แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถไฟเล็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถไฟเล็ก แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563

รถไฟสายปากน้ำ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๕๑) MO Memoir : Friday 31 January 2563

ช่วงปลายปี ๒๕๖๑ ทางชมรมคนรักศรีราชาเคยมาสัมภาษณ์ผมเรื่องเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟลากไม้ของบริษัทศรีมหาราชา ซึ่งตอนนั้นผมก็ได้ถามเขากลับไปว่าได้ลองติดต่อทางกรมแผนที่ทหารหรือยัง ว่ามีแผนที่เก่า ๆ ของประเทศไทยเก็บเอาไว้ไหม ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่าเขาได้ติดต่อไปแล้ว และได้คำตอบว่าจากทางกรมกลับมาว่าแผนที่เก่า ๆ นั้นไม่ได้มีการเก็บเอาไว้ ถูกทำลายไปหมดแล้ว
  
จะว่าไป "แผนที่" ก็จัดได้ว่าเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ว่าเดิมนั้นท้องถิ่นนั้นเคยมีสภาพอย่างไร เคยมีสถานที่ใดอยู่มาก่อน และเคยอยู่ตรงไหน หลากหลายเรื่องราวของท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องที่บอกเล่าสืบต่อกันมา หรือไม่ก็มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรบ้าง แต่ก็อยู่ในเอกสารที่ไม่แพร่หลาย ไม่สามารถหาอ่านย้อนหลังได้ อันหนึ่งที่เห็นว่ามีการเก็บเอาไว้เป็นระเบียบ ก็เห็นจะได้แก่ราชกิจจานุเบกษา แต่ก็มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางราชการ
  
บันทึกฉบับนี้เป็นการนำเอาแผนที่เก่า ๆ ที่รวบรวมเอาไว้ที่เกี่ยวข้องกับทางรถไฟสายแรกของประเทศไทย คือเส้นทางรถไฟจากบริเวณหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพงในปัจจุบัน ไปสิ้นสุดที่สมุทรปราการ หรือ "ทางรถไฟสายปากน้ำ" เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางที่สร้างและบริหารงานโดยเอกชน ปัจจุบันเส้นทางสายนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ถนนพระราม ๔ ถนนทางรถไฟสายเก่า และถนนสุขุมวิท สถานที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟนั้นก็คงไม่เหลือเค้าให้เห็นแล้วในปัจจุบัน แต่ยังพอระบุได้จากแผนที่ที่มีการทำเอาไว้ แต่ถ้าเทียบกับเส้นทางรถไฟสายอื่น ๆ ที่ปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว เส้นทางสายนี้ดูท่าว่าจะเป็นเส้นทางที่มีเรื่องราวบันทึกเอาไว้มากที่สุด อาจเป็นเพราะว่ามันอยู่ในเมืองใหญ่และอยู่เป็นเวลานาน
  
ในหนังสือ "The Railways of Thailand" โดย R. Ramaer กล่าวว่าเส้นทางรถไฟสายนี้มีสถานนีรถไฟอยู่ระหว่างต้นทางและปลายทางด้วยกัน ๑๐ สถานี โดยมีสถานีที่ให้รถไฟสับหลีกกันได้ ๓ สถานีคือ คลองเตย บางจาก และสำโรง การเดินทางตลอดเส้นทางระยะทาง ๒๑ กิโลเมตรกินเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง หัวรถจักรที่ใช้เป็นหัวรถจักรไอน้ำ มีอยู่ด้วยกัน ๔ หัวที่มีชื่อว่า "บางกอก" (อันนี้อ่านตามชื่อที่ปรากฏในหนังสือภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า "Bangkok" ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าผู้เขียนนั้นเขียนทับศัพท์การออกเสียง หรือแปลคำว่า "กรุงเทพ" เป็นภาษาอังกฤษว่า "Bangkok") "ปากน้ำ" "บางจาก" และ "สำโรง"
ทางรถไฟสายนี้เป็นสายที่เอกชนลงทุนสร้างและดำเนินกิจการ โดยได้รับสัมปทานนาน ๕๐ ปี หลังจากที่สัมปทานสิ้นสุดในปีพ.ศ. ๒๔๗๙ (ค.ศ. ๑๙๓๖) ทางเอกชนก็ได้ขายกิจการให้การรถไฟรับช่วงดำเนินการต่อ รถไฟสายนี้มาปิดตัวลงในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ (ด้วยคำสั่งของรัฐบาล) รางทั้งหมดถูกรื้อในเวลาไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง และในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๓ การเดินทางบนเส้นทางสายนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นรถประจำทาง

นับถึงต้นเดือนนี้ก็นับได้ว่าเส้นทางรถไฟสายนี้ได้ปิดตัวลงเป็นเวลา ๖๐ ปีพอดี

รูปที่ ๑ แผนที่กรุงเทพมหานครฉบับปีค.ศ. ๑๙๔๕ (พ.ศ. ๒๔๘๘) จัดทำโดยกองทัพอังกฤษ ทางรถไฟด้านบนคือสายตะวันออกที่มีแยกลงมาที่ท่าเรือคลองเตย ส่วนรถไฟสายปากน้ำคือเส้นล่าง
   
รูปที่ ๒ ส่วนต่อจากรูปที่ ๑
  
รูปที่ ๓ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งเทศบาลเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พุทธศักราช ๒๔๗๘ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ หน้า ๑๗๓๕ - ๑๗๓๙ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๘

รูปที่ ๔ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตต์ที่ดินซึ่งจะต้องเวนคืน อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร พุทธศักราช ๒๔๗๙ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๓ หน้า ๖๘๑ - ๖๘๓ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๔๗๙ เส้นใต้สีแดงที่ขีดเอาไว้คือบริเวณที่ตั้งของสถานีรถไฟ ถนนกรุงเทพ-สมุทรปราการ เทียบกับปัจจุบันแล้วก็คือถนนสุขุมวิท

รูปที่ ๕ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตต์ที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงสายดาวคะนอง - ราษฎรร์บุณะ - พระประแดง - ป้อมพระจุลจอมเกล้า และสายสถานีบ้านนางเกรง - ปากคลองบางโปรง พุทธศักราช ๒๔๘๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๖ หน้า ๕๙๙ - ๖๐๑ วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๔๘๒ ภาพต้นฉบับไม่ค่อยชัดเท่าใดนัก
  
รูปที่ ๖ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณเขตต์ปลอดภัยในราชการทหาร แห่งกรมสรรพวุธทหารเรือ ในท้องที่อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร พุทธศักราช ๒๔๘๔ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๘ หน้า ๓๗๙ - ๓๘๑ วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๔๘๔ ฉบับนี้เป็นฉบับก่อนเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา จะเห็นว่าบริเวณรอบบริเวณดังกล่าวยังทำนากันอยู่
  
รูปที่ ๗ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตต์ที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร และตำบลสำโรง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๘ หน้า ๙๒๒ - ๙๒๔ วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๔๘๔ 
   
รูปที่ ๘ แผนที่แนบท้ายพระราชกริสดีกา กำหนดบริเวนเขตปลอดภัยไนราชการทหานแห่งกรมสรรพาวุธทหานเรือ ไนท้องที่อำเพอพระโขนงและอำเพอพระประแดง จังหวัดพระนคร พุทธสักราช ๒๔๘๗ ประกาศในราชกิจจานุเบกสา เล่ม ๖๑ ตอนที่ ๖๖ หน้า ๑๐๑๖ - ๑๐๑๘ วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๔๘๗ ตรงนี้การสะกดอาจจะดูแปลก ๆ แต่เป็นการสะกดตามเอกสารต้นฉบับ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่อยู่ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา
   
รูปที่ ๙ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ ตำบลคลองเตย ตำบลคลองตัน และตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง จังหวัดพระนคร พ.ศ. ๒๔๙๖ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๐ ตอนที่ ๒๗ วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๖ หน้า ๕๓๕ - ๕๓๘ 
   

รูปที่ ๑๐ เป็นส่วนต่อจากรูปที่ ๙
  
รูปที่ ๑๑ แผนที่ทหาร L509 จัดทำในปีค.ศ. ๑๙๕๕ หรือพ.ศ. ๒๔๙๘ แต่ใช้ข้อมูลย้อนหลังไปถึงปีค.ศ. ๑๙๕๑ หรือพ.ศ. ๒๔๙๕ น่าจะเป็นแผนที่ช่วงท้าย ๆ แล้วที่ยังมีการบันทึกเส้นทางรถไฟสายปากน้ำเอาไว้ เพราะหลังจากนั้นไม่กี่ปี ทางรถไฟสายนี้ก็ถูกยกเลิกและรื้อทิ้ง และกลายเป็นถนนไป
   
รูปที่ ๑๒ รูปหัวรถจักรชื่อ "ปากน้ำ" ภาพนี้นำมาจากหนังสือ "The Railways of Thailand" โดย R. Ramaer

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

รถไฟเล็กลากไม้สายตะวันออก (ศรีราชา) ภาค ๑๓ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๔๘) MO Memoir : Sunday 28 July 2562

ผมเพิ่งรู้ว่ามีหัวรถจักรลากไม้ของบริษัทศรีมหาราชาอีกหัวหนึ่งตั้งไว้ที่วัดหัวกุญแจก็ตอนไปร่วมงานเสวนากับทางชมรมคนรักศรีราชาเพื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ก็คิดว่าถ้ามีโอกาสก็จะไปถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก เพราะปรกติจะมีโอกาสผ่านไปทางด้านนั้นก็ช่วงเทศกาลเช็งเม้งที่จะพาภรรยาและลูก ๆ ไปไหว้สุสานบรรพบุรุษ (ฝ่ายภรรยา) ที่แถวบ้านบึง แต่บังเอิญว่าปีนี้ไม่สามารถไปได้ เพิ่งจะมีโอกาสผ่านไปทางนั้นก็เมื่อวันพุธที่ ๒๔ กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ต้องไปตรวจเยี่ยมนิสิตฝึกงานที่ฝึกงานที่โรงงานทำไบโอดีเซลแห่งหนึ่งที่อำเภอหนองใหญ่ ขากลับก็เลยแวะถ่ายรูปเสียหน่อย
 
วันที่ไปถึงนั้นดูเหมือนเขากำลังปรับปรุงภูมิทัศน์อยู่ มีการทาสีชิงช้าและม้านั่ง แม้แต่ตัวหัวรถจักรเองก็ดูเหมือนว่าเพิ่งจะทาสีใหม่ได้ไม่นาน ยังมีกระป๋องสีวางอยู่ท้ายหัวรถจักร Name plate ของหัวรถจักรคันนี้บอกว่าสร้างโดยบริษัท Orenstein & Koppel AG, Berlin-Drewitz ในปีค.ศ. ๑๙๒๘ (พ.ศ. ๒๔๗๑) หมายเลข N211780 (รูปที่ ๑๓) พยายามหารูปหัวรถจักรรุ่นนี้ในอินเทอร์เน็ตแล้วแต่ไม่พบ เจอแต่ที่หน้าตาคล้าย ๆ กันแต่ใช้ขนาดรางกว้างต่างกัน
 
หลังจากหมดยุคทำไม้ก็เป็นยุคการทำไร่อ้อย รถไฟสายนี้ก็เปลี่ยนจากรถไฟลากไม้กลายเป็นรถไฟบรรทุกอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลแทน ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยรถบรรทุกในเวลาต่อมา

รูปที่ ๑ ป้ายบอกชื่อถนนทางรถไฟเก่า ป้ายนี้อยู่ตรงตำแหน่ง (4) ในรูปที่ ๒ และ ๓ ถนนทางรถไฟเก่านี้บริเวณตำแหน่ง (7) มีอาคารตลาดตั้งขวางอยู่ เหลือเพียงช่องทางเล็ก ๆ ด้านข้างอาคารให้รถวิ่งผ่านได้ แม้ว่าป้ายจะบอกว่าเป็นถนนที่เดินรถไดทั้งสองทาง แต่ในความเป็นจริงมันแคบแบบรถยนต์ไม่น่าจะสวนกันได้ ต้องใช้วิธีเลี้ยวเข้าซอยย่อยเพื่ออ้อมตลาดแทน
  
ทำไมที่แห่งนี้จึงมีชื่อว่าบ้านหัวกุญแจ ก็เพราะมันมีสถานีที่ให้รถไฟสับหลีกกันได้ มีผู้สันนิญฐานว่าน่าจะเป็นการเพี้ยนมาจากคำว่า "ประแจ" ประแจสับรางนี้อเมริกาจะเรียกว่า "switch" ส่วนอังกฤษจะเรียกว่า "point"
 
สัปดาห์หน้าก็คงจะหายตัวไปสักพัก เพราะต้องไปราชการต่างประเทศ หวังว่าพอกลับมาก็คงจะมีเรื่องราวที่ไม่ใช่วิชาการมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเขียนพวกวิชาการไปเยอะแล้ว อยากเขียนเรื่องอื่นบ้าง สวัสดี

รูปที่ ๒ แผนที่แนบท้ายประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง จัดตั้งสุขาภิบาลหัวกุญแจ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๘๐ ตอนที่ ๒๖ วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๐๖ หน้า ๖๙๗-๖๙๘ ตัวเลข 1-6 ที่เติมลงไปก็เพื่อระบุตำแหน่งเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมในรูปที่ ๓ เทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมแล้ว ผ่านไปกว่า ๕๐ ปีก็ดูเหมือนว่าชุมชนแห่งนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากเท่าใดนัก ถ้าจะมีการเปลี่ยนก็น่าจะเป็นบริเวณรอบนอกมากกว่าที่มีอาคารต่าง ๆ เพิ่มขึ้น (รวมทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์) แต่ในตัวเขตสุขาภิบาลเองนั้นไม่ได้มีความหนาแน่นมากขึ้นเลย

รูปที่ ๓ ภาพถ่ายดาวเทียมจาก google map ช่วงจุด (3)-(4) เป็นถนนเล็ก ๆ ในวันที่ไปถ่ายรูปนั้นถนนเส้นนี้ปิดอยู่ ดูเหมือนจะมีงานออกร้านอยู่ เส้นหลักที่เข้าตัวชุมชนคือจุด (2) ที่เป็นสามแยกมีสัญญาณไฟจราจร

รูปที่ ๔ ภาพด้านซ้ายของหัวรถจักรที่จอดอยู่ที่วัดหัวกุญแจ รถไฟรุ่นนี้ใช้ขนาดรางกว้าง ๗๕๐ มิลลิเมตร (ความกว้างของรางรถไฟวัดจากขอบรางด้านในฝั่งหนึ่งถึงขอบรางด้านในของอีกฝั่งหนึ่ง)

รูปที่ ๕ ป้ายที่ติดไว้ทีท้ายรถ 

รูปที่ ๖ มองเฉียงจากทางด้านหน้าซ้าย เสียดายที่มีการนำเอาม้านั่งไปตั้งไว้ข้าง ๆ ทำให้ไม่สามารถถ่ายรูปได้โดยไม่โดนบัง

รูปที่ ๗ ข้างหน้าคือปล่องควัน ส่วนตัวเล็ก ๆ ดำ ๆ ๒ ตัวข้างบนเดาว่าน่าจะเป็นวาล์วระบายความดัน

รูปที่ ๘ มองภาพหน้าตรงหน่อย

รูปที่ ๙ มองเฉียงจากทางด้านหน้าขวา

รูปที่ ๑๐ มองเฉียงจากทางด้านหลังขวา ดูเหมือนวันที่ไปดูนั้นเป็นช่วงที่เขากำลังปรับปรุงด้วยการทาสี ก็เลยมีกระป๋องสีวางอยู่ท้ายรถเต็มไปหมด 

รูปที่ ๑๑ ป้ายคำรำพึงที่ติดไว้ท้ายหัวรถจักรด้านขวา 

รูปที่ ๑๒ มองเฉียงจากทางด้านหลังซ้าย 

รูปที่ ๑๓ Name plate ของตัวรถบอกว่าสร้างโดยบริษัท Orenstein & Koppel AG, Berlin-Drewitz ในปีค.ศ. ๑๙๒๘ (พ.ศ. ๒๔๗๑) หมายเลข N211780 (หวังว่าคงอ่านตัวเลขไม่ผิดนะ)

รูปที่ ๑๔ ภาพด้านซ้ายของหัวรถจักร 

รูปที่ ๑๕ ป้ายประวัติวัดหัวกุญแจที่ตั้งไว้บริเวณใกล้เคียงกับที่ตั้งหัวรถจักร

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561

รถไฟเล็กลากไม้สายตะวันออก (ศรีราชา) ภาค ๑๒ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๔๒) MO Memoir : Thursday 20 December 2561

การศึกษาประวัติศาสตร์นั้นจะยากอยู่กว่าการแปลผลทางวิทยาศาสตร์ตรงที่ สิ่งที่มีเขียนบันทึกเอาไว้นั้นอาจไม่ได้บันทึกเรื่องราวที่ถูกต้องทั้งหมดเอาไว้ หรือไม่ได้บันทึกเรื่องราวที่ถูกต้องเอาไว้เลยก็ได้ ดังนั้นการแปลข้อมูลที่ได้รับมาจึงต้องพิจารณาสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ข้อมูลนั้นปรากฏ ว่ามันมีผลต่อผู้บันทึกข้อมูลนั้นหรือไม่ อย่างไร เรียกว่าก่อนจะนำข้อมูลมาใช้ ก็ควรต้องเรียนรู้จักตัวตนของผู้บันทึกข้อมูลก่อน ว่าในขณะนั้นเขาอยู่ในสภาพเช่นใด 
  
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปได้ที่สิ่งที่บันทึกนั้นผู้บันทึกจงใจที่จะเขียนในสิ่งที่ตรงข้ามกับความจริง หรือบิดเบือนให้ผิดเพี้ยนไป หรือจงใจแปลความเหตุการณ์เพื่อให้ได้ข้อสรุปตามที่ต้องการ ในขณะที่ข้อมูลประเภทนี้ถ้าเป็นทางวิทยาศาสตร์ก็มักจะถูกโยนทิ้งไป แต่สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์แล้วถ้าได้มีการเทียบเคียงข้อมูลเหล่านั้นกับหลักฐานอื่น ก็อาจมองเห็นข้อเท็จจริงที่ถูกซ่อนเอาไว้ในบันทึกดังกล่าวได้ จะเรียกว่าการ "อ่านระหว่างบรรทัด" หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "read between the lines" นั้นเป็นสิ่งจำเป็นก็ได้
 
งานเสวนา "ย้อนประวัติบริษัทศรีมหาราชา" ณ ร้านอาหารเรือนน้ำซีฟู้ด ข้างสวนสาธารณะเกาะลอย เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ที่ทาง "ชมรมคนรักศรีราชา" (http://www.konruksriracha.in.th) เป็นแม่งานในการจัดนั้นจะเรียกว่าเป็นการเปิดตัวผู้เกี่ยวข้องกับรถไฟสายนี้ในขณะที่รถไฟสายนี้ยังมีการใช้งานอยู่ก็ได้ งานต่อไปที่ทางชมรมคนรักศรีราชาคงต้องรีบดำเนินการต่อไปคือการเก็บรวบรวมความทรงจำของท่านเหล่านี้เอาไว้ก่อนที่จะสูญหายไป ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นงานใหญ่ไม่ใช่เล่น ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจช่วยนะครับ
 
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มเข้ามามีบทบาทในการรบที่เวียดนาม ความจำเป็นที่ต้องมีแผนที่ของภูมิภาคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เท่าที่ทราบคือแผนที่ชุดหนึ่งคือแผนที่ทหารรหัส L509 ดูเหมือนว่าแผนที่ชุดนี้ทางกองทัพสหรัฐจัดทำขึ้นมาก่อน จากนั้นทางกรมแผนที่ทหารของไทยจึงมีการทำเป็นฉบับที่มีภาษาไทยกำกับควบคู่ตามมา โดยการจัดทำครั้งที่ ๒ นั้นมีข้อมูลบางจุดที่แตกต่างไปจากฉบับที่เผยแพร่ครั้งแรก

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาจากอาจารย์บางท่านในการศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ก็คือ เราต้องแยกออกมาก่อนว่าข้อมูลดิบนั้นมันมาอย่างไร ในการส่งต่อข้อมูลดิบนั้นมันมาอย่างไรก็ต้องส่งต่อไปอย่างนั้น ยกตัวอย่างเช่นถ้าข้อมูลดิบนั้นมันเป็นข้อความที่บันทึกไว้ ต้นฉบับมีการสะกดมีการเขียนอย่างไร การบันทึกข้อมูลเพื่อการส่งต่อก็ต้องเขียนไปตามนั้นก่อน คืออย่าไปแก้ไขในสิ่งที่เราคิดว่ามันผิด เพราะอาจเป็นเราเองเข้าใจผิดก็ได้ โดยตรงจุดนี้เราสามารถที่จะทำเครื่องหมายแสดงความเห็นแยกต่างหากแนบเอาไว้ได้

Memoir ฉบับนี้ก็ถือเสียว่าเป็นการเล่าเรื่องด้วยแผนที่ก็แล้วกันนะครับ เป็นเพียงแค่การบันทึกว่าเคยได้เห็นข้อมูลอะไรมาจากที่ไหน และมันมีความแตกต่างอะไรกันอยู่ ส่วนที่ว่าอันไหนจะน่าเชื่อถือมากกว่ากันนั้น ก็คงต้องขอให้ผู้อ่านแต่ละท่านพิจารณาเอาเอง

รูปที่ ๑ แผนที่ทหารรหัส L509 จัดทำโดยกองทัพสหรัฐมีการระบุเอาไว้ว่ามีการใช้ข้อมูลการสำรวจในปีค.ศ. ๑๙๕๑ (พ.ศ. ๒๔๙๔) และค.ศ. ๑๙๕๓ (พ.ศ. ๒๔๙๖) และนำมาประมวลผลในปีค.ศ. ๑๙๕๕ (พ.ศ. ๒๔๙๘) ฉบับนี้เข้าใจว่าเป็นฉบับที่จัดพิมพ์ครั้งแรก (เพราะเห็นมีคำว่า Edition 1-AMS อยู่)

รูปที่ ๒ แผนที่ทหารรหัส L509 เช่นกัน แต่เป็นฉบับที่จัดทำโดยกรมแผนที่ทหารของไทย (จะเรียกว่าเป็นฉบับแปลเป็นไปก็น่าจะได้อยู่) เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ เท่าที่ดูเข้าใจว่าข้อมูลที่ใช้ก็อิงมาจากฉบับพิมพ์ครั้งแรก แต่มีการปรับแก้ความถูกต้องในบางจุด ดังตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นในรูปที่ ๓ และ ๔ ที่เป็นส่วนของเส้นทางรถไฟบรรทุกไม้ของบริษัทศรีมหาราชา

รูปที่ ๓ แผนที่เส้นทางรถไฟลากไม้ของบริษัทศรีมหาราชาที่ปรากฏในแผนที่ชุด L509 พิมพ์ครั้งที่ ๑ โดยกองทัพสหรัฐ (ในกรอบสี่เหลี่ยมประสีแดง) ปลายทางของเส้นแยกไปทางด้านทิศเหนือไปสิ้นสุดที่บริเวณบ้านบึงไม้แก่น ส่วนสายที่แยกลงมาทางด้านใต้นั้นไปสิ้นสุดแถวบ้านพันเสด็จใน

รูปที่ ๔ แผนที่เส้นทางรถไฟลากไม้ของบริษัทศรีมหาราชาที่ปรากฏในแผนที่ชุด L509 พิมพ์ครั้งที่ ๒ โดยกรมแผนที่ทหารของไทยบอกแนวปลายทางที่ไปไกลกว่า คือสายแยกทางด้านบนนั้นมีการต่อไปจนถึงบ้านหนองปรือและหนองตาสน ในขณะที่สายแยกลงล่างนั้นมีทางแยกจากบ้านพันเสด็จในผ่านไปยังบ้านระเวิงและบ้านเก่า

รูปที่ ๕ แผนที่ในรูปที่ ๕ ถึง ๗ นำมาจาก https://911gfx.nexus.net/thailand.html เข้าใจว่าเป็นฉบับที่จัดทำในปีค.ศ. ๑๙๖๗ หรือพ.ศ. ๒๕๑๐ หรือประมาณ ๑๐ หลังแผนทีชุด L509 ที่เอามุมนี้ของแผนที่มาแสดงก็เพื่อเป็นการบันทึกข้อมูลว่าแผนที่ฉบับนี้ใครเป็นผู้จัดทำ จัดทำเมื่อใด และใช้ข้อมูลจากไหน (รูปที่ ๑ และ ๒ ที่นำมาแสดงก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน)

รูปที่ ๖ แผนที่บริเวณอำเภอศรีราชา ยังแสดงเส้นทางรถไฟลากไม้ (ตามแนวเส้นประสีแดง) ที่เหมือนกับแผนที่ชุด L509 ที่จัดทำโดยกรมแผนที่ทหาร (รูปที่ ๔)


รูปที่ ๗ แผนที่ส่วนต่อด้านทิศตะวันออกของรูปที่ ๖ แนวเส้นทางรถไฟลากไม้คือแนวเส้นประสีแดงสองแนวที่อยู่ทางด้านซ้ายของรูป

รูปที่ ๘ แผนที่นี้นำมาจาก http://legacy.lib.utexas.edu/maps/tpc/txu-pclmaps-oclc-22834566_k-9b.jpg ในหัวข้อที่ว่า "Tactical Pilotage Chart Series - World 1:500,000 Scale" คือเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับการเดินอากาศของทางกองทัพ ตัวแผนที่มีการระบุว่าใช้ข้อมูลปีค.ศ. ๑๙๖๘ (พ.ศ. ๒๕๑๑) แต่มีการปรับปรุงแก้ไขในเดือนกุมภาพันธ์ปีค.ศ. ๑๙๘๔ (พ.ศ. ๒๕๒๗) แต่เน้นความถูกต้องเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเดินอากาศ (คือสถานีควบคุมและขอบเขต) ไม่ได้เน้นปรับปรุงความถูกต้องของรายละเอียดต่าง ๆ ที่อยู่บนพื้นดิน

รูปที่ ๙ แผนที่เส้นทางรถไฟที่ปรากฏในแผนที่รูปที่ ๘ ตอนนี้ถูกแยกออกเป็น ๒ ส่วน คือเส้นด้านล่างจากศรีราชาจุด (1) ไปยังจุด (2) และเส้นบนจากแถวบ้านโค้งดาราที่จุด (3) ไปแถวบ้านหัวกุญแจที่จุด (4) และ (5) เข้าใจว่าน่าจะเป็นโรงงานน้ำตาล


รูปที่ ๑๐ แผนที่นี้นำมาจาก http://legacy.lib.utexas.edu/maps/onc/txu-pclmaps-oclc-8322829_k_9.jpg ในหัวข้อเดียวกับรูปที่ ๘ ฉบับนี้บอกว่าใช้ข้อมูลปีค.ศ. ๑๙๖๗ (พ.ศ. ๒๕๑๐) แต่เป็นฉบับปรับปรุงเดือนมิถุนายนปีค.ศ. ๑๙๘๔ (พ.ศ. ๒๕๒๗) คือดูเมื่อเทียบกับรูปที่ ๘ และ ๙ แล้ว ดูเหมือนว่าฉบับนี้จะใช้แผนที่เก่ากว่า แต่ข้อมูลสำหรับการเดินอากาศจะทันสมัยกว่า

รูปที่ ๑๑ ภาพขยายบริเวณทางรถไฟลากไม้ ภาพนี้ยังเป็นเส้นทางต่อเนื่องกันเริ่มจาก (1) ศรีราชา ไปแยกที่ (2) ลงใต้เส้นหนึ่งไปยัง (3) และอีกเส้นหนึ่งขึ้นเหนือไปที่ (4) และ (5)