-------------------------------

เมื่อเกือบ ๒๐ ปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศได้รับการสนับสนุนครุภัณฑ์เพื่อการเรียนการสอนและการวิจัยจากโครงการเงินกู้สองโครงการด้วยกัน ระยะเวลานั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ฝ่ายพัสดุที่ทำหน้าที่ประสานงานทั้งกับหน่วยงานภายนอก หน่วยงานภายใน ติดต่อกรรมการผู้ออกข้อกำหนด ผู้เปิดซอง ผู้ตรวจรับ ให้คำปรึกษาทางเทคนิค ฯลฯ ต้องทำหน้าที่ต่าง ๆ วุ่นวายไปหมด เพราะไม่เพียงแต่งานเอกสารที่มีเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัวอย่างกระทันหัน แต่ยังต้องรองรับอารมณ์ผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ที่พอไม่ได้ดังใจก็มาลงที่งานพัสดุ
  
ผมเองก็ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานดังกล่าว ในส่วนการออกข้อกำหนด การตรวจรับ และกรรมการทางเทคนิค ทำให้ได้มีโอกาสติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่หญิงสาวผู้หนึ่งของทางคณะ ที่เวลาไปติดต่อทีไรก็เห็นทำงานวุ่นอยู่ทุกที
  
แต่ไม่ว่างานที่อยู่ตรงหน้าของเธอนั้นจะวุ่นวายสักแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นมีให้กับทุกคนที่ต้องเข้าไปติดต่อด้วยก็คือ "คำพูดที่ไพเราะและรอยยิ้ม"
  
น่าเสียดายที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องจบชีวิตก่อนเวลาอันควรจากอุบัติเหตุ แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้ทำไว้ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่คือ "การบริจาคอวัยวะ" ให้ผู้อื่นที่ต้องการ เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไป

-------------------------------

"วันนั้นนึกไม่ถึงจริง ๆ นะว่าจะวนรถกลับไป" ภรรยาผมพูดถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นบนถนนสุขุมวิทช่วงจากบางแสนไปบางพระ หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นไม่กี่วัน
   
"ก็สิ่งที่ทำลงไปในวันนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี" ผมตอบกลับไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีมาแล้ว ผมขอไม่เล่าว่ามันเป็นเรื่องอะไร แต่จะขอเก็บเอาไว้ในซอกเล็ก ๆ ของลิ้นชักความทรงจำของตัวเอง ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตก็ได้มีโอกาสทำบางสิ่งบางอย่าง ที่ได้ทำให้ใครสักคนที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยพบปะอะไรกันมาก่อน ยิ้มได้ทั้งรอยยิ้มและแววตา

-------------------------------

วันนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นวันสุดท้ายของชีวิตการเรียนในระดับปริญญาตรี และอาจเป็นวันสุดท้ายในชีวิตการเรียนของใครต่อใครอีกหลายคน สำหรับนิสิตป.ตรีรหัส ๕๔ ของภาควิชา เชื่อว่าแต่ละคนคงจะมีแผนการณ์ต่าง ๆ อยู่ในใจแล้วว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะทำอะไรต่อไป เป้าหมายในชีวิตของตนนั้นคืออะไร
  
แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้ให้กับทุกคนก็คือ
  
"อย่าลืมหาโอกาสทำอะไรบ้างบางอย่าง ที่มันจะทิ้งความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับตัวคุณเองไว้ในหัวใจผู้อื่น"
  
ขอให้โชคดีทุกคน

วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2557

ไผ่ออกดอกบาน ก็ถึงกาลลาจาก (สำหรับนิสิตป.ตรี รหัส ๕๓) MO Memoir : Friday 14 March 2557

"นิสิตในภาควิชานี้ควรจะต้องเรียนรู้วิชาอะไรบ้างนั้น มันต้องเป็นมติของภาค ไม่ใช่อาจารย์เพียงคนใดคนหนึ่งยืนกรานว่าฉันจะสอนวิชานี้ ดังนั้นนิสิตต้องเรียนวิชานี้ อาจารย์แต่ละท่านเองก็มีนิสิตทำวิจัยกันในระดับโท-เอกกันอยู่ แล้ววิชาเหล่านี้จำเป็นหรือไม่ ก็ขอให้แต่ละท่านพิจารณาเอาเองก็แล้วกัน"
  
นั่นเป็นความเห็นของผม เมื่อมีผู้ถามความเห็นของผมในที่ประชุมช่วงบ่ายระหว่างการสัมมนาภาควิชาที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งที่หัวหินเมื่อหลายปีที่แล้ว ในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในอาจารย์ผู้สอนวิชาเคมีวิเคราะห์ (๒ หน่วยกิตบรรยาย ๑ หน่วยกิตปฏิบัติการ) และเคมีอินทรีย์ (๓ หน่วยกิตบรรยาย ๑ หน่วยกิตปฏิบัติการ) ว่าสองวิชานี้นิสิตของภาควิชาเราควรยังต้องเรียนหรือไม่
  
เนื้อหาหลักสูตรของภาควิชาเรานั้นไม่ได้เขียนขึ้นอย่างไม่มีข้อกำหนด เราต้องเขียนตามข้อกำหนดของสภาวิศวกรซึ่งเป็นผู้กำหนดว่าต้องเรียนรู้วิชาใดบ้าง เมื่อจบไปแล้วจึงจะไปขอใบประกอบวิชาชีพในสาขาวิชานั้นได้ได้ (ที่เราเรียกว่าใบ กว.) จากนั้นจึงนำเอาข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (ที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า สกอ.) มาพิจารณาต่อว่า เพื่อให้หลักสูตรได้รับการรับรอง หลักสูตรนั้นต้องประกอบด้วยวิชาอะไรบ้างเพิ่มเติมนอกเหนือจากวิชาชีพเฉพาะทาง ถัดจากนั้นก็ต้องมีดูข้อบังคับของมหาวิทยาลัยต่ออีกว่าทางมหาวิทยาลัยต้องการให้บัณฑิตผู้จบจากมหาวิทยาลัยนี้แตกต่างไปจากบัณฑิตผู้จบจากสถาบันการศึกษาอื่นอย่างไร ปิดท้ายด้วยข้อกำหนดของทางคณะที่ต้องการให้ผู้ที่จบสาขาวิชาชีพนี้จากคณะนี้ แตกต่างไปจากผู้ที่จบจากสาขาวิชาชีพเดียวกันจากคณะอื่นอย่างไร
  
สุดท้ายก็เหลือที่ว่างเพียงนิดเดียว สำหรับให้ทางภาควิชาออกแบบว่าต้องการให้บัณฑิตผู้ที่จบจากสาขาวิชาเฉพาะทางของภาควิชานี้แตกต่างจากผู้ที่จบจากสาขาวิชาเฉพาะทางจากภาควิชาเดียวกันในคณะอื่นอย่างไร
 
ผลที่ตามมาก็คือ ด้วยจำนวนหน่วยกิตสูงสุดของหลักสูตรที่ถูกกำหนดไว้ ก็ต้องมาทำการพิจารณาว่าวิชาพื้นฐานในหลักสูตรเดิมนั้น จะมีตัวใดหลงเหลืออยู่บ้าง


  
"มันไม่ใช่วิชาในสาขาวิชาชีพของเรา เขียนตำราไปก็เอาไปขอความก้าวหน้าในวิชาชีพไม่ได้"
"เอาเวลาไปสอนวิชาความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ดีกว่า"
"มันไม่ใช่วิชาวิศวะ"
"วิชาอื่นของภาคไม่ต้องการวิชาเหล่านี้เป็นพื้นฐาน"
ฯลฯ

นั่นเป็นส่วนหนึ่งของคำกล่าวที่มีการกล่าวทั้งในที่ประชุมและการคุยกันนอกรอบที่ผมได้รับฟังมากับตัวเอง ก่อนที่จะมีการลงมติกันในเช้าวันรุ่งขึ้น (ซึ่งผมไม่ได้อยู่ในที่ประชุมในระหว่างการลงมติ เพราะเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) ซึ่งผลที่ออกมาก็คือให้ตัดสองวิชานั้นทิ้งเสีย (ดูเหมือนจะไม่มีเสียงคัดค้าน) และเปิดเป็นวิชาใหม่ทดแทน ๑ วิชาบรรยาย (๓ หน่วยกิต) ๑ วิชาปฏิบัติการ (๑ หน่วยกิต) โดยเอาเนื้อหาของวิชาทั้งสองที่ถูกปิดไปนั้นมารวมกัน ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะถือว่าได้โบนัสก็ได้ ตัดสองวิชานั้นออกไปผมก็สอนหนังสือน้อยลง 13-15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ยังได้เงินเดือนเท่าเดิม
 
ส่วนวิชาที่เปิดใหม่นั้น ในฐานะมันเป็นวิชาเปิดใหม่ก็ต้องถือว่าอาจารย์คนใดก็ได้ในภาคก็มีสิทธิที่จะมาสอนวิชานั้น ไม่ได้ผูกขาดให้เฉพาะคนที่สอนวิชาที่ถูกปิดไป


"ผมถามก็ไม่เห็นอาจารย์บอกอะไรเลย" นิสิตผู้หนึ่งกล่าวกับผมเมื่อเขาถามคำถามผม แล้วผมก็ตอบเขาไปว่าถ้าอยากรู้ก็ลองทำการทดลองดูซิ
 
"ก็นี่เป็นวิชาปฏิบัติการ เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่ด้วยการถามคำถามให้คนอื่นตอบ อยากรู้ก็ลงมือทำการทดลองดู" ผมตอบเขาไปอย่างนั้น
 
"ถ้าสิ่งที่จะให้คุณทดลองทำนั้นมันไม่เกิดอันตรายใด ๆ ผมก็จะปล่อยให้คุณลองทำไป แต่ถ้าผมเห็นว่ามันจะเกิดอันตรายได้ ผมก็จะห้ามเอง" ผมบอกต่อ
 
แต่ก่อนเราจะบ่นกันว่านักเรียนไทยไม่ค่อยกล้าถามคำถาม แต่พักหลังนี้ดูเหมือนจะกลับกัน คือถามมากเกินไปโดยไม่พยายามคิดหาคำตอบเองก่อน

 
แลปเคมีวิเคราะห์เราเริ่มด้วยการทำแลป gravimetric analysis ด้วยการตกตะกอนคลอไรด์ด้วยสารละลาย AgNO3 และตกตะกอนซัลเฟตด้วยสารละลาย BaCl2 (แลปที่อยู่กันนานที่สุด section เย็นเลิกแลปกันสามทุ่ม) แลปต่อมาก็เป็นการทดลอง precipitation titration หาปริมาณคลอไรด์ด้วยการไทเทรตกับสารละลายมาตรฐาน AgNO3 
  
มีอยู่ปีหนึ่ง สองสัปดาห์หลังจากนิสิตทำแลป precipitation titraion เสร็จ (ให้เวลาทำรายงานส่ง ๑ สัปดาห์) ผมก็บอกกับนิสิตในแลปว่า ผลการวิเคราะห์ที่พวกคุณส่งมานั้น "ผิดทุกกลุ่ม" (ทั้งหมด ๑๘ กลุ่ม)
 
เรื่องทั้งเรื่องก็คือตอนทำแลป gravimetric analysis นั้น ผมใช้ตัวอย่างน้ำปลาเป็นสารละลายหาปริมาณคลอไรด์ แต่ตอนทำแลป precipitation titration นั้น ผมใช้สารละลายไอโอไดด์เป็นตัวอย่าง ซึ่งทั้งคลอไรด์และไอโอไดด์นั้นตกตะกอนด้วย AgNO3 ได้ทั้งคู่
 
สิ่งที่แตกต่างกันก็คือเกลือ AgCl มีสีขาว แต่เกลือ AgI มันมีสีเหลืองสว่าง ในระหว่างที่นิสิตทำแลป precipitation titration นั้นผมก็รอดูอยู่ว่าจะมีใครถามผมไหมว่าทำไมตะกอนที่ได้มันจึงมีสีเหลือง แต่ก็ไม่มีใครถาม ทำให้ผมสงสัยว่าตอนตกตะกอน AgCl นั้นก็คงไม่มีใครสังเกตว่าตะกอน AgCl ที่ได้มีสีอะไร ดูแต่ว่ามีตะกอนเกิดขึ้น เพราะในคู่มือการทำแลปไม่ได้บอกว่าให้ดูสีตะกอนด้วย ก็เลยไม่มีใครดูกันเลยสักราย เรียกว่าทำตามที่คู่มือระบุเอาไว้ทุกประการ
 
เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว นิสิตภาควิชาเรากลุ่มหนึ่งไปฝึกงานที่โรงงานแถว อ. บ้านค่าย จ. ระยอง (ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นโรงงานอะไร) งานที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาคือน้ำเสียของโรงงานมี "สีเหลือง" ปนเปื้อน และโรงงานต้องการทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด
 
อันที่จริงผมก็ไม่ได้เป็นคนดูแลการฝึกงานของเขาหรอก เพียงแต่พอเขาเอาปัญหานี้ไปปรึกษาอาจารย์ผู้ดูแล ก็ได้คำตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า "ผมไม่ถนัด" ให้ไปลองถามคนอื่นดู
 
ในโครงการฝึกงานที่นิสิตผู้นั้นไปฝึกงานนั้น (ผมไม่ได้อยู่ในโครงการนี้) อาจารย์ผู้ดูแลนิสิตฝึกงานจะต้องเป็นผู้ให้คำปรึกษาและช่วยแก้ไขปัญหาให้กับนิสิตที่ตัวเองดูแลอยู่ เพราะอาจารย์ผู้ดูแลได้รับค่าตอบแทนด้วย แต่พอนิสิตเจอคำตอบอย่างนี้เข้านิสิตกลุ่มนี้ก็เลยไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ก็เลยแวะหาโอกาสเข้ามาถามผม คำแนะนำอยากแรกที่ผมให้เขาไปก็คือ ให้ตั้งคำถามพื้น ๆ ขึ้นมาก่อนว่า "สารเคมีที่มีโครงสร้างแบบใดบ้างที่ทำให้เกิดสีได้" จากนั้นจึงค่อยไปควานหาในระบบว่ามันมีโอกาสที่สารเคมีชนิดนั้นรั่วไหลลงสู่ระบบน้ำทิ้งได้หรือไม่

ในช่วงปีใกล้เคียงกัน นิสิตของภาควิชาอีกกลุ่มหนึ่งไปฝึกงานที่โรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งที่ศรีราชา โจทย์ที่เขาได้รับมาจากโรงกลั่นก็คือ "น้ำมันเตาที่ส่งไปให้นั้นมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ" โดยไม่มีคำอธิบายอื่นเพิ่มเติม
 
ทางโรงกลั่นจึงได้มอบหมายให้นิสิตฝึกงานหาวิธีการผสมน้ำมันเตาที่อยู่ในถังเก็บ เพื่อที่จะให้น้ำมันมีความ "สม่ำเสมอ" ก่อนที่จะส่งให้ลูกค้า
 
แต่ปัญหาก็คืออะไรที่มัน "ไม่สม่ำเสมอ" 
  
ตรงนี้ต้องใช้ความเข้าใจเรื่อง เวลาใช้งานน้ำมันเตานั้น เขานำไปใช้งานอย่างไร

"อาจารย์ตอบเหมือนที่โปรเฟสเซอร์ต่างประเทศตอบเลย" นิสิตป.เอก ที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นการสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ของเขาบอกกับผม
 
หัวข้องานวิจัยของเขานั้นเป็นโครงการเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม สิ่งที่เขาต้องทำก็คือหาทางเติมไฮโดรเจนเข้าไปในโมเลกุลสารชนิดหนึ่ง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือจากสารตั้งต้นเดิมที่มีสีขาว กลายเป็นสารที่มีสีขึ้นมา และประเด็นการเกิดสีนี้เป็นคำถามที่กรรมการสอบท่านหนึ่งถามในห้องสอบว่าเกิดจากอะไร ซึ่งเขาตอบไม่ได้ อาจารย์ที่ปรึกษาของเขา (ผู้มีรางวัลวิจัยและทุนวิจัยมากมาย) ก็ตอบไม่ได้ ได้แต่บอกว่าให้เขาไปหา "paper" มาอธิบาย
 
แต่โปรเฟสเซอร์จากต่างประเทศที่มาสอบด้วยในฐานะที่ปรึกษาร่วมกลับตอบว่าไม่ต้อง พร้อมกับอธิบายว่าสารนั้นเกิดสีได้อย่างไรด้วยการใช้ความรู้จากตำราเคมีอินทรีย์ หลังจากที่เขาสอบเสร็จเขาก็เลยเอาคำถามนั้นมาถามผม คงเป็นเพราะเห็นว่าผมเคยสอนเคมีอินทรีย์ (แต่ผมไม่เคยสอนเรื่องการเกิดสีของสารอินทรีย์นะ) แล้วก็พบว่าได้คำตอบเดียวกัน
 
คำอธิบายเรื่องนี้มันอยู่ในเรื่อง Chromophore และ Auxochrome




"ประวัติศาสตร์ไม่ใช่วิชาท่องจำ แต่เป็นวิชาที่ต้องใช้ความเข้าใจ" นั่นเป็นประโยคที่ครูสอนวิชาสังคมศาสตร์ผมตอนเรียนมัธยมปลายกล่าวไว้ ซึ่งกว่าผมจะเข้าใจความหมายของประโยคดังกล่าว ก็ตอนไปเรียนปริญญาเอกอยู่ต่างประเทศ
 
ภูมิประเทศเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์จะไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ที่ทำให้ตนเองไม่สามารถอยู่ในภูมิประเทศที่ตนเองอาศัยอยู่ และพฤติกรรมของมนุษย์ก็นำไปสู่เหตุการณ์ต่าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งการพัฒนาการทางวิทยาศาตร์ด้วย ตัวผมเอง ความเข้าใจวิชาเคมีอินทรีย์กับการคำนวณเชิงตัวเลข ก็ได้มาจากการศึกษาประวัติศาตร์การพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนาแนวความคิดด้านโครงสร้างอะตอม เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงทำให้เห็นพัฒนาการทางความคิดของทฤษฎีต่าง ๆ ที่ใช้กัน

ภาควิชาของเรานั้นเดิมเป็นสาขาวิชาอุตสาหการเคมี สังกัดอยู่ในภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๐๐ หนังสือเคมีอินทรีย์เล่มหนึ่งที่ผมได้รับจากอาจารย์ผู้สอนวิชานี้ให้แก่ผมก่อนที่ท่านจะเกษียณอายุราชการไป หน้าแรกมีตราประทับว่า "แผนกตำราเรียนวิศวกรรมศาสตร์" และบรรทัดต่อมาข้างล่างมีลายมือเขียนว่า "หมายเหตุ เป็นของอาจารย์ผู้สอนวิชานี้ ๑๑ มีนาคม ๒๕๐๙ สุวัฒนา ทรัพย์เสริมศรี" นับถึงวันนี้ก็ ๔๘ ปีแล้ว
 
ท่านอาจารย์สุวัฒนา ผู้เป็นอาจารย์สอนวิชานี้ตั้งแต่เริ่มตั้งภาค (ผมเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น) จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ท่านถึงแก่กรรมไปแล้ว แต่ก่อนเกษียณท่านได้มอบหนังสือที่ท่านใช้สอนนั้นให้กับผมเพื่อใช้สอนนิสิตรุ่นต่อไป

วิชาเคมีวิเคราะห์และเคมีอินทรีย์ของภาควิชา มีการเรียนการสอนครั้งสุดท้ายในปีการศึกษา ๒๕๕๔ ซึ่งผู้เรียนก็คือนิสิตรหัส ๕๓ และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายในชีวิตการเรียนระดับปริญญาตรีของนิสิตรหัส ๕๓ ที่เป็นนิสิตรุ่นสุดท้ายของภาควิชาที่ได้เรียนวิชาดังกล่าว ซึ่งอาจถือได้ว่าวันนี้เป็นการปิดฉากการเรียนการสอนวิชาเคมีวิเคราะห์และเคมีอินทรีย์ของภาควิชานี้อย่างสมบูรณ์

 
 "ไผ่" จัดได้ว่าเป็นพืชที่เรายังไม่เข้าใจมันดี ที่ขายกันอยู่ก็มักจะได้มาจากการขุดหน่อที่แตกแยกออกมาจากกอ แต่จะว่าไปแล้วต้นไผ่นั้นเติมโตได้จาก "เมล็ด" ที่จะเกิดหลังจากที่ไผ่ออก "ดอก"
 
แต่นานเท่าใดไผ่จึงจะออกดอก นั่นคือคำถามที่ทางวิชาการยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด ไผ่แต่ละพันธุ์นั้นใช้เวลาออกดอกนานไม่เท่ากัน ว่ากันว่าส่วนใหญ่อยู่ประมาณ ๒๐-๖๐ ปี โดยเริ่มนับจากการงอกจากเมล็ด
 
หลังน้ำท่วมบ้านปี ๕๔ ไผ่ที่ซื้อมาลงปลูกเอาไว้ก่อนน้ำท่วมไม่นานจมน้ำตายไปเสีย ๒ กอ ก็เลยต้องไปซื้อมาปลูกใหม่ การซื้อไผ่ที่ได้มาจากการแยกกอนั่นมีข้อเสียตรงที่เราไม่ทราบว่าไผ่ที่ได้มานั้นมีอายุเท่าใดแล้ว สองต้นที่ซื้อเอามาปลูกใหม่นั้นมันใช้เวลาพักตัวอยู่ประมาณ ๓-๔ เดือนกว่าจะเริ่มแตกหน่อใหม่ และก็กลายเป็นกอใหญ่ในเวลาเพียงแค่ไม่ถึงสองปี
 
และเมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง ที่กอไผ่ทั้งสองกอออกดอกให้เห็น

เขาว่ากันว่าเมื่อใดที่ไผ่ออกดอก และเมื่อดอกร่วงหล่นปล่อยให้เมล็ดโปรยปรายออกไป ต้นไผ่ก็จะตาย

การตายของต้นไผ่นี้ไม่ใช่การตายจาก แต่เป็นการตายเพื่อให้ต้นไผ่ต้นใหม่งอกงามขึ้นมา และเริ่มนับอายุใหม่


 
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเรียนของนิสิตป.ตรีรหัส ๕๓ ของภาควิชา เป็นรุ่นสุดท้ายของหลักสูตรเดิม ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรแบบขนานใหญ่ เรียกว่าในรอบ ๓๐ ปีก็ได้ เพราะเนื้อหาหลักสูตรที่เรียนกันนั้นก็แทบไม่แตกต่างไปจากที่ผมได้เรียนเมื่อเกือบ ๓๐ ปีที่แล้ว และในการนำเสนอผลงานในวันนี้ ผมคิดว่าส่วนหนึ่งของพวกเขาคงได้รู้คำตอบแล้วว่า วิชาเคมีอินทรีย์และเคมีวิเคราะห์จำเป็นหรือไม่สำหรับการทำงานของพวกเขา เขาคงได้เห็นแล้วว่างานของเขาเอง หรือของเพื่อนฝูงของเขา จำเป็นต้องใช้ความรู้จากสองวิชานี้ด้วยหรือไม่

และนับว่านิสิตรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ได้ผ่านเหตุการณ์หลายอย่างระหว่างการเรียนในมหาวิทยาลัย

ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิดเรียนในปีการศึกษา ๒๕๕๓ ก็ต้องมาลุ้นกันว่าเหตุการณ์รอบมหาวิทยาลัยนั้นมีความปลอดภัยหรือยัง เพราะมันเป็นครั้งแรกที่มีการใช้อาวุธสงครามปะทะกันในบริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัยก่อนเปิดเทอมเพียงไม่กี่วัน แม้แต่งานแรกพบ รับน้องใหม่ ก็ยังได้รับผลกระทบ

ปีการศึกษา ๒๕๕๔ เรียนได้แค่เทอมเดียว (แถมมีการให้เพื่อนจากภาควิชาอื่นมาทำแลปแทนด้วย) ก็ได้หยุดเทอมยาวเนื่องจากน้ำท่วมใหญ่ ก่อนจะไปปิดเทอมปลายกันก่อนสงกรานต์ แล้วก็ได้รู้ว่าการต้องมานั่งเรียนหนังสือกันในเดือนเมษายนนั้นมันเป็นอย่างไร
 
ผมมักจะบอกกับนิสิตที่เข้าเรียนวิชาที่ผมสอนในครั้งแรกที่ผมเข้าสอน อยู่เสมอว่า "ถึงเวลาเรียนก็ให้เข้าห้องเรียนได้เลย ไม่ต้องมาเกี่ยงกันว่าต้องให้อาจารย์เข้าห้องก่อน หรือต้องรอให้อาจารย์มาถึงห้องเรียนก่อน ประเภทที่อ้างว่าเข้าเรียนสายเพราะอาจารย์มาสอนสาย อาจารย์ก็จะอ้างแบบเดียวกันว่าเข้าสอนสายเพราะนิสิตเข้าเรียนสาย แบบนี้เขาเรียกว่าเป็นคนไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี อาจารย์ที่เข้าสอนสายต้องถือว่าเป็นความผิดอาจารย์ เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง นิสิตที่พบกับอาจารย์ที่เข้าสอนสายเป็นประจำ ควรที่จะทำการร้องเรียนถึงพฤติกรรมของอาจารย์ที่ทำให้พวกคุณเสียประโยชน์ เพราะเขามักเลิกสอนช้า ทำให้พวกคุณไปเข้าเรียนวิชาอื่นไม่ทันอีก ไม่ใช่เอาเป็นแบบอย่าง"
 
"และผมถือว่ามันก็ไม่ใช่ความผิดของคนที่มาตรงเวลาต้องมานั่งรอคนที่มาสาย ถ้าถึงเวลาแล้วถึงมีคนในห้องเพียงคนเดียว ผมก็ต้องสอน ไม่ใช่ไปให้ความสำคัญกับคนที่มาสาย ขืนทำเช่นนั้นคนเหล่านั้นจะได้ใจใหญ่"
 
"ในส่วนของแลปนั้นแตกต่างออกไป เพราะมันมีกติกาข้อห้ามที่ต้องแจ้งให้ทราบก่อนที่จะให้เริ่มทำการทดลอง ดังนั้นถ้าใครมาสายก็ต้องรอ เพราะถ้าเขาไม่รับทราบข้อห้ามและเกิดทำผิดพลาดขึ้น ความเดือดร้อนมันไม่ได้จำกัดอยู่ที่เขาเพียงคนเดียว แต่มันจะกระทบไปถึงคนอื่นที่อยู่รอบข้างด้วย ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเรียนแลป ก็ขอให้เข้าให้ตรงเวลาด้วย"

ปีการศึกษา ๒๕๕๕ ได้มาทำหน้าที่จัดงานจุฬาวิชาการ และได้เห็นว่าผู้สมัครเข้าร่วมทำกิจกรรมนั้น กระทำไปเพื่ออะไร ระหว่างกิจกรรมที่มีการแจกเสื้อฟรีให้กับผู้เข้าร่วมจัด กิจกรรมที่มีการเสนอหน้าเสนอตา กับกิจกรรมที่ไม่มีการแจกเสื้อฟรีให้กับผู้เข้าร่วมจัด กิจกรรมที่มาตั้งอยู่ในซอกหลืบ
และได้เห็นว่ากิจกรรมอันไหนที่มีผู้คนสนใจเข้าเยี่ยมชมมากกว่ากัน :)
 
นอกจากนี้ยังมีการปิดงานก่อนกำหนดอย่างกระทันหัน เพื่อให้ผู้นำของประเทศมหาอำนาจมาจัดประชุมลูกน้องของเขาในมหาวิทยาลัยของเรา

ปิดท้ายด้วยปีการศึกษา ๒๕๕๖ ที่ได้เห็นเพื่อนฝูงแตกคอกันมากที่สุดด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมือง การแสดงความคิดเห็นที่อิงอยู่บน ความเชื่อ อคติ ข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มาที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงทั้งทางกฎหมายและประวัติศาสตร์ 
  
และบริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัยของเรากลายเป็นที่ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล
 
และยังเป็นรุ่นสุดท้ายที่สำเร็จการศึกษาด้วยตารางเวลาเรียนเดิมเหมือนดังเช่นประเทศอื่นที่พัฒนาแล้วเขาจัดให้นักเรียนของเขาได้เรียน คือจัดการเรียนการสอนกันตามฤดูกาล และหยุดเรียนกันในช่วงฤดูร้อน

รุ่นนี้ยังอาจเป็นรุ่นเดียวที่ไม่ได้รับปริญญาในหอประชุมใหญ่นับตั้งแต่มหาวิทยาลัยของเขามีหอประชุมใหญ่ แต่กลับต้องไปรับกันที่อาคารสนามกีฬาในร่มแทน
 
และอาจมีบางคนที่คงจะไม่มาร่วมงานดังกล่าว เนื่องด้วยความคิดเห็นทางการเมืองของเขา

แต่สิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้ก็คือ "การชนะผู้อื่นในการโต้เถียงนั้น มันเทียบไม่ได้กับการทำให้เขาเปลี่ยนความคิดเห็นของเขาให้มาคล้อยตามกับเราได้"

สมัยผมเรียน ผมได้รับการอบรมว่าบัณฑิตของมหาวิทยาลัยของเรานั้น เมื่อจบการศึกษาไปแล้วต้องสามารถเป็นผู้ "ชี้นำ" สังคมได้ นั่นหมายถึงการที่สามารถจะบ่งบอกได้ว่าสังคมควรเดินไปในทางทิศทางใดที่ "ถูกต้อง" โดยอิงจากพื้นฐานทางด้านสังคมและวัฒนธรรมของเรา ไม่ใช่การเดินตาม "กระแส" ที่คนอื่นกำหนดหรือมัวแต่กังวลว่าจะตามคนอื่นไม่ทัน จะทำได้ไม่เหมือนคนอื่น คือทำเหมือนกับคนที่ต้องให้คนอื่นเขาจูงจมูกให้เดินตามอยู่เสมอ
 
สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่อยากฝากไว้ก็คือคำว่า "วางตัวเป็นกลาง" นั้นไม่ได้หมายความว่า "ไม่เข้าข้างฝ่ายใด" แต่หมายถึงการ "วางความคิดให้เป็นกลาง" คือไม่มีอคติ ลำเลียง กล่าวคือให้มี "สติ" ก่อน จากนั้นจึงใช้ "ปัญญา" ไตร่ตรอง พิจารณาเหตุผลและข้อโต้แย้งต่าง ๆ แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าจะเลือกข้างฝ่ายใด หรือไม่ควรเลือกข้างทั้งสองฝ่าย

อย่ากลายเป็นคนที่ไปเที่ยวบอกคนอื่นให้ "วางตัวเป็นกลาง" เพราะว่าเขา "ไม่ได้มาอยู่ฝั่งเดียวกับเรา" และไม่สามารถหาเหตุผลไปหักล้างเหตุผลของอีกฝ่ายได้
สิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512 ความว่า

"ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อยจึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้"


ขอปิดท้ายด้วยรูปที่หวังว่าแม้ว่าพวกคุณจะจบไปแล้ว พวกคุณคงจะยังระลึกถึงอยู่บ้างว่า ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตพวกคุณ พวกคุณได้มารบกับคนที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ตัวนี้

ขอให้โชคดีและมีความสุขในชีวิตทุกคน

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

ลา จำลา MO Memoir : Thursday 4 March 2553

เมื่อราวปีพ.ศ. ๒๕๓๐ มีโฆษณาชิ้นหนึ่งของเนสกาแฟ มีเพลงประกอบโฆษณาที่มีเนื้อร้องและทำนองที่มีความหมายได้กินใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่กำลังจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ตอนนั้นผมอยู่ปี ๔ กำลังจะจบการศึกษาพอดี เพลงนั้นมีชื่อว่า "ลา จำลา" เนื้อร้องเป็นดังข้างล่าง ส่วนทำนองเป็นอย่างไรนั้นพวกคุณสามารถหาฟังได้จากทางอินเทอร์เน็ต ขอมอบเพลงนี้ให้กับทุกคนที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา



ลา แล้วจำลา ถึงครา น้องพี่อาลัย

สี่ปีผ่านไป ใจหาย

เสียดาย ที่เรา ต้องจากกัน


ลา แล้วคืนวัน เคยเศร้า สนุกสุขสันต์

สุขทุกข์ เราเคย แบ่งปัน

ทุกวัน มีความหมายมากมาย


ถึงเวลา จะหมดตรงนี้

ความรู้สึกดี ยังมีไว้

คือความอบอุ่น ในใจ เป็นพลัง ให้กันและกัน


ลา แล้วจำลา ถึงครา น้องพี่อาลัย

สี่ปีผ่านไป ใจหาย

เสียดาย ที่เรา ต้องจากกัน


แม้ ตัวจะอยู่ไกล หัวใจยังผูกผัน

ก้าวเดินไป อย่าไหวหวั่น

เริ่มวันใหม่ สดใส พี่เอย