แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศรีราชา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศรีราชา แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

สถานีรถไฟบางพระ MO Memoir : Sunday 21 February 2564

วันพุธที่แล้วเพิ่งจะได้เลนส์ตัวใหม่ 18-105 mm มาใช้แทนเลนส์คิท 18-55 mm ตัวเดิมที่มากับกล้อง ก็เลยถือโอกาสเอาไปทดลองดูหน่อยว่าถ่ายออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร และสถานที่ที่เลือกก็คือสถานีรถไฟบางพระ

เส้นทางตั้งแต่ฉะเชิงเทรามาถึงศรีราชาก็เป็นทางคู่ตลอด แต่เห็นตั้งแต่สถานีพานทอง ชลบุรี และบางพระ ต่างมีรางหลีกรางจอดถึง ๔ ราง (คือเพิ่มมาอีก ๒ นอกเหนือจากเส้นวิ่งไปกลับ) ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนออกแบบวางแผนนั้นมีการคาดการณ์ว่าจะมีความถี่ในการเดินรถกันมากขนาดไหน ทั้ง ๆ ที่สายนี้ในแต่ละวันก็มีรถโดยสารเพียงแค่ขบวนเดียวที่วิ่งไป ๑ เที่ยวกลับ ๑ เที่ยวแค่นั้นเอง นอกนั้นก็เป็นขบวนรถสินค้า

บางพระเดิมก็เป็นอำเภอหนึ่ง แต่การทำป่าไม้ที่ศรีราชาทำให้ศรีราชากลายเป็นเมืองขนาดใหญ่และกลายเป็นอำเภอแทน ส่วนบางพระก็ถูกลดระดับลงไปเป็นตำบลขึ้นกับอำเภอศรีราชา แต่สิ่งหนึ่งที่บางพระมีก็คืออ่างเก็บน้ำที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำจืดให้กับย่านตัวอำเภอเมืองและศรีราชา และก่อนที่จะมีอ่างเก็บน้ำก็ยังมีบ่อน้ำพุร้อนอีก ที่ตอนนี้จมอยู่ใต้อ่าง แต่อาจเห็นปล่องได้ถ้าปีไหนน้ำในอ่างแห้งมาก ส่วนรอบอ่างตอนเย็น ๆ ก็ยังพอเห็นคนไปปั่นจักรยานกันบ้าง จนเทศบาลลงทุนทำทางเฉพาะสำหรับจักรยานแยกจากถนนหลักไว้บางช่วง

อีกจุดหนึ่งที่พักหลังนี้เห็นใครต่อใครหลายคนเขาไปกันก็คือเขาฉลาก ผมเคยขับรถขึ้นไปถ่ายรูปบนนั้น แต่พักหลักจะมีกลุ่มนักวิ่งนักเดินบ้างไปใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อม ส่วนตัวผมเองนั้นมักจะพาครอบครัวไปเที่ยวเวลาที่เขามีงานเกษตรบางพระเพื่อไปหาซื้อต้นไม้และของกิน

หลังจากตลาดสดที่สามแยกบางพระถูกรื้อทิ้งไป ก็ไม่ได้แวะไปซื้ออะไรอีก รู้แต่ว่าพวกของทะเลที่ตลาดนี้จะถูกกว่าที่หนองมน

สำหรับวันนี้ก็ถือว่าเป็นการบันทึกสถานที่ธรรมดาแห่งหนึ่งที่ไม่มีอะไรให้สำหรับคนชอบเช็คอินก็แล้วกัน

รูปที่ ๑ ที่ตั้งสถานีรถไฟบางพระในกรอบสีเหลี่ยมสีเหลืองใหญ่ ส่วนกรอบสีเหลี่ยมสีเหลืองบนคือจุดข้ามทางรถไฟ 

รูปที่ ๒ จอดรถแล้วเดินเข้าสถานี ก็มีเจ้าถิ่นนอนเล่นอยู่หลายตัว เขาแค่ยกหัวขึ้นมาดูว่าใครเดินมา แล้วก็นอนต่อ ตัวอาคารสถานีจะอยู่ทางด้านฝั่งตะวันตกของราง

รูปที่ ๓ จากตัวอาคารสถานีมองไปทางทิศใต้ ที่เห็นอยู่ไกล ๆ คือเขาฉลาก

รูปที่ ๔ มีป้ายต้อนรับด้วย แต่สถานีนี้แปลกอยู่อย่างคือเอากระถางต้นไม้ไปวางบังหน้าป้ายที่บอกว่าสถานีถัดไปคือสถานีอะไร (ด้านซ้ายในรูป)

 
รูปที่ ๕ เดินมาจนสุดชานชาลาด้านทิศใต้ฝั่งตะวันตก มองไปยังเส้นทางที่มุ่งไปสถานีเขาพระบาทและศรีราชา
 
รูปที่ ๖ ลองเลนส์ใหม่หน่อย ซูมเต็มที่ไปที่ 105 mm (ถ้าจะเทียบเท่า full frame ก็ต้องคูณด้วย 1.5) รางหลักที่รถไฟวิ่งประจำคือสองรางด้านซ้ายของรูป เห็นได้จากผิวรางถูกล้อรถขัดผิวจนมันวาว
 
รูปที่ ๗ ตัวอาคารสถานี ถ่ายจากชานชาลาฝั่งตะวันออก
 
รูปที่ ๘ ฝั่งตะวันออกด้านตรงข้ามสถานีมีป้ายบ้านสวนคุ้มกบาลอยู่

รูปที่ ๙ เดินมาจนสุดชานชาลาฝั่งตะวันออกด้านทิศเหนือ มองไปยังเส้นทางที่มาจากสถานีชลบุรี

รูปที่ ๑๐ จากชานชาลาด้านทิศเหนือฝั่งตะวันตก มองย้อนกลับลงไป

รูปที่ ๑๑ มีเก้าอี้นั่งที่ทำจากหมอนรองราง ทั้งแบบไม้ (ตัวบน) และคอนกรีตผสมเหล็ก (ตัวล่าง) แต่ตอนนี้เห็นใช้กันแต่แบบคอนกรีตล้วน ๆ 

 
รูปที่ ๑๒ "เครื่องตกราง" รางจอดนี้ยังคงเป็นหมอนไม้อยู่เลย
 
รูปที่ ๑๓ อีกมุมหนึ่งของเครื่องตกราง
 
รูปที่ ๑๔ จุดข้ามทางรถไฟที่อยู่ในกรอบสีเหลี่ยมสีเหลืองเล็กในรูปที่ ๑

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563

น้ำลด เขื่อนผุด (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๕๒) MO Memoir : Friday 27 March 2563

ปรกติการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำก็จะทำให้เกิดพื้นที่น้ำท่วมเหนือเขื่อน ทำให้สิ่งก่อสร้างหลายต่อหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง สะพาน อาคารต่าง ๆ จมอยู่ใต้น้ำ แต่ไม่รู้ว่าที่บางพระเนี่ยจะเป็นกรณีพิเศษหรือเปล่า เพราะสิ่งที่ต้องจมอยู่ใต้น้ำหลังเขื่อนสร้างเสร็จก็คือ "เขื่อนบางพระ" เอง
  
ทางด้านตะวันตกของตำบลบางพระเป็นที่ราบ มีบ่อน้ำพุร้อน มีลำน้ำธรรมชาติหลายสายไหลลงมารวมกัน กลายกลายเป็นคลองบางพระก่อนไหลลงสู่ทะเล บริเวณดังกล่าวมีภูเขาลูกเล็ก ๆ วางตัวเรียงกันอยู่ ในแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๔๙๗ ระบุชื่อภูเขาเหล่านั้นที่เรียงตัวจากเหนือลงมาใต้ว่า เขาปู่เจ้า เขาไหล เขาซากขมิ้น และเขาฉลาก การทำแนวเขื่อนขวางกันพื้นที่ราบระหว่างเขาเหล่านี้ก็เลยทำให้เกิดเป็นอ่างเก็บน้ำบางพระ
  
รูปที่ ๑ แนวสันเขื่อนเก่าที่โผล่พ้นน้ำอยู่ทางด้านซ้ายมือ

ผลจากการสร้างเขื่อนขึ้นมาทำให้สถานที่เที่ยวแห่งหนึ่งของบางพระหายไป คือบ่อน้ำพุร้อน แต่ตอนนั้นก็ยังมีการต่อท่อน้ำร้อนออกมาให้ใช้กันอยู่ได้ แต่ต่อมาไม่นานก็มีการขยายสันเขื่อนเพื่อให้กักเก็บน้ำได้มากขึ้น แนวสันเขื่อนเดิมก็เลยจมอยู่ใต้น้ำไป และยังทำให้บ่อน้ำพุร้อนต้องลงไปอยู่ใต้น้ำ ถ้าเอ่ยถึงบ่อน้ำพุร้อนนี้ คนที่มีอายุประมาณ ๖๐ ปีขึ้นไปก็ยังพอจำความกันได้อยู่
  
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลบร้อนในบ้านด้วยการออกไปซื้ออาหารแห้งมาตุน ก็เลยถือโอกาสโฉบไปที่อ่างเก็บน้ำด้วยเพราะอยู่ใกล้ ๆ กัน เลยถือโอกาสถ่ายรูปบันทึกไว้เล่าสู่กันฟัง เผื่อมีคนไปเห็นและสงสัยว่าคันดินที่เห็นคืออะไร
  
รูปที่ ๒ มุมเดียวกับรูปที่ ๑ แต่ซูมเข้าไปใกล้ ๆ หน่อย
  
รูปที่ ๓ แผนที่แนบท้าย พระราชบัญญัติโอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ในท้องที่ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ให้แก่ราษฎร พ.ศ. ๒๕๐๓ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๗๗ ตอนที่ ๑๐๐ หน้า ๑๐๑๒ - ๑๐๑๔ วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๐๓ ในแผนที่นี้บริเวณดังกล่าวยังไม่ปรากฏมีเขื่อนกั้นลำน้ำ  
  
รูปที่ ๔ แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๑๓ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ หน้า ๒๒ - ๒๔ เล่ม ๘๗ ตอนที่ ๑๑๘ วันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๑๓ แผนที่นี้แสดงแนวเขตอ่างเก็บน้ำบางพระเดิม ก่อนที่จะทำการเสริมสันเขื่อนเพื่อเพิ่มความจุเขื่อน
  
รูปที่ ๕ ภาพจากฝั่งตรงข้ามกับรูปที่ ๑ และ ๒
  
รูปที่ ๖ ปล่องของบ่อน้ำพุร้อนที่จมไปใต้น้ำด้วย แต่จะโผล่ให้เห็นช่วที่น้ำในเขื่อนน้อย

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

รถไฟเล็กลากไม้สายตะวันออก (ศรีราชา) ภาค ๑๓ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๔๘) MO Memoir : Sunday 28 July 2562

ผมเพิ่งรู้ว่ามีหัวรถจักรลากไม้ของบริษัทศรีมหาราชาอีกหัวหนึ่งตั้งไว้ที่วัดหัวกุญแจก็ตอนไปร่วมงานเสวนากับทางชมรมคนรักศรีราชาเพื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ก็คิดว่าถ้ามีโอกาสก็จะไปถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก เพราะปรกติจะมีโอกาสผ่านไปทางด้านนั้นก็ช่วงเทศกาลเช็งเม้งที่จะพาภรรยาและลูก ๆ ไปไหว้สุสานบรรพบุรุษ (ฝ่ายภรรยา) ที่แถวบ้านบึง แต่บังเอิญว่าปีนี้ไม่สามารถไปได้ เพิ่งจะมีโอกาสผ่านไปทางนั้นก็เมื่อวันพุธที่ ๒๔ กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ต้องไปตรวจเยี่ยมนิสิตฝึกงานที่ฝึกงานที่โรงงานทำไบโอดีเซลแห่งหนึ่งที่อำเภอหนองใหญ่ ขากลับก็เลยแวะถ่ายรูปเสียหน่อย
 
วันที่ไปถึงนั้นดูเหมือนเขากำลังปรับปรุงภูมิทัศน์อยู่ มีการทาสีชิงช้าและม้านั่ง แม้แต่ตัวหัวรถจักรเองก็ดูเหมือนว่าเพิ่งจะทาสีใหม่ได้ไม่นาน ยังมีกระป๋องสีวางอยู่ท้ายหัวรถจักร Name plate ของหัวรถจักรคันนี้บอกว่าสร้างโดยบริษัท Orenstein & Koppel AG, Berlin-Drewitz ในปีค.ศ. ๑๙๒๘ (พ.ศ. ๒๔๗๑) หมายเลข N211780 (รูปที่ ๑๓) พยายามหารูปหัวรถจักรรุ่นนี้ในอินเทอร์เน็ตแล้วแต่ไม่พบ เจอแต่ที่หน้าตาคล้าย ๆ กันแต่ใช้ขนาดรางกว้างต่างกัน
 
หลังจากหมดยุคทำไม้ก็เป็นยุคการทำไร่อ้อย รถไฟสายนี้ก็เปลี่ยนจากรถไฟลากไม้กลายเป็นรถไฟบรรทุกอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลแทน ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยรถบรรทุกในเวลาต่อมา

รูปที่ ๑ ป้ายบอกชื่อถนนทางรถไฟเก่า ป้ายนี้อยู่ตรงตำแหน่ง (4) ในรูปที่ ๒ และ ๓ ถนนทางรถไฟเก่านี้บริเวณตำแหน่ง (7) มีอาคารตลาดตั้งขวางอยู่ เหลือเพียงช่องทางเล็ก ๆ ด้านข้างอาคารให้รถวิ่งผ่านได้ แม้ว่าป้ายจะบอกว่าเป็นถนนที่เดินรถไดทั้งสองทาง แต่ในความเป็นจริงมันแคบแบบรถยนต์ไม่น่าจะสวนกันได้ ต้องใช้วิธีเลี้ยวเข้าซอยย่อยเพื่ออ้อมตลาดแทน
  
ทำไมที่แห่งนี้จึงมีชื่อว่าบ้านหัวกุญแจ ก็เพราะมันมีสถานีที่ให้รถไฟสับหลีกกันได้ มีผู้สันนิญฐานว่าน่าจะเป็นการเพี้ยนมาจากคำว่า "ประแจ" ประแจสับรางนี้อเมริกาจะเรียกว่า "switch" ส่วนอังกฤษจะเรียกว่า "point"
 
สัปดาห์หน้าก็คงจะหายตัวไปสักพัก เพราะต้องไปราชการต่างประเทศ หวังว่าพอกลับมาก็คงจะมีเรื่องราวที่ไม่ใช่วิชาการมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเขียนพวกวิชาการไปเยอะแล้ว อยากเขียนเรื่องอื่นบ้าง สวัสดี

รูปที่ ๒ แผนที่แนบท้ายประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง จัดตั้งสุขาภิบาลหัวกุญแจ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๘๐ ตอนที่ ๒๖ วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๐๖ หน้า ๖๙๗-๖๙๘ ตัวเลข 1-6 ที่เติมลงไปก็เพื่อระบุตำแหน่งเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมในรูปที่ ๓ เทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมแล้ว ผ่านไปกว่า ๕๐ ปีก็ดูเหมือนว่าชุมชนแห่งนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากเท่าใดนัก ถ้าจะมีการเปลี่ยนก็น่าจะเป็นบริเวณรอบนอกมากกว่าที่มีอาคารต่าง ๆ เพิ่มขึ้น (รวมทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์) แต่ในตัวเขตสุขาภิบาลเองนั้นไม่ได้มีความหนาแน่นมากขึ้นเลย

รูปที่ ๓ ภาพถ่ายดาวเทียมจาก google map ช่วงจุด (3)-(4) เป็นถนนเล็ก ๆ ในวันที่ไปถ่ายรูปนั้นถนนเส้นนี้ปิดอยู่ ดูเหมือนจะมีงานออกร้านอยู่ เส้นหลักที่เข้าตัวชุมชนคือจุด (2) ที่เป็นสามแยกมีสัญญาณไฟจราจร

รูปที่ ๔ ภาพด้านซ้ายของหัวรถจักรที่จอดอยู่ที่วัดหัวกุญแจ รถไฟรุ่นนี้ใช้ขนาดรางกว้าง ๗๕๐ มิลลิเมตร (ความกว้างของรางรถไฟวัดจากขอบรางด้านในฝั่งหนึ่งถึงขอบรางด้านในของอีกฝั่งหนึ่ง)

รูปที่ ๕ ป้ายที่ติดไว้ทีท้ายรถ 

รูปที่ ๖ มองเฉียงจากทางด้านหน้าซ้าย เสียดายที่มีการนำเอาม้านั่งไปตั้งไว้ข้าง ๆ ทำให้ไม่สามารถถ่ายรูปได้โดยไม่โดนบัง

รูปที่ ๗ ข้างหน้าคือปล่องควัน ส่วนตัวเล็ก ๆ ดำ ๆ ๒ ตัวข้างบนเดาว่าน่าจะเป็นวาล์วระบายความดัน

รูปที่ ๘ มองภาพหน้าตรงหน่อย

รูปที่ ๙ มองเฉียงจากทางด้านหน้าขวา

รูปที่ ๑๐ มองเฉียงจากทางด้านหลังขวา ดูเหมือนวันที่ไปดูนั้นเป็นช่วงที่เขากำลังปรับปรุงด้วยการทาสี ก็เลยมีกระป๋องสีวางอยู่ท้ายรถเต็มไปหมด 

รูปที่ ๑๑ ป้ายคำรำพึงที่ติดไว้ท้ายหัวรถจักรด้านขวา 

รูปที่ ๑๒ มองเฉียงจากทางด้านหลังซ้าย 

รูปที่ ๑๓ Name plate ของตัวรถบอกว่าสร้างโดยบริษัท Orenstein & Koppel AG, Berlin-Drewitz ในปีค.ศ. ๑๙๒๘ (พ.ศ. ๒๔๗๑) หมายเลข N211780 (หวังว่าคงอ่านตัวเลขไม่ผิดนะ)

รูปที่ ๑๔ ภาพด้านซ้ายของหัวรถจักร 

รูปที่ ๑๕ ป้ายประวัติวัดหัวกุญแจที่ตั้งไว้บริเวณใกล้เคียงกับที่ตั้งหัวรถจักร

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562

อาศรมฤๅษีที่ศรีราชา (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๔๕) MO Memoir : Thursday 3 January 2562

ในส่วนคำนำของหนังสือ "บันทึกการเดินทางสู่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ประเทศสยาม" ที่นายเฮอร์เบิร์ท วาริงตัน สมิท (Herbert Warington Smyth) เขียนบันทึกไว้ในปีพ.ศ. ๒๔๓๕ ที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่นั้น ให้ประวัติของนายสมิทเอาไว้ว่า เป็นนักธรณีวิทยาชาวอังกฤษที่ได้รับการว่าจ้างจากรัฐบาลสยามให้เข้ามารับราชการในกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยา โดยรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้ากรม (คือนายวอลเตอร์ เดอ มุลเลอร์ (W. De Muller) ชาวเยอรมัน) ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๓๔ และภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมต่อจากนายมุลเลอร์ระหว่างปีพ.ศ. ๒๔๓๘ - ๒๔๓๙

รูปที่ ๑ บันทึกของ Herbert Warington Smyth ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยและจัดพิมพ์โดยกรมศิลปากรที่ผมมีอยู่ เล่มซ้าย "บันทึกการเดินทางสู่แม่น้ำโขงตอนบน ประเทศสยาม (Notes of a journey on the upper Mekong, Siam)" พิมพ์เผยแพร่เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๔ เล่มกลาง "ห้าปีในสยาม เล่ม ๑ (Five years in siam vol. 1)" พิมพ์เผยแพร่เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๔ และเล่มขวา "ห้าปีในสยาม เล่ม ๒ (Five years in siam vol. 2)" พิมพ์เผยแพร่เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๙

นายสมิทเป็นชาวต่างชาติผู้หนึ่งที่มีโอกาสได้เดินทางไปแบบที่อาจเรียกได้ว่าเกือบทั่วสยาม (ในบันทีกของเขาขาดก็แต่ดินแดนทางภาคตะวันตก) หนังสือ "Five years in Siam" ของเขาไม่ได้บอกเล่าแต่เรื่องทางธรณีวิทยาเพียงด้านเดียว แต่ยังประกอบไปด้วยนานาสาระที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บ้านเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามท้องถิ่นต่าง ๆ ที่เขาได้เดินทางผ่านไป นอกจากนี้ด้วยความที่เขามีความสามารถในการวาดภาพ ภาพเขียนของเขาจึงอาจถือได้ว่าเป็นการบันทึกสิ่งต่าง ๆ ที่เขาไปพบเห็น ไม่ว่าจะเป็น บุคคล สิ่งของ สถานที่ หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ แม้ว่าในยุคของเขานั้นเริ่มมีการถ่ายภาพแล้วก็ตาม แต่ถ้าต้องแบกอุปกรณ์ถ่ายภาพติดตัวตลอดการเดินทางที่กินระยะเวลานานและไม่ได้เต็มไปด้วยความสะดวกสบายตลอดเส้นทาง ก็คงไม่ใช่เรื่องที่สะดวกนัก แต่ถึงกระนั้นภาพวาดของเขาก็ได้ช่วยให้เราได้เห็นภาพสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกพระนครในยุคสมัยนั้น ที่ชาวต่างฃาติส่วนใหญ่ยังคงพำนักพักอาศัยอยู่ในเขตพระนครเป็นหลัก

รูปที่ ๒ ภาพอาศรมฤๅษีที่ศรีราชาที่ปรากฏในหน้า ๑๙๐ ของหนังสือ "ห้าปีในสยาม เล่ม ๒"

ในบันทึกของนายสมิทไม่ได้กล่าวไว้แน่ชัดว่าการเดินทางไปยังจันทบุรีและตราดนั้นเริ่มเมื่อใด แค่คงหลังจากที่ได้กลับมาถึงกรุงเทพในปีพ.ศ. ๒๔๓๗ หลังการเดินทางสำรวจชายฝั่งทะเลทั้งทางด้านตะวันออกและตะวันตกของภาคใต้ การเดินทางตามชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกนี้เป็นการเดินทางด้วยเรือ มีบันทึกกล่าวถึงสถานที่ต่าง ๆ ริมทะเล ไม่ว่าจะเป็น บางปลาสร้อย อ่างหิน (น่าจะเป็นอ่างศิลา) แหลมแท่น สีชัง ศรีราชา แหลมกระบัง (น่าจะเป็นแหลมฉบัง) เกาะคราม แสมสาร ไปเรื่อย ๆ จนถึงจันทบูรณ์ ตราด และคาบสมุทรกัมพูชา
 
ในหน้า ๑๙๐ ของหนังสือ "ห้าปีในสยาม เล่ม ๒" ฉบับที่แปลโดยกรมศิลปากรนั้น มีรูปที่ชื่อว่า "อาศรมฤษีที่ศรีราชา" โดยมีคำบรรยายที่แปลจากบันทึกของนายสมิทว่า

"เราหยุดเรือที่บางพระเพื่อรับเอาความแห้งและความอบอุ่นของแสงแดดยามเย็น และในตอนเช้าตรู่วันต่อมาเราก็ได้ออกเดินทางต่อมาตามชายฝั่งทะเลผ่านเจดีย์องค์เล็ก ๆ ที่สวยงามและวัดแห่งหนึ่งนอกเมืองศรีราชา มันเคยเป็นที่พักของฤษีชราผู้สันโดษ ซึ่งชื่อเสียงในด้านความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนั้นขจรขจายไปไกล แต่ท่านก็ไม่ได้ดูน่าเลื่อมใสเท่าไหร่นัก เพราะว่าคงไม่มีใครที่อาศัยอยู่ที่นั่นแล้วจะสามารถเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากจะเป็นนักบุญ"

ดูจากคำบรรยายและรูปประกอบแล้ว สถานที่แห่งนี้ก็ควรที่จะเป็น "เกาะลอย" ที่รู้จักกันในปัจจุบัน

(หมายเหตุ : พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานสะกดว่า ฤษี หรือ ฤๅษี ไม่ได้ใช้สระอา "า" เหมือนดังที่ปรากฏในหนังสือแปล)

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561

รถไฟเล็กลากไม้สายตะวันออก (ศรีราชา) ภาค ๑๒ (ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ตอนที่ ๑๔๒) MO Memoir : Thursday 20 December 2561

การศึกษาประวัติศาสตร์นั้นจะยากอยู่กว่าการแปลผลทางวิทยาศาสตร์ตรงที่ สิ่งที่มีเขียนบันทึกเอาไว้นั้นอาจไม่ได้บันทึกเรื่องราวที่ถูกต้องทั้งหมดเอาไว้ หรือไม่ได้บันทึกเรื่องราวที่ถูกต้องเอาไว้เลยก็ได้ ดังนั้นการแปลข้อมูลที่ได้รับมาจึงต้องพิจารณาสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ข้อมูลนั้นปรากฏ ว่ามันมีผลต่อผู้บันทึกข้อมูลนั้นหรือไม่ อย่างไร เรียกว่าก่อนจะนำข้อมูลมาใช้ ก็ควรต้องเรียนรู้จักตัวตนของผู้บันทึกข้อมูลก่อน ว่าในขณะนั้นเขาอยู่ในสภาพเช่นใด 
  
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปได้ที่สิ่งที่บันทึกนั้นผู้บันทึกจงใจที่จะเขียนในสิ่งที่ตรงข้ามกับความจริง หรือบิดเบือนให้ผิดเพี้ยนไป หรือจงใจแปลความเหตุการณ์เพื่อให้ได้ข้อสรุปตามที่ต้องการ ในขณะที่ข้อมูลประเภทนี้ถ้าเป็นทางวิทยาศาสตร์ก็มักจะถูกโยนทิ้งไป แต่สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์แล้วถ้าได้มีการเทียบเคียงข้อมูลเหล่านั้นกับหลักฐานอื่น ก็อาจมองเห็นข้อเท็จจริงที่ถูกซ่อนเอาไว้ในบันทึกดังกล่าวได้ จะเรียกว่าการ "อ่านระหว่างบรรทัด" หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "read between the lines" นั้นเป็นสิ่งจำเป็นก็ได้
 
งานเสวนา "ย้อนประวัติบริษัทศรีมหาราชา" ณ ร้านอาหารเรือนน้ำซีฟู้ด ข้างสวนสาธารณะเกาะลอย เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ที่ทาง "ชมรมคนรักศรีราชา" (http://www.konruksriracha.in.th) เป็นแม่งานในการจัดนั้นจะเรียกว่าเป็นการเปิดตัวผู้เกี่ยวข้องกับรถไฟสายนี้ในขณะที่รถไฟสายนี้ยังมีการใช้งานอยู่ก็ได้ งานต่อไปที่ทางชมรมคนรักศรีราชาคงต้องรีบดำเนินการต่อไปคือการเก็บรวบรวมความทรงจำของท่านเหล่านี้เอาไว้ก่อนที่จะสูญหายไป ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นงานใหญ่ไม่ใช่เล่น ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจช่วยนะครับ
 
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มเข้ามามีบทบาทในการรบที่เวียดนาม ความจำเป็นที่ต้องมีแผนที่ของภูมิภาคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เท่าที่ทราบคือแผนที่ชุดหนึ่งคือแผนที่ทหารรหัส L509 ดูเหมือนว่าแผนที่ชุดนี้ทางกองทัพสหรัฐจัดทำขึ้นมาก่อน จากนั้นทางกรมแผนที่ทหารของไทยจึงมีการทำเป็นฉบับที่มีภาษาไทยกำกับควบคู่ตามมา โดยการจัดทำครั้งที่ ๒ นั้นมีข้อมูลบางจุดที่แตกต่างไปจากฉบับที่เผยแพร่ครั้งแรก

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาจากอาจารย์บางท่านในการศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ก็คือ เราต้องแยกออกมาก่อนว่าข้อมูลดิบนั้นมันมาอย่างไร ในการส่งต่อข้อมูลดิบนั้นมันมาอย่างไรก็ต้องส่งต่อไปอย่างนั้น ยกตัวอย่างเช่นถ้าข้อมูลดิบนั้นมันเป็นข้อความที่บันทึกไว้ ต้นฉบับมีการสะกดมีการเขียนอย่างไร การบันทึกข้อมูลเพื่อการส่งต่อก็ต้องเขียนไปตามนั้นก่อน คืออย่าไปแก้ไขในสิ่งที่เราคิดว่ามันผิด เพราะอาจเป็นเราเองเข้าใจผิดก็ได้ โดยตรงจุดนี้เราสามารถที่จะทำเครื่องหมายแสดงความเห็นแยกต่างหากแนบเอาไว้ได้

Memoir ฉบับนี้ก็ถือเสียว่าเป็นการเล่าเรื่องด้วยแผนที่ก็แล้วกันนะครับ เป็นเพียงแค่การบันทึกว่าเคยได้เห็นข้อมูลอะไรมาจากที่ไหน และมันมีความแตกต่างอะไรกันอยู่ ส่วนที่ว่าอันไหนจะน่าเชื่อถือมากกว่ากันนั้น ก็คงต้องขอให้ผู้อ่านแต่ละท่านพิจารณาเอาเอง

รูปที่ ๑ แผนที่ทหารรหัส L509 จัดทำโดยกองทัพสหรัฐมีการระบุเอาไว้ว่ามีการใช้ข้อมูลการสำรวจในปีค.ศ. ๑๙๕๑ (พ.ศ. ๒๔๙๔) และค.ศ. ๑๙๕๓ (พ.ศ. ๒๔๙๖) และนำมาประมวลผลในปีค.ศ. ๑๙๕๕ (พ.ศ. ๒๔๙๘) ฉบับนี้เข้าใจว่าเป็นฉบับที่จัดพิมพ์ครั้งแรก (เพราะเห็นมีคำว่า Edition 1-AMS อยู่)

รูปที่ ๒ แผนที่ทหารรหัส L509 เช่นกัน แต่เป็นฉบับที่จัดทำโดยกรมแผนที่ทหารของไทย (จะเรียกว่าเป็นฉบับแปลเป็นไปก็น่าจะได้อยู่) เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ เท่าที่ดูเข้าใจว่าข้อมูลที่ใช้ก็อิงมาจากฉบับพิมพ์ครั้งแรก แต่มีการปรับแก้ความถูกต้องในบางจุด ดังตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นในรูปที่ ๓ และ ๔ ที่เป็นส่วนของเส้นทางรถไฟบรรทุกไม้ของบริษัทศรีมหาราชา

รูปที่ ๓ แผนที่เส้นทางรถไฟลากไม้ของบริษัทศรีมหาราชาที่ปรากฏในแผนที่ชุด L509 พิมพ์ครั้งที่ ๑ โดยกองทัพสหรัฐ (ในกรอบสี่เหลี่ยมประสีแดง) ปลายทางของเส้นแยกไปทางด้านทิศเหนือไปสิ้นสุดที่บริเวณบ้านบึงไม้แก่น ส่วนสายที่แยกลงมาทางด้านใต้นั้นไปสิ้นสุดแถวบ้านพันเสด็จใน

รูปที่ ๔ แผนที่เส้นทางรถไฟลากไม้ของบริษัทศรีมหาราชาที่ปรากฏในแผนที่ชุด L509 พิมพ์ครั้งที่ ๒ โดยกรมแผนที่ทหารของไทยบอกแนวปลายทางที่ไปไกลกว่า คือสายแยกทางด้านบนนั้นมีการต่อไปจนถึงบ้านหนองปรือและหนองตาสน ในขณะที่สายแยกลงล่างนั้นมีทางแยกจากบ้านพันเสด็จในผ่านไปยังบ้านระเวิงและบ้านเก่า

รูปที่ ๕ แผนที่ในรูปที่ ๕ ถึง ๗ นำมาจาก https://911gfx.nexus.net/thailand.html เข้าใจว่าเป็นฉบับที่จัดทำในปีค.ศ. ๑๙๖๗ หรือพ.ศ. ๒๕๑๐ หรือประมาณ ๑๐ หลังแผนทีชุด L509 ที่เอามุมนี้ของแผนที่มาแสดงก็เพื่อเป็นการบันทึกข้อมูลว่าแผนที่ฉบับนี้ใครเป็นผู้จัดทำ จัดทำเมื่อใด และใช้ข้อมูลจากไหน (รูปที่ ๑ และ ๒ ที่นำมาแสดงก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน)

รูปที่ ๖ แผนที่บริเวณอำเภอศรีราชา ยังแสดงเส้นทางรถไฟลากไม้ (ตามแนวเส้นประสีแดง) ที่เหมือนกับแผนที่ชุด L509 ที่จัดทำโดยกรมแผนที่ทหาร (รูปที่ ๔)


รูปที่ ๗ แผนที่ส่วนต่อด้านทิศตะวันออกของรูปที่ ๖ แนวเส้นทางรถไฟลากไม้คือแนวเส้นประสีแดงสองแนวที่อยู่ทางด้านซ้ายของรูป

รูปที่ ๘ แผนที่นี้นำมาจาก http://legacy.lib.utexas.edu/maps/tpc/txu-pclmaps-oclc-22834566_k-9b.jpg ในหัวข้อที่ว่า "Tactical Pilotage Chart Series - World 1:500,000 Scale" คือเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับการเดินอากาศของทางกองทัพ ตัวแผนที่มีการระบุว่าใช้ข้อมูลปีค.ศ. ๑๙๖๘ (พ.ศ. ๒๕๑๑) แต่มีการปรับปรุงแก้ไขในเดือนกุมภาพันธ์ปีค.ศ. ๑๙๘๔ (พ.ศ. ๒๕๒๗) แต่เน้นความถูกต้องเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเดินอากาศ (คือสถานีควบคุมและขอบเขต) ไม่ได้เน้นปรับปรุงความถูกต้องของรายละเอียดต่าง ๆ ที่อยู่บนพื้นดิน

รูปที่ ๙ แผนที่เส้นทางรถไฟที่ปรากฏในแผนที่รูปที่ ๘ ตอนนี้ถูกแยกออกเป็น ๒ ส่วน คือเส้นด้านล่างจากศรีราชาจุด (1) ไปยังจุด (2) และเส้นบนจากแถวบ้านโค้งดาราที่จุด (3) ไปแถวบ้านหัวกุญแจที่จุด (4) และ (5) เข้าใจว่าน่าจะเป็นโรงงานน้ำตาล


รูปที่ ๑๐ แผนที่นี้นำมาจาก http://legacy.lib.utexas.edu/maps/onc/txu-pclmaps-oclc-8322829_k_9.jpg ในหัวข้อเดียวกับรูปที่ ๘ ฉบับนี้บอกว่าใช้ข้อมูลปีค.ศ. ๑๙๖๗ (พ.ศ. ๒๕๑๐) แต่เป็นฉบับปรับปรุงเดือนมิถุนายนปีค.ศ. ๑๙๘๔ (พ.ศ. ๒๕๒๗) คือดูเมื่อเทียบกับรูปที่ ๘ และ ๙ แล้ว ดูเหมือนว่าฉบับนี้จะใช้แผนที่เก่ากว่า แต่ข้อมูลสำหรับการเดินอากาศจะทันสมัยกว่า

รูปที่ ๑๑ ภาพขยายบริเวณทางรถไฟลากไม้ ภาพนี้ยังเป็นเส้นทางต่อเนื่องกันเริ่มจาก (1) ศรีราชา ไปแยกที่ (2) ลงใต้เส้นหนึ่งไปยัง (3) และอีกเส้นหนึ่งขึ้นเหนือไปที่ (4) และ (5)